3
ปีศาจย่อมต้องอยู่แดนปีศาจ
เป็เวลาร่วมอาทิตย์ที่อคีล่าอยู่ในดินแดนคนแคระ เขาพยายามทำตัวให้ยุ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เื่การปะาชีวิตของบิดาก็ไม่เคยหายไปจากความคิด
“วันนี้เราต้องพาเซสไปหาอาหาร” อคีล่าเดินนำเด็กหนุ่มผู้ช่วยไปหาัของตน
ัสีนิลกาฬตัวใหญ่ครางฮึ่มเมื่อเห็นอัศวินคนโปรดของมัน ดวงตาสีเพลิงจ้องมองชายหนุ่มอย่างคาดโทษ วันนี้เป็วันที่อัศวินของมันต้องพาออกไปหาอาหาร
“ับางตัวกินแค่เนื้อแกะ เนื้อวัว หรือเนื้อม้าก็คงไม่เพียงพอ เ้าต้องสังเกตดูขนาดตัวของัด้วย ว่ามันมีพละกำลังมากมายแค่ไหน จะได้รู้ว่าต้องพามันออกไปกินอะไรบ้าง” อัศวินัอันดับหนึ่งพูดกับผู้ช่วยของตนด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ “เซสตัวใหญ่มากกว่าัตัวอื่นๆ ฉะนั้นเ้าต้องพามันออกไปนอกทะเลเพื่อให้มันหาปลาหรืออะไรก็ได้ที่มันชอบ แล้วปล่อยให้มันกินจนอิ่ม”
“แล้วเราจะพาเ้าเซสไปที่ไหนหรือครับ” ลีออนถามขณะมองอคีล่าปีนขึ้นไปยังหลังั
“ทะเลหิรัณย์”
“ไม่ใช่อ่าวเฮลิทส์หรือครับ”
“อ่าวเฮลิทส์ไม่มีวาฬหรืองูทะเลให้ักินหรอกนะ และตอนนี้เราก็ไม่ได้อยู่ใกล้อ่าวเฮลิทส์เลย เ้าอยากขี่ัข้ามวันเพราะแค่จะพามันไปหาอาหารอย่างนั้นหรือ”
“เอ่อ ไม่ขอรับ” เด็กหนุ่มถอนหายใจให้กับความหัวช้าของตน ก็ไม่เชิงว่าเขาหัวช้านักหรอก เขาเพียงไม่ใคร่จะสนใจการท่องจำสักเท่าไร ลีออนสวมหมวกเกราะและแบกข้าวของตามที่จำเป็ขึ้นประจำตำแหน่งของตน
ัตัวใหญ่ทะยานขึ้นเหนือท้องนภา มุ่งหน้าไปยังทะเลหิรัณย์
“รู้ใช่ไหมว่าถ้าบินไปทางทิศตะวันตกจะเป็แดนแฟรี่” ก่อนกระแสลมจะพัดพากลบเสียง เซอร์อคีล่าก็ถือโอกาสสั่งสอนเขาเช่นเคย
“ข้าทราบขอรับ” ลีออนรีบเกาะบังเหียนของตนแน่นขึ้น
“พวกแฟรี่เป็เผ่าพันธุ์ที่เชื่อไม่ค่อยได้ ข้าไม่ได้หมายถึงสติปัญญานะ เผื่อเ้ายังไม่รู้ พวกแฟรี่สามารถบิดเบือนการมองเห็นของพวกเราได้ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากอยู่ในแดนแฟรี่ เ้าจะต้องไม่เชื่อใครเด็ดขาด หากเ้าลังเลขึ้นมาเมื่อใด เมื่อนั้นคือเวลาที่เ้าต้องหาทางออกจากอันนีเวเลียซะ” ลีออนพยักหน้ารับก่อนะโตอบรับไปตามน้ำ เื่ที่ฟังมามันก็น่ากลัวพอสมควร แต่คงใช้เวลาอีกนานเผื่อเขาจะได้ไปเยือนแดนแฟรี่ “แต่พวกนั้นก็คงไม่กล้าทำอันตรายอัศวินัอยู่แล้ว หรือถ้าจะทำก็คงไม่ปล่อยให้หนีรอดไปได้ และอาจจะโบ้ยความผิดให้เผ่าอื่นแทน ซึ่งแดนปีศาจมักจะโดนบ่อย และเราไม่ได้รับคำสั่งให้ดูแลความถูกต้องในเื่นั้น”
ปกติอคีล่าจะเงียบในเวลาที่นั่งอยู่บนหลังั แต่น่าแปลกที่เขากลับพล่ามเื่ยุ่งเหยิงในวงการอัศวินัเสียอย่างนั้น หัวหน้าหน่วยเองก็ใช่ไม่รู้ตัว ทว่าจะให้ทำอย่างอื่นเพื่อเบี่ยงเบนความเ็ปของตนเองก็ไม่มีสิ่งใดช่วยได้นอกจากการขยับปาก
ผู้ช่วยสังเกตอาการผิดปกติได้เสมอ แม้ตลอดทั้งอาทิตย์เซอร์อคีล่าเป็หัวหน้าหน่วยที่ดีเยี่ยม ทว่ายิ่งนานเท่าไรก็ดูเหมือนบุตรชายของลอร์ดเฮนรี่จะมีท่าทีไม่เป็ตัวเองขึ้นเรื่อยๆ หากนับเวลาดีๆ แล้ว เที่ยงวันพรุ่งนี้ก็เป็วันถูกปะาของกลุ่มผู้สนับสนุนแดนปีศาจ คนเป็พ่อลูก ถึงอย่างไรก็ตัดกันไม่ขาดหรอก ต้องมีโศกเศร้ากันบ้างเป็ธรรมดา
เมื่อพาเ้าเซสออกหาอาหารได้ราวสี่ชั่วโมง อคีล่าก็พาผู้ช่วยของตนกลับมายังดินแดนคนแคระ
ท้องฟ้าในยามทิวาที่ดินแดนคนแคระไม่เหมือนอย่างเคย เวลานี้มันช่างมืดมนแข่งกับจิตใจของอัศวินหนุ่มที่ยืนอยู่ท่ามกลางเหล่าั อคีล่ายืนมองกลุ่มคนที่เดินกันขวักไขว่ เขามองอยู่นาน จนกระทั่งตัดสินใจก้าวเดินผ่านกลุ่มอัศวินและผู้ช่วย มุ่งหน้ากลับไปยังเนินเขาลูกใหญ่ที่ที่มีัของตนนอนอยู่โดยไม่สนใจสายตาของเหล่าอัศวินที่มองมา
“ไม่เอ่ยชื่อเ้าหรอก เพราะข้าก็ไม่อยากเห็นเ้าซวยไปตามพ่อของเ้า”
“เซอร์ฟอลคอนขอรับ! ท่านจะไปไหน” เสียงของผู้ช่วยวัยละอ่อนที่วิ่งตามมาอย่างทุลักทุเละโเรียกมาแต่ไกล “อัศวินในหน่วยตามหาท่านกันใหญ่แล้วนะครับ! ไม่รีบไปเดี๋ยวงานจะไม่เดินนะครับ!”
เสียงะโที่วิ่งตามมาดังเข้าหูซ่ายทะลุหูขวา อคีล่ายังคงเดินต่อไป ัที่เขาเดินผ่านต่างยื่นหน้าเข้ามาราวกับเป็ห่วงเป็ใย จนลีออนที่วิ่งตามมาต้องผวาหลบหลีกเป็พัลวัน
อัศวินอันดับหนึ่งปีนขึ้นหลังัของตนโดยไม่ฟังคำทัดทานของผู้ช่วย เขาบอกลีออนให้โยนหน้าที่ให้หัวหน้าอัศวินอีกหน่วยรับผิดชอบและฝากบอกว่าเขาจะชดใช้ทุกอย่างให้อย่างงาม หลังจากนั้นัตัวั์ก็ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าสีหม่น ฝุ่นควันจากพื้นดินลอยคลุ้งไปทั่วบริเวณจนลีออนมองไม่เห็นหัวหน้าของตน รู้ตัวอีกทีก็เห็นเพียงสัตว์มีปีกสีดำๆ บินออกไปไกลด้านเทือกเขาอัลเวลส์เสียแล้ว
“เซอร์ฟอลคอนไปไหนน่ะ” เสียงอัศวินหน่วยค้นหาโกเมนเอ่ยถามพลางป้องตาดูัตาม
“เอ่อ พาัไปหางูทะเลน่ะ เดี๋ยวก็กลับมา เ้าเซสมันกินเยอะ”
“เหรอ ข้านึกว่าเขาเสียใจที่ลอร์ดเฮนรี่ ฟอลคอนจะถูกปะาเสียอีก เที่ยงวันพรุ่งนี้นี่เอง คงไม่ใช่ว่าเขาจะกลับไมนีเซียในขณะที่ทำภารกิจยังไม่สำเร็จนะ” ว่าจบก็เดินจากไปเงียบๆ
ผู้ช่วยหนุ่มได้แต่ยืนนิ่งพลางเม้มริมฝีปาก ด้วยรู้ดีว่าอัศวินของตนกำลังจะทำสิ่งใด
“เ้าขี่ักลับจากแดนคนแคระเพื่อไปช่วยพ่อเ้างั้นรึ” ไมเคิลทำท่าครุ่นคิด “แต่ก็ช่วยไม่สำเร็จสินะ อ้อ การหลบหนีภารกิจของพวกอัศวินั โทษส่วนใหญ่ก็คงถูกปะา”
“ถ้ายังไม่เชื่อ ข้าก็ไม่มีอะไรจะเล่าแล้ว” อคีล่าถอนหายใจอย่างปลงตก ทว่าในใจก็เริ่มคับแค้นที่ตนฟื้นขึ้นมาในป่าปีศาจ นั่นแสดงให้เห็นแล้วว่ามาร์คัสดูถูกเหยียดหยามเขามากเหลือเกิน เพราะเป็บุตรของชายที่อยากผูกมิตรกับแดนปีศาจ ดังนั้นร่างของเขาจึงถูกนำไปทิ้งในป่าแดนปีศาจ ป่านนี้ดยุคฮาร์ลานคงคับแค้นใจอยู่พอสมควร ทั้งบุตรชายและหลานชายได้ถูกปลิดชีพในวันเดียวกัน ดวงใจของพวกเขาคงแตกสลาย
“ข้าเอายาเพิ่มพละกำลังมาให้เ้า” อคีล่าพยายามไม่ปักใจเชื่อในสิ่งที่ตนกำลังคิด แมรี่จะหักหลังเขาได้ลงคออย่างนั้นหรือ แต่เขาก็ยังคงติดใจเื่ที่แพ้อาเธอร์ แองเกอร์ในสนามประลองมาเรน่า เพราะไม่ว่าจะเจอกับคู่ต่อสู้คนใดก็ตาม เขาจะสามารถจัดการล้มคนพวกนั้นได้ทุกครั้ง หากเป็คนที่แข็งแกร่งและไม่เคยเจอมาก่อนเขาคงไม่กังขา แต่เขาแพ้อาเธอร์ จากตระกูลแองเกอร์อย่างนั้นหรือ ชายหนุ่มแค่นหัวเราะ
“ข้าก็อยากจะเชื่อว่าเ้าพูดความจริงนะ พ่ออัศวินั” ปีศาจหนุ่มกระตุกเชือกจูงเขาไปตามทางเดินที่แห้งแล้ง พวกเขาลงจากโกเล็มมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว “แต่ข้ามีบางอย่างที่อยากให้เ้าดู” ไมเคิลปลดเชือกที่รัดข้อมืออคีล่าออกข้างหนึ่งก่อนยื่นมีดเล่มเล็กให้ผู้ที่อ้างตนว่าเป็มนุษย์ ลักษณะของมีดเหมือนกับมีดในความฝันไม่มีผิด
“ช่วยกรีดสีเืให้ดูหน่อยสิ” อคีล่ารับมีดมา หัวใจของเขาเต้นรัวเร็วจนผิดปกติ แรงกดดันจากั์ตาสีอเมทิสต์ของเชลีน่าทำให้เขาต้องรวบรวมสติเป็พิเศษ
“องค์หญิง เขากลัวท่านเอาเื่นะ” ไมเคิลจงใจพูดให้ชายหนุ่มได้ยิน เชลีน่ายังนิ่งเฉยและจ้องมองไม่วางตา
อคีล่าเล็งคมมีดเฉือนเข้าที่ฝ่ามือ สีเืที่เคยเป็สีแดง บัดนี้มันคือสีดำรัตติกาลดังเช่นพวกปีศาจ ชายหนุ่มเริ่มหายใจไม่ทั่วท้อง มือที่ถือมีดสั่นเล็กน้อย
“ลูกแตกต่างจากคนทั่วไปนะ อคีล่า” คำพูดไร้สาระจากบิดาและมารดาลอยเข้าโสตประสาท มีดสั้นร่วงหล่น นี่ข้ากลายเป็ตัวอะไร ดวงตาสีมรกตเบิกกว้างจ้องมองกลุ่มเืที่ไหลนองลงพื้นดิน
“เ้าไม่ใช่มนุษย์” องค์หญิงั์ตาสีอเมทิสต์เดินเข้ามาใกล้เขา ดวงตาของนางว่างเปล่า เวิ้งว้างเหมือนกับดินแดนแห่งผืนทรายเหล่านี้ “…หมดเวลาซักถามแล้ว เราจะกลับกันเดี๋ยวนี้”
“ข้าอยากนั่งเรือชมนกชมไม้ น่าเสียดาย” ปีศาจหนุ่มบ่นอุบ ทั้งที่รู้ว่าการชมนกชมไม้นั้นคือการนั่งดูดินแดนอันแห้งแล้งของตนก็ตาม
อคีล่าที่ยังตั้งสติไม่ได้ยังคงทรุดอยู่บนพื้นเช่นเดิม ไมเคิลก้มลงมาเก็บมีดก่อนกระชากเขาให้ยืนขึ้นอย่างง่ายดาย ปีศาจหนุ่มไม่ทันได้สังเกตเห็นความผิดปกติในดวงตาสีมรกตที่เปลี่ยนไป และในขณะที่เขากำลังจะเสกเถาวัลย์มาพันรอบแขนอคีล่านั้นเอง มนุษย์ที่ไม่ยอมรับว่าตนกลายเป็ปีศาจก็สลัดตัวออกจากเขาก่อนใช้เท้าถีบปีศาจหนุ่มออกไปเต็มแรงและออกวิ่งสุดชีวิต
อคีล่าแอบใช้มีดตัดเชือกเล็กน้อยให้พอกระชากจนขาดได้โดยที่ไมเคิลไม่ทันสังเกต
ในเมื่อได้กลายเป็ปีศาจ พละกำลังก็ย่อมเทียบเท่าปีศาจ อคีล่าะโข้ามโขดหินและหลบหลีกสิ่งกีดขวางได้อย่างง่ายดาย เขาเหลือบมองหางตาเห็นสิ่งมีชีวิตคล้ายภูติตัวจิ๋วกำลังลอยตามมาติดๆ ปณิธานสูงสุดในตอนนี้คือการกลับไปหาท่านปู่ท่านย่าที่เมืองลาคอส เขาจึงออกกำลังวิ่งเท่าที่ร่างกายจะทำได้
หากแต่ปีศาจสาวั์ตาสีม่วงก็ปรากฏขึ้นด้านหน้าเขาและกางฝ่ามือเข้ารวบที่ลำคอของเขาอย่างรวดเร็ว อคีล่าพยายามดิ้นให้หลุดจากพันธนาการของนาง ทว่าแรงชายอย่างเขากลับไม่ทำให้ฝ่ามือนี้ขยับเขยื้อนเลย เชลีน่ายิ้มพลางหัวเราะเล็กน้อย
“เ้าช่างไม่รู้อะไรเลย” นางกล่าวเสียงเบา “ไม่มีปีศาจตนไหนที่ไม่รู้จักข้า ถ้าเ้าเป็ปีศาจจริงก็คงไม่อยากวิ่งหนีข้าหรอก เหนื่อยเสียเปล่า และหากเ้าเป็อัศวินัก็คงเป็อัศวินัที่ไม่ได้เื่” อคีล่าบีบข้อมือเล็กจนสุดแรง แต่ทั้งจิกทั้งบีบและข่วนจนเืซิบนางก็ไม่รู้สึกอะไร
“แรงเยอะเป็บ้าเลยนะ อดีตมนุษย์ ถีบข้าจนกระเด็นไปไกลเชียว” เมื่อเชลีน่าคลายฝ่ามือออก ไมเคิลก็เข้าล็อคคอเขาต่อทันที “เ้าทำให้ข้าดูโง่” เขาพูดอย่างหัวเสีย
“อย่าสร้างปัญหาให้มากนัก ถ้ายังไม่อยากตายด้วยน้ำมือของชาวปีศาจ” องค์หญิงแดนปีศาจว่าก่อนจะเสกบาเรียที่คล้ายกับประตูขึ้นมา “ยินดีต้อนรับสู่ปราสาทแห่งแวนเดีย”
พระราชวังที่ตั้งอยู่ตรงกลางของสะพานเชื่อมระหว่างหน้าผาสูงปรากฏประจักษ์ต่อหน้าของอัศวินัผู้ไม่เคยย่างกรายมาที่แดนปีศาจ ปราสาทใหญ่น้อยสร้างด้วยหินอ่อนสีขาวและสีดำสลับกันสวยงามอย่างน่าประหลาด ไม่ค่อยมีต้นไม้หรือสิ่งมีชีวิตอย่างอื่นนัก นอกจากสัตว์ประหลาดที่แข็งเป็หินในยามกลางวันที่ปีศาจไมเคิลบ่นให้ฟังว่ามันคือโทรลล์ที่คอยก่อกวนในยามค่ำคืน
ประตูทางเข้ามีั์สีเทาสองตนเฝ้าอยู่ ั์ตาของพวกมันเป็สีน้ำตาลอ่อนเรืองรอง ที่กลางอกมีผนึกอัญมณีสีน้ำตาลฝังอยู่ มันขยับตัวเพื่อเปิดประตูหินสีดำสลับขาว อคีล่าที่กำลังเดินตามหลังสองปีศาจชะงักงันด้วยความหวาดกลัว โกเล็มเหล่านี้น่ากลัวกว่าโกเล็มพฤกษาที่พวกปีศาจใช้พาข้ามกลุ่มหินสูงชันเสียอีก
“เ้ากลัวโกเล็มศิลางั้นรึ ไม่สมกับเป็อัศวินัเลยนะ” ไมเคิลหันมาค่อนขอดเขาก่อนกระตุกเชือกลากเขาเข้าไปในห้องท้องพระโรง “เ้าควรจะทำท่าหยิ่งยโสมากกว่านี้สักหน่อย กร่างกว่านี้อีกสักนิด” ปีศาจหนุ่มพูดพลางดึงเขาให้ก้าวมาเผชิญหน้ากับประมุขแห่งแดนปีศาจ บังคับให้ชายหนุ่มนั่งลงคุกเข่า
“นี่คือคนที่อ้างตัวว่าเป็มนุษย์งั้นรึ” าาปีศาจ คาร์ลอส สตอร์มเอ่ยทักทายเขาอย่างเ็า รังสีกดดันของเขารุนแรงกว่าองค์หญิงั์ตาสีอเมทิสต์เสียอีก “ยินดีต้อนรับสู่ดินแดนปีศาจ” จากที่หน้าตาเรียบเฉย คาร์ลอสหัวเราะชอบใจเมื่อเห็นสีหน้าเบื่อหน่ายของเชลีน่า
“ท่านอาเลิกทำตัวสบายใจหน่อยก็ดีนะคะ เพราะนี่เป็เื่สำคัญ”
“เอาน่า อย่างน้อยเราก็ไม่ต้องรีบ ไม่มีัมาอาละวาดนี่นา นี่ก็ผ่านมาสองปีแล้วที่มาร์คัสมองข้ามดินแดนของเราและไปสนใจชาวบลิซเซอร์ดอร์ ถือเป็เื่น่ายินดี” คาร์ลอสเอาดาบที่อยู่ในรูปลักษณ์ของมีดสั้นออกมาโยนเล่น
“ชายคนนี้อ้างว่าเขาเป็มนุษย์ทั้งที่เืเป็สีดำอย่างพวกเราค่ะ”
“มีเื่ที่บ้ากว่านี้อีกไหม หลานรัก” คาร์ลอสลุกขึ้นยืนและเดินมาหาเขาช้าๆ และพินิจพิเคราะห์รูปร่างของเขา “ต่างหูสวยดีนี่”
“ปล่อยข้า” าาปีศาจชะงักกับคำพูดห้วนๆ ของอคีล่า “ข้าต้องกลับไมนีเซีย ปล่อยข้า เดี๋ยวนี้” ไม่ว่าเขาจะกลายเป็ตัวอะไร เขาจะไม่มีทางล้มเลิกความตั้งใจที่จะกลับปราสาทเมืองลาคอส เขาจะต้องรู้ให้ได้ว่าท่านปู่ท่านย่ายังคงสบายดี
“ข้าก็รู้สึกแย่ที่เขาพูดห้วนๆ เช่นนั้นเหมือนกันครับ องค์าา” ไมเคิลพูดเหน็บแนม
“น่าเสียดายที่เ้าไปไม่ได้ เสียใจด้วยนะ” คาร์ลอสกำลังจะกลับไปนั่งที่บัลลังก์เช่นเดิม
“นี่มันเื่บ้าอะไร” อคีล่าโพล่งเสียงดัง “ทำไมข้าต้องมาซวยเพราะเผ่าพันธุ์ของพวกเ้าด้วย พ่อข้าที่ตายไปก็เพราะพวกเ้า ข้าต้องมาลำบากถูกทำให้อับอายั้แ่เล็กจนโตก็เพราะพวกเ้า และตอนนี้ข้าก็กำลังกังวลและเป็ทุกข์อย่างถึงที่สุด ก็เพราะพวกเ้า!” ความเศร้าเสียที่ถูกกักเก็บไว้ทะลักออกมา ชายหนุ่มไม่สนใจอะไรอีกแล้ว อะไรที่ทำได้เขาก็จะทำ เพื่อให้ตนหลุดจากเงื้อมมือของปีศาจพวกนี้
“อยากกลับไปลาคอสหรือ ดยุคกับดัชเชสก็สบายดีนะ กลับไปทำไม” คาร์ลอสพูดอย่างสบายใจ “เฟลิกซ์กับแอทเทย่าส่งข่าวเื่นั้นมาบอกข้าแล้วล่ะ” เขาพูดกับสองปีศาจนักรบ
“ข้าไม่เชื่อใครทั้งนั้น จนกว่าจะไปเห็นกับตาของข้าเอง” ชายผมสีเพลิงยืนกรานอย่างถือดี เขาจะไม่มีทางแสดงความกลัวต่อปีศาจพวกนี้เด็ดขาด
“เ้าไปไม่ได้ อย่าให้ข้าต้องพูดซ้ำ” คาร์ลอสเริ่มพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “ข้ารับรองว่าตระกูลเ้ายังไม่ล่มสลาย โปรดเชื่อปีศาจที่ชั่วช้าตนนี้ด้วยเถิด ท่านอัศวินั”
“เขาดื้อด้านดีนะครับ องค์าา เป็คนประเภทที่เหมาะกับการใช้แรงงาน” ไมเคิลพูดขึ้นด้วยแววตาที่เปล่งประกาย
“เราจะไม่หาเหตุผลที่เขากลายเป็ปีศาจหรือคะ ท่านอา” เชลีน่าแย้งพลางมองดูอดีตมนุษย์ที่กำลังอยู่ในความโศกเศร้า “เราต่างก็รู้กันดีว่าการสมสู่ระหว่างเผ่าพันธุ์นั้นเป็ไปไม่ได้”
“ก็...ไว้ค่อยหา แต่ตอนนี้ข้าอยากให้เขาออกแรงสักหน่อยตามที่ลำดับที่สี่พูด” คาร์ลอสยิ้มมุมปากอย่างชอบใจ “ท่านดูเรน ข้าได้คนขุดเหมืองคนเพิ่ม เป็อย่างไรบ้าง หน่วยก้านใช้ได้หรือไม่” าาปีศาจะโถามคนที่เพิ่งเดินเข้ามา
ชายสูงวัยที่ร่างกายยังดูแข็งแรงในชุดคลุมสีเทาเข้มเดินเข้ามาทำความเคารพคาร์ลอส ผมที่เรียบแปล้เสริมให้บุคลิกของเขาเป็คนเ้าระเบียบ ดวงตาสีซีดที่จางลงตามกาลเวลาเหลือบมองอคีล่าก่อนชะงักเล็กน้อย เขาหันมองาาปีศาจด้วยสีหน้าที่ใก่อนรีบทำตัวกลับเป็ปกติ
“ข้าก็ว่าดีพ่ะย่ะค่ะ” เคเนดิส ดูเรน ยิ้มเล็กน้อย “สองคนนั้นยังไม่กลับมาอีกหรือ ข้ารอชาเขียวมาหลายวันแล้วนะ”
“เดี๋ยวก็กลับมาแล้วค่ะ ท่านอาจารย์” เชลีน่ามองตามไมเคิลที่พาอดีตมนุษย์ออกไปจากปราสาท
แวนเดียคือดินแดนที่พวกมนุษย์เรียกว่าดินแดนปีศาจ ซึ่งมันก็ไม่แปลกนัก เพราะดินแดนแห่งนี้เต็มไปด้วยสัตว์ประหลาดที่คอยรังควานอยู่ตลอด แม้จะแห้งแล้งเพียงใดแต่ด้วยเวทมนตร์ที่สถิตอยู่ ณ ดินแดนก็ยังคงทำให้พวกอสุรกายเ่าั้กำเนิดขึ้นและแผลงฤทธิ์ได้อยู่เสมอ และไฟเป็สิ่งเดียวที่กำจัดมันได้อย่างสิ้นซาก
ด้วยเหตุของอสุรกายนั้นเอง พวกมนุษย์จึงเหมารวมว่าผู้คนก็เป็ปีศาจด้วย ทั้งที่ความเป็จริงปีศาจไม่เคยมีอยู่ด้วยซ้ำ จะมีก็แต่พวกสัตว์พิสดาร และหากจะเรียกขานชาวแวนเดียให้ถูกต้อง ‘นักเวท’ จะเป็คำที่เหมาะสมที่สุด
เมื่อพันปีก่อนเหล่าจอมเวททั้งหลายจนปัญญาที่จะกำจัดพวกสัตว์ประหลาดในดินแดนจนต้องยืมแรงพวกัมาใช้ ตระกูลคาโรเลียซเป็พวกที่สร้างอัญมณีสีใสที่ชื่อว่า ‘ดวงใจั’ มันถูกสร้างมาเพื่อทำให้ัยอมศิโรราบต่อสีเืของเผ่าพันธุ์ และเมื่อห้าร้อยปีก่อนนั้น มันเคยเป็ของเผ่าพันธุ์แห่งแวนเดีย พวกมนุษย์เข้าใจว่าัตกมาอยู่ในเงื้อมมือของชาวนักเวทก็เพราะว่ามันคือสัญลักษณ์แห่งการแสดงอำนาจ ชาวโลหิตสีแดงที่ไม่มีพลังวิเศษ ไม่มีพละกำลังดังเช่นชาวนักเวทจึงกระหายที่จะได้ดวงใจัมา เพื่อที่ดินแดนของตนจะได้ขึ้นไปอยู่จุดสูงสุดของมหาทวีปเพนทาเนีย
เมื่อได้ดวงใจัไปจึงเหลิงในอำนาจ ชาวโลหิตสีแดงก่อตั้งอัศวินัขึ้นเพื่อใช้ข่มขวัญและทำลายศัตรูที่ไม่ใช่เผ่าพันธุ์ของตนเอง ปีนี้เป็ปีที่ห้าร้อยที่ัอยู่ในดินแดนมนุษย์
ถึงแม้แวนเดียจะแห้งแล้ง แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่พวกมนุษย์เทียบชั้นไม่ได้ สิ่งนั้นคืออัญมณีที่ไม่มีวันสิ้นสุด เหมืองหลายแห่งถูกขุดและทับถม เมื่อกลับมาขุดใหม่มันก็ยังคงมอบอัญมณีให้เช่นเดิม ชาวปีศาจหรือนักเวทอย่างจะเตรียมอัญมณีให้เหล่าอัศวินัที่ปากแม่น้ำดราเมโดว์ เมื่อพวกเขา้าอัญมณีก็จะส่งอัศวินัมาที่นี่เพียงชั่วคราวเพื่อบอกข่าวและจากไป
ความเกลียดชังระคนหวาดกลัวของาามนุษย์ทำให้พวกเขาไม่กล้าย่างกรายลงดินแดนแห่งนี้ พวกมนุษย์จึงแทบไม่รู้สิ่งใดเกี่ยวกับดินแดนแห่งนี้เลย และด้วยความไม่รู้นี้เอง พวกเขาจึงไม่อาจบีบบังคับชาวแวนเดียให้ส่งอัญมณีจำนวนมากโขดังเช่นชาวคนแคระได้
การนั่งเชิดหน้าอยู่บนหลังของัคือการแสดงอำนาจของาามนุษย์ โดยที่ไม่แม้แต่จะกล้าเหยียบพื้นดินแห่งนี้ มาร์คัสทำได้เพียงขู่เข็นว่าจะใช้ัเผาชาวแวนเดียให้สิ้นซาก
น่าเสียดายที่ความอยากผูกมิตรในอดีตทำให้เกิดวินาศกรรมมายาวนานถึงห้าร้อยปี บรรพบุรุษและคนสำคัญส่วนใหญ่สูญสิ้นในกองเพลิง ประชากรจึงเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของพวกมนุษย์
เชลีน่าทอดมองไมเคิลที่กำลังสั่งให้อคีล่าเข้าไปรวมกับพวกคนงานเหมืองที่กำลังขุดดินอย่างแข็งขัน ชายหนุ่มอดีตมนุษย์ขัดขืนสุดฤทธิ์ ขณะที่คนงานคนอื่นๆ กำลังหัวเราะเยาะเขา ชายผมสีเพลิงสะบัดตัวจากการเกาะกุม โซ่ขนาดใหญ่ที่หากเป็ขามนุษย์มันคงลากไม่ไป ทว่าอคีล่า ฟอลคอนในยามนี้กลายเป็ปีศาจโดยสมบูรณ์ เขาจึงเดินและลากโซ่ตรวนไปมาอย่างยากลำบาก