ร่างที่เหยียบยืนอยู่บนหงส์นภาสูงใหญ่สิบกว่าศอก .. ทั่วร่างส่องแสงสีรุ่งประกายเจิดจำรัส มองเห็นเงาแสงเป็นร่างกายมีแขนขาดังมนุษย์ ที่แปลกประหลาดคือเส้นแสงเป็นรูปสองปีกเรียวยาวโบกกระพือมาจากด้านหลัง
"อะ .. อะ .. องค์มหาตติยะ .." เสียงสั่นเครือจากวิญญาณที่ใกล้แตกสลายของหงสราช มันพยายามยกคอหันหัวกลับมามอง
.. โครมมม ! ร่างสีรุ่งนั้นยกขาขวากระทืบบาทาลงหลังคอเจ้าหงสราชจนแนบติดพื้น มันไม่สามารถกระดิกตัว ปากอ้าตาถลนมีสภาพน่าสมเพช
แสงสีรุ่งลดความแรงกล้าลง ทำให้มองเห็นร่างนั้นได้ชัดเจนขึ้น .. รูปร่างเป็นดังบุรุษสูงโปร่งสมส่วนแข็งแรง ที่ด้านหลังมีปีกเป็นเส้นแสงสีเงินยวงเรียวยาวดังปีกของวิหคยักษ์โบกกระพือเบาๆ
ท่อนบนเปลือยอกเห็นริ้วกล้ามเนื้อ ผิวพรรณขาวผุดผ่องไร้ตำหนิ นุ่งผ้าผืนจีบประณีตสีเงินส่งประกายเลื่อมรุ้งยาวถึงหัวเข่า ประดับสายคาดเอวสร้อยสังวาลทำด้วยอัญมณีวิบวับ
ผมหยักศกสีเงินยาวสยายปัดไปด้านหลัง ใบหน้างดงามราวอิสตรี ใต้คิ้วเรียวดำเข้มคือดวงตาอันคมกริบ กำลังจ้องมองหงส์นภาที่ใต้ฝ่าเท้าของมัน
สิ่งนั้นคือ .. 'เทวะต้นกำเนิด' .. เทวะที่แท้จริงมีพลังแห่งเทวะอันบริสุทธิ์
ฮึ ฮึ ฮึ .. เสียงหัวเราะภายในลำคอจากองค์เทวะ "หงสราช เจ้าทาสทรยศ .."
"และแล้วก็ถึงวันนี้ .. วันที่ดวงวิญญาณของเจ้ามิได้ผูกอยู่กับพันธะใด .. ฮ่า ฮ่า ฮ่า"
หงสราชหมอบราบไม่ไหวติง มันนอนแน่นิ่งไม่ขัดขืน ไม่มีการดิ้นรนใดๆ ราวกับยินยอมให้องค์เทวะทำอย่างไรกับมันก็ได้
อุทัยตั้งสติหวนคิด .. ในเมื่อมีเผ่าพันธุ์อสูรเช่นบิดาบุญธรรม ก็ต้องมีเผ่าพันธุ์เทวะอยู่ด้วยเช่นกัน
จั๊กกกก .. เจ้าเวรุงกะบนบ่าขวายิ่งตื่นเต้น การได้พบเจอเทวะชั้นสูงเช่นนี้มิใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นโดยง่าย
แมวน้อยซิงซิงบนบ่าซ้ายครางเบาๆ "เทวะ .. เป็นองค์เทวะ .." นางยังตกตะลึงกับร่างศักดิ์สิทธิ์ที่เบื้องหน้า
อุทัยกล่าวพึมพำ "มหาตติยะ .." องค์เทวะที่หงสราชเรียกขาน
แม๊ววววว .. แมวน้อยซิงซิงกล่าวตาม ".. มหาตติยะ .. หรือ"
จั๊กกก .. จั๊กกก .. เจ้าเวรุงกะหันมากล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "มหาตติยะ .. มหาเทวะลำดับสาม .." อุทัยและแมวน้อยซิงซิงหันมามองหน้าเจ้าวานรน้อยโดยทันใด
เจ้าจ๋อกอดอกกล่าวต่อ ".. หนึ่งในเก้ามหาเทวาต้นกำเนิด .. เก้าเทวะผู้ยิ่งใหญ่สูงสุดแห่งสรวงสวรรค์" มันทำท่าทีกระหยิ่มยิ้มราวเป็นผู้รอบรู้เรื่องราวทั้งปวง
เมื่อเห็นสายตาสองคู่จ้องมอง เจ้าลูกวานรทำท่าเขินๆ แลบลิ้นกล่าวว่า "เป็นข้าจดจำจากคำสนทนาของบิดา ยามท่านร่ำสุรากับเหล่าสหายอสูร .. แฮร่ .."
.. เทวะที่ปรากฏกายเป็นถึงหนึ่งใน 'เก้ามหาเทวาบรรพกาล' ผู้ยิ่งใหญ่ ..
.. จากการบอกเล่าของบิดาอสูร เหล่าเทวะชั้นสูงล้วนถืออัตตาแห่งตนที่สุด การมาของเทวะองค์นี้หามีจิตอันเป็นกุศลไม่
.. คิดได้เช่นนั้น .. จิตสมาธิของอุทัยตื่นพร้อม เท้าของมันก้าวถอยหลังจ้องมององค์เทวะด้วยความระมัดระวัง
องค์เทวะถูกสภาวะจ้องมองของอุทัยสะกิดความสนใจ .. หันกลับมาพบเห็นทั้งสามยืนอยู่ไกลๆ พวกมันเกาะกุมกันเป็นกลุ่มก้อนมองเป็นภาพแปลกตา
.. องค์เทวะครุ่นคิด .. นี่เรานิทราเนิ่นนานเกินไปหรือ ..
.. ตัวอันใดช่างประหลาดมิเคยพบเห็น มีสามหัวสามเผ่าพันธุ์ในตัวเดียว
.. ทั้งกลิ่นแห่งจิตวิญญาณยังพิสดาร .. คล้ายคุ้นเคย .. คล้ายไม่คุ้นเคย .. มันคืออะไร
ส่วนราชครูเฒ่าพิจารณาร่างสีเงินที่เบื้องหน้า .. ความปีติบังเกิด .. ค่ำคืนนี้ถือสิริมงคล
นอกจากสังหารวิญญาณร้ายหยุดยั้งเวทมนตร์มหาภัย แล้วยังได้พบเจอองค์เทวะผู้ทรงธรรม โบยบินลงมาจากแดนสวรรค์ กำลังเหยียบยันวิญญาณร้ายนั้นไว้ใต้ฝ่าบาทา
แล้วจึงกระหยิ่มยิ้มแนบกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ไว้ที่ข้างแขน คุกเข่าทั้งสองก้มศีรษะลงกราบกรานนอบน้อมอย่างที่สุด
".. ขอนมัสการองค์เทวะผู้พิสุทธิ์สูงส่ง .. นับเป็นวาสนาผู้ต่ำต้อยดังฝุ่นธุลีผู้นี้" คำยกย่องกล่าวจากปากราชครูเฒ่า คนยังอยู่ในท่าโค้งคารวะยังไม่กล้าเงยขึ้น .. ตั้งแต่มันเกิดมา ราชครูเฒ่ายังไม่เคยแสดงกิริยาเช่นนี้มาก่อน
องค์เทวะละสายตาจากอุทัยและพวก หันมาจ้องมองมหาเวทดาวดึงส์ .. "เจ้าคือ พันธุ์มนุษย์เช่นนั้นหรือ .." องค์เทวะกล่าวทั้งยังพิจารณาด้วยความสนใจ
ราชครูเฒ่าชะงักไปสามวินาที แล้วจึงตอบว่า ".. เรียนมหาเทวะ .. ผู้ต่ำต้อยนี้คือมนุษย์ .. พระเจ้าข้า"
รอยยิ้มเปี่ยมเมตตาปรากฏขึ้น องค์เทวะกล่าว "ช่างวิเศษนัก .. เจ้ามาอยู่ได้เหมาะเจาะอย่างยิ่ง .. หรือนี่ เป็นชะตาที่องค์เทพบิดรลิขิตไว้"
"..." ราชครูเฒ่ายิ้มอย่างยินดี เห็นองค์เทวะช่างมีเมตตา ต้องมีสิ่งพิเศษบังเกิดกับมันแน่นอน
องค์เทวะก้มลงมองหงสราชใต้ผ่าเท้า รอยยิ้มแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา ดวงตาคบกริบกราดเกรี้ยวด้วยโทสะ
วาจาบางเบาเครียดเค้นออกจากปาก "ถึงเวลาชดใช้ของพวกมันแล้ว ฮึ ฮึ ฮึ"
หงสราชตัวกระตุกในทันใด มันละล่ำละลักกล่าว ".. องค์มหาเทวา .. โปรดละเว้น .."
.. โครมมมม ! บาทากระทืบร่างหงสราช "วิญญาณใกล้จะแตกดับ ยังมาขอร้องอันใดให้พวกมัน"
.. โครมมมม ! หงสราชถูกกระทืบอีกครั้ง "เจ้าทาสทรยศ .. ทั้งเจ้า .. ทั้งพระบิดา ต่างเห็นพวกมันดีกว่าข้า"
.. โครมมมม ! บาทาที่สามตามมาติดๆ "เสียดาย .. ที่เจ้าจะมิได้อยู่เห็นวันอันวิปโยคที่กำลังมาถึง .. ฮา ฮา ฮา"
องค์เทวะกระทืบหงสราชจนหนำใจก็กระพือปีกแสงสีเงินโบยบิน ร่างหยุดลอยอยู่กลางอากาศเหนือราชครูมหาเวท แล้วจึงกระดิกนิ้วคราหนึ่งร่างราชครูมหาเวทกางแขนขาลอยล่องไม่สามารถขัดขืนได้
ราชครูมหาเวทอุทานร้องเรียก "อะ .. อะ .. องค์มหาเทวะ .."
พลังศักดิ์สิทธิ์สุดลึกล้ำเข้าตรวจสอบราชครูเฒ่าในทันใด พลังชำแรกเข้าสู้เนื้อหนังอวัยวะร่างกาย ตรวจสอบทุกอณูชีพจรปราณ ควานค้นเข้าถึงดวงจิตวิญญาณของมหาเวทดาวดึงส์ แล้วจึงกล่าวชมว่า
"ร่างกายแข็งแกร่ง ทั้งพลังปราณยังเป็นขั้นสุดยอดในหมู่มนุษย์"
"โอ่ววว .. จุ๊ จุ๊ .. เป็นทั้งปราชญ์ เป็นทั้งจอมทัพ ยังมีกองทหารเรือนแสนอีกด้วย .."
"ฮือออ .. เจ้าพุ่งทะลวงอกเจ้าหงส์ทรยศ ด้วยกระบี่เล่มนั้น .. ฮา กระบี่มีพลังแห่งเทวะแท้จริง .. ไม่เลว .. ไม่เลว"
... ขณะเดียวกัน .. อุทัยได้เล่าบันทึกภายในตราหยกนพเทพให้ซิงซิงและเจ้าเวรุงกะฟัง ต่างสรุปกันได้ว่า 'หงสราช' ผู้นี้คือวิญญาณหงส์นภาที่คอยปกป้องเมืองนพรัตน์ และผู้สืบทอดเชื้อสายแห่งบรรพบุรุษชาวมัธยา .. พวกมันทั้งสามตรงเข้าหาหงสราช
ซิงซิงถามอย่างรวดเร็ว "ท่าน .. เป็นเช่นไรบ้าง"
หงสราชนอนพะงาบส่งเสียง "ดวงวิญญาณข้า คงต้องแตกสลายในไม่ช้า"
อุทัยจ้องหงสราชกล่าวว่า "ต้องขอบคุณท่าน ที่ปกปักชาวมัธยามาตลอด" ในฐานะชาวมัธยาผู้หนึ่ง ความสำนึกขอบคุณมาจากก้นบึ้งของจิตใจ
หงสราชพยักหน้ารับรู้ .. อุทัยถามต่อ "แต่ .. เหตุใดเทวะองค์นั้นจึงมีโทสะต่อท่านนัก"
หงสราชส่งเสียงเบื่อหน่าย "ราชบุตรแห่งนายข้า .. พระองค์มีนิสัยเช่นนี้เอง .."
เจ้าเวรุงกะถามบ้าง "เจ้าเป็นเผ่าพันธุ์ทาสหรอกหรือ .."
หงสราชตอบ "เคยเป็น .. นายท่านปลดปล่อยพวกข้าแล้ว .. ตามคำร้องขอของบรรพบุรุษพวกเจ้า" มันหมายถึงอุทัย
หงสราชกล่าวต่อด้วยเสียงแหบพร่า "สิ่งใดเคยเป็นของนายท่าน องค์มหาตติยะล้วนต้องการครอบครอง .. เมื่อไม่ได้ดังจิตประสงค์ .. ก็เป็นเช่นนี้ .. เฮ้อออ" มันถอนใจยาว
แล้วยังกล่าว ".. หนีไป .. พวกเจ้ารีบหนีไปโดยเร็ว หายนะกำลังจะบังเกิดแล้ว" มันเงยหน้าจ้องมององค์เทวะด้วยความหวาดหวั่น
ฮา ฮา ฮา .. เสียงหัวเราะอย่างพอใจขององค์เทวะ ร่างกายราชครูมหาเวทที่ลอยล่องมีคุณภาพเพียงพอให้มันกระทำการบางอย่าง
"เจ้ายินดีรับใช้เรา เทวะอันสูงส่งผู้นี้หรือไม่" องค์เทวะกล่าว
"พะ .. พะ .. พระเจ้าข้า" เสียงตอบรับอันอ่อนแรงของราชครูเฒ่า
"ขอบน้ำใจเจ้า .. เช่นนั้น .. มอบมวลชีวะให้แก่เรา" องค์เทวะยกยิ้มอย่างรื่นเริง
ราชครูเฒ่าตาตื่น "อันใด .. คือ .. อันใด .." .. มวลชีวะคืออะไร .. เทวะที่เบื้องหน้าต้องการสิ่งใดจากมัน
องค์เทวะกระดิกนิ้วอีกคราหนึ่ง พลังปราณภายในราชครูมหาเวทพวยพุ่ง เพิ่มความร้อนแรงอัดแน่นราวภูเขาไฟอันคุกรุ่น
อ๊ากกกกก !!! เสียงร้องของราชครูเฒ่าดังกึกก้องไปทั่วทั้งมิติ เป็นเสียงร้องอันโหยหวนเจ็บปวดสุดพรรณนา กระบี่วิเศษในมือหลุดร่วงลงพื้น
และแล้ว .. ภาพเหตุการณ์อันสุดสยดสยองเกิดขึ้นตรงหน้าอุทัยและพรรคพวก ..
ร่างกายของราชครูเฒ่าสั่นกระตุกอย่างแรง เนื้อหนังค่อยๆ หลุดกร่อนเป็นอณูละเอียด อณูเลือดเนื้อโลหิตสีแดงเข้มปะปนด้วยแก่นปราณพลังชีวิตสีม่วงล่องลอยออกเป็นสายเส้น
องค์เทวะกล่าวราวกำลังเล่นสนุก "เราจะสร้างสิ่งมีชีวิตอันสุดยอด จากชีวะมวลกายาเจ้า ฮา" แล้วยกสองมือหมุนวนบังคับเส้นสายชีวะมวลนั้น
อ๊ากกกกก .. ราชครูมหาเวทใบหน้าบิดเบี้ยวร่ำร้องไม่หยุด "เพราะเหตุใด .. ท่านจึงทำเช่นนี้ .." มันพอจะรู้ถึงชะตากรรมแล้ว
แกนสมองไขกระดูกหลุดลอก .. อณูสายเส้น 'ชีวะมวล' จากราชครูมหาเวทค่อยๆ หมุนวนจับกันเป็นกลุ่มก้อน ที่แกนกลางก่อเกิดเป็นผลึกสีแดงม่วงแวววาว
ราชครูเฒ่าไม่สามารถต้านทานพลังเทวะแม้เพียงน้อย ชีวะมวลไหลออกมาไม่ยอมหยุด แกนกลางก้อนผลึกยิ่งแดงเข้มข้น แสงสีม่วงส่องกระจายวิบวับแวววาว
ราชครูเฒ่าเงียบไป .. ร่างกายของมันไม่เหลือส่วนประกอบที่พอให้ส่งเสียงได้อีก คงเหลือเพียงเศษซากร่างกายผุกร่อนที่เป็นส่วนเกิน
ดวงจิตอันแสนบอบช้ำร่ำร้อง .. ท่าน .. ทำเช่นนี้กับข้ามิได้ .. ข้ามิยินยอม .. ข้ามิยินยอม ..
มันไม่ยินยอมรับการกระทำขององค์เทวะ กลายเป็นวิญญาณคับแค้น ทิ้งซากผีราชครูเฒ่าพุ่งเข้าใส่กระบี่เทวะการีย์ที่ตกอยู่บนพื้นโดยทันใด
.. ดวงวิญญาณเข้าสิงสถิตในกระบี่วิเศษ ถูกพลังศักดิ์สิทธิ์ในกระบี่ห่อหุ้มปกป้องเอาไว้
.. ตัวกระบี่สั่นกระเพื่อมตามการสะอื้นไห้ ดวงวิญญาณประสานเข้าเนื้อกระบี่ แล้วค่อยๆ ลอยหมุนคว้างดังมีชีวิต
.. ดวงวิญญาณยังร่ำร้องประท้วงไม่หยุด .. ข้ามิยินยอม .. ข้ามิยินยอม .. เอาร่างกายของข้าคืนมา .. อ๊ากกกกกกก !!!!
กระบี่เทวะการีย์ชี้ปลายขึ้นด้านบน คมกระบี่ศักดิ์สิทธิ์เปล่งประกายเจิดจ้า แล้วจึงพุ่งทะยานเข้าใส่องค์เทวะในบัดดล
.. วิ้วววววว !!! กระบี่เทวะการีย์บินทะยานแหวกอากาศ ดวงวิญญาณอาฆาตเข้าควบคุมหวังชำระความแค้นที่ถูกกระทำ
องค์เทวะลอยกระพือปีกเบาๆ ดวงตาจ้องมองก้อนผลึกสีแดงตาเขม็ง มือซ้ายขวากวัดแกว่งก่อเกิดก้อนเป็นผลึกใสๆ เท่าเมล็ดถั่วภายในก้อนผลึกสีแดง
"เรากำลังใช้สมาธิ .. ห้ามรบกวน .." แล้วยกมือซ้ายมายังทิศทางของกระบี่ พลังเทวะบางเบาถูกปล่อยออกจากฝ่ามือ มองเห็นกลุ่มปราณสีเงินยวงวิ่งเป็นสายชนกระบี่เข้าอย่างจัง
.. เปรี้ยงงงง !!! แรงปะทะทำกระบี่กระดอนเปลี่ยนทิศทางอย่างแรง กระบี่หมุนเด้งเหวี่ยงคว้างไปหาอุทัยและพวก
"บิดามัน .. มาทางนี้แล้ว .." เสียงก่นด่าของอุทัย
จ๊ากกก .. เจ้าเวรุงกะร้องเสียงหลง ตาเบิ่งโพลงจ้องมองกระบี่
แม๊กกกก .. แมวน้อยซิงซิงร้องเสียงดัง .. ทั้งสามต่างว่องไวกระโจนหนีอย่างไม่คิดชีวิต
.. ฉึกกกก !!! กระบี่ปักลงตรงพื้นที่พวกมันเคยหยุดยืนอยู่ .. แรงกระแทกทำด้ามกระบี่สะท้านสั่นไหวไม่หยุด
องค์เทวะกำลังสาละวน .. อณูชีวะมวลดูดลอยหมุนวนเข้าผลึกแกนกลาง ผลึกใสรูปเมล็ดถั่วค่อยๆ ขยายตัวจนใหญ่เท่ากำปั้น มองเห็นเป็นสองส่วนเชื่อมต่อกัน
ส่วนบนเป็นทรงกลมตรงปลายด้านล่างมีจุดเล็กๆ สี่ห้าจุด มองดูคล้ายหูปากจมูกและดวงตาที่ปิดสนิท ส่วนล่างยืดยาวมีตุ่มเล็กๆ สี่ตุ่มงอกออกมาเป็นแขนและขาอย่างละสองข้าง
.. ลักษณะเป็นดังทารกที่เพิ่งก่อตัวในครรภ์มารดา ผิวหนังบางใสมองเห็นสมอง เส้นเลือด และอวัยวะภายใน
องค์เทวะยกมือขวากางขึ้นเหนือศีรษะ หัวเราะกล่าวว่า "ฮา ฮา ฮา .. อัญเชิญพระอนุชา .."
บนฝ่ามือขวาเกิดประกายสายฟ้าเปรี๊ยะปร๊ะ !!! สายฟ้านับสิบๆ เส้นวิ่งพล่านเป็นทรงกลม ภายในปรากฏดวงแสงเลื่อมพรายดังแก้วผลึก
ดวงตาองค์เทวะส่งประกายเจิดจ้า มือขวายกประคองดวงแสงสายฟ้า ร่างซีกขวาหมุนง้างเหยียดจนสุดตัว
"จงมากำเนิดในกายานี่เถิด .." องค์เทวะกัดฟันกล่าว .. แล้วจึงเหวี่ยงซัดดวงแสงสายฟ้านั้นออกไปโดยทันใด
ดวงแสงวิ่งอย่างรวดเร็วตรงไปยังร่างทารก .. ทันทีที่ดวงแสงประทับถูก ร่างทารกนั้นสะท้านกระตุกอย่างแรง หัวใจดวงน้อยเริ่มเต้นเป็นครั้งแรก
ตึก ตึก .. ตึก ตึก .. ตึก ตึก .. โลหิตสีแดงแผ่กระจายไปตามเส้นเลือดทั่วกายา .. ชีวิตใหม่กำลังก่อกำเนิด .. ร่างเล็กจิ๋วส่งแสงดังผลึกแก้ว แขนขาน้อยๆ ขยับอย่างบางเบา
ซิงซิงตกตะลึงรำพึงว่า "เป็น .. ไป .. ไม่ได้ .." .. สิ่งชีวิตถือกำเนิดโดยมิต้องอาศัยครรภ์มารดา
อยู่ๆ บรรยากาศโดยรอบก็เกิดการเปลี่ยนแปลง ห้วงมิติเกิดการแปรปรวน ที่ด้านบนมีสายวิชชุนับร้อยพันเส้นวิ่งดังเปรี๊ยะปร๊ะไปทั่ว ที่ไกลตามองผนังผนึกแก้วค่อยๆ ก่อตัวขึ้นห่อหุ้มพวกมันเอาไว้ภายใน
ซิงซิงเรียกสติคืนมา แล้วกล่าวว่า "เทวะองค์นั้นนำกายาเจ้าราชครูเฒ่ามาสร้างชีวิตใหม่ .. ไม่รู้มันจะสร้างเช่นนี้อีกกี่ตัว .. พวกเราสมควรจากไปก่อนดีหรือไม่"
จั๊กกกก .. เจ้าเวรุงกะขนลุกพยักหน้าเห็นด้วย มันกระตุกชายเสื้ออุทัย "เทวะผู้นี้ไม่น่าวางใจ รีบไปเถิดนายท่าน"
อุทัยเห็นด้วยกับทั้งคู่ .. หากรอองค์เทวะสร้างชีวิตใหม่จนสำเร็จ ถึงครานั้นพวกมันคงไปไหนไม่ได้อีกแล้ว
หงสราชกล่าว "อย่ารอช้า .. รีบหนีไป .." มันขยับร่างใช้ปีกทั้งสองพยุงตัวลุกขึ้น พลังวิญญาณเฮือกสุดท้ายถูกดึงออกมาใช้
เจ้าหงส์นภาหยิบกระบี่เทวะที่ปักอยู่กับพื้นขึ้นมา กล่าวกับอุทัย "เจ้าหนุ่ม .. กระบี่เล่มนี้จะนำเจ้าจากไป .. หวังว่าเจ้าจะรวดเร็วพอ .."
อุทัยพยักหน้า "น้ำใจท่าน ยิ่งใหญ่นัก" .. เข้าใจความประสงค์ของหงสราช แล้วจึงเรียกเจ้าเวรุงกะและซิงซิงขึ้นมาอยู่บนบ่าของมัน
หงสราชกล่าวสั่งเสียกับอุทัย "ขอเพียงรักษาไข่ใบสีขาวไว้ มันคือเผ่าพันธุ์ของข้า .." แล้วส่งสายตาบอกทิศทางแก่อุทัย
"ไป .. รีบจากไป .." เสียงตวาดจากหงสราช .. มันใช้ปลายปีกหมุนเหวี่ยงกระบี่วิเศษ
หงสราชใช้ปีกจับกระบี่หมุนเหวี่ยงอยู่หลายรอบ เมื่อได้ความเร็วถึงขีดสุดมันทำการบรรจุพลังวิญญาณที่ยังเหลือลงตัวกระบี่ แล้วปล่อยกระบี่นั้นแหวกอากาศพุ่งไปเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว
ร่างอุทัยหายไปแต่แรก .. มันใช้ท่าร่างอสูรมายาวิ่งไปดักรออยู่ก่อนแล้ว .. อุทัยกระโดดลอยอยู่กลางอากาศมีเจ้าวานรน้อยและซิงซิงเกาะอยู่ที่บ่าทั้งสอง
เป็นจังหวะที่กระบี่พุ่งมายังด้านล่างของอุทัย .. มันจึงทิ้งร่างลงมา ..
.. ตุ๊บบบ .. ร่างของอุทัยร่อนลงหมอบเกาะตรงโคนกระบี่เทวะอย่างเหมาะเจาะพอดี
ม๊าววว เสียงของแมวน้อยซิงซิงร้องอย่างหวาดเสียว
.. ฟิ๊วววววววว .. กระบี่ยังพุ่งทะยานแหวกมิติไปอย่างรวดเร็วโดยมีสิ่งมีชีวิตทั้งสามโดยสารอยู่ด้านบน
เจี๊ยกกกกก .. เจ้าเวรุงกะร้องอย่างตื่นเต้น มันกำลังขี่กระบี่หลบหนีเทวะจิตไม่ปกติผู้นั้น
แต่ทั้งสามต้องตกใจสุดขีด .. เมื่อกระบี่บินมายังสุดขอบของมิติที่เป็นปราณผนึกแก้วเรืองรอง กระบี่เทวะบินฝ่าไปในพลังปราณที่เหนียวหนืด ทำให้ความเร็วลดลงอย่างรวดเร็ว
เมี๊ยววว .. ซิงซิงกล่าว "แย่แล้ว .. พลังปราณเทวะนี้หนาดังม่านปราการ พลังกระบี่มีเพียงพอให้บินผ่านออกไปหรือไม่.."
ขณะอุทัยกำลังครุ่นคิดหาทาง .. ตัวกระบี่ก็สั่นสะท้านขึ้นมาอีกครั้ง
ดวงวิญญาณมหาเวทดาวดึงส์ที่สิงในกระบี่ตื่นตอบสนอง เสียงอันอ่อนแรงกล่าวกับอุทัย '.. เจ้ามารน้อย .. ข้าจะช่วยให้เจ้าออกไป'
ดวงวิญญาณยังกล่าวสั่งต่ออย่างอาลัย '.. ขอเพียงเจ้านำกระบี่เทวะเล่มนี้ ส่งมอบแก่หลานชายข้า .. เพียงเท่านั้น'
อ่าาา .. อุทัยยังไม่ทันตอบคำ กระบี่เทวะก็เกิดพลังปราณดาวดึงส์ม่วงห่อหุ้มไว้
อ๊ากกกกก !!! ดวงวิญญาณมหาเวทดาวดึงส์เผาผลาญปราณขุมสุดท้าย ปราณดาวดึงส์ม่วงทอแสงประกาย กระบี่เทวะเพิ่มความเร็วเป็นเท่าทวีวิ่งฝ่าปราการปราณออกไป
ปราณดาวดึงส์ม่วงขับเคลื่อนกระบี่เทวะอย่างต่อเนื่อง พุ่งฝ่าปราณผนึกแก้วหนาร่วมสิบวา พลังปราณนั้นกำลังแข็งตัวดังกำแพงแก้ว ก่อร่างเป็นปราการปราณขนาดมหึมา
.. ปุ๊งงงง ! .. กระบี่เทวะพุ่งทะลุหลุดออกมายังภายนอก
.. ทั้งสามสูดหายใจเข้าอย่างแรง นำอากาศบริสุทธิ์ของโลกหล้าเข้าปอดน้อยๆ ของพวกมัน
ที่เบื้องล่างคือเมืองราชธานีกรุงนพรัตน์ เมื่อหันมองกลับไปพบเห็นรูปครึ่งทรงกลมเป็นแก้วผลึกขนาดใหญ่ ส่องแสงเรืองรองพร้อมสายวิชชุวิ่งอยู่โดยรอบ
.. ปราการปราณนั้นห่อหุ้มปราสาทหงส์ทะยานไว้ด้านใน ทั้งยังกินบริเวณเมืองราชวังไปเกือบกึ่งหนึ่ง ส่วนกองกำลังทหารกว่าแสนนายของทัพมหาการีย์ถูกกักอยู่ในปราการปราณอันยักษ์แห่งนั้น .. กระบี่เทวะพุ่งฝ่าความมืดของราตรีกาลนำทั้งสามบินหายไปจนลับสายตา ..