ตอนที่ 45 การตัดสินใจของเมอร์ลิน
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
ชายชรายิ้มและเอ่ย “ใช่ นี่คือค่ายกลเคลื่อนย้าย”
เขาก้มแล้วใช้มือสัมผัสกับแท่นหิน มันเป็นแท่นหินทรายที่ดูเหมือนจะไม่แข็งแรง แต่มันกลับทนอยู่ได้หลายร้อยปี
แน่นอนว่าแท่นหินนี้ย่อมเป็นอุปกรณ์เวทมนตร์อย่างหนึ่ง วัสดุหินทรายที่ว่าก็คือวัสดุเวทที่ล้ำค่า ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามันมีราคาที่แพงขนาดไหน
ค่ายกลเคลื่อนย้ายที่ใช้ส่วนตัวไม่ได้มีอยู่มากนัก พวกมันจะถูกติดตั้งไว้ในสถานที่สำคัญเท่านั้น ซึ่งนี่แสดงถึงอิทธิพลของศาสตราจารย์ออสตินว่ามีมากเพียงใด
เมอร์ลินพยายามมองดูอักขระรูนที่สลักบนวงเวทค่ายกลเคลื่อนย้าย เขาอยากรู้ว่าสมการรูนนี้ทำงานอย่างไร
แต่แล้วเสียงของชายชราก็ดังขึ้น
“เธอต้องการทำวิศวกรรมย้อนกลับหรอ?” ศาสตราจารย์ออสตินเอ่ยแซว เมื่อเห็นท่าทางเอาจริงเอาจังของเด็กน้อย
เมอร์ลินยิ้มพลางยกมือขึ้นเกาท้ายทอย
“ไม่ครับ ผมแค่สงสัยว่ามันทำงานยังไงแค่นั้นเอง เคยอ่านแต่ในหนังสือว่ามันสามารถเคลื่อนย้ายจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่งได้ตามค่ายกลที่กำหนด ผมแค่สงสัยว่ามันเคลื่อนย้ายคนได้เร็วขนาดนั้นได้ยังไง ใช้ศาสตร์อะไรเป็นพื้นฐานแล้วใช้อะไรเป็นตัวเคลื่อนผ่าน”
ศาสตราจารย์ออสตินฟังคำถามที่ไม่เหมือนคำถามของเด็กสิบเอ็ดขวบ แต่คำถามเหล่านี้กลับเป็นการสังเกตของนักเวทยาศาสตร์ที่ดี
“บอกตามตรงฉันเองก็ไม่เชี่ยวชาญศาสตร์การเคลื่อนเท่าไหร่นัก แต่ถ้าเธออยากรู้เรื่องนี้จริงๆ เธอสามารถเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเวทมนตร์สาขากลศาสตร์ได้ ที่นั่นเธอจะได้เรียนรู้เรื่องอนุภาคเทเลพอร์ตซึ่งเป็นศาสตร์ตั้งต้นของค่ายกลเคลื่อนย้ายนี้” ชายชรากล่าว
เมอร์ลินที่ได้ยินดังนั้นดวงตาของเขาก็เป็นประกายขึ้นมา
“ที่มหาวิทยาลัยเวทมนตร์มีหนังสือที่สอนเกี่ยวกับเรื่องนี้ไหมครับ?” เด็กน้อยรีบเอ่ย
“แน่นอนว่ามี ห้องสมุดของมหาวิทยาลัยเวทมนตร์ทุกที่ล้วนมีห้องสมุดที่ใหญ่โต มีหนังสือนับแสนนับล้านเล่มให้เธออ่าน มันมีมากพอที่จะให้เธออ่านไปทั้งชีวิตเลยล่ะ” ชายชรากล่าวพลางยิ้ม เขาชื่นชอบความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ของเด็กน้อย
“ผมเข้ามหาวิทยาลัยเวทมนตร์ตอนนี้เลยได้ไหมครับ?” เมอร์ลินเอ่ยถามด้วยท่าทางที่ใสซื่อ
นั่นทำให้ชายชราเลิกคิ้วขึ้น
“เธอไม่อยากเรียนโรงเรียนเวทมนตร์ก่อนหรอ?”
ในตอนแรกเขาคิดว่าจะส่งเด็กน้อยเรียนในโรงเรียนเวทมนตร์ก่อน อย่างน้อยเด็กคนนี้คงสามารถเรียนอยู่ในโรงเรียนเวทมนตร์ชั้นสูงได้อย่างง่ายดาย
ดินแดนนี้โรงเรียนแบ่งออกเป็นสองรูปแบบนั่นคือโรงเรียนพื้นฐาน และโรงเรียนเวทมนตร์
โรงเรียนพื้นฐานจะสอนความรู้พื้นฐานซึ่งจะรับเด็กอายุน้อยไม่ต่ำกว่าสิบสองปีเป็นส่วนใหญ่
ส่วนโรงเรียนเวทมนตร์จะแบ่งออกเป็นโรงเรียนเวทมนตร์ชั้นต้นและชั้นสูง ซึ่งจะสอนความรู้เกี่ยวกับเวทมนตร์โดยเฉพาะ โรงเรียนเวทมนตร์ชั้นต้นจะสอนให้เด็กกลายเป็นนักเวทหนึ่งวงเวทให้พวกเขาเชี่ยวชาญและสามารถกลายเป็นนักเวทระดับต่อไปได้
ส่วนโรงเรียนเวทมนตร์ชั้นสูง พวกเขาจะปลุกปั้นนักเรียนให้กลายเป็นนักเวทสองวงเวทเป็นอย่างน้อย การจบการศึกษาจะทำให้พวกเขากลายเป็นนักเวทเต็มตัวออกสู่โลกภายนอกได้
หากต้องการก้าวหน้าให้สูงกว่านี้พวกเขาจะต้องเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเวทมนตร์ซึ่งสามารถสั่งสอนให้พวกเขาจบมาเป็นนักเวทระดับสูงหรือจอมเวทได้ ซึ่งนั่นเป็นเส้นทางที่ยากลำบากมาก
กล่าวมาถึงตรงนี้เหมือนจะพูดถึงแต่เรื่องนักเวท แต่มันยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่มีความสามารถทางด้านนักเวท แต่จะถนัดทางด้านวิชาการมากกว่า ซึ่งในปัจจุบันคนกลุ่มนี้ก็ได้เพิ่มมากขึ้น นั่นคือสายวิชาการ
การเดินทางสายนี้แม้คนคนนั้นจะเป็นคนธรรมดาไม่ได้กลายเป็นนักเวทก็สามารถเข้าเรียนได้ หากพวกเขามีความสามารถทางด้านวิชาการมากพอ
สีหน้าของเมอร์ลินดูลังเลเล็กน้อย แต่แล้วเขาก็พูดออกมาว่า “ดูเหมือนว่าโรงเรียนเวทมนตร์อาจจะไม่สามารถตอบคำถามภายในหัวของผมได้ ผมอยากเรียนรู้เกี่ยวกับการเป็นนักรูนศาสตร์มากกว่า”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ดวงตาของชายชราก็เบิกกว้างขึ้นอย่างตกใจกับความคิดของเด็กน้อย
“เธอรู้รึเปล่าว่านักรูนศาสตร์นั้นหมายถึงอะไร?” ชายชราเอ่ยถาม
เมอร์ลินพยักหน้าและเอ่ย “รู้ครับ นักรูนศาสตร์คือผู้ที่ใช้รูนศาสตร์ในการศึกษาสิ่งใดๆ ในเชิงนามธรรมตามธรรมชาติโดยแท้ของมัน โดยที่ไม่จำเป็นต้องคิดถึงความเป็นจริงในโลก ผมต้องการสร้างแบบจำลองสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกแห่งความเป็นจริงนี้เหมือนกับนักเวทยาศาสตร์ที่สร้างทฤษฎีต่างๆ ขึ้น ... ผมอยากสร้างทฤษฎีของผมขึ้นเองครับ” เมอร์ลินกล่าวออกมาอย่างมั่นใจ
แน่นอนว่าเจตจำนงนี้ย่อมได้มาจากการอ่านหนังสือทฤษฎีต่างๆ ในห้องสมุดของศาสตราจารย์ออสติน
ในแววตาสีเงินนั้นมีความมุ่งมั่นราวกับมีเปลวไฟที่ลุกโชนอยู่ข้างในนั้น นั่นทำให้ศาสตราจารย์ออสตินถูกความมุ่งมั่นนี้กระตุ้นไปด้วย มันทำให้เขาคิดถึงความรู้สึกในวัยหนุ่มของเขา
จนในที่สุดชายชราก็ถอนหายใจออกมา
“ได้ ถ้าเธอต้องการที่จะเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเวทมนตร์มันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเป็นไปไม่ได้ ฉันจะช่วยเธอเอง”
เขาหยุดไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยออกมาว่า
“แต่ความรู้ของเธอในตอนนี้ยังไม่เพียงพอที่จะผ่านเกณฑ์การสอบเทียบของโรงเรียนเวทมนตร์ชั้นสูงหรอกนะ ฉันรู้ว่าเธออ่านหนังสือที่อยู่ในห้องสมุดพวกนั้นแล้ว แต่หนังสือเหล่านั้นเป็นหนังสืออีกระดับหนึ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนในโรงเรียนเวทมนตร์ หากเธอต้องการผ่านการสอบเทียบนี้จริงๆ เธอต้องเรียนรู้หนังสือของพวกเขา”
“ถ้าอย่างนั้นพวกเราจะไปลงทะเบียนพลเมืองของเธอก่อน แต่ยังไม่ยื่นเรื่องสอบเทียบของเธอในตอนนี้”
ทันทีที่กล่าวจบชายชราก็ไม่ลังเลที่จะหยิบเหรียญตราเหรียญหนึ่งออกมา เขาโยนมันเข้าไปในค่ายกลก่อนจะกระตุ้นเหรียญนั้นให้ปรากฏอักขระรูนมากมายโพยพุ่งออกมา
แท้จริงแล้วเหรียญตรานั้นก็เป็นอุปกรณ์เวทมนตร์ชิ้นหนึ่ง แต่น่าแปลกที่มันไม่มีผลึกเวทฝังอยู่
เมอร์ลินจ้องมองภาพนี้อย่างตื่นตา
อักขระรูนมากมายลอยล่องราวกับดวงดาวบนท้องฟ้า ก่อนที่มันจะพุ่งลงใส่แท่นหิน
ตึงตัง! ตึงตัง! ตึงตัง!
วงเวทบนแท่นหินพลันถูกกระตุ้นให้ทำงาน วงเวทที่ซับซ้อนเรืองแสงขึ้นพร้อมกับอักขระรูนภายในที่หมุนวน แล้วลำแสงยี่สิบสี่สายก็พุ่งออกมา
เมอร์ลินมองเห็นว่าลำแสงทั้งยี่สิบสี่สายนั้นมีอักขระรูนซ่อนอยู่