“ท่านนักพรตๆ ...”
ความเร็วของเซียวจิ่งหยวนเร็วมากพริบตาเดียวเขาก็หายไปอยู่นอกสวน ผู้คนตามไม่ทันทำได้เพียงจ้องมองแล้วทอดถอนใจ แม้เซียวจิ่งหยวนจะจากไปแล้วแต่ทุกคนก็ยังไม่แยกย้ายกลับรวมตัวกันด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความปีติยินดีและตื่นเต้น
“ยอดเลย ในที่สุดท่านนักพรตก็สมปรารถนาเป็เซียนไปครึ่งหนึ่งแล้ว”
“แต่ก็ไม่รู้ว่าหลังจากที่ท่านเป็เซียนแล้วจะไม่สนใจไยดีและทิ้งพวกเราไปหรือไม่...”
“ไม่มีทาง ท่านนักพรตเซียวจิตใจดีมีเมตตา เป็พระโพธิสัตว์กลับชาติมาเกิดการที่ท่านได้เป็เซียนถือเป็เื่ที่ดี จะได้สามารถดูแลปกป้องพวกเราได้ดียิ่งกว่าเดิมช่วยให้ทุกคนอยู่รอดปลอดภัย...”
“ใช่ๆ !”
หลายคนคิดเป็ตุเป็ตะพูดคุยกันอย่างมีความสุขอยู่นานก่อนที่พวกเขาจะทยอยแยกย้ายกันไปสวนที่ถูกจัดขึ้นใหม่ก็ได้ต้อนรับแขกผู้มาเยือนอีกครั้งและทำการแสดงอย่างเอิกเกริกคึกคักต่อไป
“น่าสนใจ เป็คนที่น่าสนใจยิ่งนัก!”
เวลาเดียวกันนั้นท้องฟ้าที่ปกคลุมไปด้วยลำแสงก็มีร่างของคุณชายรูปงามปรากฏขึ้นเลือนรางดวงตาสว่างไสวของเขาเปล่งแสงสีประหลาดออกมา
“เมื่อวานยังเป็นักพรตน้อยผู้ฝึกลมปราณอยู่เลย ภายในคืนเดียวกลับสามารถสร้างรากฐานเข้าสู่เต๋าได้ถึงแม้ในกล่องนั่นจะมียาวิเศษอะไรก็เถอะ แต่ความเร็วในการฝึกก็เร็วเกินไป”
“หากเป็ผลมาจากการสั่งสมจนได้ที่แล้วก็ไม่น่าแปลกใจ แต่ที่น่าแปลกคือเขาเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับโลกมนุษย์ที่มีแต่ความยุ่งเหยิงทว่ากลับไม่มีเวรกรรมติดตัว ตรงกันข้ามกลับมีแสงสว่างใสรายล้อมรอบกาย ใบหน้าแสดงให้เห็นถึงคุณงามความดีเปี่ยมบุญพาวาสนาส่ง”
ชายหนุ่มเดาะลิ้น “คนประหลาดนักมิน่าล่ะท่านพ่อถึงพูดว่าัซ่อนเล็บอยู่บ่อยๆ หากบุญพาวาสนาส่ง กระทั่งงูก็กลายเป็ัได้ในชั่วข้ามคืนงั้นเหรอ...”
ชายหนุ่มรูปงามบ่นพึมพำกับตนเองนิ้วเรียวราวงาช้างสีขาวสอดประสานกันทีละนิ้ว ราวกับกำลังคำนวณบางอย่างอยู่ จากนั้นไม่นานเขาก็ยิ้มด้วยความพอใจ
“ยังเร็วไป ยามนี้ไม่ต้องรีบร้อนเส้นทางแห่งเนินพยัคฆ์นั้นยังมีความน่าตื่นเต้นอีกมาก จำเป็ต้องเตรียมตัวให้ดีจะให้ท่านพ่อหัวเราะเยาะไม่ได้”
พูดจบเขาก็เคลื่อนไหวด้วยกิริยาสง่างามราวกับฝนเงินสาดกระเซ็นหายลับไป
ขณะนี้ในมุมที่ห่างไกลที่สุดของเมืองบนถนนหว่าซื่อหลิน สถานศึกษาปรากฏอยู่ตรงหน้าของเซียวจิ่งหยวนเขาเดินอย่างคุ้นเคย ไม่ช้าก็มาถึงหน้าประตู บันไดทางเข้าของประตูหลักมีตะไคร่น้ำสีเขียวขึ้นเล็กน้อยมีร่องรอยกระดำกระด่างผันเปลี่ยนไปตามกาลเวลา
เหนือประตูขึ้นไปมีแผ่นป้ายที่มีตัวอักษรใหญ่เขียนด้วยหมึกงดงามเขียนไว้ว่าสถานศึกษาตงหลี
ที่แห่งนี้เป็สถานศึกษาธรรมดา ถ้าเทียบกับทั้งเมืองซูโจวแล้วไม่ได้ติดอันดับอะไรเลยด้วยซ้ำแต่ผู้นำสถานศึกษาเป็บุคคลหนึ่งที่มีจิตใจดีงามคอยสนับสนุนลูกศิษย์อย่างหาที่สุดมิได้ ไม่ว่าจะมีที่มาอย่างไรจะเป็ช่างซ่อมบำรุงหรือชาวนาที่ยากจนตราบใดที่เข้ามาศึกษาในสถานศึกษาแห่งนี้เขาก็จะรับผิดชอบสอนสั่งอย่างเต็มที่
ดังนั้นแม้อาจารย์ตงหลี ผู้นำสถานศึกษาแห่งนี้จะไม่ใช่นักปราชญ์โด่งดังเป็ที่รู้จักในซูโจวแต่ในหมู่คนจำนวนมาก เขาเป็นักปราชญ์ชื่อดังคนหนึ่งในใต้หล้า
บุตรชายของนางโลมหลายคนในหอนางโลมหว่าซือก็ศึกษาอยู่ในสถานศึกษาแห่งนี้ฟางเส่าไป๋ก็เช่นกัน
สิ่งที่ได้รู้ก็คือฟางเส้าไป๋เป็บัณฑิตคนแรกที่มาจากหว่าซือ และเขายังเป็คนแรกที่สอบขุนนางขั้นต้นผ่านจึงถูกนำมาเป็แรงบันดาลใจและเป็แบบอย่าง แต่หลังจากสอบผ่านขั้นต้นก็ไม่ยอมสอบต่อกลับเลือกที่จะอยู่ในสถานศึกษาเพื่อช่วยอาจารย์ตงหลีและเริ่มชีวิตในฐานะครูผู้สอนชั้นเด็กเล็ก
ดังนั้นเมื่อเซียวจิ่งหยวนเข้าไปในสถานศึกษาก็เห็นฟางเส้าไป๋สวมชุดคลุมสีขาวเหมือนหยกในมือถือไม้เรียวเดินอย่างสบายๆ ในโถงที่สว่างไสวของสถานศึกษา
ภายในห้องโถงของสถานศึกษามีนักเรียนอยู่สิบกว่าคนผมผูกจุกสองข้าง นั่งหลังตรงใต้การดูแลของฟางเส้าไป๋ที่ถือไม้เรียว สายตาไม่วอกแวกท่องบทกวีอย่างเชื่อฟัง
“ทุ่งหญ้าปกคลุมไปด้วยใบหญ้าสีเขียวชอุ่มเมื่อถึงฤดูใบไม้ร่วงแลฤดูหนาวก็แปรเปลี่ยนเป็สีเหลืองทองแต่เมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิก็กลับมาเขียวขจีอีกครั้ง...”
จังหวะจะโคนที่มาจากปากของเด็กฟังแล้วมีเสน่ห์ไปอีกแบบ
ใบหน้าของเซียวจิ่งหยวนแสดงรอยยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวเขายืนอยู่ด้านข้างหน้าต่างเฝ้าดูเด็กแต่ละคนเขารู้ดีอยู่แก่ใจว่าเด็กเหล่านี้ไม่ใช่เพียงเด็กที่ไม่ประสีประสาแต่เป็ความหวังของผู้คนเกือบพันครัวเรือนของเมืองหว่าซื่อ
สอนให้คนตกปลาดีกว่าให้ปลาเขาไปเลยแม้เขาจะเป็คนเฉลียวฉลาด นำความรู้ความสามารถด้านธุรกิจจากโลกเดิมมาปรับใช้ผลักดันให้ซูโจวแสนยากจนกลายเป็เมืองอันมั่งคั่งโอ่อ่าได้แต่ในสังคมศักดินาอันชั่วร้ายนี้สิ่งที่เปลี่ยนชะตาชีวิตของผู้คนได้คือการเรียนหนังสือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือการสอบขุนนางนั่นเอง
เซียวจิ่งหยวนก็ยากลำบากเหมือนกัน ถึงเขาจะช่วยเหลือผู้คนจำนวนมากให้หลุดพ้นจากความยากจนและกลายเป็คนมั่งมีได้แต่เขาไม่สามารถดูแลพวกเขาได้ตลอด อีกอย่างขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นไม่สู้ช่วยเหลือตัวเองเขาได้ชี้ทิศทางให้แล้ว ที่เหลือก็คือการพึ่งความพยายามของตัวเองทั้งสิ้น
ดังคำกล่าวที่ว่าพึ่งพาูเาูเาถล่ม การเอาแต่ฝากความหวังไว้กับผู้อื่นนั่นเป็เื่ที่ไม่เอาไหน
ขณะความคิดของเซียวจิ่งหยวนกำลังล่องลอยก็เห็นฟางเส้าไป๋เดินออกมา
“แขกหายากนี่”
ฟางเส้าไป๋โบกมือเขาให้เด็กกลุ่มหนึ่งออกไปวิ่งเล่นด้านนอกจากนั้นก็ยิ้มแล้วพูดว่า “วันนี้ลมอะไรหอบมา ถึงได้พัดนักพรตเซียวมาได้”
“ไต้ฝุ่นไงล่ะ”เซียวจิ่งหยวนหัวเราะร่า มองซ้ายแลขวาแล้วพูดเบาๆ “ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่จะคุยกันวันนี้เ้ายังต้องสอนอีกหรือไม่ ถ้าไม่ก็ไปคุยที่บ้านเ้ากัน”
“หืม?” ฟางเส้าไป๋แปลกใจเล็กน้อยอย่างไรก็ตามก็ไม่ได้ถามอะไรมาก พูดเพียงว่า “ยังเหลืออีกสองวิชาถ้าเ้ารีบ ข้าขอผู้นำสถานศึกษาลาหยุดได้ พรุ่งนี้ค่อยชด...”
“ได้ ขอลาเลย” เซียวจิ่งหยวนกล่าวอย่างเร่งเร้า“รีบไป”
“รีบขนาดนั้นเลยหรือ” ฟางเส้าไป๋ใเล็กน้อย
เซียวจิ่งหยวนหัวเราะ“ที่แน่ๆ ข้าไม่รีบ แต่กลัวเ้าจะรีบมากกว่า...”
“งั้นหรือ” ฟางเส้าไป๋สงสัยก่อนตัดสินใจเชื่อใจเซียวจิ่งหยวนแล้วหันหลังเดินไปยังทางเดินยาวของสถานศึกษา ตรงสุดทางเดินคือห้องนั่งเล่นของผู้นำสถานศึกษาที่ปกติจะอ่านหนังสือ ฝึกคัดลายมือและบำเพ็ญตนอยู่ในห้อง
เซียวจิ่งหยวนเดินตามไปด้วยแม้เขาจะไม่คุ้นเคยกับอาจารย์ตงหลีแต่เขาก็รู้จักมักจี่กัน มาถึงที่แล้วคงจะเป็การเสียมารยาทหากไม่ทักทายและทำความเคารพ
ทั้งสองมาถึงหน้าห้องอย่างรวดเร็ว
“ผู้นำสถานศึกษา...”
ฟางเส้าไป๋ยกมือขึ้น เตรียมเคาะประตู
ทันใดหัวใจของเซียวจิ่งหยวนก็สั่นสะท้านเขารู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติดังนั้นเขาจึงยื่นมือออกไปโดยไม่ทันได้ตั้งตัวเพื่อยั้งมือฟางเส้าไป๋
“มีอะไรรึ” ฟางเส้าไป๋งงงวยไม่เข้าใจความหมายที่จะสื่อ
เซียวจิ่งหยวนขมวดคิ้ว สีหน้าท่าทางบอกไม่ถูกไม่รู้ว่าเหตุใด จู่ๆเขาก็รู้สึกกังวลใจราวกับมีบางสิ่งที่น่ากลัวกำลังซ่อนอยู่ภายในห้อง หากพวกเขารีบเปิดประตูเกรงว่าจะเกิดเื่ไม่ดีขึ้น
“มีอะไร” ฟางเส้าไป๋กล่าวอย่างสงสัย“ทำไมหรือ”
เซียวจิ่งหยวนงุนงงเล็กน้อย เพ่งจิตแล้วมองทะลุเข้าไปด้านในเจอเพียงห้องที่เงียบสงบปราศจากเงื่อนงำใดๆบางทีลางสังหรณ์ของเขาอาจจะเป็เพียงภาพลวงตา...
“อย่าสร้างปัญหาสิ จริงๆ เลย...” ฟางเส้าไป๋ส่ายศีรษะพลางเอื้อมมือไปเคาะประตูและะโว่า “ผู้นำสถานศึกษาขอรับข้า้าขอลาหยุด”
พูดไปมือก็ผลักประตูเบาๆ
หัวใจของเซียวจิ่งหยวนเต้นรัวแต่เขาไม่อาจบังคับมันได้
ขณะที่ประตูห้องถูกผลักออกก็มีแสงสีเขียวพวยพุ่งออกมาจากห้อง
“อ๊าก...”
ทั้งสองก็ถูกแสงสว่างวาบกลืนเข้าไปโดยไม่ทันได้ตั้งตัวเซียวจิ่งหยวนอยากจะดิ้นให้หลุด หากแต่ลำแสงนั้นประดุจกระแสน้ำวนใต้ทะเลพลังดึงดูดรุนแรงมิอาจต้านทาน พวกเขาจึงถูกลากเข้าไปในห้อง
หลังจากหมุนไปสักพักก็มีเสียงดังตุบทั้งสองร่วงลงกับพื้น มึนงงเวียนศีรษะ
สักพักเซียวจิ่งหยวนก็เรียกสติกลับมา ก่อนจะมองไปรอบๆอย่างรวดเร็ว เขาเห็นฟางเส้าไป๋อยู่ข้างๆ ดูมึนงงเช่นกันทันใดนั้นก็ต้องใเมื่อเขาเห็นว่าพวกเขาทั้งสองคนมาอยู่ในสถานที่แปลกประหลาดแห่งหนึ่ง
ลำแสงเมื่อครู่ส่งพวกเขามายังมิติที่ว่างเปล่าและกว้างใหญ่
ที่นี่ต่างจากโลกแห่งความเป็จริงมากพื้นที่ทั้งหมดอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว มีแสงสีเขียวลางๆ อยู่ทุกหนทุกแห่ง มองเห็นได้ในความมืดจนเหมือนอยู่ในความฝัน
“ค่ายกล ข่ายอาคม!”
ผ่านไปสักครู่เซียวจิ่งหยวนก็ได้ข้อสรุปสภาพแวดล้อมของที่นี่สอดคล้องกับคำอธิบายในตำราเต๋า น่าจะเป็ข่ายอาคมที่เกิดจากการก่อตัวของค่ายกลเป็พื้นที่ที่อยู่อย่างอิสระจากโลกแห่งความเป็จริงปัญหาคือเซียวจิ่งหยวนจำได้ชัดเจน ว่าพวกเขาอยู่ในสถานศึกษาเหตุใดพอผลักประตูห้องของอาจารย์ตงหลีจึงถูกส่งมายังที่นี่กัน
นี่มันไม่สมเหตุสมผล...
เซียวจิ่งหยวนอารมณ์เสียมากจนไม่อาจสงบลงได้ในชั่วขณะ
“ผู้นำสถานศึกษา!”
ทันใดนั้นเสียงร้องของฟางเส้าไป๋ก็รบกวนความคิดของเซียวจิ่งหยวน
ขณะนี้มีเงาสีขาวหนึ่งและเงาสีเทาหนึ่งกำลังต่อสู้กันเหนือพื้นที่ของค่ายกลร่างของเงาสีเทาเหมือนจะเป็นักบวชของลัทธิเต๋าในชุดจีวรสีดำ ร่างกายของเขาผอมแห้งน่าสะพรึงกลัวรอบตัวมีกระบี่บินอยู่หลายร้อยเล่ม กระบี่บินเ่าั้ดุจัร่ายรำพร่างพราวอยู่บนท้องฟ้าเต็มไปด้วยประกายไฟรอบทิศทางจนสายตาพร่ามัว
ส่วนฝ่ายตรงข้ามกับนักบวชจีวรสีดำเป็ธรรมาจารย์วัยกลางคนผู้หนึ่งเซียวจิ่งหยวนเห็นชัดว่าคนผู้นั้นคือผู้นำสถานศึกษาแห่งสถานศึกษาตงหลี นามว่าตู้หนานซาน
หากแต่ในเวลานี้ ตู้หนานซานได้เปลี่ยนภาพลักษณ์ที่พูดจานุ่มนวลอ่อนโอนและไร้อำนาจไปหมดภายใต้การโจมตีด้วยกระบี่บินของนักบวชจีวรดำ เขากลับถือไม้เรียวที่ส่องแสงอยู่ในมืออย่างสงบ
เพียงไม้โบกแสงสีเงินสว่างไสวก็ก่อตัวเป็กำแพงรายล้อมรอบกาย ป้องกันกระบี่ที่แหลมคมเ่าั้ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อกระบี่บินช้าลง เขาก็ใช้ไม้เรียวร่างแสงวงกลมขนาดน้อยใหญ่กลางอากาศวงแสงเ่าั้สอดคล้องกันดุจดั่งโซ่ แล้วสกัดกั้นนักพรตในจีวรสีดำ
“ฮึ!”
นักพรตจีวรดำไม่พอใจทันใดนั้นก็อ้าปากแล้วพ่นลำแสงสีดำปกคลุมไปทั่วท้องนภา