หลังจากกล่าวรับทราบว่าพร้อมแล้ว ทุกคนก็พากันเดินออกมาจากเส้นสีแดง และเดินไปยังสนามที่ตนสนใจ
เยี่ยหลงนั้นเดินมุ่งไปยัง สนามหมายเลขที่หนึ่ง พอคนมาถึง คนก็ยืนรอดูว่าใครจะเป็นคู่แรกของสนามที่หนึ่ง
ไม่นานคู่แรกของสนามที่หนึ่งก็ปรากฏ พวกคนสู้กันอยู่นาน จึงค่อยปรากฏผู้ชนะ
หลังจากคู่แรกปรากฏผู้ชนะแล้ว คู่ต่อไปก็เข้าสนามตามมาติดๆ
เยี่ยหลงยืนดูการประลองหลายต่อหลายคู่ไปเรื่อยๆ จนเย็น คนจึงกลับไปนอนที่ห้องตน ณ ดอยไผ่ใหญ่
วันที่ สิบหก พฤษภา เวลาเก้าโมงใกล้สิบเช้า เยี่ยหลงก็มายืนดูการประลองที่สนามประลองที่หนึ่งดังเดิมอีกแล้ว
คนดูไปจนเย็น ก็ไม่เข้าร่วมการประลองดังเดิมดั่งวันแรก คนทำอย่างงี้ไปเรื่อยๆ จนถึงวันที่ ยี่สิบ พฤษภา หรือ ผ่านมาหกวันที่คนไม่เข้าร่วมประลอง
คนที่ดูคู่ปัจจุบัน ณ สนามประลองที่หนึ่งอยู่ตามเคยปกติ แต่วันนี้ วันที่ ยี่สิบ คนตัดสินใจแตกต่าง คือคนตัดสินใจแล้วว่า หลังจบการประลองคู่นี้ พบผู้ชนะ ตนจะเป็นคนท้าประลองคนถัดไป
ไม่นานก็พบผู้ชนะ ผู้อาวุโสจึงประกาศชื่อผู้ชนะและแต้มดาวที่มีหลังจากชนะ " ผู้ชนะคือ ฟานหาน สามสิบเจ็ดดาว บวกดาวสิบแปดดวงจากผู้แพ้ ปัจจุบันจึงมี ห้าสิบห้าดาว "
หลังจากประกาศชื่อผู้ชนะและดาวที่คนได้รับคนมีเสร็จ ผู้อาวุโสก็ใช้พลังวิญญาณดึงดาวที่เก็บไว้ในวิญญาณของคนแพ้ออกมาและมอบให้กับผู้ชนะ
ทันทีที่มีคนพาร่างคนแพ้ออกไปจากสนาม เยี่ยหลงก็พุ่งขึ้นไปบนสนามประลอง และทำมือคารวะ จากนั้นก็กล่าว " ศิษย์น้องเยี่ยไป๋ ขอคำชี้แนะจากศิษย์พี่ฟานหานขอรับ "
ฟานหานที่เห็นว่ามีศิษย์น้องหน้าตาซื่อๆดูไม่มีพิษไม่มีภัยมาขอท้าประลองตน คนที่เห็นดังนั้น ก็รู้สึกว่าศิษย์น้องผู้นี้ต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ จึงกล่าวถาม " ศิษย์น้อง ศิษย์พี่ขอถาม เจ้ามีกี่ดาวฤา "
เยี่ยหลงตอบอย่างซื่อๆไม่ปิดบัง " เรียนศิษย์พี่ ข้าเยี่ยไป๋ มีเพียงหนึ่งดาว "
ฟานหานที่ได้ฟังดังนั้น จากสีหน้าที่ให้เกียรติกลับกลายเป็นสีหน้าที่ดูถูกดูแคลน จากนั้นก็กล่าวกับตนเอง " เฮอะ ที่แท้ก็พวกสวะไม่เจียมตัว "
" ศิษย์น้อง ศิษย์พี่ว่าเราสองคนอย่าประลองกันดีกว่าเอาเป็นว่าเจ้ายอมแพ้ แล้วส่งดาวมาให้ข้าดีกว่า ดีกว่าเจ้าเจ็บตัวนะ " ฟานหานกล่าวบอกแต่โดยดี
เยี่ยหลงบอกกลับ " ข้าขอปฏิเสธ ถ้าจะให้ขัายอมแพ้ทั้งๆที่ยังไม่ได้สู้ล่ะก็ ข้าขอยอมตายดีกว่า "
" เจ้าพูดเองนะเยี่ยไป๋ ถ้างั้นก็เตรียมรับการโจมตี " ฟานหานบอก
หลังจากฟานหานบอกเสร็จ คนก็พุ่งตัวเข้าหาเยี่ยหลงด้วยความรวดเร็วแทบจะในทันที
" ตายซะ " ฟานหานกล่าว
แต่ก่อนที่ฟานหานจะได้แม้แต่สะกิดคน คนที่พุ่งไปถึงใกล้พอที่จะใช้มือแบบไม่ต้องยื่นสัมผัสร่างกายคน คนกลับภาพตัดและสลบไปเสียก่อน
เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นเป็นเพราะ คนโดนเยี่ยหลงใช้กำปั้นทุบเข้าหัวเต็มๆจนคางร่วงหล่นกระแทกพื้น คนจึงสลบไปนั่นเอง
ทิ้งเวลาผ่านมาสามลมหายใจ หลังฟานหานคางกระแทกกับพื้นและไม่ลุกขึ้น
ผู้ชมหนึ่งจึงกล่าวอย่างไม่อยากเชื่อ " ไม่จริงใช่มั้ย ฟานหาน ห้าสิบห้าดาว แพ้ให้กับเจ้าเด็กคนหนึ่งที่ไม่รู้ที่มาที่ไป ใครก็ได้บอกข้าทีว่าที่ข้าเห็นมันไม่จริง "
ผู้ชมสองบอกกลับด้วยน้ำเสียงไม่อยากเชื่อ " ที่เจ้าเห็นนั้น จริงแท้ไม่มีผิดแน่นอนสหาย "
ผู้ชมสามกล่าวถาม " เจ้าเด็กนี่เป็นใครกัน สังกัดดอยไหน ถึงขั้นมีความสามารถสยบฟานหานในกำปั้นเดียว ต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ "
เยี่ยหลงที่ได้ยินผู้ชมสามกล่าวถามมาแบบนั้น คนก็ปรับท่าทางร่างกายให้ดูองอาจ ก่อนจะกล่าวบอกแก่ทุกคนว่าตนเป็นใคร " ข้ามีแซ่นามว่า เยี่ยไป๋ เป็นศิษย์น้องเล็กแห่งดอยไผ่ใหญ่ โปรดจำข้าเอาไว้ด้วย "
หลังจากเยี่ยหลงประกาศว่าตนเป็นใครเสร็จ ผู้อาวุโสก็ทำการดึงดาวที่เก็บไว้ในวิญญาณของฟานหานออกมาและมอบให้กับเยี่ยหลงซึ่งเป็นผู้ชนะ
เมื่อเยี่ยหลงได้ดาวแล้ว คนก็ทำท่าทางจะออกจากสนามประลองยุติการประลองต่อ เพราะว่าตนดูเวลาแล้วว่า ควรกลับดอยไปทำอาหารได้แล้ว ทว่าทำได้แค่ท่าทาง แต่ไม่ได้ออก เป็นเพราะมีคนกล่าวยั้งขึ้นพลางกระโดดเข้ามายังสนามประลอง " ช้าก่อนศิษย์น้อง "
เยี่ยหลงชะงักตน ก่อนจะกล่าวถาม " มีอะไรฤาศิษย์พี่ "
คนกล่าวตอบเยี่ยหลง " ศิษย์พี่ เพียงแค่อยากทดสอบให้รู้ ว่าที่ศิษย์น้องชนะฟานหานได้ เป็นเพราะฝีมือหรือบังเอิญ "
เยี่ยหลงทำหน้าซื่อๆพยักหน้าเข้าใจ จากนั้นก็กล่าว " เข้าใจแล้ว คือศิษย์พี่จะท้าประลองใช่มั้ย งั้นก่อนที่เราจะประลองกัน ศิษย์น้องขอถามชื่อเสียงเรียงนามท่านสักหน่อยได้หรือไม่ "
คนกล่าวบอกเยี่ยหลง " ศิษย์พี่มีแซ่ว่า ตง นามว่า เส้าฮุย ครอบครอง สิบแปดดาว "
หลังจากตงเส้าฮุยบอกชื่อเสียงเรียงนามกับดาวที่ตนครอบครองเสร็จ เยี่ยหลงก็พยักหน้ารับทราบ
ตงเส้าฮุยที่เห็นเยี่ยหลงรับทราบแล้ว คนก็ถาม " เมื่อเจ้ารับทราบเข้าใจแล้ว เช่นนั้นเรามาเริ่มประลองกันเลยมั้ย "
เยี่ยหลงกล่าวบอก " เดี๋ยวก่อน ก่อนที่เราจะเริ่มประลอง ข้ามีคำถามอยากจะถามผู้อาวุโสน่ะ รอสักครู่ได้หรือไม่ "
ตงเส้าฮุยกล่าวตอบ " ได้สิ เชิญ "
" ผู้อาวุโส ศิษย์มีคำถาม " เยี่ยหลงถาม
" ว่าคำถามขอเจ้ามา " ผุ้อาวุโสผู้เป็นพยานการประลองสนามที่หนึ่งกล่าวบอกให้เชิญพูด
" การประลองเวทปัญจภาคี ผู้ท้าประลองสามารถท้าประลองได้แค่คนเดียวต่อสนาม หรือว่า สามารถท้าประลองหลายคนในสนามเดียวฤาขอรับ " เยี่ยหลงถาม
ผู้อาวุโสตอบ " แม้การประลองเวทปัญจภาคี จะดูเหมือนว่ากำหนดให้ประลองเป็นคู่ๆไป แต่ในความเป็นจริง ผู้ท้าประลองสามารถท้าประลองคู่ต่อสู้ได้มากกว่าหนึ่งคน อย่างไม่ผิดกฎอันใด คำตอบก็เป็นอย่างที่ว่าไป "
เยี่ยหลงพยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าปอดลึกเฮือกใหญ่และกล่าวด้วยน้ำเสียงซื่อๆแต่องอาจ " ใครที่คิดอยากจะประลองกับข้า ก็เชิญขึ้นมาบนสนามนะตอนนี้ ตัวข้าขอท้าประลองพร้อมกันรวดเดียวเลย "
ทันทีที่เยี่ยหลงประกาศไปแบบนั้น ผู้ชมต่างๆ ณ สนามประลองที่หนึ่ง ก็พากันพูดคุยซุบซิบอื้ออึง ก่อนที่จะมีผู้หมั่นไส้ในตัวเยี่ยหลง และอยากจะสั่งสอนเยี่ยหลงว่าอย่าโอหัง กระโดดเข้ามายังสนามเพื่อท้าประลอง
คนแรกที่เข้ามายังสนามเอ่ยแนะนำตัว " ข้า เหลียงซื่อเว่ย สิบห้าดาว ขอรับคำท้า "
คนที่สองที่ทำตามติดๆกล่าวแนะนำตัว " ข้า เฉินอู๋จี้ สิบสามดาว ขอรับคำท้า "
คนที่สามที่ต่อหลังคนที่สองมาติดๆกล่าวแนะนำตัว " ข้า โจวจิ่วหลิง สิบเจ็ดดาว ขอรับคำท้า "
คนที่สี่แนะนำตัว " ข้า ลู่หยุน สิบสองดาว ขอรับคำท้า "
เมื่อผู้ท้าประลองเยี่ยหลงกล่าวแนะนำตัวเองกันครบทุกคนแล้ว เยี่ยหลงก็กล่าวขึ้น " ถ้าพวกท่านพร้อมกันแล้ว เช่นนั้นก็อย่าช้าอยู่เลย เริ่มประลองกันเถิด "
ตงเส้าฮุยครั้นได้ฟังดังนั้น คนก็กล่าวถามขึ้น " เจ้าจะประลองกับพวกเราแบบไหนล่ะ ให้พวกเราเข้าไปทีละคน หรือ ให้เข้าไปพร้อมกัน "
เยี่ยหลงตอบ " เข้ามาพร้อมๆกันเลย "
' เจ้าหนูคิดว่าตนเองเก่งมาจากไหนกัน ถึงกล้าท้าประลองให้คู่ต่อสู้มากกว่าหนึ่งเข้ามาพร้อมกัน สงสัยเพราะชนะฟานหานได้ในชั่วพริบตา เลยเหลิงตัวคิดว่าตนเองเก่งสินะ งั้นข้าจะใช้โอกาสนี้สั่งสอนเจ้าเอง ' ตงเส้าฮุยคิด
" ดี ถ้าเช่นนั้น พวกเราลุยกันเลย " ตงเส้าฮุยกล่าวบอกแก่ผู้ท้าประลองเยี่ยหลงคนอื่นๆ
ทันทีที่ตงเส้าฮุยเป็นตัวแทนให้สัญญาณบอกเริ่มการประลองได้ พวกคนรวมทั้งตงเส้าฮุยก็พุ่งเข้าหาเยี่ยหลงพร้อมๆกัน
ในฉับพลันที่คนทั้งห้าโจมตีเยี่ยหลงมา เยี่ยหลงกลับเคลื่อนกายหลบได้อย่างหมดจด หลบการโจมตีของทั้งห้าคนได้
เยี่ยหลงเคลื่อนกายหลบไปเรื่อยๆนานถึงห้านาที ก่อนจะตัดสินใจโจมตีกลับบ้าง
และคนแรกที่โดนเยี่ยหลงต่อยเข้ากรามก็คือ
ตงเส้าฮุย หาใช่ใคร
ตงเส้าฮุยที่โดนต่อยเข้ากรามก็ภาพเกือบดับ และคิดขึ้น ' นี่ข้าโดนคนต่อยจริงๆฤาเนี่ย ทำไมรู้สึกเหมือนโดนม้าเตะ เราต้องห้ามโดนเจ้าหนูนี่โจมตีอีกเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นเราจบแน่ '
ตงเส้าฮุยคิดเสร็จ คนก็จะทำการกระโดดถอยหลังไปตั้งหลัก แต่ไม่ทัน คนโดนเยี่ยหลงใช้ท่าคว้าจับ จับยึดไหล่เอาไว้ก่อน
' แย่แล้ว!! ' ตงเส้าฮุยคิดด้วยความตระหนกตาเบิกกว้างขึ้น
เยี่ยหลงที่จับยึดตัวตงเส้าฮุยได้แล้ว คนก็ไม่คิดที่จะให้ตงเส้าฮุยได้ตั้งตัว คนดึงร่างตงเส้าฮุยเข้ามาตะบันหน้าอยู่ห้าที ก่อนจะถีบร่างตงเส้าฮุยให้กระเด็นออกห่างตัวคนไป
ตงเส้าฮุยที่โดนแบบนั้น ก็ภาพตัดดับลงนอนสลบเรียบร้อยไม่อาจตื่นได้อีก
คนอื่นที่เห็นสภาพตงเส้าฮุยดังนั้น ก็ต่างพากันลังเลที่จะเข้าโจมตีเยี่ยหลงต่อ
เฉินอู๋จี้ ลังเลได้ไม่นาน ก่อนจะตัดสินใจเปิดเวทเสริมพลังกาย ที่เสริมทั้งพละกำลัง ผิวหนังและกระดูกให้แข็งแกร่ง บวกเสริมความว่องไวให้การเคลื่อนที่ ก่อนจะพุ่งเข้าโจมตีเยี่ยหลง
คนอื่นๆที่เห็นดังนั้น ก็ไม่ตาม ทำเพียงยืนนิ่งดูเชิงคนก่อน ว่าในขณะที่ใช้เวทร่วมสู้ หนึ่งต่อหนึ่งจะไหวหรือไม่
เยี่ยหลงที่เห็นคนพุ่งมาด้วยความรวดเร็ว คนก็ไม่ตระหนกอะไร เมื่อโดนโจมตีมาคนก็แค่หลบ
เยี่ยหลงจดจ่อกับการเคลื่อนไหวหลบหมัดเท้าเข่าศอกของเฉินอู๋จี้ไปเรื่อยๆ
ในระหว่างที่เยี่ยหลงกำลังจดจ่ออยู่กับการหลบหมัดเท้าเข่าศอกของเฉินอู๋จี้นั้น เฉินอู๋จี้ที่เห็นคนกำลังจดจ่อกับการหลบและทำได้ดี ในฉับพลันเฉินอู๋จี้จึงตัดสินเปิดการโจมตีแบบไม่ให้คนตั้งตัว คนใช้เวทพฤกษาเถาวัลย์ออกจากขา ปล่อยออกมายึดขาของเยี่ยหลงติดกับขาคนไว้
เยี่ยหลงที่มัวแต่จดจ่อกับการหลบหมัดเท้าเข่าศอก จึงทำให้หลบเถาวัลย์ของเฉินอู๋จี้ไม่ทันและโดนผูกขาติดกันเอาไว้
เยี่ยหลงที่โดนดังนั้น ก็ตาเบิกกว้างทั้งสองตา และพลันคิด ' ชิบหายแล้ว!! พลาดจนได้ '
ทันทีที่เยี่ยหลงคิดจบ เฉินอู๋จี้ก็จะใช้ขาข้างที่มีเถาวัลย์ที่ผูกติดกันกับขาของเยี่ยหลงเอาไว้ กระทำการ
กระชากถอยหลัง เพื่อดึงให้เยี่ยหลงเข้ามาในระยะหมัดตนต่อยได้
ทว่าเยี่ยหลงที่เห็นดวงตาคนมองมายังขา คนก็รู้ทันและคิดขึ้นได้ว่าเฉินอู๋จี้จะทำอะไร
คนจึงแก้สถานการณ์โดยการกระชากขาถอยหลังในเวลาเดียวกันที่เฉินอู๋จี้กระชากขาถอยหลัง
เมื่อคนทั้งสองทำแบบนั้น มันจึงส่งผลให้ไม่มีใครถูกดึงเข้ามาหาใคร มีเพียงเถาวัลย์ที่ถูกดึงตึงจากทั้งสองด้าน
เฉินอู๋จี้ที่โดนแก้สถานการณ์มาแบบนี้ คนก็ตระหนกและมองลงยังเถาวัลย์ที่ถูกดึงตึง
คนตระหนกและมองเถาวัลย์ที่ถูกดึงตึงได้ไม่นาน ก่อนจะคิดได้ว่า ควรจะกลับมาสนใจการกระทำของ
เยี่ยหลงต่อจากนี้ต่างหากถึงจะถูก
คนจึงทำการรีบกลอกตามามองตาเยี่ยหลง เพื่อดูจากสายตาว่าคนจะทำอะไร
ในฉับพลันที่ดวงตาของเฉินอู๋จี้ขึ้นมาบรรจบกับตาของเยี่ยหลง ทันควันนั้น เฉินอู๋จี้ก็โดนหมัดของเยี่ยหลงต่อยเข้าปลายกรามจนหน้าสั่นหน้าหัน
เยี่ยหลงไม่หยุดเพียงแค่นั้น คนกระหน่ำต่อยต่อไปเรื่อยๆได้สักประมาณห้าหมัด เฉินอู๋จี้จึงร่างร่วงหล่นทิ้งทอดกายลงกับพื้น คนที่เห็นดังนั้นถึงหยุด
เมื่อเฉินอู๋จี้สลบไปแล้ว เยี่ยหลงก็มองขึ้นฟ้าและกล่าวขึ้น " ดูเหมือนว่าเราควรต้องจบการประลองนี้แต่โดยเร็วแล้วสิเนี่ย เพราะนี่ก็ใกล้เวลาเที่ยงตรง ที่ควรมีอาหารให้เหล่าศิษย์พี่และอาจารย์กินกันแล้ว "
ครั้นเยี่ยหลงกล่าวกับตนเองจบ คนก็หันมากล่าวกับอีกสามคนคู่ต่อสู้ตนที่เหลือ " ข้าไม่มีเวลาแล้ว พวกท่านทั้งหมดเข้ามาพร้อมๆกัน เหมือนคราแรกเลย "
พวกคู่ต่อสู้ของเยี่ยหลงที่ยังไม่แพ้ พวกคนก็หันมามองหน้ากัน จากนั้นก็พยักหน้าให้กัน เป็นสัญญาณตกลงกันว่าเอาตามที่เยี่ยหลงบอก
พอคนได้คำตอบแล้วว่าจะเอายังไง คนขวาหรือเหลียงซื่อเว่ยก็เปิดใช้เวทมนต์ถุงมือกรงเล็บสายฟ้าพร้อมตั้งท่าโจมตี
ส่วนคนกลางหรือโจวจิ่วหลิงก็เปิดใช้เวทมนต์เหมือนกัน คนเปิดเป็นเวทมนต์ขยายร่างและเสริมพละกำลัง จากนั้นก็ตั้งท่าเตรียมโจมตี
ส่วนคนซ้ายคนสุดท้ายหรือลู่หยุน เปิดใช้เวทมนต์เป็นเวทมนต์เกราะอัคคี และตั้งท่าเตรียมโจมตี
เมื่อคนทั้งสามในสายตาเยี่ยหลงพร้อมที่จะสู้แล้ว คนก็กล่าวบอก " เข้ามาได้เลย "
ทันทีที่เยี่ยหลงประกาศไปแบบนั้น พวกคนทั้งสามก็พุ่งเข้าโจมตีในทันควัน โดยมีคนกลางอยู่หน้าสุด
ในฉับพลันที่โจวจิ่วหลิงหรือคนกลางสามารถที่จะบรรลุการโจมตีแก่ร่างกายของเยี่ยหลงได้ เยี่ยหลงก็เปิดใช้เวทกายาสายฟ้าขั้นที่สามและกายาสายฟ้าขั้นแรกในชั่วพริบตา แต่คนไม่เคลื่อนไหว คนทำเพียงยืนนิ่งๆให้การโจมตีของโจวจิ่วหลิงผ่านร่างไป
พอการโจมตีของโจวจิ่วหลิงทะลุร่างของเยี่ยหลงผ่านไป และกายหยาบของเยี่ยหลงกลับมาสามารถแตะต้องได้อีกครั้ง
เยี่ยหลงก็ทำการหันไปโจมตีต่อยเข้ากรามคนทางขวาหรือเหลียงซื่อเว่ยด้วยความรวดเร็วแบบไม่ให้คนตั้งตัวทัน จนคนกระเด็นไป
จากนั้นคนก็เคลื่อนกายด้วยความรวดเร็วหันมาทางซ้ายและต่อยเข้ากรามคนทางซ้ายหรือลู่หยุนไปด้วยความรวดเร็วเช่นกัน จนคนกระเด็นไปเหมือนกัน
คนกลางหรือโจวจิ่วหลิงที่ได้ยินเสียงเนื้อกระทบกระดูกดังเป็นอย่างมาก คนก็หันตัวกลับมาดูว่าเกิดอะไรขึ้นโดยพลัน
เมื่อคนหันกลับมาดู คนกลับไม่เจอเยี่ยหลง เห็นเพียง เหลียงซื่อเว่ยและลู่หยุนที่กระเด็น
โจวจิ่วหลิงที่เห็นดังนั้นก็ตาเบิกกว้าง และพยายามสอดส่ายสายตามองหาเยี่ยหลงทั้งขวาสุดและซ้ายสุด แต่ก็ไม่พบเจอ
จนไม่นาน คนก็ตระหนักรู้ได้ว่าลืมมองด้านบน คนจึงกลอกตาขึ้นไปมอง
ทันทีที่คนกลอกตาขึ้นไปมอง คนก็โดนกำปั้นทุบเข้าหัวไปอย่างเต็มแรงอย่างไม่ให้ทันตั้งตัว จนคนก็สลบไป
เหลียงซื่อเว่ยที่ยังไม่สลบก็พยายามฝืนตัวลุกขึ้นมาต่อสู้ต่อ แต่ยังไม่ทันได้ขึ้นยืน เยี่ยหลงก็ใช้กายาสายฟ้าขั้นที่สามและขั้นแรก พุ่งตัววิ่งเข้ามาเตะปลายคางจนคนหงายหลังสลบไป
ลู่หยุนที่ยังไม่สลบก็พยายามจะลุกขึ้นสู้เหมือนเหลียงซื่อเว่ย แต่คนยังไม่ทันได้ลุกขึ้น เยี่ยหลงก็พุ่งตัวมาใช้หมัดเสยปลายคางคน จนคนสลบไป
เมื่อคู่ต่อสู้เยี่ยหลงสลบหมดแล้ว ทิ้งเวลามาห้าลมหายใจ ผู้อาวุโสก็ประกาศชัยชนะขึ้น " ผู้ชนะคือ
เยี่ยไป๋ ห้าสิบหกดาว รวมกับดาวของทั้งห้าคนที่เยี่ยไป๋ชนะไป ปัจจุบัน เยี่ยไป๋มี ร้อยสามสิบเอ็ดดาว "
ผู้อาวุโสประกาศเสร็จ คนก็ทำการดึงดาวจากวิญญาณคนทั้งห้าออกมาและมอบให้กับเยี่ยหลง
เมื่อเยี่ยหลงได้ดาวแล้ว คนก็ทำการออกจากสนามประลองและกลับดอยตนไปทำอาหาร