คำสั่งของผู้อาวุโส
เพื่อให้อุปกรณ์สร้างเสร็จเร็วที่สุดกัสไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่น้อย หลังจากกลับมาจากการทดลองเขาก็คว้าเอารายการวัตถุดิบที่ต้องการแลกเปลี่ยนออกไปพร้อมกับขวดพลังวิญญาณ 10ขวดทันที เขายอมสิ้นเปลืองพลังวิญญาณมากกว่าเดิมเพื่อให้ได้มาซึ่งวัตถุดิบที่ต้องการ
พร้อมกันนั้นบลูอายก็ขอติดตามเขาออกไปด้วยเพื่อทำการคัดเลือกข้ารับใช้มาทำหน้าที่ดูแลบ่อเลี้ยงปลาและทำการพัฒนาสายพันธุ์ของปลา
ขณะที่กัสกับบลูอายกำลังจะออกเดินทางออกไปนั้นแองจี้ที่ไม่เคยออกไปจากดันเจี้ยนเลยหลังจากมาถึงก็ขอติดตามออกไปด้วยเพื่อติดต่อกลับไปยังฝ่ายวิศวกรรมมนตราของเธอ
เหตุผลที่เธอขอออกไปด้วยนั้นกัสไม่ได้ถามเพราะเขารู้ดีว่าเธอทำแบบนี้เพราะอะไรเขาจึงพยักหน้ารับและพาทั้งสองคนออกไปในทันที
ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกของชีวิตนี้ที่กัสออกมาจากดันเจี้ยนในช่วงเย็นของวันแต่ถึงจะออกมาในตอนเช้าหรือตอนเย็นสำหรับเขามันก็ไม่ต่างกัน
ท้องฟ้าเบื้องบนยังคงท้องฟ้าจำลองเป็นภาพที่จำลองขึ้นจากช่วงเวลาในปัจจุบันซึ่งตอนนี้มันมีสีส้มแดงของยามเย็น
กัสหยุดมองภาพนี้อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มน้อยๆแล้วเดินนำออกไปโดยมีสองสาวติดตามมาอย่างใกล้ชิด
ตลอดเส้นทางที่เดินผ่านไปมีสายตาของคนจำนวนไม่น้อยที่มองตรงมายังกัสเนื่องจากชื่อเสียงของเขาในเมืองแห่งนี้ไม่นับว่าน้อยเลย
ทว่าคนที่ยังไม่รู้จักเขาก็ยังมีอยู่ไม่น้อยจึงทำให้คนจำนวนหนึ่งหันมามองเขาด้วยความสนใจ
แต่เรื่องเหล่านี้กัสไม่ได้ใส่ใจเลยสักนิดเขาเดินผ่านไปอย่างเร่งรีบ ตรงไปยังวิหารเทพจริงแท้แล้วทักทายนักบวชสาวที่ออกมาต้อนรับอย่างสนิทสนม
“รบกวนด้วยนะครับ ข้ามีเรื่องอยากจะติดต่อกลับไปยังตระกูล”
“ทราบแล้วค่ะท่านกัสโทนีย่า เชิญทางนี้ค่ะ”
ไม่มีคำถามใดจากนักบวชสาว เธอเพียงนำทางกัสไปยังห้องโถงแล้วติดต่อกลับไปยังตระกูลเพื่อทำการแลกเปลี่ยนวัตถุดิบและส่งมอบขวดพลังวิญญาณทั้ง10 ขวบ
กัสไม่ได้คิดมากเรื่องที่เขาส่งมอบออกมาได้เร็วผิดปกติเพราะเขามีความต้องการที่จะใช้ค่าความดีความชอบอย่างเร่งด่วนเขาเลยไม่สนใจแม้ว่ามันจะทำให้ตระกูลของเขาเกิดความสงสัยขึ้นมาบ้างก็ตามที
เรื่องนี้หากเทียบกับสิ่งที่เขาทำได้ในวันนี้มันเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย เขามั่นใจว่าทางตระกูลจะไม่สร้างความลำบากให้กับเขาแน่นอน
ผลลัพธ์ต่อจากนั้นก็เป็นไปตามที่เขาคิดหญิงสาวที่มารับผิดชอบในการรับมอบผลผลิตมีท่าทีประหลาดใจอยู่บ้างเล็กน้อย แต่เธอก็ทำตามหน้าที่ของตัวเองรับเอาผลผลิตของกัสไปซึ่งมีน้อยกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัดเพราะครั้งนี้มีเพียงขวดพลังวิญญาณ10 ขวด
ส่วนคะแนนตอบแทนที่ได้ก็เหมือนเดิม2 หมื่นคะแนนความดีความชอบ จากนั้นกัสก็ส่งมอบใบรายการออกไป วัตถุดิบหลักๆ คือไม้แห่งชีวิตกับโลหะวิญญาณรวมกับสิ่งของทั่วไปเล็กน้อยซึ่งเป็นของที่จำเป็นต้องใช้ในการสร้างกล้องยาสูบ
รายการทั้งหมดถูกส่งมอบออกไปพร้อมกับการหักค่าความดีความชอบของเขาจนแทบไม่มีเหลือ พอเสร็จธุระแล้วกัสก็ถอนหายใจออกมาเบาๆด้วยความโล่งใจแล้วออกไปรอทุกคนที่ด้านนอก
บลูอายยังคงวุ่นวายอยู่กับการเลือกข้ารับใช้แองจี้ก็กำลังติดต่อกับฝ่ายวิศวกรรมมนตรา
กัสที่รอคอยอยู่เฉยๆก็ทำได้เพียงนั่งมองไปยังท้องฟ้าที่มีสีส้มแดง เขามองออกไปอยู่แบบนั้นนานสองนานแล้วอ้าปากหาวออกมาเบาๆก่อนจะสูดลมหายใจเข้าไปเฮือกใหญ่
‘มาลองฝึกวิชาฆ่าเวลาดูดีกว่า’
ขณะที่คิดกัสก็ส่งหัวสิงโตสีดำออกไปอย่างช้าๆ ทีละหัวสองหัวเขาไม่อยากสร้างความวุ่นวายมากนักเขาเลยส่งออกไปในจำนวนที่น้อยกว่าที่เคยส่งออกไปเพียง 30 หัวเท่านั้น
แต่ละหัวประจำอยู่ในขอบเขตของวิหารเทพจริงแท้เพื่อไม่ให้รบกวนผู้คนจากภายนอกจากนั้นก็เริ่มสูบลมหายใจเข้าไปอย่างช้าๆ
กัสไม่ได้ฝืนทำแบบเดียวกับที่เขาทำในดันเจี้ยนเนื่องจากเขาไม่อยากกระตุ้นความสนใจจากผู้คนภายนอก เขาสูบลมหายใจเข้าไปอย่าช้าๆและได้รับพลังวิญญาณมาอย่างต่อเนื่อง
กัสดูดซับพลังวิญญาณอย่างเพลิดเพลินจนไม่ได้รู้เลยว่าหลังจากที่เขาสูบพลังวิญญาณไปได้ระยะหนึ่งสัมผัสวิญญาณจำนวนมากก็ถูกส่งออกมาจากทุกมุมเมือง
แม้ว่ากัสจะฝึกแบบไม่ตั้งใจนักและใช้หัวสิงโตเพียง30 หัว ทว่าสิ่งที่เขาทำนั้นมันก็เกินขอบเขตของคนปกติไปมาก ความสำเร็จที่เขาทำได้นั้นเทียบได้กับการฝึกฝนของครึ่งเทพเลยทีเดียว
พลังวิญญาณในธรรมชาติที่ถูกสูบหายไปอย่างรวดเร็วเพียงพอจะทำให้กลุ่มคนระดับเตรียมครึ่งเทพที่มีอยู่จำนวนมากตื่นตัวขึ้นมาแล้ว
พวกมันเริ่มมองหาต้นเหตุของความผิดปกตินี้จนสัมผัสได้ว่าต้นเหตุของความผิดปกตินี้อยู่ที่วิหารเทพจริงแท้
ทันทีที่พวกมันตระหนักได้สัมผัสวิญญาณจำนวนมากก็ถูกส่งออกมาเพื่อตรวจสอบหาสาเหตุของความผิดปกติที่เกิดขึ้นในทันที
แต่ก่อนที่สัมผัสวิญญาณของพวกมันจะเจาะผ่านเข้าไปในเขตอาคมของวิหารสัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของครึ่งเทพก็ปรากฏขึ้นมาเสียก่อนพร้อมกับคำเตือนที่ถูกส่งออกไปจนทำให้เหล่าเตรียมครึ่งเทพพากันสั่นสะท้านและรีบดึงสัมผัสวิญญาณของพวกมันกลับไปในทันที
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ไม่มีใครอื่นนอกจากพวกมันที่รับรู้ได้คนธรรมดาทั่วไปย่อมมองไม่เห็น ผู้ที่ฝึกฝนพลังวิญญาณก็เพียงแค่สัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่แต่ก็ยากที่พวกมันจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
สิ่งเดียวที่พวกมันร่วงรู้มีแค่วันนี้มีการเคลื่อนไหวของบุคคลที่ทรงอำนาจเท่านั้น ส่วนจะเกิดอะไรขึ้นนั้นไม่มีใครทราบนอกจากเหล่าเตรียมครึ่งเทพที่พบเจอกับความผิดปกติและครึ่งเทพที่ออกมาหยุดยั้งพวกมัน
เหตุการณ์ที่น่าตกตะลึงของเหล่าผู้ยิ่งใหญ่นี้ไม่ได้ทำให้กัสรู้สึกตัวเลยสักนิดเพราะเขานั่งอยู่ภายในวิหารเทพจริงแท้อยู่ภายใต้การปกป้องของเขตอาคมประจำวิหาร
สัมผัสวิญญาณจากภายนอกไม่มีทางส่งผ่านเข้ามาได้โดยง่ายทำให้คนนอกไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น นอกจากเรื่องที่มีการดูดซับพลังวิญญาณในปริมาณมากเข้าไป
เรื่องนี้แม้จะเป็นเรื่องใหญ่แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะทำให้พวกมันต้องเสี่ยงจนทำให้ครึ่งเทพเกิดความไม่พอใจเพราะปริมาณพลังวิญญาณที่ถูกดูดซับไปไม่ได้มากจนพวกมันรับไม่ได้
อีกด้านหนึ่งภายในวิหารเทพจริงแท้ชายชราที่นั่งพักอยู่ในห้องค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ สายตาของมันมองตรงไปยังทิศทางที่กัสอยู่มองทะลุผ่านผนังกำแพงและระยะทางทั้งหมดจนเห็นกัสที่นั่งฝึกอยู่ในสภาพที่ผ่อนคลายได้อย่างชัดเจน
รอยยิ้มที่อ่อนโยนปรากฏขึ้นบนใบหน้าของชายชราก่อนที่มันจะถอนหายใจออกมาเบาๆ
‘เด็กเอ๋ย..เจ้าทำให้ชายชราผู้นี้ต้องประหลาดใจอีกแล้วนะ’
ชายชราเฝ้ามองกัสด้วยรอยยิ้มก่อนที่มันจะส่งเสียงเรียกออกไปเบาๆประตูห้องก็ถูกเปิดเข้ามาโดยหัวหน้านักบวชที่ทำหน้าที่ดูแลวิหารแห่งนี้มาตลอด
“นำคำสั่งของข้าไปให้เด็กนั่นเสีย สั่งให้มันออกมาทำงานชดใช้ความผิดทุกๆ7 วัน ข้าต้องการให้มันออกไปอยู่แนวหน้าเพื่อป้องกันเมือง”
คำสั่งของชายชรานั้นทำให้หัวหน้านักบวชตกตะลึงไปชั่วขณะก่อนจะตอบรับคำสั่งแล้วจากไป ทิ้งให้ชายชรายืนมองดูกัสที่ได้รับคำสั่งอย่างไม่คาดคิดจนหน้าเปลี่ยนสีไป
‘เด็กน้อยเอ๋ย..ในเมื่อเจ้าเติบใหญ่ถึงเพียงนี้แล้ว จะมัวอุดอู้อยู่ในดันเจี้ยนมันก็น่าเสียดาย..เจ้าควรจะออกมาเผชิญกับโลกภายนอกบ้าง’
ชายชราหัวเราะออกมาเบาๆ ขณะมองดูกัสที่ตอบรับคำสั่งของหัวหน้านักบวชด้วยสีหน้าแปลกๆ
คำสั่งของผู้อาวุโสนั้นเรียบง่ายมากเพียงแค่ให้กัสออกมาทำงานชดใช้ความผิดทุกๆ 7 วัน เท่านั้นหน้าที่ของเขาคือการยืนยามปกป้องเมืองเป็นเวลา 8 ชั่วโมงเพียงเท่านั้น
มองดูแล้วงานนี้เหมือนงานง่ายๆแต่ใครบ้างที่ไม่รู้ว่าแนวหน้าของเมืองแห่งดันเจี้ยนนั้นเป็นงานที่อันตรายขนาดไหน
แต่สำหรับกัสงานนี้เป็นเพียงเรื่องเล็กๆสำหรับเขาเท่านั้นเพราะเขาเคยผ่านอะไรที่น่ากลัวกว่านี้มามากแล้วเขาจึงไม่นึกกลัวแม้แต่น้อยเพราะต่อให้พวกปีศาจแข็งแกร่งยังไง
หากพวกมันเข้ามาในข่ายอาคมของเมืองความแข็งแกร่งของมันก็ไม่มีทางมากไปกว่าระดับครึ่งเทพหรือเทพอสูรแน่
เมื่อเป็นเช่นนี้มีหรือที่เขาต้องกลัวแต่ที่เขาไม่เข้าใจก็คือ ทำไมผู้อาวุโสถึงโยนงานแบบนี้มาให้เขามากกว่า แถมยังมาพร้อมกับเหตุผลว่าเป็นการทำงานชดใช้ความผิดอีก
กัสที่ทำได้เพียงตอบรับครุ่นคิดในใจขณะรับเอาเหรียญตราประจำตัวของนักรบมาถือไว้ด้วยสีหน้าครุ่นคิด
เขาตอบรับคำสั่งจากหัวหน้านักบวชว่าให้ไปรายงานตัวพรุ่งนี้ก่อนที่หัวหน้านักบวชจะจากไปเงียบๆ ทิ้งให้กัสนั่งคิดอยู่คนเดียวจนกระทั่งแองจี้กับบลูอายเดินกลับมา
“กัส..เป็นไรไป คิดอะไรอยู่หรือ สีหน้าไม่ดีเลยนะ”
คนแรกที่ทักทายกัสคือบลูอายที่มีสีหน้าสงสัยเพราะเธอมองเห็นความสับสนมึนงงของกัสได้อย่างชัดเจน
ทางด้านกัสนั้นพอถูกถามเขาก็ยื่นส่งเหรียญตราในมือไปให้บลูอายแทนคำตอบซึ่งทำให้เด็กสาวรับมันไปด้วยความประหลาดใจ จนกระทั่งสังเกตเห็นสัญลักษณ์บนเหรียญตราและรู้ว่ามันคืออะไร
“เหรียญตรานักรบ!! นี่เจ้า!!ทำไมเจ้าถึงมีสิ่งนี้ได้!!”
“ผู้อาวุโสส่งมาให้ข้า..ท่านบอกให้ข้าออกมาทำงานชดใช้ความผิดทุกๆ 7 วันแล้วพรุ่งนี้ข้าต้องไปรายงานตัวเพื่อลงทะเบียน”
บลูอายนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ เธอมองดูกัสที่ตอบกลับมาด้วยท่าทางที่เรียบเฉยราวกับพูดเรื่องทั่วๆไปอย่างเช่นดินฟ้าอากาศ
ปฏิกิริยาตอบสนองของกัสนั้นทำให้บลูอายตกใจแต่ก็ไม่นานนักก่อนที่เธอจะนึกขึ้นมาได้ว่าทำไมเขาถึงได้เฉยชาแบบนี้ทั้งที่รู้ว่าตัวเองกำลังถูกส่งไปทำงานที่อันตราย
“ไม่เป็นไรแน่หรือกัส..งานนี้มัน”
“ไม่ต้องห่วงหรอก เมืองมีข่ายอาคมป้องกัน ปีศาจพวกนั้นไม่น่ากลัวเลยความแข็งแกร่งของพวกมันมากสุดก็แค่ระดับเตรียมเทพอสูร หรือไม่ก็เตรียมครึ่งเทพ..ถ้าความแข็งแกร่งของพวกมันมีเท่านี้ละก็..มันก็แค่ขนมสำหรับข้าเท่านั้นเจ้าก็รู้”
บลูอายอึ้งไปชั่วขณะก่อนจะยิ้มออกมาแล้วพยักหน้าให้
“จริงของเจ้า..ถ้าแต่ระดับเตรียม..แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นก็เถอะเจ้าก็ต้องระวังตัวด้วยนะ”
“ไม่มีปัญหา..ว่าแต่ธุระของพวกเจ้าเสร็จแล้วใช่ไหม”
“อือ..เรียบร้อยแล้ว ข้าเลือกข้ารับใช้มา 2 คน ทั้งหมดอยู่ฝ่ายประมงเป็นคนของตระกูลเดธซีน่าจะรับผิดชอบงานของพวกเราได้”
“ข้าเองก็เรียบร้อยค่ะ..ความผิดของข้าได้รับการยกเว้นแล้วค่ะส่วนวัตถุดิบ..ฝ่ายวิศวกรรมมนตราจะให้การสนับสนุนอีกส่วนหนึ่งค่ะค่าความดีความชอบของท่านกัสโทนีย่าจะได้คืนมาครึ่งหนึ่ง เป็นทุนสนับสนุนค่ะ”
ข่าวดีของแองจี้นั้นทำให้กัสดีใจมากทีเดียว เขาพยักหน้ารับด้วยความยินดีจากนั้นก็ชักชวนกันกลับไปยังดันเจี้ยนเพื่อแจ้งข่าวดีกับทุกคนรวมถึงงานของเขาที่ถูกโยนมาให้ด้วย
เมื่อกลับเข้าไปในดันเจี้ยนกัสก็บอกทุกคนเกี่ยวกับงานของเขา ซึ่งทำให้เหล่าน้องสาวตกใจกันเป็นอย่างมาก แต่พอเขาอธิบายให้พวกเธอฟังพวกเธอก็เบาใจเพราะงานของเขานั้นไม่ได้อันตรายนัก
หลังจากปลอบโยนเหล่าน้องสาวและข้ารับใช้เรียบร้อยกัสก็ถูกซีต้าเรียกไปคุยเพราะเธอติดใจคำสั่งที่มาแบบกะทันหันแบบนี้
ยิ่งไปกว่านั้นตัวกัสยังยื่นคำขอเลื่อนกำหนดรับการลงโทษเอาไว้ตัวเขาไม่สมควรที่จะถูกส่งตัวไปทำงานชดใช้ความผิดแบบนี้เพราะยังอยู่ในช่วงผัดผ่อนบทลงโทษ
คนที่ติดใจปัญหานี้ไม่ได้มีแค่ซีต้าท่านหญิงโฟรเซ่นฮาร์ทเองก็สงสัยเช่นกัน เธอจึงเข้ามาสอบถามกัสด้วย แต่พอรู้ว่าเป็นคำสั่งของผู้อาวุโสทั้งสองคนก็เหมือนจะหมดสิ้นความสงสัยและมองดูกัสด้วยสายตาอิจฉาเล็กๆ
ตัวกัสอาจจะไม่รู้เรื่องนี้มากนักแต่ซีต้ากับท่านหญิงหรือแม้แต่สการ์เล็ตต์ ไม่มีใครเลยที่ไม่รู้กิตติศัพท์ของผู้อาวุโสรายนี้
ครึ่งเทพเพียงหนึ่งเดียวของตระกูลที่ก้าวเข้าสู่ขอบเขตของครึ่งเทพในช่วงบั้นปลายของชีวิต
เนื่องจากผู้อาวุโสรายนี้ก้าวมาสู่ขอบเขตของครึ่งเทพในช่วงบั้นปลายของชีวิตโอกาสที่จะก้าวหน้าไปมากกว่านี้ก็แทบไม่มีอยู่อีกต่อไป ผู้อาวุโสไวท์คลาวด์จึงอุทิศตนเองให้กับการดูแลลูกหลานของตระกูลจนได้ชื่อว่าเป็นผู้อาวุโสที่ให้ความเอ็นดูลูกหลานมากที่สุด
ไม่รู้ว่ามีทายาทกี่คนที่ได้รับการสนับสนุนจนประสบความสำเร็จการที่ผู้อาวุโสส่งงานหนักนี้มาให้กัสแบบนี้ทั้งสองคนไม่ต้องเสียเวลาคิดก็บอกได้ว่าจุดประสงค์ของผู้อาวุโสคืออะไร
สำหรับกัสที่ไม่รู้เรื่องเขาย่อมสับสนอยู่บ้างแต่เพราะเคยพบเจอกับประสบการณ์แบบนี้มาก่อนแล้วเขาเลยไม่นึกกลัวเท่าไหร่อย่างมากก็เสียเวลา 1 วันต่อสัปดาห์ที่ด้านนอก งานเช่นนี้ไม่ลำบากอะไรเลย
แถมเขายังได้รับค่าตอบแทนที่สูงมากอีกด้วยเพราะเป็นที่รู้กันว่างานนี้แม้จะเสี่ยงอันตรายแต่ค่าตอบแทนก็สูงที่สุดด้วยเช่นกัน
พูดได้เลยว่างานนี้เป็นงานที่มีคนมากมายเต็มใจแย่งชิงเพื่อให้ได้มาโดยไม่สนใจอันตรายเลยสักนิด
เมื่อทั้งสองคนเห็นปฏิกิริยาตอบสนองของกัสพวกเธอก็ตัดสินใจเก็บเรื่องนี้เอาไว้เพราะเขาดูเหมือนจะไม่กลัวอะไรเลยก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องบอกเหตุผลนี้ออกไปเพื่อปลอบโยนเขาอีก
หลังจากเสียเวลาวุ่นวายกับงานที่แทรกเข้ามาแบบปัจจุบันทันด่วนแบบนี้กัสก็วางแผนรับมือได้ในที่สุด ยังไงเสียงานนี้ก็ทำแค่อาทิตย์ละครั้งเท่านั้นทั้งยังเลือกวันได้เขาก็เลยเลือกวันทำงานเป็นวันหยุดวันที่สองของสัปดาห์
เมื่อไม่มีปัญหาอะไรกวนใจอีกกัสก็ไปพักผ่อน เล่นสนุกกับน้องสาวของเขาอย่างมีความสุขช่วยข้ารับใช้ของเขาฝึกฝนจนพัฒนากันอย่างก้าวกระโดด
อิจิโกะกับน้องก็ได้รับการสอนวิชาลมหายใจวิญญาณด้วยเช่นกันซึ่งก็ใช้เวลาไม่นานนักในการเรียนรู้ก่อนจะทดลองฝึกจากนั้นก็เริ่มฝึกวิชายาสูบวิญญาณโดยใช้หัวสิงโตของเขาช่วยจำลองปัจจัยต่างๆให้ก่อน
อิจิโกะกับน้องก็ทำได้ดีมากฝึกฝนอยู่ไม่นานก็ทำให้พลังวิญญาณกลั่นตัวเป็นของเหลวได้ในที่สุด
ความสำเร็จนี้ทำให้กัสดีใจมากทีเดียวเขาเลยจัดหนักฉลองให้พวกเธอสามคนเสียยกใหญ่จนพวกเธอหมดแรงไปตามๆ กัน
ส่วนตัวเขาพอจัดหนักจนพอใจเขาก็นอนพักไปพร้อมกับสามสาวจนกระทั่งเช้าวันใหม่มาถึง
ในตอนเช้ากัสถูกปลุกขึ้นมาเช้ากว่าทุกๆวันและถูกจับแต่งตัวเป็นอย่างดี ชุดคลุมหนังมนุษย์หมาป่าทองคำถูกสวมลงบนตัวเขาหลังจากที่ไม่ได้ใส่มานาน
กัสมองภาพของตัวเองที่แต่งตัวเต็มยศราวกับจะออกไปรบที่ไหนแล้วก็ยิ้มขำๆพลางคิดในใจว่าชุดตัวนี้น่าจะเปลี่ยนได้แล้วเพราะความแข็งแกร่งของหนังมนุษย์หมาป่าทองคำนั้นเทียบไม่ได้เลยกับหนังของราชาอสูรที่เขาล่าในช่วงนี้เลย
ข้อดีเดียวของหนังมนุษย์หมาป่าทองคำคือความสามารถในการต้านทานความร้อนเย็นที่เป็นคุณสมบัติเด่นที่ได้มาจากขนแกะทองคำเท่านั้น
‘เอาไว้ลองเลี้ยงแกะทองคำอีกรอบก็แล้วกัน ทีนี้จะได้ทดลองขุนราชาอสูรดูสักทีเพื่อจะได้วัตถุดิบดีๆ ในการทำชุดใส่’
คิดแล้วกัสก็มองดูตัวเองในกระจกเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าไม่มีปัญหาอะไรเขาก็ออกไปทานมื้อเช้าพอทานเสร็จก็จัดการธุระนิดหน่อยก่อนจะออกไปจากดันเจี้ยนอีกครั้งเพื่อไปรายงานตัวที่ค่ายนักรบของเมืองแห่งดันเจี้ยน
ครั้งนี้เป็นครั้งแรกของชีวิตใหม่ที่เขาได้มีโอกาสก้าวเข้าไปในศูนย์กลางของเมืองแห่งดันเจี้ยนที่แท้จริงและครั้งนี้ก็เป็นครั้งแรกที่เขาได้ก้าวเข้าไปในฐานะนักรบไม่ใช่หน่วยสนับสนุนที่ถูกบีบบังคับให้ทำอีกด้วย
กัสถอนหายใจออกมาเบาๆขณะที่คิดถึงความทรงจำในอดีต ตอนที่เขาส่งผลผลิตไม่ครบตามกำหนด งานที่เขาต้องทำเพื่อชดใช้ความผิดก็คือการขึ้นไปบนกำแพงเหมือนกัน
แต่ครั้งนั้นเขาทำหน้าที่สนับสนุนพวกนักรบอีกต่อหนึ่งเลยไม่มีอันตรายอะไร
บนเส้นทางที่คุ้นเคยกัสเดินตรงไปอย่างช้าๆ ด้วยความรู้สึกที่ชวนคิดถึงตลอดทางเดินที่เขาเดินไปมีสายตาของผู้คนมากมายที่จ้องมองมาด้วยความประหลาดใจ
กัสไม่ใช่คนที่ไม่มีชื่อเสียงแม้จะไม่โด่งดังที่สุด แต่ก็เป็นตัวอันตรายที่ไม่มีใครอยากเข้าไปยุ่งด้วยเพราะความโหดเหี้ยมของเขาและเบื้องหลังที่ทรงพลัง
ในสายตาของกลุ่มขั้วอำนาจที่มีอิทธิพลกัสคือระเบิดเวลาที่ไม่ควรแตะต้องเพราะนอกจากจะฆ่าเขาไม่ได้แล้วยังไม่มีประโยชน์อะไรที่จะสู้กับเขา มันมีแต่จะเสียกับเสียเลยทำให้เขาถูกคนมากมายเฝ้ามองอย่างระมัดระวัง
กัสยังคงเดินเข้าไปอย่างไม่คิดอะไรมากเขาเดินไปยังค่ายนักรบที่มีการคุ้มกันที่แน่นหนาอาจจะมากยิ่งกว่าวิหารเทพจริงแท้เสียด้วยซ้ำ
ขณะที่เขาเดินตรงไปนักรบที่ทำหน้าที่เฝ้าประตูก็มองตรงมายังเขา สายตาที่พวกมันมองมาไม่มีความรู้สึกใดๆเลย พวกมันเพียงมองเขาเพราะเขากำลังเดินตรงเข้าไปยังค่ายนักรบเพียงเท่านั้น
“เด็กน้อย..เจ้ามีเหรียญตราหรือไม่”
หนึ่งในนักรบถามออกมาโดยไม่สนใจเรื่องอื่นแม้แต่น้อย มันไม่สนใจว่ากัสจะเป็นเพียงเด็กไม่สนใจว่าเขาแข็งแกร่งหรืออ่อนแอ สิ่งเดียวที่พวกมันสนมีเพียงเหรียญตราสำหรับเข้าออกค่ายนักรบเท่านั้น
กัสเองก็รู้เรื่องนี้ดีเขาเลยหยิบเหรียญตราออกมาให้นักรบทั้งสองดูซึ่งทำให้ดวงตาที่เฉยชาของพวกมันปรากฏความประหลาดใจขึ้นมา
เหรียญตราที่กัสถืออยู่ไม่ใช่เหรียญตราของผู้สนับสนุนแต่เป็นเหรียญตราของนักรบมันจึงไม่แปลกที่จะทำให้พวกมันตกใจเพราะเหรียญตรานี้ผู้ที่จะครอบครองมันได้มีเพียงนักรบที่ทรงพลังอย่างแท้จริงเท่านั้น
แม้จะสงสัยพวกมันก็ไม่ได้ใส่ใจมากนักหากแต่เปิดทางให้กัสเดินเข้าไปท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมายที่เฝ้ามองอยู่
หลังจากนั้นเพียงไม่กี่นาทีข่าวของกัสที่เข้าสู่ค่ายนักรบในฐานะของนักรบก็แพร่กระจายออกไปทั่วเมืองสถานะของเขาในสายตาของกลุ่มขั้วอำนาจถูกยกระดับขึ้นสูงยิ่งกว่าเดิมอีกหลายชั้น
ความคิดมากมายปรากฏขึ้นในใจของผู้คนในเมืองโดยเฉพาะกลุ่มสิงโตมงกุฎทองที่มีความคิดมากมายเกิดขึ้นในใจ