เมื่อสิ้นเสียงกล่าวความหวั่นไหวที่เคยอัดแน่นอยู่ในดวงตาของเซี่ยโหวฟ่งอวี้ก็สลายหายไปในเสี้ยววินาที
นางกลอกตามองบนใส่ซูฉางอันจากนั้นจึงพูดพึมพำด้วยเสียงที่เบาจนมีเพียงตัวนางเองเท่านั้นที่ได้ยิน “เจ้าบื้อเอ้ย”
แน่นอนว่าซูฉางอันไม่ได้ยินว่าเซี่ยโหวฟ่งอวี้พูดอะไรกันแน่เขาปิดประตูสำนักลงอีกครั้ง จากนั้นก็จับไปที่จมูก แล้วกล่าวขึ้น “ศิษย์พี่ เรากลับกันเถอะ”
“รีบกลับไปหาโม่โม่รึ?” เซี่ยโหวฟ่งอวี้พูดด้วยสีหน้าบึ้งตึงแต่ก็ยอมก้าวเข้าไปในสำนักตามที่เขาบอก
ซูฉางอันเพิ่งเดินตามศิษย์พี่ทันประตูสำนักก็มีเสียงเคาะขึ้นอีกแล้ว
ซูฉางอันกับเซี่ยโหวฟ่งอวี้มองหน้ากันด้วยความสงสัยวันนี้สำนักเทียนหลานครึกครื้นเกินไปแล้ว
แต่ซูฉางอันก็ยังเดินไปเปิดประตูให้ครั้งนี้ ผู้มาเยือนเป็นชายที่ดูเหมือนจะมีอายุเกินเลขห้าไปแล้วทันทีที่เห็นซูฉางอัน คนผู้นี้ก็ประกายรอยยิ้มเป็นมิตรขึ้นมาทันที
เขากำลังจะพูดอะไรออกมาแต่ซูฉางอันก็พูดตัดบทเสียก่อน “เจ้ามาหาข้ามีเรื่องอะไรหรือเปล่า?”
ดูจากท่าทางและความกว้างในการอ้าปากแค่นี้ซูฉางอันก็พอจะเดาได้แล้ว ว่าชายคนนี้ต้องพูดเปิดบทด้วยคำพูดที่เหมือนกับคนรับใช้จากจวนรัชทายาทที่มาหาก่อนหน้านี้อย่างแน่นอน
ไม่ใช่ว่าซูฉางอันไม่ชอบให้คนอื่นพูดชมตัวเองหรอกนะแต่จนถึงตอนนี้อาการปวดหัวที่เกิดขึ้นหลังฟังคนรับใช้จากจวนรัชทายาทพล่ามยาวเหยียดเมื่อครู่ยังไม่หายเลยเขาทนฟังคำพูดพวกนั้นอีกไม่ไหวแล้วจริงๆ ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะพูดแบบตรงไปตรงมากับชายคนนี้นั่นเอง
ชายคนนั้นชะงักอึ้งไปเล็กน้อยก่อนจะประสานมือในท่าทำความเคารพ แล้วกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าราบเรียบ “คุณชายซูพูดจาตรงไปตรงมาไม่ธรรมดาจริงๆ”
พอพูดจบ เขาก็ชะงักไปเล็กน้อยชายตรงหน้ากำลังสำรวจความรู้สึกจากสีหน้าของซูฉางอันนั่นเองเมื่อเห็นว่าคนหนุ่มไม่ได้มีท่าทีดีใจเพราะคำชมของตนทั้งยังไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ ทั้งสิ้น เขาจึงกระแอมขึ้นอย่างทำตัวไม่ถูกแล้วพูดต่อไปในที่สุด “ข้าน้อยเป็นคนรับใช้จากจวนเสนาบดีคืนพรุ่งนี้นายท่านจะจัดงานเลี้ยงสำหรับผู้ที่มีความสามารถจากงานหลอมดาราในครั้งนี้ข้าน้อยได้รับคำสั่งจากท่านเสนาบดี ให้มาเชิญคุณชายซูไปร่วมงานที่จวนขอรับ”
ซูฉางอันประกายความประหลาดใจออกมาทางสีหน้าเขาไม่เข้าใจว่าทำไมถึงมีคนมาเชิญให้ตนไปกินข้าวในจวนมากมายขนาดนี้ทั้งที่ตนก็ไม่ได้สนิทสนมกับคนเหล่านั้น ยังไม่เคยเจอกันเลยด้วยซ้ำ สำหรับเขาแล้วการเชิญชวนเช่นนี้ ช่างกะทันหัน และไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย
“ข้าไม่ไปดีกว่า” ในครั้งนี้เขาปฏิเสธคนชราโดยไร้ซึ่งความลังเลใดใดใด ทั้งสิ้น อาจเป็นเพราะคนจากจวนรัชทายาททำให้เขารู้สึกไม่ชอบจึงรู้สึกไม่ดีกับการเชื้อเชิญเช่นนี้ไปด้วยนั่นเอง
ดูเหมือนคำตอบที่ได้รับจะอยู่เหนือความคาดหมายของชายตรงหน้าเขามองดูซูฉางอันด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยความนัยบางอย่างจากนั้นจึงโค้งตัวลงอีกครั้ง “รบกวนแล้ว” จากนั้น เขาก็เดินกลับออกไปอย่างเชื่องช้าในที่สุด
“ศิษย์พี่... ข้าดังมากเลยรึ?” เมื่อคนผู้นั้นเดินไปไกลซูฉางอันจึงหันไปถามเซี่ยโหวฟ่งอวี้
เซี่ยโหวฟ่งอวี้ปรายตามองเขาแวบหนึ่ง “เจ้าคิดว่าไงล่ะ? เป็นจอมดาราแห่งงานหลอมดาราศิษย์ของมั่วทิงอวี่ ศิษย์หลานของอวี้เหิง หากเจ้าไม่ดัง แล้วใครจะดังได้อีก?”
“เช่นนั้นรึ?” ซูฉางอันคล้ายจะกลุ้มใจอยู่ไม่น้อยเขาเกาหัวตัวเอง จากนั้นจึงกล่าวถามขึ้นอีกครั้ง “แต่ว่า ทำไมพวกเขาถึงอยากชวนข้าไปกินข้าวกันหมดเลยล่ะ?”
“ก็อยากดึงเจ้าไปเป็นพวกไงล่ะ” เซี่ยโหวฟ่งอวี้ตอบ
“ดึงข้าไปเป็นพวกรึ?” ซูฉางอันอึ้งไปแล้ว “ข้ามีอะไรสำคัญทำไมต้องอยากดึงข้าไปเป็นพวกด้วย?”
ดูเหมือนเซี่ยโหวฟ่งอวี้จะชินกับความโง่เขลาด้านการเข้าสังคมของซูฉางอันไปเสียแล้วนางกลอกตามองบน ก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้ง “ในร่างของเจ้ามีปราณดาราของผู้อาวุโสมั่วอยู่ ต่อไป เจ้าต้องมีฝีมือที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอนและเมื่อวาน เจ้าก็ยืนยันให้เห็นในเรื่องนี้แล้วยิ่งในตอนนี้อาจารย์ที่สอนวิชาเจ้าอยู่ก็เป็นผู้อาวุโสฉู่ซึ่งสามารถตัดแขนอินซานโจ๋วยอดฝีมือที่มีชื่อเสียงโด่งดังมานานด้วยเพียงดาบเดียวเท่านั้น อาจารย์ลุงของเจ้าเป็นท่านอวี้เหิงนักรบแห่งดาราจักรที่ปกปักรักษาเผ่ามนุษย์มานานนับร้อยปี” เมื่อพูดจนถึงตรงนี้เซี่ยโหวฟ่งอวี้ก็ขยิบตาอย่างทะเล้น แล้วจึงพูดต่อไป “แน่นอนว่าที่สำคัญที่สุด ก็คือข้าศิษย์พี่ของเจ้า! องค์หญิงใหญ่แห่งแผ่นดินต้าเว่ย! แล้วแบบนี้ มีหรือที่พวกเขาจะไม่อยากดึงเจ้าไปเป็นพวก?”
ซูฉางอันเองก็คิดว่าเซี่ยโหวฟ่งอวี้พูดจามีเหตุผลทว่าเพียงไม่นานเขาก็มีท่าทางราวฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้อีกจึงกล่าวถามออกไปอีกครั้งในที่สุด “แล้วทำไมศิษย์พี่ถึงทำท่าเหมือนไม่ชอบพวกเขาเลยล่ะ? ดูเหมือนท่านไม่อยากให้ข้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพวกเขาเลย?”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเซี่ยโหวฟ่งอวี้ชะงักค้างไปในทันทีจู่ๆ นางก็นิ่งเงียบไป เอาแต่ก้มหน้าก้มตา ไม่ยอมพูดอะไรออกมาอีก
ซูฉางอันตระหนักได้ว่าดูเหมือนตนจะถามคำถามที่ไม่ดีออกไปเสียแล้ว แม้จะไม่รู้ว่าคำถามนี้ไม่ดีตรงไหนแต่ในเมื่อมันทำให้ศิษย์พี่รู้สึกไม่ดีเช่นนั้นคำถามนี้ต้องเป็นคำถามที่แย่มากเป็นแน่
ดังนั้น เขาจึงรีบพูดขึ้นอย่างรีบร้อน “ศิษย์พี่ๆ อย่าโกรธไปเลย อย่างไรเสียหากศิษย์พี่ไม่อยากให้ไป ข้าก็จะไม่ไปเด็ดขาด”
หลังสิ้นประโยคเซี่ยโหวฟ่งอวี้ก็เงยหน้าขึ้นมามองเด็กหนุ่มตรงหน้าอีกครั้ง
เขาแลดูธรรมดาเหลือเกินไม่ได้แลดูหล่อเหลา หรืองามสง่าเลยสักนิดเทียบกับคุณชายชั้นสูงที่ตามประจบประแจงเอาใจนางไม่ได้เลย นอกจากนี้เขายังไม่ค่อยฉลาด ซื่อบื้อ แล้วยังไม่ใช่นักปราชญ์หรือผู้มีการศึกษาที่ชอบแต่งเนื้อร้องคำกลอนอีก เพียงแต่ ความห่วงใยบนใบหน้าและความเป็นกังวลที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงของคนตรงหน้า ช่างจริงใจเหลือเกิน
นี่เป็นครั้งแรกที่นางรู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงมากขึ้นศิษย์น้องตรงหน้าไม่ได้แลดูขัดหูขัดตาเท่าแต่ก่อนแล้วนางเผลอหน้าแดงขึ้นอย่างไม่รู้ตัว ขณะที่หัวใจก็มีความรู้สึกผิดแฝงอยู่ เซี่ยโหวฟ่งอวี้ลังเลเล็กน้อยจนในที่สุดก็ทำท่าเหมือนกำลังจะพูดอะไร
ตุ้บ! ตุ้บ! ตุ้บ!
จู่ๆประตูที่เพิ่งถูกปิดลงก็ถูกเคาะขึ้นอีกครั้ง
ซูฉางอันทำหน้าเหยเกขึ้นมาในทันทีเขาเปิดประตูออกอีกครั้งด้วยท่าทางไม่ค่อยเต็มใจนัก เป็นอย่างที่คิด ที่หน้าประตูมีชายที่น่าจะมีอายุประมาณสี่สิบกว่าๆยืนอยู่ การแต่งกายและรอยยิ้มบนใบหน้าเป็นพิมพ์เดียวกับสองคนก่อนหน้านี้เลย
เวลาสองชั่วโมงต่อจากนั้นของซูฉางอันหมดไปกับการรับมือกับแขกที่เดินทางมาเยี่ยมเยือนอย่างไม่ขาดสายขุนนาง รวมไปถึงชนชั้นสูงทุกคนในเมืองฉางอันตั้งแต่รัชทายาทไปจนถึงขุนนางและผู้มีตำแหน่งโหวต่างๆ ทุกคนที่พอจะมีฐานะอยู่บ้างต่างก็ส่งคนมาเยือนสำนักเทียนหลานที่เงียบเหงาในยามปกติกันอย่างถ้วนหน้า
ยิ่งไปกว่านั้นเพื่อให้ได้สิทธิ์ในการเข้าพบซูฉางอันก่อนคนรับใช้บางคนถึงขั้นลงไม้ลงมือกันเลยทีเดียว จนในที่สุดแม้แต่กู่หนิงกับพวกก็ต้องออกมาช่วยรับแขกที่เดินทางมารวมกันอย่างไม่ได้นัดหมายนี้จนได้
หลังส่งกลุ่มคนที่อ้างว่าเป็นคนรับใช้ของเทพนักรบหู่หางซานออกจากสำนักได้ซูฉางอันก็ถอนหายใจหนักๆ ออกมา จากนั้นจึงกล่าวพึมพำขึ้น “ถึงว่าผู้อาวุโสฉู่ถึงยอมให้ลาพักหนึ่งวัน ดูท่าท่านผู้อาวุโสคงจะเดาได้ตั้งแต่แรกแล้วว่าต้องเป็นเช่นนี้”
“ฉางอัน หากยังเป็นแบบนี้ต่อไปก็ไม่รู้ว่าพวกเราต้องรับแขกไปจนถึงเมื่อไหร่” โม่โม่มองลอดออกไปจากช่องที่ประตูเมื่อพบว่าคนอีกกลุ่มหนึ่งกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ด้วยท่าทางรีบร้อนพร้อมกับของขวัญนางจึงหันกลับมาพูดกับคนทั้งหลายอย่างลำบากใจ
เดิมที โม่โม่ก็เป็นคนตรงไปตรงมาและมีนิสัยร่าเริงอยู่แล้ว การต้องมาเจอกับคนเจ้าแผนการที่ส่งยิ้มมาให้ตลอดเวลาทั้งยังพูดจาอ้อมไปอ้อมมาเช่นนี้ นางย่อมรับมือไม่ไหวอยู่แล้ว
เมื่อได้ยินดังนั้นซูฉางอันก็ประกายความขมขื่นขึ้นทางใบหน้า เขามองดูคนทั้งหลายรอบตัว บัดนี้แม้แต่กู่หนิงที่ทั้งใจเย็น รอบคอบ และมีความเป็นผู้ใหญ่มาโดยตลอดก็ยังเริ่มมีสีหน้าลำบากใจให้เห็นแล้วแน่นอนว่าคนที่มีสีหน้าหนักใจมากที่สุดก็คือลิ่นหยูที่ไม่ถนัดเรื่องการพูดคุยสื่อสารนั่นเอง
เมื่อครู่ระหว่างการรับแขกจากจวนโหวเยคนใดคนหนึ่งในเมืองฉางอัน ทันทีที่มาถึงคนผู้นั้นก็คิดว่าลิ่นหยูเป็นซูฉางอันทันที ไม่รู้เหมือนกันว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ยิ่งไปกว่านั้น คนผู้นั้นก็เป็นพวกช่ำชองเรื่องการประจบประแจงเสียด้วยเป็นเวลาสิบห้านาทีเต็มๆที่ลิ่นหยูนั่งฟังคนผู้นั้นกล่าวเยินยอซูฉางอันด้วยรูปแบบต่างๆ ไม่หยุดเขาชมว่าซูฉางอันเก่งกาจอย่างนั้นอย่างนี้ บอกว่าหากซูฉางอันลงมือ แม้แต่ราชาปีศาจในแผ่นดินทางเหนือหรือเผ่าหมานที่แผ่นดินทางตกวันตกก็ยังต้องยอมแพ้อย่างไม่มีทางเลือกเลย จนในที่สุดจี้เต้าก็เป็นผู้จัดการไล่คนผู้นั้นออกไปจากสำนักจนได้
เดิมทีทั้งสี่คิดจะมาทบทวนความหลังกับซูฉางอันเสียหน่อยคิดไม่ถึงเลยว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นได้ซูฉางอันเองก็รู้สึกผิดต่อพวกเขาไม่น้อย เขากลอกตาไปมาอย่างครุ่นคิดจากนั้นจึงกล่าวขึ้นอย่างกะทันหัน “หรือไม่...พวกเราหนีกันดีไหม?”
“หนี?” กลุ่มคนชะงักนิ่งไป ก่อนทุกคนจะตาเป็นประกายต่างก็เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้
พวกเขามองหน้ากันแวบหนึ่งเพียงเท่านั้น พวกเขาก็เข้าใจความหมายที่แฝงอยู่ในดวงตาของอีกฝ่ายแล้วกลุ่มคนเดินทางไปที่กำแพงอีกด้านของสำนักภายใต้การนำทัพของซูฉางอันโดยไม่สนใจเสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นอีกต่อไปพวกเขาทุกคนมีพลังมากกว่าระดับหลอมจิตกันจนหมดแล้ว กำแพงที่สูงกว่าคนทั่วไปเพียงน้อยนิดตรงหน้าจึงไม่เป็นปัญหาสำหรับพวกเขาเลยแม้แต่น้อย
เซี่ยโหวฟ่งอวี้ที่เป็นองค์หญิงใหญ่แสดงลีลาการปีนกำแพงเป็นคนแรกเพียงกระโดดตีลังกาเบาๆ นางก็ขึ้นไปยืนอยู่บนกำแพงแล้ว เมื่อมองไปรอบๆนางก็พบว่าคนกลุ่มหนึ่งกำลังยืนล้อมประตูทางเข้าสำนัก แล้วเอาแต่เคาะประตูไม่หยุดไม่ได้หันมาสนใจทางนี้เลยแม้แต่น้อย เมื่อเห็นดังนั้นองค์หญิงใหญ่จึงหันไปส่งสายตาเป็นเชิงว่าทางสะดวกกับคนอื่นๆจากนั้นก็กระโดดลงมาจากกำแพงเบาๆ ไปยืนอยู่นอกสำนักอย่างเงียบงัน
นางมองไปทางประตูสำนักอีกครั้งเมื่อพบว่ายังไม่มีใครหันมาสนใจทางนี้ จึงรู้สึกวางใจได้ในที่สุด “ออกมาเร็ว” นางกระซิบบอกกับกลุ่มคนที่ยืนอยู่อีกด้านของกำแพง
ซูโม่โผล่หน้าออกมาจากกำแพงอย่างระมัดระวังนางส่งยิ้มไปให้เซี่ยโหวฟ่งอวี้ที่อยู่อีกด้านจากนั้นก็ยันมือทั้งสองข้างลงบนกำแพง แล้วกระโดดไปยืนอยู่ข้างเซี่ยโหวฟ่งอวี้ได้อย่างแม่นยำในเวลาต่อมา