เข้าสู่วันที่หกของการเดินทางกลับ
ขบวนของภูผาเดินทางมาถึงค่ายพักเดิม
บริเวณข้างน้ำตกใหญ่ริมแม่น้ำ ที่เคยใช้พักตอนเดินทางมา
ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม
เสียงน้ำตกยังดังสนั่น
สายลมเย็นพัดผ่านต้นไม้สูง
บรรยากาศดูสงบงดงาม ราวกับไม่มีอันตรายใดซ่อนอยู่
แต่ภูผากลับรู้สึกตรงกันข้าม
ทันทีที่ตั้งค่ายเสร็จ
เขาเรียกทองขาวและพันเข้ามาคุยเงียบๆ ภายในซุ้ม
ภูผาวางห่อผ้าหลายชิ้นลงบนโต๊ะไม้
ภายในนั้น
มีตะกรุดเก่าแก่ มีดหมอ ยันต์ผ้า และลูกประคำสีดำ ที่ท่านอรชุนเคยมอบเอาไว้
“เอาของทุกอย่างออกมาให้หมด”
ทองขาวมองของบนโต๊ะ ก่อนถามเสียงต่ำ
“คิดว่าหนักขนาดนั้นเลยหรือ?”
ภูผาพยักหน้า
“คืนนี้… เราน่าจะเจอศึกใหญ่”
เขาหยิบตะกรุดดอกหนึ่งขึ้นมา ก่อนจุ่มลงในหม้อน้ำ
“เอาน้ำมนต์จากตะกรุดอาจารย์ ผสมในน้ำดื่ม ให้ทุกคนกินก่อนฟ้ามืด”
พันรีบรับคำทันที
ไม่นาน น้ำมนต์ก็ถูกแจกจ่ายไปทั่วค่าย
แม้หลายคนไม่เข้าใจ
แต่ไม่มีใครปฏิเสธ
ตกเย็น
ทุกอย่างยังดูปกติดี
ผู้คนเริ่มก่อไฟ ทำอาหาร และพักผ่อน
แต่แล้ว…
เสียงร้องโวยวายก็ดังขึ้นจากอีกมุมของค่าย
“พวกเจ้าเป็นใคร!”
“พวกข้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร!”
ทุกคนรีบหันไปมอง
สองสามีภรรยาชาวพิมาย ที่ร่วมเดินทางมาด้วย กำลังแตกตื่นอย่างหนัก
สีหน้าของทั้งสองเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“ลูกสาวข้าอยู่ไหน!”
“พวกเจ้าลักพาตัวพวกข้ามาใช่หรือไม่!”
ภูผารีบพุ่งเข้าไปทันที
แต่เมื่อมองไปรอบๆ
หญิงสาวปริศนาคนนั้น… ได้หายตัวไปแล้ว
เขารู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น สองสามีภรรยาคู่นี้ คงโดนมนต์ดำสะกดไว้ แต่พอได้รับน้ำมนต์ ก็คลายออก ทำให้ได้สติกลับมา
หัวใจของภูผาหนักวูบ
“เตรียมพร้อมรบ!”
สิ้นเสียงตะโกน
บรรยากาศทั้งค่ายเปลี่ยนไปทันที
จากขบวนพ่อค้า
กลายเป็นกองทหารในชั่วอึดใจ
ทุกคนหยิบอาวุธประจำตัวขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง
เขารู้แล้วว่า สิ่งที่จะต้องเจอนั้นคืออะไร พวกหมอผี ทั้งหลายมักจะใช้ภูติพรายต่างๆ ในการบุกเพื่อกำจัด ล่าล้าง ทุกชีวิตให้มอดดับไป
พวกมันไม่มีชีวิต ไม่มีจิตใจ
ภูผาตะโกนสั่งต่อ
“เพิ่มกองไฟ!”
“รวมคนอ่อนแอไว้ตรงกลาง!”
ทหารทุกคนเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว
กองไฟหลายกองถูกจุดขึ้น
แสงเพลิงสว่างวาบไปทั่วค่าย
ไม่นานนัก…
ท้องฟ้าก็เปลี่ยนสี
เมฆดำมหึมาปกคลุมทั่วผืนฟ้า
สายลมเย็นยะเยือกพัดกระโชกอย่างรุนแรง
ก่อนฝนห่าใหญ่จะเทกระหน่ำลงมา
เปรี้ยงงงง!
เสียงฟ้าร้องดังสนั่น
จากนั้น…
เสียงครืดคราดประหลาด
ก็ดังขึ้นจากรอบทิศทาง
เหมือนเสียงเท้าจำนวนมาก ลากผ่านพื้นโคลน
ทุกคนเริ่มกำอาวุธแน่น
และแล้ว…
สิ่งที่เดินออกมาจากป่ามืด
กลับทำให้หลายคนถึงกับหน้าซีด
พวกมันคือ…
ผีดิบ
ร่างเน่าเปื่อยจำนวนมหาศาล
ดวงตาขาวโพลน
ปากฉีกกว้างจนเห็นฟันสีดำ
บางตัวมีหนอนชอนไชเลื้อยออกจากร่าง
บางตัวแขนขาขาดวิ่น
แต่ทุกตัว
กำลังมุ่งตรงเข้ามายังค่าย
จำนวนไม่น้อยกว่าร้อยตัว!
เป้าหมายของพวกมัน
คือสังหารคนทั้งสามสิบชีวิตให้หมดสิ้น
แต่สิ่งแปลกประหลาดก็คือ…
ไม่มีทหารคนใดหวาดกลัว
ทุกคนเพียงยืนประจำตำแหน่งแน่นิ่ง
ภูผาชักดาบออกช้าๆ ก่อนตะโกนลั่น
“เตรียมระเบิดเพลิง!”
ทันที
ทุกคนหยิบลูกระเบิดเพลิงขึ้นมาถือพร้อมกัน
บรรยากาศตึงเครียดถึงขีดสุด
แต่ก่อนที่ผีดิบจะพุ่งถึงแนวค่าย—
โมกกกกกก!!!
เสียงร้องสนั่นป่าดังขึ้นจากด้านข้าง
ต้นไม้จำนวนมากหักกระจาย
แล้วร่างมหึมาร่างหนึ่ง ก็พุ่งแหวกป่าออกมา
มันคือควายป่าตัวดำขนาดใหญ่
แต่ขนทั่วร่างกลับเป็นสีทองสว่างราวเปลวไฟ
ดวงตาแดงฉานราวอสูร
มันพุ่งเข้าชนผีดิบจนร่างกระเด็นแตกออกเป็นชิ้นๆ
จากนั้นใช้เขาแทงทะลุอีกหลายตัวอย่างดุร้าย
ทุกคนมองตาค้าง
แต่ยังไม่ทันหายตกใจ—
โฮ่ววววว!!!
เสียงเสือคำรามก็ดังสนั่นอีกครั้ง
เสือโคร่งขนาดมหึมากระโจนลงมาจากโขดหิน
มันใหญ่เกือบเท่าวัวตัวหนึ่ง
กรงเล็บเพียงตวัดเดียว
ผีดิบหลายตัวก็ถูกฉีกขาด
มันกัด กระชาก และตะปบพวกผีดิบอย่างบ้าคลั่ง
ราวกับราชาแห่งป่าออกมาล่าปีศาจด้วยตนเอง
ทหารทุกคนได้แต่มองอย่างตะลึง
ภูผาหรี่ตาลงทันที
“สัตว์ศักดิ์สิทธิ์…”
นั่นคือควายธนูและสมิงพราย ภูผาใช้วิธีหนามยอกเอาหนามบ่ง
เขานึกถึงคำพูดของหลวงพ่อจันทราทันที
“สถานที่แห่งนี้ มีพลังคุ้มครองอยู่”
ภูผารีบออกคำสั่ง
“ทุกคนอยู่ประจำที่!”
“ข้ากับพันจะออกไปเอง!”
สิ้นเสียง ทั้งสองก็คว้าอาวุธพิเศษพุ่งออกจากแนวค่ายทันที
ดาบซ่อนเป็นตาย ที่ตีจากเหล็กไหลน้ำพี้ของภูผาฟาดผ่าอากาศเป็นเส้นแสง
หัวผีดิบหลายตัวขาดกระเด็นในพริบตา
ส่วนพัน ใช้กระบองเหล็กอาคมทุบร่างพวกมันจนแตกละเอียด
ภายในเวลาไม่นาน
สนามรบก็เต็มไปด้วยซากผีดิบ
ชัยชนะดูเหมือนจะมาถึงแล้ว
แต่ทันใดนั้น—
เสียงต่อสู้อีกแห่ง ก็ดังขึ้นจากในป่าด้านหลัง
ตูม!
เคร้ง!
อ๊ากกก!
ไม่นานเสียงทั้งหมดก็เงียบลง
ภูผารู้ทันที
นั่นคือกองสนับสนุนของศัตรู
และผู้ที่จัดการได้
ย่อมเป็นทองขาว กับกองกำลังพิเศษแน่นอน
เขาเพิ่งจะเริ่มโล่งใจ—
แต่แล้ว…
เสียงดาบปะทะกันอย่างรุนแรง
กลับดังขึ้นจากทางรถม้าของเรือนแก้ว!
เคร้งงงง!!!
ภูผาหน้าถอดสี
“เรือนแก้ว!”
เขาพุ่งตัวไปทันที
เมื่อไปถึง
ภาพตรงหน้าทำให้เขาชะงัก
หญิงสาวปริศนาคนนั้น
กำลังต่อสู้กับเรือนแก้วและเจี่ยวเจี่ยวพร้อมกัน!
ดาบสามเล่มฟาดฟันกันรวดเร็วจนแทบมองไม่ทัน
เรือนแก้วใช้กระบี่อ่อนดุจสายน้ำ
ส่วนเจี่ยวเจี่ยวเคลื่อนไหวรวดเร็วราวภูตผี
แต่หญิงสาวปริศนา
กลับรับมือทั้งสองได้อย่างสูสี!
ทันทีที่เห็นภูผามาถึง
นางกลับยิ้มออกมา
รอยยิ้มนั้นงดงาม… แต่เย็นเยียบจนขนลุก
จากนั้นนางถอยหลังออกไปเบาๆ
ร่างทั้งร่างค่อยๆ เลือนหายเข้าไปในม่านฝน
ก่อนเสียงของนางจะดังขึ้นท่ามกลางสายฝนและความมืด
“ครั้งหน้า…”
“คนรักของเจ้าทุกคน… ต้องตาย”
สิ้นเสียง
เงาร่างของนางก็หายไปจากป่าอย่างสมบูรณ์
เหลือเพียงเสียงฝนที่ตกหนัก
และสายตาเย็นเยียบของภูผา
ที่กำดาบแน่น จนเส้นเลือดปูดขึ้นทั่วมือ…
มาเถอะ พวกเจ้ามาได้ทุกเวลา ข้า..จะปกป้องเอง…