เนตรมารสะท้านฟ้า (จบแล้ว)

    แผนของข้า


    ตอนที่ 88


    แผนของข้า


                   


                    สัตว์อสูรพื้นฐานลมปราณขั้นที่ 5 ที่เสวี่ยหมิงเลือกเปิดฉากจู่โจมคืออสูรวานรโลกันตร์ ซึ่งเป็นสัตว์อสูรที่มักจะอยู่รวมกันเป็นฝูง แต่เพราะเจ้าตัวนี้นั้นถูกเสวี่ยหมิงล่อหลอกให้แยกออกมาจากกลุ่มเพียงลำพัง วานรโลกันตร์แม้เป็นสัตว์อสูรที่มีความว่องไวสูงล้ำแต่เป็นสัตว์อสูรที่ถูกยั่วโมโหได้ง่าย ทำให้หลังจากที่เสวี่ยหมิงเปิดฉากโจมตีใส่มัน เจ้าวานรโลกันตร์ตัวนี้ก็ตีอกชกท้องโกรธเกรี้ยวเป็นการใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อมันสัมผัสได้ว่าเสวี่ยหมิงมีระดับพลังอ่อนด้อยกว่าตัวเอง มันจึงไม่รั้งรอหรือส่งเสียงเรียกวานรโลกันตร์ตนอื่น ๆ ในฝูงให้มากลุ้มรุม แต่กลับเลือกที่จะพุ่งเข้าจู่โจมทำร้ายเสวี่ยหมิงเพียงลำพัง


     


                    หลังจากที่เสวี่ยหมิงทดสอบพลังของวานรโลกันตร์ ก็ทำให้เสวี่ยหมิงมั่นใจในแผนการมากขึ้น เนื่องจากไม่ว่าอสูรวานรโลกันตร์ตัวนี้จะจู่โจมหนักหน่วง หรือรวดเร็วเพียงใดก็ไม่อาจจู่โจมถูกเสวี่ยหมิง รวมถึงระดับพลังป้องกันของเสวี่ยหมิงในตอนนี้ต่อให้ถูกโจมตีเข้าครั้งสองครั้งยังไม่นับว่าเป็นอย่างไร ยิ่งจู่โจมผิดพลาดวานรโลกันตร์ยิ่งรุกไล่โดยไร้แบบแผน ในขณะที่เสวี่ยหมิงเลือกถอยหลบไปยังหินผาใหญ่หมายใช้หินผาเป็นกำแพงเพื่อบีบทิศทางในการโจมตีของวานรโลกันตร์ให้แคบเข้า ยิ่งทำให้สามารถรับมือการโจมตีได้ง่ายขึ้นไปอีก


     


                    แต่แล้วหลังยังไม่ทันชิดเข้ากับหินผา ปรากฏมีดสั้นวาววับที่อาบเคลือบด้วยลมปราณมหาศาลซัดเขวี้ยงเข้าใส่ศีรษะของเสวี่ยหมิงจากทางด้านบน หากเป็นยามประมาทพลั้งเผลอการจะรับมือการลอบจู่โจมของจื่อเจียงในครั้งนี้คงจะยากเย็นยิ่ง แต่ในเมื่อเสวี่ยหมิงแบ่งสมาธิส่วนหนึ่งไว้ค่อยระแวดระวังยอู่ตลอดเวลา ผลที่ออกมาจึงไม่เป็นไปตามที่จื่อเจียงคาดเอาไว้


     


                    เมื่อรับรู้ว่าการจู่โจมนั้นพุ่งตรงมาจากเบื้องบน เสวี่ยหมิงก็ย่อตัวลงต่ำในทันทีก่อนจะใช้ออกด้วยท่า...ม่านธาราบรรจบ ชักนำวานรโลกันตร์ที่กำลังพุ่งหมัดเข้าใส่ตัวเองให้เสียหลักโน้มเข้าหาเสวี่ยหมิงจนเกือบกลายสภาพเป็นการพุ่งกระแทกเข้ามา แต่เพราะเสวี่ยหมิงเป็นผู้กำหนดทุกสิ่งอยู่ก่อนจึงได้ไถลตัวหลบเลียดลงไปกับพื้นลอดพ้นการชนปะทะ และทำให้วานรโลกันตร์พุ่งเข้ากระแทกเข้าหินผาก้อนใหญ่ที่ด้านหลังจนหินใหญ่แตกระเบิดออกส่งฝุ่นควันลอยฟุ้งกระจายไปทั่ว


     


                    แต่จุดสำคัญของการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ของเสวี่ยหมิงหาใช่การสังหาร...เพราะทันทีที่วานรโลกันตร์เคลื่อนเข้าแทนที่เสวี่ยหมิงมีดสั้นของจื่อเจียงก็แทงทะลุเข้ากับไหล่ขวาอันหยาบหนาของมัน และจมฝังลึกหายเข้าไปในมัดกล้ามเนื้อของวานรโลกันตร์ เสียงร้องคำรามโหยหวนด้วยความเจ็บปวดของวานรโลกันตร์ กลายเป็นสัญญาณขอความช่วยเหลือของมันไปโดยปริยายในทันที


     


                    เสวี่ยหมิงจึงไม่รีรอโยนเผือกร้อนลวกเข้าใส่จื่อเจียงที่อยู่บนยอดไม้ในทันที


                    "ขอบคุณศิษย์พี่จื่อเจียงที่ช่วยเหลือ" สัตว์อสูรพื้นฐานลมปราณแม้พูดภาษมนุษย์ไม่ได้ แต่สติปัญญาและการรับรู้หาได้ด้อยไปกว่ามนุษย์ทั่วไป ดังนั้นการกระทำของเสวี่ยหมิงจึงเป็นการตอกย้ำให้เจ้าวานรโลกันตร์ที่บาดเจ็บตัวนี้มองจื่อเจียงเป็นพวกที่เข้ามาช่วยเหลือเสวี่ยหมิงและศัตรูที่กลุ้มรุมตัวมันไปเรียบร้อยแล้ว


                   


                    ความยินดีปรากฏบนใบหน้าที่แผนการขั้นแรกเป็นไปด้วยดี จนเสวี่ยหมิงเผลอคลายการระวังป้องกันลงแวบหนึ่ง และการขาดสมาธิเพียงชั่วแวบในครั้งนี้ย่อมมีผลลัพท์ที่ตามมา เพราะไม่ทันที่เสวี่ยหมิงจะได้พักหอบหายใจฝ่ามือสีดำทมิฬก็พวยพุ่งเข้าใส่ที่ด้านหลังพร้อมการปรากฏกายขึ้นของก้านลู่จากอากาศธาตุ


     


                    เปรี้ยง !!!


                    ฝ่ามือเบญจพิษขั้นสูงสุดนาม...เบญจธาตุสังหารถูกใช้ออกอย่างสุดกำลัง ซัดฟาดเข้าใส่กลางแผ่นหลังของเสวี่ยหมิงจนกระอักโลหิตคำโตร่างลอยกระเด็นไปไกลกว่าสิบวาล้มลงครูดไถลไปกับพื้นดิน แม้ผิวหนังของเสวี่ยหมิงจะแข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกตนทั่วไปอย่างมาก แต่ยังปรากฏรอยไหม้เกรียมสีดำจากพิษพลังพร้อมแผลกัดเซาะที่ค่อย ๆ ลุกลามจนเลือดเนื้อเน่าเปื่อยขยายวงกว้างออกไป


     


                    "ของวิเศษของเจ้ายอดเยี่ยมยิ่งนัก" เมื่อการลอบโจมตีสำเร็จก้านลู่ก็ไม่ลืมเอ่ยชมเชยของวิเศษที่จื่อเจียงมอบให้


     


                    แต่การปะทะยังไม่หยุดนิ่ง แม้เสวี่ยหมิงเจ็บปวดแสนสาหัสแต่ยังต้องฝืนเก็บอาการเอาไว้ เมื่อลุกขึ้นมาได้ก็รีบถลันตัวพุ่งทะยานหลบหนีเข้าไปยังทิศทางซึ่งฝูงวานรโลกันตร์รวมตัวกันอยู่ก่อนหน้า


                    ...ฝ่ามือของก้านลู่ร้ายกาจยิ่งนักยังดีที่เรามีลมปราณเปลวเพลิงที่ช่วยรักษาอาการบาดเจ็บ แถมยังต่อต้านพิษร้ายจากฝ่ามือของมันได้ ไม่เช่นนั้นแล้ววันนี้เราคงต้องกลายเป็นผีเฝ้าอยู่ในด่านกักมังกรแห่งนี้เป็นแน่


     


                    "ตามมันไป !!! เจ้าเด็กนั่นมันถูกพิษฝ่ามือของข้าจนบาดเจ็บสาหัสแล้ว รับรองว่ามันหนีไปได้ไม่ไกลหรอก" ก้านลู่ที่กระชากชุดคลุมวิเศษที่หมดประโยชน์แล้วทิ้งไปตวาดดังลั่น เพื่อแจ้งต่อจื่อเจียงที่กำลังรับมือกับวานรโลกันตร์ซึ่งบาดเจ็บอยู่ที่ด้านบนให้รับรู้


     


                    "ตกลง" จื่อเจียงรับคำก่อนจะใช้กระบี่วิเศษในมือสะบั้นแขนข้างที่บาดเจ็บของวานรโลกันตร์จนขาดสะบั้น พร้อมใช้เท้าที่อัดแน่นไปด้วยลมปราณถีบร่างที่เจ็บปวดของวานรโลกันตร์ให้กระเด็นพ้นทาง ก่อนจะพุ่งตัวตามติดก้านลู่ไปอย่างรวดเร็ว


    .


    .


                    หลังจากที่โคจรพลังลมปราณเพลิงไฟในร่างกายผ่านพ้นไปสามรอบ บาดแผลกัดเซาะสีดำที่เกิดจากพิษของฝ่ามือเบญจธาตุสังหารก็หยุดการลุกลามก่อนที่เลือดเนื้อซึ่งเน่าเปื่อยจะค่อย ๆ ฟื้นคืนกลับมาอย่างช้า ๆ แม้บาดแผลภายนอกของเสวี่ยหมิงจะทุเลาลงอย่างรวดเร็วแต่พิษพลังธาตุหยินที่แทรกซึมของเข้ามาของฝ่ามือเบญจธาตุสังหารนั้นรุนแรงเกินกว่าที่เสวี่ยหมิงจะขับออกได้หมดในเวลาอันสั้นทำให้ต้องคิดหลบหนีก่อนเป็นอันดับแรก และยังนับว่าเสวี่ยหมิงนั้นโชคดีไม่น้อยที่เตรียมแผนการรับมืออยู่ก่อน ยามบาดเจ็บเช่นนี้จึงยังไม่เกิดอาการลนลาน


     


                    หลังจากที่เสวี่ยหมิงพุ่งเข้าไปยังทิศทางซึ่งมีฝูงวานรโลกันตร์รวมกันอยู่หลายสิบตัวพร้อมอยู่ในอาการโกรธเกรี้ยว เสวี่ยหมิงก็พลันเร่งความเร็วหลบฉากพุ่งเข้าหาหินใหญ่อีกครั้ง แต่ไม่ใช่เพราะต้องการยืนหยัดต่อสู้ แต่เพื่อบดบังสายตาของทุกผู้คนก่อนจะเจาะทะลวงหลบซ่อนตัวอยู่ที่ใต้พื้นดินพลางปกปิดซ่อนตัวตนด้วยเคล็ดวิชาเร้นจิตในขอบขั้นที่สองปกปิดกลิ่นอายและพลังลมปราณซุกซ่อนตัวเองอยู่ใต้ดิน กอปรกับก้านลู่ที่ตามติดมาไม่ห่างเข้ามาในระยะสายตาของเหล่าวานรโลกันตร์ทั้งหลายพอดี ทำให้วานรโลกันตร์ที่ติดตามมาเสวี่ยหมิงมาหลายตัวเมื่อหาเสวี่ยหมิงไม่พบมันจึงเบนความสนใจไปยังศัตรูที่พุ่งเข้ามาใหม่แทน


     


                    เมื่อฝูงวานรโลกันตร์เปลี่ยนเป้าหมายไปจู่โจมก้านลู่แล้ว เสวี่ยหมิงก็ไม่รอช้าแผ่พุ่งพลังจิตวิญญาณออกไปสำรวจดูที่เบื้องนอก รอรับชมการปะทะกันของศัตรูทั้งสองกลุ่มตามแผนการของตัวเอง


    .


    .


                    ฟากฝั่งของก้านลู่ที่ตามติดเสวี่ยหมิงมาไม่ห่างพยายามที่จะจู่โจมซ้ำเติม แต่เพราะเสวี่ยหมิงสำรวจพื้นที่อยู่ก่อนจึงมีความได้เปรียบในการหลบหนี แต่ด้วยวิชาท่าร่างของก้านลู่นั้นว่องไวกว่าจึงยังไม่ถูกทิ้งให้ห่างไปมากนัก และแม้ตาเนื้อจะมองไม่เห็นเสวี่ยหมิงแต่ยังคงสัมผัสลมปราณที่ปั่นป่วนของเสวี่ยหมิงได้อยู่จึงไม่ได้หลงทิศทางไปตามการล่อหลอก แต่แล้วจู่ ๆ ร่องรอยของเสวี่ยหมิงก็พลันหายไปจากสัมผัสรับรู้ของมันในบริเวณที่ใกล้กับฝูงวานรโลกันตร์สังเกตเห็นพอดิบพอดี เมื่อรู้ว่าตัวเองหลงติดกับดักของเสวี่ยหมิงเข้าก็สายไปเสียแล้ว เพราะจื่อเจียงที่ตามมาเบื้องหลังก็ชักนำพาวานรโลกันตร์พิการแขนด้วนที่กำลังบ้าคลั่งตามติดมาด้วย


     


                    เสียงร้องของฝูงวานรหลายสิบตัวดังประสานก้องดังไปทั่วทั้งป่าโปร่ง สัตว์น้อยใหญ่ที่ได้ยินล้วนแตกตื่นหลบหนี จื่อเจียงมาถึงทีหลังมองลอดผ่านหัวไหล่ของก้านลู่ไปพบกับฝูงวานรโลกันตร์เกือบยี่สิบตัวกำลังพุ่งตรงมายังทิศทางของพวกมันด้วยความเกรี้ยวกราด จึงชะงักเท้าหันหลังกลับด้วยความตกใจ แต่ไม่ทันที่จะก้าวเท้าหลบหนีก้านลู่ก็ถลันตัวกลับมาซัดฝ่ามือสังหารวานรโลกันตร์พิการจนตกตายในฝ่ามือเดียวก่อนจะกระชากคอเสื้อของจื่อเจียงเอาไว้ได้ทัน ก่อนจะเหวี่ยงร่างของจื่อเจียงไปกองที่ด้านหน้าระหว่างตัวมันและฝูงสัตว์อสูรวานรโลกันตร์


     


                    "ศิษย์น้องข้ารู้ว่าบุคคลร่ำรวยเช่นเจ้าเมื่อต้องเข้ามายังสถานที่เสี่ยงภัยเช่นนี้ ย่อมต้องมีของวิเศษรักษาชีวิตติดตัวเอาไว้มากมายเป็นแน่ ตอนนี้คงถึงเวลาที่เจ้าต้องใช้มันสักสองสามชิ้นเสียแล้ว" ก้านลู่เอ่ยหน้าตาตื่นก่อนจะถอยฉากออกไปที่ด้านหลังตระเตรียมหลบหนีเอาตัวรอดเพียงลำพัง


     


                    ...บัดซบ ไอ้ก้านลู่หากว่าไม่ต้องพึงพาเจ้าในการสังหารเจ้าสารเลวเสวี่ยหมิงละก็ ต่อให้เอาสมบัติวิเศษล้ำค่ามามอบให้ข้าก็ไม่คิดจะเกลือกกลั้วกับสุนัขจิ้งจอกเช่นเจ้าหรอก


                    "ศิษย์พี่วางใจ เพียงแค่ฝูงสัตว์อสูรพื้นฐานลมปราณขั้นห้าแค่นี้ข้ายังพอต้านทานได้" จื่อเจียงลุกขึ้นปัดฝุ่นที่เปรอะเปื้อนบนชุดของมัน ก่อนจะหยิบของวิเศษค่ายแปดทิศออกมาเปิดใช้งาน "ภายในเกราะกำบังแปดทิศนี้มีเกราะปราณไร้สภาพอันแข็งแกร่งปกคลุมป้องกันเอาไว้ และข้าจะเป็นผู้กำหนดทุกสิ่งว่าให้ใครผ่านเข้าออกค่ายกำบังเข้ามาได้ เพียงอสูรพื้นฐานลมปราณไม่อาจทำลายเกราะปราณของค่ายแปดทิศนี้ได้อย่างแน่นอน"


     


                    ...เจ้าสถุนน้อยหากข้าไม่สกัดเจ้าเอาไว้ได้ทัน มีรึที่เจ้าจะยอมเสียสละของวิเศษเช่นนี้เพื่อคุ้มครองข้า


                    "ศิษย์น้องช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก"


     


                    ...ไอ้เวรข้าไม่ได้ต้องการคำชมของเจ้า ค่ายกลแปดทิศอันนี้ราคาจะสูงลิบถึงหนึ่งแสนเหรียญทอง แต่ที่สำคัญหว่าคือการซื้อหามาครอบครองนั้นยากเย็นยิ่งนัก ข้าต้องใช้เวลากว่าครึ่งปีหกเดือนจึงเสาะแสวงหามาครอบครองได้เพียงแค่อันเดียวเท่านั้น แถมมันยังใช้งานได้เพียงแค่สามครั้งเท่านั้น


                    "ขอบคุณศิษย์พี่ที่เอ่ยชม"ใบหน้าของจื่อเจียงแม้เปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม แต่ในใจของมันกลับบูดบึ้งยิ่งนัก