บทที่ 32 เส้นทางที่เลือก
บุรุษกลางคนในชุดคลุมเขียวเข้มเดินลัดเลาะตามทางที่แคบเล็ก หมากสีดำในมือถูกเค้นคลึงไปมา เสียงคำตอบจากร้านหวังค้าทุกสิ่งสาขาสองเป็นดังเมฆาที่เลื่อนลอย ทำให้หมากดำในมือของมันดูเลื่อนลอยไปด้วย มันเสมือนไม่เหลือหมากใดให้เดินอีกต่อไปแล้ว ฝ่ายตรงข้ามของมันจนถึงตอนนี้สามารถปิดล้อมกระดานหมากได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดอย่างแท้จริง และคงอีกไม่นานที่มันจะรุกฆาตมายังตน
เดินมาพักใหญ่ค่อยมาถึงเบื้องหน้าร้านขายอาวุธที่เก่าโทรม มันเหลียวมองร้านเบื้องหน้าของตนด้วยความอาลัยอาวรณ์ มันแทบจะสิ้นหนทางในการปกป้องสิ่งที่สร้างมากับมือแล้ว
“ไม่คิดว่าผู้ที่น่าสนใจที่เจ้าหมายถึงจะเป็นคนเดียวกันกับที่ข้าสนใจ"
เถ้าแก่หวังคล้ายรออยู่ที่มุมมืดของร้านนานแล้ว เมื่อบุรุษวัยกลางคนกลับมามันถึงได้เอ่ยขึ้น เห็นบุรุษกลางคนเงียบไป หวังเถาจึงกล่าวต่อ
“ซุนหลง ไม่คิดว่าเจ้าจะไร้หนทางจนถึงขนาดไปว่าจ้างคนที่ไร้พลังจิตวิญญาณ”
บุรุษกลางคนนามซุนหลงมองไปยังสหายของตน
“คนของข้าล้วนถูกปิดกั้น ยอดฝีมืออื่นไม่เคยโผล่หน้ามานานแล้ว แม้แต่สำนักคุ้มภัยรับจ้างในเมืองนี้และเมืองโดยรอบก็ล้วนถูกซื้อไปก่อน ที่ว่าการต่างๆ มีเหตุให้ต้องถูกราชโองการปิดชั่วคราว… เจ้าว่าข้ามีทางเลือกที่ดีกว่านี้หรือไม่”
“แต่เจ้าหนุ่มนั่นยังไงก็ไม่เหมาะ ข้าไม่เห็นด้วยที่จะให้มันมาเกี่ยวพันในเรื่องนี้”
“ข้ามิได้บังคับขู่เข็ญมัน มันจะมาหรือไม่อยู่ที่การติดสินใจของมันเอง แต่ดูท่ามันคงไม่มาแล้ว"
กล่าวคำนี้ออกมา ซุนหลงก็มองสหายอย่างลึกล้ำ
“ดูเจ้าจะให้ความสำคัญกับมันไม่น้อย”
หวังเถาทอดสายตาไปยังตรอกที่มืดมิดซึ่งทอดออกไปสู่ถนนสายหลัก
“บอกตามตรงข้ามองไม่ออกว่ามันจะช่วยเจ้าได้อย่างไร เช่นนั้นอย่าไปคาดหวังในตัวมันเลย มันเหมาะที่จะสืบทอดกิจการต่อจากข้าที่สุดแล้ว”
ซุนหลงได้ฟังเช่นนี้เป็นต้องหรี่ตา
“กล่าวเช่นนี้หมายความว่าเจ้า…”
“จำคำที่พวกเราเคยกล่าวด้วยกันตอนนับถือกันเป็นสหายหรือไม่ มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน ในเมื่อเจ้าไร้หนทาง ข้าจะเป็นคนยืนหยัดร่วมไปกับเจ้าเอง”
ซุนหลงตอบเสียงแข็ง
“ไม่ได้ สิ่งที่เจ้าลำบากกว่าจะสร้างมันขึ้นมากำลังเฟื่องฟูไปได้ไกล ข้าจะให้เจ้าต้องมาทิ้งมันให้ล่มจมไปพร้อมกับข้าไม่ได้"
หวังเถายิ้มออกมา
“ใครว่ามันจะล่มจม เด็กหนุ่มนั่นก็คือผู้สืบทอดของข้าแล้ว”
“นี่เจ้าไว้ใจบุรุษหนุ่มที่เพียงพึ่งพานพบยังไม่ถึงเดือนขนาดนี้"
“หากไม่มีเหตุการณ์ของเจ้า หากกระดานหมากของเจ้าไม่ถูกปิดล้อม ข้าก็คงดูมันไปเรื่อยๆ ก่อน แต่เมื่อไม่มีเวลาแล้ว การจะไว้ใจคนที่น่าสนใจผู้หนึ่งก็ไม่เสียหายอันใด อีกทั้งเมื่อตายไปข้าก็เอาอะไรไปด้วยไม่ได้อยู่ดี หวังเพียงเห็นกิจการที่เพียรสร้างยังไปต่อได้ก็นับว่าประเสริฐที่สุดแล้ว"
ซุนหลงกล่าวอย่างหนักแน่น
“อย่างไรตัวเจ้าก็เหมาะกับการจับลูกคิดเพื่อการค้า ไม่เหมาะที่จะอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่หลั่งเลือด"
หวังเถาก็กล่าวอย่างหนักแน่นคืนกลับ
“ก็ในเมื่อเจ้าเลือกที่จะอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่หลั่งเลือดโดยไม่หนี ข้าก็มิอาจจะจับลูกคิดเพียงเพื่อการค้าอย่างเดียวได้"
บุรุษกลางคนทั้งคู่หันมามองซึ่งกันด้วยแววตาที่หนักแน่นในการตัดสินใจ หวังเถาไม่มีทีท่าว่าจะยอมล้มเลิกความตั้งใจ จึงเป็นซุนหลงที่ต้องทอดถอนใจ
“นี่ข้าชักนำสหายให้ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากอีกจนได้”
หวังเถาก็ยิ้มออกมา
“เมื่อสิบปีก่อน หากไม่มีเจ้าก็ไม่มีเถ้าแก่หวังผู้นี้ อย่าว่าแต่น้ำมิตรเลย แค่บุญคุณเจ้าข้าก็ยังตอบแทนไม่หมด ครั้งนี้ข้าคงได้ใช้คืนแก่เจ้าอย่างเป็นจริงเป็นจัง”
ซุนหลงมองไปที่สุราไหใหญ่ที่บ่มไว้ใต้ถุนร้าน มันก้มลงไปยกออกมา ควานหาชามดินเผาได้สองใบก็รินสุราในไหแล้วส่งให้สหาย
“เสร็จสิ้นงานประมูล เหล่าคนมีชื่อคืนกลับ แลเมื่ออาทิตย์ลาลับปรากฏคืนเดือนมืด นั่นคงเป็นวันหลั่งโลหิต”
หวังเถายกชามสุราแหงนมองฟ้า
“และข้าจะยืนหยัดสู้เคียงข้างเจ้า แม้ฝนจะไม่ตก เจ้าก็มีสหายอย่างข้าคนนี้"
ทั้งสองดื่มสุราในชามอย่างพร้อมเพรียง ค่ำคืนก่อนเดือนมืดนี้ยังมีเสี้ยวจันทราที่ส่องแสงอยู่บ้าง แต่ก็เป็นเพียงแสงจันทราที่ริบหรี่ ราวกับโชคชะตาของบุรุษกลางคนที่ร่ำสุราทั้งสอง
หมากกระดานนี้ของซุนหลงเคยสู้กันมานานมากแล้ว ซุนหลงยืนหยัดอยู่ได้อย่างยาวนาน ทว่าท้ายที่สุดก็ยังมิอาจต้านวิธีการเดินหมากที่เฉียบขาดรอบรู้ของฝ่ายตรงข้ามในครานี้ อีกทั้งฝ่ายตรงข้ามนั้นยังมีหมากดีในมือมิใช่น้อย จึงสามารถปิดทางหนีทีไล่ของซุนหลงได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด คำนวนจังหวะและโอกาสได้อย่างลงตัว มองวิเคราะห์ไปถึงสภาพอากาศ โอกาสที่ฝ่ายตรงข้ามจะรุกฆาตได้มาถึงแล้ว ก่อนฤดูฝนจะมา ก่อนเบี้ยต่างๆ ที่ใช้ไปจะทลายออก คืนเดือนมืดวันพรุ่งนี้นับเป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสมแก่การปิดฉากหมากกระดานที่ถูกเล่นมานับยี่สิบปีเป็นที่สุด!
หากไม่ถูกรุกฆาตในจังหวะนี้ ซุนหลงอาจมีหนทางรับมือและแก้กระดานหมาก ส่งให้หมากกระดานนี้อาจยืดเยื้อไปอีกนับหลายสิบปีก็เป็นได้ เช่นนั้นบุรุษกลางคนทั้งสองจึงรู้ดี รู้ว่าอย่างไรคืนเดือนมืดจะเป็นคืนที่โชกด้วยโลหิตอย่างแน่นอน
.
.
.
เช้าวันใหม่ที่ดูจะสดใสได้มาเยือนเมืองจรดเมฆา เฉินซือหยางจัดแจงเสื้อผ้าหน้าผมพร้อมสะพายกล่องอาวุธเตรียมเดินทางไปจากเมืองแห่งนี้แล้ว หลังจากสั่งการคนงานดูแลร้านของตนเสร็จสรรพ ตรวจสอบความเรียบร้อยครบถ้วน มันก็เดินสะพายกล่องอาวุธมุ่งไปยังตรอกซอยสิบสามที่ตั้งร้านสาขาใหญ่ พอไปถึงเหล่าคนรับใช้ก็ต่างออกมาแสดงการต้อนรับมันเพราะตำแหน่งของชายหนุ่มตอนนี้เป็นหุ้นส่วนของกิจการหวังค้าทุกสิ่งไปแล้ว
“ข้ามาพบเถ้าแก่หวัง"
“เถ้าแก่น้อย พอดีเถ้าแก่หวังไม่อยู่ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว แต่มันได้แจ้งต่อข้าไว้ หากเห็นท่านมาบอกลา มันฝากคำมาว่าขอให้ท่านโชคดีในการเดินทาง และอย่าลืมมาตรวจสอบดูแลกิจการของพวกเราอยู่เรื่อยๆ"
เฉินซือหยางขมวดคิ้วแล้วกล่าวถาม
“ท่านพอจะรู้หรือไม่ว่าเถ้าแก่หวังไปที่ใด"
“ข้าไม่ทราบ แต่ปกติเถ้าแก่หวังมักจะไปพบสหายผู้หนึ่งอยู่เสมอ"
ตอนที่มาหาเถ้าแก่หวังครั้งแรกที่ร้านแห่งนี้ เถ้าแก่หวังเคยเอ่ยถึงสหายผู้หนึ่งด้วยนัยน์ตาที่เจือไปด้วยความทุกข์และเป็นกังวล ตอนนั้นชายหนุ่มคิดว่าสหายที่เอ่ยถึงคงจะสำคัญมากกับเถ้าแก่หวัง และสหายผู้นั้นคงจะป่วยหนักหรือเป็นอะไรซักอย่าง แต่พอนึกถึงเหตุการณ์หลายๆ อย่าง คำพูดที่ฝากฝังของเถ้าแก่หวัง ข้อเสนอของบุรุษกลางคนร้านค้าอาวุธ รวมถึงเหตุการณ์ในเมืองแห่งนี้ที่เหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกันแต่ชวนให้รู้สึกเกี่ยวพันบางอย่าง ทำให้เฉินซือหยางต้องนึกฉงน
“ท่านพอรู้จักสหายของเถ้าแก่หวังหรือไม่"
ผู้ดูแลร้านสาขาหลักส่ายศีรษะ
“เห็นพูดถึงแต่สหาย และมักจะหายไปที่ตรอกด้านข้างเป็นประจำ แต่ตัวตนของสหายที่ว่านั้นข้าไม่รู้จัก"
เฉินซือหยางมองตามนิ้วที่ชี้ไปของบุรุษกลางคนที่ดูแลร้านจากนั้นก็มีสีหน้านิ่งคิด มันมองไปที่ตรอกซอยดังกล่าว บอกกับตนเองว่าไม่น่าจะใช่ แต่ใจก็อยากผ่านไปดูให้รู้แล้วรู้รอด ขณะจะก้าวขาออก เสียงผู้คนที่เดินผ่านทางไปมาก็ดังจอแจขึ้น
“เห็นว่าทางการจะทำการปิดประตูเมือง ก่อนอาทิตย์ตกดินวันนี้ใครจะเข้าจะออกล้วนทำไม่ได้แล้ว"
“เหตุใดอยู่ดีๆ ถึงปิด ทางการที่ปิดสถานที่ไว้ชั่วคราวมาพักใหญ่คิดจะทำอะไร"
“ข้าเองก็ไม่รู้ ทั้งไม่รู้ว่าพวกมันจะปิดเมืองจนถึงวันไหน"
“นับแต่ท่านผู้ว่าการเมืองคนเก่าตายไป ทางการของเมืองแห่งนี้ก็ดูจะทำอะไรแปลกๆ ไปหมด"
“หรือเป็นคำสั่งของท่านเจ้าเมือง"
“เจ้าก็รู้ จวนเจ้าเมืองถูกราชโองการให้ปิดมานานแล้ว เจ้ายังจำหน้าท่านเจ้าเมืองได้อยู่หรือ ข้าคิดว่าเมืองนี้ร้างเจ้าเมืองไปแล้วด้วยซ้ำ"
“อะไรก็ไม่รู้ รีบไปกันเถอะ พวกเราต้องรีบไปส่งสินค้าต่างเมือง หากเมืองปิดโดยไม่ทราบกำหนดเช่นนี้จะส่งผลกระทบต่อสินค้าของเรา"
เสียงจอแจดังไปทั่วทุกแห่งหนของเมืองจรดเมฆา เหล่าพ่อค้าวานิชย์ต่างๆ เมื่อรับทราบจึงเร่งรีบดำเนินกิจกรรมของตนเพื่อเร่งเดินทางออกจากเมืองให้พ้นช่วงกลางวันนี้ เฉินซือหยางเองก็เคยได้ยินคำกล่าวว่าเมืองจะปิดจากปากของเถ้าแก่หวังมาแล้ว มันจึงยิ่งคิดว่าเหตุไฉนเถ้าแก่หวังจึงทราบล่วงหน้าได้ เรื่องนี้มีความไม่ชอบมาพากลหลายอย่าง แต่ท้ายที่สุดแล้วหนทางที่ต้องเดินของมันก็อีกยาวไกล คิดไปก็อาจเปล่าประโยชน์ มันถือว่าได้ร่ำลาเถ้าแก่หวังหุ้นส่วนธุรกิจของมันไปแล้ว เช่นนั้นมันจึงเลือกที่จะรีบเดินทางออกจากเมืองไปก่อนที่เมืองจะปิดอย่างไม่มีกำหนดทันที
เฉินซือหยางไม่เดินไปยังร้านค้าอาวุธเก่า มันมุ่งตรงออกจากประตูเมืองทางทิศตะวันออก เดินลัดเลาะไปตามป่าและทางที่แคบเล็ก สวนทางกับขบวนคุ้มภัยขบวนหนึ่งที่ถือธงทิวสีแดงเข้มโบกสะบัด ธงทิวลักษณะนี้ชายหนุ่มไม่เคยเห็นจากเมืองจรดเมฆา แต่พวกมันกำลังมุ่งไปที่เมืองจรดเมฆา
ผ่านขบวนคุ้มภัยมาซักระยะ ไม่นานก็มีเสียงฝีเท้าม้านับหลายสิบตัวเคลื่อนผ่าน บนหลังม้ามีชายฉกรรจ์รูปร่างกำยำสวมชุดป่านแขนกุด มองผิวเผินเหมือนชาวบ้านธรรมดา แต่รูปแบบขบวนการเคลื่อนที่ของม้าที่เป็นระบบระเบียบ ทำให้ขบวนม้าเหล่านี้แตกต่างจากชาวบ้านทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด พวกมันเองก็กำลังมุ่งไปยังทิศทางของเมืองจรดเมฆา
ผ่านไปอีกพักใหญ่ เฉินซือหยางก็พบรถม้าสามคันที่วิ่งตามกันมา รถม้าเหล่านี้ภายนอกดูเก่าโทรม แต่หากพินิจมองอย่างถี่ถ้วน ขนาดวิ่งฝ่าผืนป่าและหนทางดินที่แคบเล็ก เศษเขม่าหรือฝุ่นดินก็ยังไม่เปอะเปื้อนตัวรถ ดูเหมือนคนที่อยู่ภายในรถม้าไม่ธรรมดาแล้ว รถม้าสามคันต่างมุ่งไปยังเมืองจรดเมฆา
ตลอดรายทางที่มุ่งไป ก็มีพ่อค้าหรือชาวบ้านที่มากหน้าหลายตาเดินสวนทางมุ่งหน้าสู่เมืองจรดเมฆาเช่นกัน เพียงแต่มีกลุ่มคนอีกจำนวนไม่น้อยที่มีการเคลื่อนไหวคล้ายพยายามหลบเลี่ยงสายตาคนจนดูสะดุดตา ทว่าเฉินซือหยางเพียงทำได้แค่มองผ่าน ชายหนุ่มยังมุ่งเดินทางไปข้างหน้าอย่างไม่หันหลังกลับ