ตอนที่ 173 เยวี่ยหมิงคงทบทวนท่าทีของตนเอง เหตุใดจึงได้ดีกับนางถึงเพียงนี้
เทือกเขาไป่เหิงกว้างใหญ่สุดขอบฟ้า ปกคลุมไปด้วยป่าไม้โบราณและเถาวัลย์พันเกี่ยว อาบอวลด้วยความเก่าแก่อันลี้ลับจนเกินกว่าจะหยั่งถึง
ยอดเขาทอดยาวประสานเป็นกลุ่มก้อน มวลพลังวิญญาณเอ่อล้นดั่งคลื่นสมุทร บรรยากาศเขียวขจีราวกับแดนสวรรค์
ณ ขณะนั้น ในส่วนลึกของซากโบราณสถานอันซ่อนเร้น มีร่างอันสง่างามประหนึ่งเทพธิดากำลังนั่งสมาธิอยู่หน้าประตูศิลาขนาดใหญ่
ละอองฝนแห่งเซียนร่วงโปรยลงมา แสงอันเรืองรองพลิ้วไหวลอดผ่านรอยแยกของบานประตูนั้น คล้ายกับจะเผยความลับอันเลิศล้ำออกมา
สตรีผู้นั้นสวมใส่อาภรณ์สีขาวพิสุทธิ์ พาดด้วยเส้นไหมหยกสลับเส้นแสงดาราจากมหาสมุทรโบราณ ดูคล้ายดั่งภูตสวรรค์ ท่วงท่านั้นทรงพลังลึกล้ำดุจห้วงวารีนิรันดร์
เส้นผมดำขลับหนานุ่มพลิ้วไหว ใบหน้างดงามประหนึ่งเทพเซียน ดวงเนตรเปล่งประกายราวหยกใส เรืองรองด้วยอักขระมรรคาเซียน
นางคือเยวี่ยหมิงคง
นางได้ฝึกฝนอยู่ ณ ที่แห่งนี้มาเกือบครบหนึ่งเดือนแล้ว
ทว่าด้วยความสามารถของนางในยามนี้นั้น จึงยังทำให้มิอาจเปิดบานประตูศิลานี้ได้
ทว่า การขอความช่วยเหลือจากกู้ฉางเกอนั้นก็น่าหวาดหวั่นยิ่ง ด้วยเกรงว่าเขาจะลอบวางแผนการแฝงเล่ห์เพทุบายเอาไว้
ในที่สุด เยวี่ยหมิงคงจึงเลือกที่จะไขปริศนาด้วยตนเอง
ชะตาแห่งความบังเอิญ หรืออาจเป็นความประจวบเหมาะจากสวรรค์ นางกลับได้ครอบครองคัมภีร์เซียนอันลึกลับจากประตูบานนั้น
“คัมภีร์เซียนบทนี้ สามารถช่วยให้ข้าบรรลุร่างเซียนแท้อันไร้เทียมทานได้…”
เยวี่ยหมิงคงพึมพำกับตนเอง ขณะละอองแสงพราวพลิ้วไหวผสานด้วยกลิ่นอายแห่งเซียน ล่องลอยออกมาจากรอยแยกประตู
ละอองเซียนเหล่านี้ซึ่งบรรจุอักขระมรรคาเซียนได้ถูกหลอมรวมเข้ากับร่างกายของนางทีละน้อย
กระดูกแห่งเซียน ท่วงทีแห่งเทพ ก็งามล้ำถึงเพียงนี้
ทั้งกายาและจิตวิญญาณของนางล้วนเปล่งประกายล้ำลึกจนเกินกว่าจะหยั่งถึง ละทิ้งซึ่งความสามัญในโลกียะ ทุกสิ่งในโลกหล้าล้วนหม่นหมองลงเบื้องหน้านาง
แต่แล้ว เยวี่ยหมิงคงพลันรู้สึกถึงบางสิ่งที่ผิดปกติ
นางขมวดคิ้วบาง
ก่อนจะลุกขึ้นยืน ท่วงท่าแปรเปลี่ยนกลับมาสูงส่งราวกับเป็นจักรพรรดินีดังเดิม
สง่างาม ยิ่งใหญ่ ทรงอำนาจ และเยือกเย็น และควบคุมทุกสิ่งไว้ใต้ฝ่าพระบาท
"มีผู้บุกรุกแตะต้องค่ายกลอาคมที่ข้าจัดวางเอาไว้ที่นี่…"
สิ้นคำ นางแปรเปลี่ยนเป็นสายรุ้งเทพพุ่งทะยานสู่ฟากฟ้า ก่อนจะละทิ้งสถานที่แห่งนั้นขึ้นสู่เบื้องบน
เหล่าผู้ติดตามและบริวารที่ซ่อนตัวอยู่โดยรอบ ต่างเผยตัวออกมาโดยพร้อมเพรียง
ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เยวี่ยหมิงคงได้ยึดครองชีวิตของผู้คนมากมาย ด้วยพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ ทำให้พวกเขาจำต้องสยบแทบเท้า ซึ่งรวมถึงสิ่งมีชีวิตจากยุคเซียนโบราณอีกมิน้อย
นางได้ครอบครองวิชาลับที่ใช้ควบคุมจิตวิญญาณของผู้อื่น เพื่อรับมือกับเคล็ดวิชามหามารกลืนเทพของกู้ฉางเกอ นางได้ศึกษาค้นคว้าคัมภีร์นับมิถ้วน จนได้ค้นพบกับเคล็ดวิชาควบคุมเทพเข้า
บัดนี้ เหล่าผู้ติดตามส่วนใหญ่ได้กลายเป็นผู้ภักดีที่อยู่ภายใต้การควบคุมของนาง เพียงความคิดหนึ่งก็สามารถชี้ชะตาของพวกเขาได้โดยที่มิจำเป็นจะต้องหวั่นเกรงการทรยศ
"ในรัศมีสามพันลี้รอบเทือกเขาไป่เหิง ทุกส่วนแห่งห้วงอากาศล้วนถูกข้าปิดล้อมไว้แล้ว…"
"ความปั่นป่วนเมื่อครู่นี้มิมีทางผิดพลาดแน่ มีกลิ่นอายแห่งพลังอันแข็งแกร่งหลายสาย กำลังมุ่งหน้ามายังที่แห่งนี้"
เยวี่ยหมิงคงปรากฏขึ้นบนยอดเขา ดวงเนตรเยือกเย็นราวกับน้ำแข็ง ความผันผวนแห่งพลังอันน่าสะพรึงกลัวกระจายจากฝ่ามือของนาง ก่อนจะจับจ้องไปยังทิศทางที่ความปั่นป่วนเพิ่งเกิดขึ้น
ในใจนาง พลันบังเกิดความรู้สึกที่มิสู้ดีคืบคลานเข้ามา
บุคคลที่นางกังวลมากที่สุด ก็คือกู้ฉางเกอ
เพราะนอกจากเขา ก็มิมีผู้ใดล่วงรู้ถึงการถือกำเนิดขึ้นของจิตวิญญาณแห่งเซียน
นางมิเข้าใจเลยว่ากู้ฉางเกอรับรู้ข่าวนี้มาได้อย่างไร
ในสายตาของนาง กู้ฉางเกอนั้นเป็นประหนึ่งเทพสวรรค์ผู้รอบรู้ ไร้สิ่งใดที่เขามิอาจกระทำได้
ทุกสิ่งที่นางคาดมิถึง กู้ฉางเกอล้วนกระทำได้อย่างสำเร็จ รวมถึงการวางแผนลวงให้เผ่าพันธุ์แห่งดินแดนเซียนโบราณทั้งมวลต้องจมอยู่ในห้วงแห่งวังวนนั้น
แม้แต่เย่หลิงที่ต้องจบสิ้นชีวิตลง ก็ยังกลายเป็นเครื่องมือให้กู้ฉางเกอรับความผิดแทน
เหตุการณ์เหล่านี้ได้บ่งบอกถึงความแข็งแกร่งและความมากเล่ห์ของเขาอย่างกระจ่างแจ้งแล้ว
ดังนั้น เยวี่ยหมิงคงจึงหวาดหวั่นว่า กู้ฉางเกออาจจะรู้เรื่องการถือกำเนิดของจิตวิญญาณแห่งเซียนในเทือกเขาไป่เหิง
หากเขามาถึง นางจะอธิบายสิ่งที่นางกระทำได้อย่างไร
มิแน่ว่าเรื่องจิตวิญญาณแห่งเซียนนี้ อาจจะทำให้กู้ฉางเกอกลับมาสงสัยในตัวนางอีกครั้งก็เป็นได้
สายสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาทั้งสองที่เพิ่งจะเริ่มประนีประนอมและใกล้ชิดกันมากขึ้น ก็อาจจะต้องกลับไปห่างเหินเย็นชาลงจนแทบจะแตะจุดเยือกแข็งอีกครา
ในขณะที่ความคิดมากมายแล่นผ่านในใจของเยวี่ยหมิงคง
ตูม!
ไกลออกไป ปรากฏแสงสายรุ้งศักดิ์สิทธิ์มากมายพุ่งตรงเข้ามา
เบื้องหน้านั้นเป็นชายหนุ่มผู้หนึ่งในอาภรณ์สีขาว ดุจปีกเทพวิหค ผึ่งผายราวกับหยกงาม กิริยาสง่างามประหนึ่งเซียนสวรรค์จุติลงมายังโลกา
เขาผู้นั้น หากมิใช่กู้ฉางเกอที่นางมิปรารถนาที่จะเห็นที่สุด แล้วจะเป็นผู้ใดได้เล่า
"เป็นเขาจริงๆ ด้วย…"
ชั่วขณะนั้น ความเย็นชาที่ฉายชัดบนใบหน้าของเยวี่ยหมิงคงกลับแข็งค้าง ราวกับถูกแช่แข็งในห้วงเวลา
สิ่งเลวร้ายที่สุดที่นางเคยคาดการณ์ไว้ บัดนี้ก็กลับกลายเป็นความจริงตรงหน้า
มิเพียงแต่กู้ฉางเกอมาถึง เขายังนำพาผู้ติดตามจำนวนมากมาด้วย รวมถึงอิ่นเหมย นางจิ้งจอกเจ้าเสน่ห์ในอาภรณ์สีแดงเพลิง
สิ่งนี้ทำให้หัวใจของเยวี่ยหมิงคงยิ่งหนักอึ้ง
ในดวงเนตรอันเยียบเย็นดั่งน้ำแข็งพันปีของนางพลันปรากฏประกายความคับแค้นและสังหารอันเยือกเย็น
ความหนาวเย็นนั้นมิได้มุ่งไปยังกู้ฉางเกอ หากแต่เล็งตรงไปยังอิ่นเหมย ผู้ยืนอยู่เบื้องหลังเขา พร้อมกับหางจิ้งจอกเก้าหางที่พลิ้วไหวในความว่างเปล่า
"องค์รัชทายาท!"
"นี่มัน…"
เหล่าผู้ติดตามและบริวารของเยวี่ยหมิงคงต่างหันมามองนางด้วยสีหน้าลำบากใจ
เพราะผู้ที่มาเยือนนั้นกลับเป็นกู้ฉางเกอ
สถานการณ์ในครั้งนี้สำหรับเยวี่ยหมิงคงแล้วนั้น ก็มิต่างอันใดจากการที่ผู้ที่คุ้นเคยกลับต้องมาเผชิญหน้ากันเอง
ทั้งสองยังคงมีพันธะคู่หมั้นที่มิอาจปฏิเสธได้
"สกัดเขาเอาไว้ให้ข้า" เสียงเย็นชาของเยวี่ยหมิงคงเอ่ยสั่ง
รอบกายนางพลันปรากฏแสงสว่างระยับ แสงเงินแห่งตราจันทราขนาดเท่าฝ่ามือล่องลอยเคลื่อนตัวขึ้นลง ก่อนจะเปล่งรังสีแห่งความเกรียงไกรอันน่าพรั่นพรึง
แรกเริ่มนางยังคงใคร่ครวญถึงวิธีการในการเผชิญหน้ากับกู้ฉางเกอ ทว่าในตอนนี้… ความอดทนของนางได้มลายสิ้นแล้ว
อิ่นเหมยได้ร่วมแสดงละครฉากใหญ่อยู่เคียงข้างกู้ฉางเกอ
สิ่งนั้นก็เพียงพอที่จะยืนยันถึงความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาทั้งสองแล้ว
"นี่มัน…"
เมื่อเหล่าผู้ติดตามได้ฟังคำสั่งของเยวี่ยหมิงคง ต่างก็จ้องมองหน้ากันด้วยความอึดอัด
ทว่าคำสั่งของนางนั้นย่อมมิอาจละเมิดได้
พวกเขาจึงเร่งมุ่งหน้าไปสกัดกั้นกู้ฉางเกอและผู้ติดตามในทันที
"โอ้ เยวี่ยหมิงคงอยู่ที่นี่ด้วยหรือ ช่างบังเอิญนัก"
ในเวลาเดียวกัน กู้ฉางเกอก็แสดงสีหน้าราวกับเพิ่งสังเกตเห็นเยวี่ยหมิงคง เขาเผยแววแปลกใจออกมาเล็กน้อย
เพียงโบกมือเบาๆ เหล่าผู้ติดตามที่อยู่เบื้องหลังก็หยุดยืนนิ่งในทันที
"ท่านประมุขน้อยฉางเกอ เรื่องนี้เป็นคำสั่งขององค์รัชทายาท พวกเราจึง..."
เหล่าผู้ติดตามของเยวี่ยหมิงคงเอ่ยกล่าวขึ้นอย่างลำบากใจ
จะให้พวกเขาลงมือกับกู้ฉางเกออย่างนั้นหรือ
นี่คงมิต่างอันใดกับการรนหาที่ตายทั้งสิ้น
ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ผู้ใดบ้างบ้างเล่าที่มิล่วงรู้ถึงความแข็งแกร่งของกู้ฉางเกอ ในบรรดาคนรุ่นเยาว์นั้น มิมีผู้ใดที่คู่ควรจะเป็นคู่ต่อกรกับเขาได้
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขานั้นยังเป็นคนกันเอง
คงเป็นเพราะเยวี่ยหมิงคงมีเหตุผลบางอย่าง จึงได้พลันเกิดอารมณ์หมางเมินกันเช่นนี้
เรื่องส่วนตัวของคนทั้งคู่ กลับกลายเป็นปัญหาที่พวกเขาจะต้องเผชิญหน้าอย่างยากลำบาก
"มิเป็นไร ข้าคงจะไปทำสิ่งใดให้เยวี่ยหมิงคงโกรธเข้าอีกแล้วกระมัง" กู้ฉางเกอเอ่ยขึ้นอย่างมิใส่ใจ ก่อนจะโบกมือปัดประเด็นไปด้วยท่าทีสบายๆ หากแต่ในใจกลับจงใจถามขึ้นด้วยความนัย
เยวี่ยหมิงคงจ้องมองกู้ฉางเกอด้วยสายตาเย็นชา เมื่อได้ยินถ้อยคำนั้น นางกลับเงียบนิ่ง มิตอบคำใด
เขายังมีหน้ามารู้ตัวอีกหรือว่าได้ทำให้นางมีโทสะเข้าแล้ว
กู้ฉางเกอเผยรอยยิ้มบาง ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้าหยอก "เยวี่ยหมิงคง เกิดอันใดขึ้นกัน เหตุใดจึงเมื่อเห็นสามีแล้ว ก็กลับดูจะมิยินดีเช่นนี้"
เยวี่ยหมิงคงปรายสายตาเย็นชาไปยังอิ่นเหมยที่ยืนอยู่เบื้องหลังเขา ก่อนจะเอ่ยถามเสียงขรึม "เจ้ามาทำอันใดที่นี่กัน"
อิ่นเหมยที่จับสังเกตถึงอารมณ์ของเยวี่ยหมิงคงได้ถึงกับสั่นสะท้านไปเล็กน้อย
ชื่อเสียงของหญิงสาวผู้ถูกยกย่องให้เป็นจักรพรรดินีในอนาคตนั้นได้รับการเลื่องลือมาเนิ่นนาน
เมื่อได้พบเห็นตัวจริงในวันนี้ อำนาจอันยิ่งใหญ่และน่าเกรงขามของนางก็เหนือกว่าที่ได้ยินมาเสียอีก
เหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญธรรมดาเมื่อได้มองสบตานางแล้ว ก็พลันต้องก้มหน้าลงโดยมิรู้ตัว
ทว่าอิ่นเหมยกลับหาได้หวาดหวั่นไม่
นางสัมผัสได้ถึงความเป็นศัตรูและจิตสังหารที่พุ่งตรงมาจากเยวี่ยหมิงคงอย่างชัดเจน
เพียงแรกพบ เยวี่ยหมิงคงก็คิดจะสังหารนางแล้วอย่างนั้นหรือ
ดูท่าว่าเยวี่ยหมิงคงคงจะทราบถึงความสัมพันธ์ระหว่างนางกับกู้ฉางเกอแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น นางอาจจะล่วงรู้ถึงความลับที่กู้ฉางเกอครอบครองวิชามหามารกลืนเทพไว้
ความสัมพันธ์ระหว่างเยวี่ยหมิงคงกับกู้ฉางเกอช่างดูซับซ้อนนัก
สิ่งนี้ทำให้อิ่นเหมยรู้สึกอิจฉาขึ้นมา
นางมิกล้าที่จะปฏิบัติตัวต่อกู้ฉางเกออย่างเช่นเยวี่ยหมิงคงเลยแม้แต่น้อย
ในน้ำเสียงของกู้ฉางเกอนั้น นางยังสัมผัสได้ถึงความเอ็นดูบางอย่าง
บุรุษผู้เย็นชาไร้หัวใจกลับแสดงท่าทีเช่นนี้ออกมา นางถึงกับอดสงสัยมิได้ว่าตนมองผิดไปหรือไม่
สตรีผู้นั้นช่างโชคดีถึงเพียงใดกัน
หรือบางทีนี่อาจจะเป็นเพียงแค่เปลือกนอกที่กู้ฉางเกอตั้งใจแสดงออกก็เป็นได้
ทว่ามิว่าจะเป็นเช่นไร อิ่นเหมยก็มั่นใจว่า กู้ฉางเกอย่อมมิปล่อยให้เยวี่ยหมิงคงลงมือสังหารนางอย่างแน่นอน
"ข้าเองก็อยากจะรู้นักว่า เจ้ามาทำอันใดที่นี่ และดูเหมือนจะเพิ่งจัดวางสิ่งเหล่านี้ได้มินานนัก..."
กู้ฉางเกอกล่าวพลางยิ้มรับคำถามของเยวี่ยหมิงคง น้ำเสียงคล้ายกับหยอกล้อ ทว่าแววตาที่หรี่ลงพลันฉายประกายความสนใจ
ท่าทีเช่นนั้น บ่งบอกว่าเขาอยากรู้ความจริงในคำตอบนี้
เยวี่ยหมิงคงที่เห็นดังนั้นก็รู้สึกสั่นสะท้านในใจทันที นางล่วงรู้ว่ากู้ฉางเกออาจทราบถึงเรื่องราวการถือกำเนิดของจิตวิญญาณแห่งเซียนในสถานที่แห่งนี้มาเนิ่นนานแล้ว
ดังนั้น การปรากฏตัวของนาง ณ ที่แห่งนี้จึงเป็นเรื่องที่เขาสงสัยใคร่รู้และแปลกประหลาดใจ
ด้วยอุปนิสัยของกู้ฉางเกอ ย่อมมิพลาดที่จะเอ่ยตั้งคำถามขึ้น
เยวี่ยหมิงคงตระหนักดีว่า ช่วงเวลานี้มิใช่เวลาที่จะมามัวแต่สนใจเรื่องราวของอิ่นเหมยได้
"เป้าหมายของข้ากับเจ้านั้นก็คงจะมิต่างกันนัก" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น ก่อนจะเปิดเผยเจตนาของกู้ฉางเกอออกมาโดยตรง
"โอ้ อย่างนั้นหรือ"
"เช่นนั้นก็ดีแล้ว"
กู้ฉางเกอยิ้มบาง มิมีท่าทีเคลือบแคลงในถ้อยคำของนาง ราวกับมิได้สนใจสิ่งใด
เขาก้าวเดินไปข้างหน้า ทันใดนั้น ความว่างเปล่าพลันบิดเบี้ยวเลือนราง ก่อนที่เขาจะปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าเยวี่ยหมิงคงภายในชั่วพริบตา
"กู้ฉางเกอ เจ้าคิดจะทำอันใดกันแน่"
เยวี่ยหมิงคงตื่นตะลึงเล็กน้อย ทว่าก็มิเชื่อว่ากู้ฉางเกอจะลงมือกับนางเพราะเรื่องนี้
ดวงตาดั่งอัญมณีล้ำค่าจับจ้องมองเขาอย่างสงบนิ่งและงดงาม
"เมื่อมินานมานี้ สามีได้รับบาดเจ็บหนัก ทว่าเจ้านั้นมิแม้แต่จะมาเยี่ยมเยียนข้าเลย ทำเอาข้ารู้สึกเสียใจมิน้อย"
กู้ฉางเกอกล่าวพร้อมจับมือนางเบาๆ ฝ่ามือเรียวบางของเยวี่ยหมิงคงนั้นนุ่มละมุนราวกับหยกเซียนชั้นเลิศที่แผ่ไอเย็นอันนุ่มนวลออกมา
น้ำเสียงของเขาปรากฏแววเสียใจเล็กน้อย
ฉากนี้ทำให้เหล่าผู้ติดตามต่างรู้หน้าที่ พากันถอยออกไปอย่างรู้ความ ก่อนจะปล่อยให้พื้นที่แห่งนี้เหลือเพียงพวกเขาทั้งสองคนเท่านั้น
แม้แต่อิ่นเหมยก็ยังอดมิได้ที่จะรู้สึกอิจฉา นางจึงถอยออกไปพร้อมกับคนผู้อื่น
"เจ้า..." เยวี่ยหมิงคงมิคาดคิดว่ากู้ฉางเกอจะทำเช่นนี้ต่อหน้าผู้คนทั้งหลาย
สมองของนางคล้ายกับถูกกระแทกให้ว่างเปล่าอยู่ครู่หนึ่ง
ทว่ามินาน นางก็หวนนึกถึงเหตุการณ์ในมหาวิหารของตระกูลกู้ในครั้งนั้น ครั้งนั้นเขาก็ทำสิ่งเหล่านี้ต่อหน้าผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายเช่นกัน
เยวี่ยหมิงคงรีบดึงสติกลับมาให้สงบเยือกเย็น
นี่คือเล่ห์เหลี่ยมของกู้ฉางเกอ นางจะยอมปล่อยใจให้สั่นไหวเพราะเขาได้อย่างไรกัน
"ด้วยพลังของเจ้า จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะได้รับบาดเจ็บ หากเจ้าจะเสแสร้งหลอกผู้อื่นนั้นอาจจะทำได้อย่างสำเร็จ ทว่าเจ้ามิมีวันหลอกลวงข้าได้" เยวี่ยหมิงคงเอ่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น
นางหาได้พูดเกินจริงไม่ นั่นคือความคิดอันแท้จริงที่อยู่ในใจ
กู้ฉางเกอส่ายศีรษะพร้อมกับถอนหายใจ "เมื่อได้ยินเจ้าเอ่ยชื่นชมข้าเช่นนี้ ก็ดูราวกับเป็นเรื่องที่น่ายินดีนัก ทว่าเหตุใดข้ากลับมิอาจรู้สึกยินดีได้เล่า"
เยวี่ยหมิงคงยังคงนิ่งเฉยต่อคำพูดลวงล่อเหล่านี้
"หากข้าต้องปิดบังความจริงและพูดในสิ่งที่ขัดต่อจิตใจ ข้าคิดว่าเจ้าจะยินดีหรือไม่" นางย้อนถามกลับ ซ่อนเร้นความรู้สึกขุ่นเคืองไว้อย่างเต็มเปี่ยมในใจ
กู้ฉางเกอมีความสัมพันธ์กับอิ่นเหมยตั้งแต่เมื่อใดกัน
ในชาติก่อน นางก็มิเคยรับรู้ถึงเรื่องนี้
ทว่าในเวลานี้ นางกลับมิรู้ว่าจะเอ่ยถามกู้ฉางเกออย่างไร
"ยินดีสิ เหตุใดจะมิยินดีเล่า เจ้านั้นเป็นดาวนำโชคของข้าเสียด้วยซ้ำ"
กู้ฉางเกอยิ้มบาง คำพูดที่เปี่ยมไปด้วยความนัยลึกซึ้งพลันดังลอยผ่าน
ดวงเนตรอันเยียบเย็นของเยวี่ยหมิงคงพลันสะท้อนความสงสัย นางมองเขาเพียงครู่หนึ่ง
เหตุใดรอยยิ้มนั้นของเขาจึงดูราวกับแฝงเจตนาที่มิอาจไว้ใจได้
"เจ้าสังหารเย่หลิงแล้วใช่หรือไม่"
นางเอ่ยถามขึ้นอย่างมิคาดคิด
"ข้าช่วยเจ้าจัดการกับเขาให้แล้ว เรื่องนี้คงมินับว่าเป็นปัญหาหรอกกระมัง"
กู้ฉางเกอกล่าวเสียงเรียบ สายตาของเขากลับจับจ้องไปยังซากโบราณสถานเบื้องล่าง
"อันใดที่เรียกว่าช่วยข้าสังหารเขากัน เจ้าจะกล่าวเช่นนี้ได้อย่างไร ในเมื่อเจ้าเองก็ต้องการกลายเป็นผู้สืบทอดแทนเย่หลิง"
เยวี่ยหมิงคงเคยชินกับความหน้าหนาของกู้ฉางเกอ ทว่าคราวนี้ก็ยังอดที่จะขบเขี้ยวเคี้ยวฟันมิได้
ถ้อยคำของเขาดูราวกับอยากจะให้นางขอบคุณสำหรับการที่ให้เขามาแย่งชิงเป้าหมายของตนไปเสียนี่
"เจ้าจะพูดเช่นนั้นมิได้ หากมิมีเจ้าแล้ว ข้าก็คงจะมิลงมือกับเย่หลิง"
"หากจะพูดให้ชัดเจนก็คือ เจ้าต่างหากที่เป็นสาเหตุของเรื่องราวทั้งหมด อย่าได้โยนความผิดมาให้ข้าเสียสิ"
กู้ฉางเกอกล่าวอย่างสบายใจ น้ำเสียงไร้ซึ่งความจริงจัง ทว่ากลับผลักดันความผิดทั้งหมดไปยังเยวี่ยหมิงคงเสียได้
แม้ว่าเยวี่ยหมิงคงจะสงบนิ่งถึงเพียงใด ทว่าในยามนี้ นางก็ถึงกับกัดฟันด้วยความโกรธเกรี้ยว
หากมิใช่ว่านางมิอาจเอาชนะกู้ฉางเกอได้ บางทีหมัดนี้ของนางก็อาจจะซัดลงไปบนใบหน้าเขาแล้ว
"พอแล้ว ข้ามิแหย่เจ้าอีกแล้ว"
"สามีคนนี้จะลืมมอบสิ่งดีๆ ให้กับเจ้าได้อย่างไรกัน นี่คือส่วนหนึ่งของมรดกมหาเทพวัฏสงสารที่ได้มาจากเย่หลิง ส่วนที่เหลือนั้นสูญสิ้นไปแล้ว"
กู้ฉางเกอยิ้มบาง พลางหยิบเบาะบรรลุธรรมแห่งมรรคาที่ถักทอด้วยเถาวัลย์สีดำและขาว ซึ่งแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งมรรคาอันเข้มข้นขึ้นมาถือในมือ
อักขระวัฏสงสารอันน่าตื่นตะลึงไหลเวียนเรืองรองไปบนผิวเบาะ ราวกับเผยให้เห็นแก่นแท้แห่งมรรคา ทว่ากลับดูพร่ามัวจนจับต้องมิได้
ชั่วขณะหนึ่ง กลิ่นอายแห่งการบรรลุแห่งมรรคาคล้ายจะปกคลุมโดยรอบ
สำหรับกู้ฉางเกอแล้ว เบาะนี้แทบจะมิมีประโยชน์อันใดสำหรับเขา ผู้ซึ่งมิจำเป็นที่จะต้องปิดด่านปลีกวิเวกเพื่อเข้าถึงมรรคา
ทว่าสำหรับเยวี่ยหมิงคงแล้ว...ของสิ่งนี้เหมาะกับนางยิ่ง
สิ่งนี้ถือเป็นการตอบแทนอันเล็กน้อยที่เขาคอยเย้าแหย่นางอยู่เสมอ ท้ายที่สุดแล้ว แม้กระทั่งกู้เซียนเอ๋อร์นั้น เขาก็ยังมอบศาสตราเทพให้นางถึงสิบชิ้น
"สิ่งนี้คือเบาะบรรลุธรรมแห่งมรรคาหรือ"
เยวี่ยหมิงคงมองดูของสิ่งนั้นอย่างตกตะลึง นัยน์ตางามของนางฉายความสงสัย
ของล้ำค่าเช่นนี้ แม้แต่ผู้บรรลุในขอบเขตศักดิ์สิทธิ์ก็ยังพึงปรารถนา
ยิ่งไปกว่านั้น ของสิ่งนี้ยังแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งวัฏสงสาร ซึ่งยิ่งเพิ่มคุณค่าให้แก่มันอย่างมหาศาล
กู้ฉางเกอ… ถึงกับกล้ามอบสิ่งนี้ให้กับนางโดยมิลังเลหรือ
ทว่าเมื่อคิดถึงครั้งก่อนที่นางได้รับหยดโลหิตมังกรห้าสีจากร่างของมังกรนั้น
ตอนนั้น กู้ฉางเกอมิเพียงแต่มอบหยดโลหิตมังกรให้แก่นาง
ทว่าเขายังได้จัดการผู้ที่อาจจะเป็นพยานในเหตุการณ์นั้น เพื่อปกป้องนางจากการล้างแค้นของตระกูลมังกร และยอมรับความผิดนั้นไว้เอง
เรื่องราวทั้งหมดนี้ นางล้วนตระหนักดียิ่ง
บัดนี้ ของล้ำค่าเช่นเบาะบรรลุธรรมแห่งมรรคานี้ เขาก็กลับมอบมันให้กับนางโดยมิลังเล
กู้ฉางเกอ...เจ้าต้องการสิ่งใดกันแน่
ในความคิดอันเลือนราง เยวี่ยหมิงคงเริ่มรู้สึกว่าตลอดมานั้น นางอาจจะเข้าใจผิดในตัวเขามาโดยตลอด
กู้ฉางเกอที่นางเคยมองว่ามากเล่ห์เหลี่ยม ก็อาจจะมิได้เลวร้ายอย่างที่นางเคยคิด
"กู้ฉางเกอ เหตุใดเจ้าจึงได้ดีกับข้าถึงเพียงนี้เล่า"
เยวี่ยหมิงคงเอ่ยถาม ขณะจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา เสียงของนางสั่นไหวเล็กน้อย ทว่ากลับนุ่มนวลเสียยิ่งกว่าเดิม
ในขณะเดียวกัน เสียงแจ้งเตือนในห้วงจิตสำนึกของกู้ฉางเกอก็ดังขึ้นอีกครั้ง
"ติ๊ง! เยวี่ยหมิงคง ผู้ครอบครองชะตาฟ้าลิขิตได้เปลี่ยนแปลงเนื่องจากทบทวนท่าทีของตนเอง ท่านได้รับค่าวาสนาเพิ่มขึ้น 2,000 แต้ม และได้รับค่าชะตาสวรรค์เพิ่มขึ้น 10,000 แต้ม"