ป่าม่านหมอกชั้นในสุดในตอนนี้ เริ่มปรากฏให้เห็นป่าด้านในลางๆ จากการที่หมอกเริ่มจากหายไป ต้นไม้ใบหญ้าที่ติดกับป่าม่านหมอกชั้นในเริ่มมีพลังปราณที่เข้มขึ้น
“ป่าม่านหมอกชั้นในมีปัญหา”
“ค่ายกลที่เจ้าวางไว้เริ่มเสื่อมลงตามพลังของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่เพิ่มขึ้น”
“ใช่ ข้าต้องทำอะไรสักอย่าง ก่อนที่มันจะเสื่อมไปมากกว่านี้ ข้าคงต้องขอแรงเจ้าจินหลง”
“อืม จะให้ข้าทำอันใดบอกมาได้เลย”
“คอยสนับสนุนข้า”
“พึ่บ”
หลังจากพูดจบจวินเทียนก็นั่งลงด้านหน้าทางเข้าป่าชั้นในสุดและเริ่มถ่ายถอดพลังปราณของตนเองออกไป เพื่อเพิ่มพลังให้แก่ค่ายกลที่เป็นตัวสร้างหมอกขึ้นมา
เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ป่าม่านหมอกหรือหมอกที่กลืนกินทุกสิ่งที่ผ่านเข้าไป นอกจากเหล่าสัตว์ คือฝีมือของจวินเทียนหลงผู้นี้
เมื่อเขาได้รับคำสั่งให้มาอยู่บนโลกใบนี้เพื่อแลกกับสิ่งที่ตนเองต้องการคือการครองคู่กับคนรักของตนเองที่เวียนว่ายตายเกิดและมารอนางอยู่ที่แห่งนี้ในชาติสุดท้ายของนาง
เขาต้องปกป้องผลของต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ ในป่าแห่งนี้ที่จับผลัดจับผลูมาอยู่บนโลกมนุษย์ให้รอดพ้นจากสามโลก มนุษย์ สวรรค์และมาร
พลังของเขาถ่ายถอดออกไปเกือบ เจ็ดในสิบส่วนของพลังทั้งหมดที่มีและค่อยๆ เข้าไปเสริมความแข็งแกร่งของม่านเรื่อย ๆ เทียนหลงไม่สารมถหยุดได้ หากม่านหมอกไม่ยอมหยุดดึงพลังของตนเองจนกว่ามันจะแข็งแกร่งกว่าเดิม
จินหลงที่กำลังยืนมองและระวังหลังให้เขา เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติของคนที่กำลังนั่งถ่ายพลัง มุมปากของเขาเริ่มมีเลือดไหลซึมออกมา ร่างกายที่เริ่มซีดขาวไร้สีแดงของเลือด
จินหลงตัดสินใจสร้างเกราะคุ้มกันขึ้นมาและนั่งลงถ่ายพลังของตนเองไปยังจวินเทียนหลง เพื่อรั้งชีวิตของเขาไว้
ค่ายกลม่านหมอกเองก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงสีของมันเริ่มเข้มขึ้น เหล่าสัตว์ยน้อยใหญ่วิ่งกลับเข้าป่าชั้นใน
เสียงลมพัดและฟ้าใสที่สลับมืดครึ้มไปมา แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงไปทั่วป่า รวมไปถึงกลุ่มของเป่ยจิน เหล่าชาวยุทธ์ และชาวบ้านเองที่รับรู้
“อ้ากกกก”
“ปั้ง”
“พรึ่บ”
จวินเทียนหลงและจินหลงกระเด็นออกมาพร้อมกันจากแนวเขตกำแพงม่านหมอก เมื่อค่ายกลที่ดูอ่อนแอเมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อน กลับมีพลังที่แข็งแกร่งพอแล้ว
ทั้งคู่ลุกขึ้นมาได้และนั่งโคจรพลังทันที เพื่อดูดซับพลังปราณให้กับตนเองก่อนที่ร่างกายจะบาดเจ็บและอ่อนแอไปมากกว่านี้
และอีกไม่ถึงสองชั่วยามก็จะเป็นยามเหม่า (เวลา 05.00-06.59 น.) แล้ว
ทางด้านของเป่ยจินที่กำลังนั่งรออยู่บริเวณป่าชั้นกลางก็ทำเพียงรอเวลาทั้งสองกลับ แม้ว่านางจะกำชับทั้งคู่ไปแล้วว่าให้เวลาเพียง หนึ่งชั่วยามเท่านั้น แต่ในตอนที่จินหลงกำลังทำหน้าที่สนับสนุนเทียนหลง ก็ได้ส่งข้อความเสียงทางจิตมาบอกแก่นาง
ทั้งคู่พบเจอปัญหาแล้วและตอนนี้จวินเทียนหลงเป็นคนเดียวที่จะแก้ไขได้ อีกทั้งบริเวณนี้ มิมีสิ่งใดให้น่าเป็นกังวล จึงบอกแก่เป่ยจินว่าให้รอทั้งคู่กลับไป หากเกิดอันใดขึ้นรีบบอกทันที นางจึงปล่อยให้ทั้งสองจัดการไปและเลือกที่จะเชื่อใจทั้งคู่
“พรึ่บ”
“คารวะนายท่าน”
“พวกเจ้าตามข้ามาทำไมกัน”
“เรียนท่านฉีหม่า ขณะนี้เกิดปัญหาบางอย่างขึ้น รบกวนนายท่านและท่านฉีหม่ากลับไปจัดการด้วยขอรับ”
“เกิดอันใดขึ้นถึงขนาดที่พวกเจ้าจัดการอันใดไม่ได้”
“ขออภัยขอรับนายท่าน พวกข้ามิอาจแตะต้องได้”
“อีกนานแค่ไหน ข้ามีเวลาอีกนานแค่ไหน ก่อนจะกลับไป”
“ไม่มีเวลาอีกแล้วขอรับ เชิญนายท่าน”
เป่ยจินที่กำลังนั่งมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยสายตาสงสัย เมื่อเห็นอีกฝ่ายหันมาอย่างต้องการที่ปรึกษานางจึงตอบออกไปทันที
“ท่านไปเถิด ส่วนทางนี้ข้าจัดการได้ ทั้งจวินเทียนหลงก็กำลังจะกลับมา ส่วนอวาเออร์ข้าจะดูแลนางให้”
“ขอบใจเจ้ามาก ไว้ข้าจะกลับมาให้เร็วที่สุด”
“ลาก่อนเจ้าคะ”
เป่ยจิน ฮวาเออร์และหยางคงที่ยังคงเหลืออยู่ในตอนนี้ รับรู้ได้ทันทีว่า ทางด้านของต้าเฟยเฉิงคงมีปัญหาใหญ่จริงๆ มิเช่นนั้นแล้วหน่วยองครักษ์เงาคงมิแสดงตัวออกมาเช่นนี้
‘ปัญหาของคนยิ่งใหญ่ ไม่อำนาจก็เรื่องของสตรี เห่อ ช่างน่าสงสารเสียจริง’
“เร็วเข้าพวกเรา หนีไปทางนั้นใกล้ทางออกที่สุด” เสียงตะโกนโวยวายดังขึ้นมา
“จินเออร์ คนพวกนั้นเหมือนจะวิ่งมาทางเราหรือเปล่านะ...” ฮวาเออร์หันไปตามเสียงที่ได้ยินและเอ่ยออกมา
“บ้าจริง หยางคง ฮวาเออร์ลุกขึ้น พวกนั้นกำลังวิ่งมาทางนี้” นางไม่ได้ใช้ดวงตาที่สามก้เห็นว่ามีบางสิ่งกำลังวิ่งตามหลังพวกนั้นมา
“เกิดอันใดขึ้นกันจินเออร์” หยางคงถามออกมา ในขณะที่ลุกขึ้นมาเตรียมตัวตั้งรับกับสถานการณ์ตรงหน้า
“มีสัตว์ในป่ากำลังไล่ล่าพวกเขาเจ้าคะ และคาดว่าพวกเขากำลังวิ่งมาทางเรา คงใช้เราเป็นเหยื่อล่อ”
“สารเลวยิ่งนัก ให้ข้าจัดการหรือไม่”
“ยังเจ้าคะ ข้าอยากรู้ว่าเหตุใดสัตว์ตนนั้นจึงไล่ล่าพวกมัน”
“จะให้ข้าทำเช่นไร”
“พี่หยางช่วยล่อเจ้าสัตว์ตัวนั้นไปอีกทาง พยายามเข้าไปในป่าชั้นในนะเจ้าคะ แล้วข้ากับฮวาเออร์จะตามท่านไป”
“ได้”