ควักหัวใจ
ภาพมังกรในสนามที่กลายเป็นหินบวกกับการได้เห็นพลังอันเหนือมนุษย์ของเนย่าทำให้ดาร์ชิกสนใจเป็นอย่างมาก เขารู้ดีว่าผู้ปกปักทำการหยุดเวลาไว้โดยรอบกายเขาทุกคนต้องมนต์สะกดและนิ่งค้าง ยังคงมีแค่เพียงเขาที่ไม่ถูกอำนาจของตุลาการหยุดยั้งเนื่องจากเขามีอาภรณ์แยกวิญญาณที่ปกป้องจากการถูกสะกดได้ พลังอำนาจของผู้ปกปักแห่งทิศตะวันออกจึงไม่มีผลใดๆ กับเขาเลยแม้แต่น้อย
การที่เขาทำราวกับว่าถูกสะกดไปด้วยก็ทำให้เขาได้พบเห็นเรื่องราวที่ไม่คาดคิดหลายอย่าง ทั้งเรื่องเด็กสองคนที่เขาหมายตากลายร่างเป็นไฮดราเข้าต่อสู้กันเพียงเพื่อปกป้องเด็กมนุษย์ที่มีพลังธาตุเอามาใช้ได้หลากหลายรวมถึงหัตถามังกรที่ทรงพลัง ซึ่งเหล่ามวลมังกรต่างยำเกรง
หากเขาได้มาไว้ในครอบครองล่ะก็พวกมังกรทั้งหมดรวมถึงผู้ฟูมฟักก็ต่างต้องล้วนเชื่อฟังเขาเป็นแน่แท้ แต่ทว่าก็มีผู้รู้ตัวเสียแล้วว่าเขาไม่ได้ตกอยู่ภายใต้อำนาจหยุดเวลานี้
ร่างผู้ปกปักแห่งทิศตะวันออกหายวับบัดนี้ยืนอยู่เบื้องหลังคนที่ไม่ได้ตกอยู่ภายใต้อำนาจของเขาโดยมีชูม่าติดสอยห้อยตามมาอยู่บนบ่าของเขาด้วย
บาร์รามหมายใจส่งงูดำนับร้อยเลื้อยพันรัดขาของดาร์ชิกไว้ แต่ดูเหมือนผู้ถูกจับกุมจะไม่ได้สะทกสะท้านอะไรดาร์ชิกยกยิ้มเจ้าเล่ห์ พร้อมกับเอ่ยถามคนเบื้องหลัง
“คิดว่าจะทำอะไรข้าได้หรือผู้ปกปัก” ดาร์ชิกยังคงปล่อยให้งูดำมากมายเลื้อยพันกายของเขาไปมาด้วยท่าทีนิ่งสงบ
“ทำได้ไม่ได้ค่อยว่ากัน” บาร์รามตอบเสียงเรียบ นัยน์ตาสีแดงทับทิมของเขาจ้องมองร่างของดาร์ชิกที่ค่อยๆ ถูกงูนับร้อยเลื้อยพันจนเกือบทั้งตัว
“ถ้าข้าปล่อยให้เวทย์กระจอก ๆแบนี้ทำอันตรายข้าได้ ข้าคงไม่มายืนอยู่จุดนี้หรอกว่าไหม” ว่าแล้วร่างของดาร์ชิกก็หายไปต่อหน้าต่อตาของบาร์รามก่อนจะพุ่งทะลุม่านพลังออกไป เกิดรอยร้าวของห้วงเวลาเป็นรูขนาดใหญ่ทำให้บางคนเริ่มขยับบาร์รามจึงรีบร่ายพลังซ่อมแซมทันทีเพราะไม่อยากให้ทุกคนตื่นขึ้น
“ไอ้ทูตเจ้าเล่ห์” เฟย์รินว่าพร้อมหายตัวออกไปหมายจะจับดาร์ชิกด้วยตนเอง
“คิดจะสู้กับข้าที่มีมังกรอย่างนั้นรึ ผู้ปกปัก” ดาร์ชิกประกาศ เมื่อร่างหญิงงามในชุดสีเพลิงหายตัวออกมาหวดแส้ลาวาใส่เขา
แต่แล้วมังกรสีเขียวตัวใหญ่ก็พุ่งลงมาจากด้านบนและโฉบพาร่างของดาร์ชิกขึ้นหลังไปบินเลี่ยงไปอีกทางเพื่อหาจังหวะเข้าโจมตีเฟย์รินคืน
ในจังหวะที่มังกรของดาร์ชิกปราดเข้ามาด้านหลังของเฟย์รินอย่างรวดเร็วจนจวนเจียนจะพ่นไฟระยะประชิดใส่เธอได้ก็ถูกการ์รอลและมังกรของไซรินโฉบเข้าปะทะลากไปกลางอากาศทำให้ดาร์ชิกตกจากหลังมังกร และลอยคว้างตั้งหลักรอดูท่าทีอยู่
ทั้งสองรุมทึ้งมังกรของดาร์ชิกจนมันส่งเสียงคำรามก้องด้วยความกราดเกี้ยวแต่มันก็ไม่ยอมแพ้ เข้าต่อสู้กับสองมังกรสีแดงและชมพูที่รอโอกาสอยู่นานแล้วเพื่อเล่นงานผู้ที่ไม่ประสงค์ดีกับเด็กมนุษย์
“มังกรข้าไม่อ่อนแอขนาดนั้นหรอก” ดาร์ชิกเมื่อเห็นว่ามังกรของตนเสียเปรียบจึงหมายใจจะใช้พลังจากจุมพิตแต่ทว่า...ไม่มีมันเสียแล้ว ‘มันหายไปตอนไหนกัน’ เขาถึงกับใจหายแต่ก็เก็บอาการไว้ได้อย่างแนบเนียน
“หึ! จะจับข้าไม่ง่ายหรอก” ไม่มีเวลาให้ได้ทบทวนว่าจุมพิตมังกรของโฮล์เบเรียสหายไปตอนไหน แม้ไม่มีมันก็ใช่ว่าเขาจะไม่มีทางสู้
ดาร์ชิกเพียงสะบัดผ้าคลุมของเขาออกแมลงปีกแข็งนับพันตัวก็โบยบินออกมาจากร่างกายของเขาในคราแรกพวกมันดูคล้ายกับเสื้อเกราะที่ทำจากเงินดูหรูหราเมื่ออยู่บนตัวผู้สวมใส่พวกมันมีสีเงินสะท้อนแสงอาทิตย์วิบวับจนแสบตา แต่เมื่อพวกมันแยกย้ายออกมาแล้วร่างของดาร์ชิกก็ดูจะเปราะบางจนไม่มีอะไรปกป้องแต่พวกมันก็แปรเปลี่ยนเป็นรูปร่างต่าง ๆ ตามที่ผู้ใช้สั่งอย่างเชื่อฟัง
“อาภรณ์แยกวิญญาณ อย่าให้พวกมันเกาะร่างพวกเจ้าเชียวไม่เช่นนั้นจะถูกทำให้อยู่ใต้อำนาจมันแน่” ชูม่าที่อยู่กับบาร์รามเห็นท่าไม่ดีเมื่อฝูงแมลงอาภรณ์นับพันบินกรูตามร่างของเฟย์รินไป
“ก็แค่แมลง แม่จะเผาให้วอดเลย” เฟย์รินกลายร่างเป็นนกไฟแรงกระพือปีกของเธอทำเอาแมลงเหล่านั้นหลอมเหลวตกลงสู่เบื้องล่างแต่มันก็กลับฟื้นชีวิตขึ้นใหม่ด้วยเวลาไม่นาน แล้วกลับมาไล่โจมตีเฟย์รินต่อ
“ยายนกผีเป้าใหญ่ขนาดนั้นมันก็ตามเจ้าได้น่ะสิ” เฮริสที่ตามมาสมทบรู้สึกขัดใจกับการกระทำของเพื่อนสาว เขาควงสายโซ่เป็นวงพายุดูดพวกแมลงมาหาเขาแทนเพื่อไม่ให้พวกมันตามเกาะเฟย์รินได้
เมื่อพวกมันถูกพายุโซ่ของเฮริสดูดเข้ามาบาร์รามก็กางตาข่ายห้วงเวลาครอบร่างของอาภรณ์แยกวิญาณไว้ไม่ให้มันบินออกนอกอานาเขตแต่แล้วดาร์ชิกก็หวดขวานสองคมที่มีกระแสไฟฟ้าแลบแปลบปลาบใส่ตาข่ายของบาร์รามจนมันขาดสะบั้นปลดปล่อยแมลงอาภรณ์เข้าโจมตีคู่ต่อสู้อีกระรอก
“มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก” ดาร์ชิกเหยียดยิ้มชั่วร้ายเมื่อตาข่ายขาดฝูงแมลงอาภรณ์ต่างก็แยกกันเข้าหาร่างพวกผู้ปกปักเพื่อพยายามควบคุม
“เจ้าเป็นถึงทูต เหตุใดถึงเข้ามายุ่งกับการประลอง” ชูม่าร้องถามเมื่อเห็นว่าทูตแห่งบาร์เรมบูยังไม่เลิกขัดขืน
“ข้าไปยุ่งเกี่ยวอะไรมีแต่พวกเจ้าที่เข้ามาจับข้า” ดาร์ชิกย้อน
“เจ้าแทรกแซงภารกิจโดยทำข้อตกลงกับเจ้าหนูผมดำนั่นรึไม่จริง” ชูม่าถามกลับ
“รู้มากเสียจริงนะ เป็นแค่หมัดมังกรแท้ ๆส่งอาวุธของมนุษย์และเด็กมังกรทั้งคู่นั่นมาเสียดีกว่า อย่าต้องให้รู้ถึงหูสมาพันธ์เลยว่าไฮดราปรากฏตัว” ดาร์ชิกต่อรอง
“จุ๊ ๆ นี่คิดว่าคาบข่าวไปบอกสมาพันธ์แล้วเรื่องจะจบรึอย่าลืมนะว่าคนที่เจ้ารับใช้อยู่จะต้องสู้กับทายาทราชาอย่างสมเกียรติต่อหน้าสภามังกรไม่ใช่จะดักฆ่าหรือเก็บไว้เองแบบที่เจ้ากำลังทำอยู่” ชูม่ายกนิ้วป้อม ๆ แตะริมฝีปากอย่างเจ้าเล่ห์
“ถ้าไม่อยากให้รู้ถึงหูก็ส่งอาวุธของเด็กมนุษย์นั่นมาให้ข้าจะดีกว่าเพื่อเป็นการปิดปากไม่ให้ข้าได้พูดไปแต่ก็อย่างว่าล่ะนะจะช้าจะเร็วเมื่อทายาทปรากฏ ก็ต้องมาต่อสู้กันอยู่ดีใยพวกเจ้าจะถ่วงเวลาให้ยืดยาวเสียล่ะ” ดาร์ชิกถามกลับ
“ไม่มีทางอยู่แล้ว ที่พวกข้าจะส่งให้เจ้าและพวกข้าก็ไม่ได้ถ่วงเวลาด้วย มีแต่นายเจ้าต่างหากที่กำลังวางแผนชั่ว ๆอะไรอยู่ถึงชักช้าขนาดนี้ และคงมีแต่เจ้ามากกว่าที่จะถ่วงเวลาหากเจ้าคิดจะไปบอกก็ไปได้ตั้งแต่ที่พวกข้ายังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำแต่เจ้าก็ไม่ไปเพียงเพราะอยากได้อาวุธของเด็กมนุษย์ไว้เสียเองถึงมาต่อรอง” ชูม่าตอกกลับ
“พวกเจ้าก็แค่ผู้ปกปักคิดจะมายุ่งกับทูตต่างแคว้นอื่นถ้าเด็กนั่นข้ามแค้วนไปไม่คิดว่าพวกเจ้าจะมีปัญหากับผู้ปกปักแคว้นอื่นด้วยรึไงถึงตามปกป้องไม่เลิก” ดาร์ชิกทำเฉไฉ เลี่ยงไม่ตอบคำถาม
“นั่นมันเรื่องอนาคตหากคิดจะยึดอาวุธท่านเนย่าก็ข้ามศพพวกข้าไปก่อน” บาร์รามประกาศก่อนจะปัดแมลงอาภรณ์ที่พยายามมาเกาะตัวเขาออกไป
“เจ้ามีจุมพิตของโฮล์เบรียสสินะมันไปไหนเสียล่ะถึงเอามันมาใช้ไม่ได้” ชูม่ากดเสียงต่ำเอ่ยถาม
“นี่เจ้ารู้…” ดาร์ชิกถึงกับกลืนน้ำลายอย่างฝืดฝืนไม่คิดว่าเจ้าหมัดมังกรตัวเล็ก ๆ นั่นจะรู้อะไรมากถึงเพียงนี้
“รู้ซี่ เห็นข้าตัวเล็ก ๆ แบบนี้ข้าเก่งสุดในบรรดาพวกนี้เลยนะ คงเพราะเจ้ามีอาภรณ์แยกวิญญาณเลยไม่ถูกอำนาจจุมพิตควบคุมแต่โดยเนื้อแท้แล้วเจ้าก็ชั่วอยู่ดีแม้จะมีจุมพิตรึไม่มีอาวุธมังกรของคนอื่นที่เจ้าปล้นมา ไม่ฆ่าเจ้าก็เพราะอำนาจของอาภรณ์ แต่ถึงคราวนี้ที่จะต้องยกให้ผู้ชนะตามสัญญาข้าก็อยากรู้นักว่าเจ้าจะทำเช่นไร” ชูม่ายกยิ้มส่งเสียงยียวน
“ฮะ ๆ ๆ เจ้าหมัดโอหังเจ้าคิดว่าข้าจะให้เช่นนั้นรึ ตอนนี้ทุกคนตกอยู่ในอำนาจของผู้ปกปักไม่เว้นแม้แต่ทรีบาสด้วยซ้ำ” ดาร์ชิกหัวเราะร่าอย่างนึกขัน ถ้าหากรู้ก็คงจะมีแต่พวกผู้ปกปักเท่านั้นวันข้างหน้าเขาจะกลับมาปิดปากแล้วเก็บกวาดก็ยังได้ ขอแค่ทรีบาสไม่รู้ ทางสมาพันธ์ไม่รู้เขาก็จะยังเดินอยู่ในสายนี้ได้อีกยาวนาน
“ท่านคิดเช่นนั้นหรือดาร์ชิก” ร่างมังกรสีขาวโผขึ้นมากลางอากาศมันหยุดนิ่งอยู่ตรงหน้าเขา เผยให้เห็นร่างผู้ที่กำลังขี่มันอยู่
“นี่เจ้า” ดาร์ชิกตื่นตะลึงไม่คิดว่าทรีบาสเองก็ไม่ตกอยู่ในอำนาจหยุดเวลาของผู้ปกปักด้วย
“จับมังกรของดาร์ชิกไว้เป็นตัวประกันถ้าเขาคิดหนี หรือไม่ยอมมอบอาภรณ์ให้ตามสัญญา เห็นทีข้าคงต้องส่งท่านให้กับสมาพันธ์ผู้ฟูมฟักตัดสินเรื่องที่ท่านรับใช้โฮล์เบเรียสแล้วมาดูกันว่าแคว้นบาร์เรมบูจะทำเช่นไรกับผู้ทรยศ” แววตาจริงจังของทรีบาสทำเอาดาร์ชิกร้อน ๆ หนาว ๆ
“ไอ้เจ้าเด็กบ้านั่น มันหลอกข้า” ดาร์ชิกรีบโยนความผิดให้เด็กชายที่ตกลงทำสัญญากับเขาทันที
“ท่านเป็นถึงทูตตัวแทนแคว้นถึงกับยอมให้เด็กคนหนึ่งหลอกเชียวหรือ” ทรีบาสเอ่ยถามกลับน้ำเสียงเย็นชาเขาเริ่มหมดความอดทนกับคนตรงหน้าเสียแล้ว
“ได้...ข้าคงไม่ทะเลาะกับท่าน” ดาร์ชิกสะบัดหน้าหนีไปอีกทางพร้อมกับเรียกอาภรณ์แยกวิญญาณกลับคืนมาบนร่างเขาอีกครั้ง
“ดีที่ท่านยังเห็นหัวสมาพันธ์อยู่บ้างส่วนเรื่องอื่น ๆ ให้ได้ผู้ชนะวันนี้แล้วข้าคงต้องขอคุยกับท่านเป็นการส่วนตัว” ทรีบาสกดเสียงต่ำ
“อย่าให้ถึงคราวของข้าบ้างแล้วกัน ทรีบาส” ดาร์ชิกบ่นงึมงำ เพื่อไม่ให้ผู้ใดได้ยินตอนนี้เขาเป็นรองอยู่มาก เพราะความผิดที่เขาก่อถูกผู้อาวุโสแห่งสมาพันธ์ผู้ฟูมฟักรับรู้เสียแล้วแถมเขายังเผยความผิดมากมายแก่ผู้ปกปัก เพราะชะล่าใจ ว่าอย่างไรเสียทางสมาพันธ์ก็ไม่ยินยอมรับฟังคำของผู้ที่ทิ้งหน้าที่ไปหลายร้อยปีอยู่แล้วและพวกนี้ก็ไม่มีหลักฐานอะไรมาเอาผิดเขาได้
“ข้าจะรอดูวันนั้น” แต่ดูเหมือนว่าคำบ่นลอย ๆ ของดาร์ชิก ทรีบาส กลับได้ยิน
อีกด้านหนึ่ง
ฮาร์มซึ่งอยู่ในร่างของมังกรดำที่ถูกทำให้กลายเป็นหินกำลังต่อสู้กับจิตใจที่ถูกทำให้ดำมืดภายในห้วงลึกของวิญญาณเขา ส่วนหนึ่งที่กำลังตื่นตัวคือด้านชั่วร้ายจิตดำมืดพวกนั้นทะลักล้นออกมาจากเขาข้างขวาจนกลืนเสี้ยวหน้าเขาไปส่วนหนึ่ง
เสี้ยวหน้าข้างหนึ่งถูกดวงจิตกัดกินจนคล้ายกับซากเน่าส่วนอีกด้านนั้นยังคงความเป็นฮาร์มเอาไว้และเขากำลังเจ็บปวดทรมาน
“ฮาร์มได้ยินฉันไหม” สถานที่เปล่าเปลี่ยวในจิตใจของเด็กชายทำให้บรรยากาศโดยรอบช่างน่ากลัวเนย่าเดินเข้าหาร่างเด็กชายที่นอนคุดคู้ทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวดอย่างสงสารจับใจมือบางค่อย ๆ เอื้อมหมายจะจับต้องตัวของคนที่นอนอยู่นี่คือโลกเสมือนภายใจจิตใจของเจ้ามังกรดำไฮดรา
“ฉัน...รอ เธอ...มาตลอด” ฮาร์มค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น เขาทรมานเหลือเกินเขาของฮาร์มที่เคยเป็นภาชนะกักขังดวงจิตของโฮล์เบเรียสบัดนี้เมื่อดวงจิตดำมืดนั่นมากเกินไปก็เกิดปริแตก จนเริ่มกัดกินร่างกายของเขา
“ฉันมาแล้วไง กลับไปกับฉันนะฮาร์ม” เนย่าคุกเข่าลงเอื้อมมือหมายจะแตะเสี้ยวหน้าที่ดูน่าเกลียดน่ากลัวนั่น
“อ้ากกกกกก!!!” เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นอีกราวกับต้องของร้อนเมื่อมือเล็กสัมผัสเขา
“ฉันจะช่วยนายหากมันทำให้ทรมานน้อยลง” เนย่าสังเกตเห็นต้นตอของความเจ็บปวดนี้เธอจึงตั้งใจจะหักเขานี่ออกเสีย คนตรงหน้าจะได้ไม่ทรมานอีก
“อย่าแตะต้องมันนะ เธออาจบาดเจ็บได้” ฮาร์มรีบสะบัดหน้าหนีเพราะกลัวคนตรงหน้าได้รับอันตรายจากพลังชั่วร้ายนี้
“ฉันไม่กลัวขอแค่นายปลอดภัย” เด็กมนุษย์ยังคงยืนยันคำเดิมและคลานเข้าไปใกล้เขาอีก
“หึ ๆ ๆ มาซี่…เด็กมนุษย์ผู้โง่เขลา เจ้าคิดจะช่วยอะไรมันได้” เสียงเย็นเยียบเอ่ยขึ้นจากคนตรงหน้าดวงตาข้างขวาที่ถูกเขากัดกินจนเน่าแฟะแดงฉาน
“ปล่อยเขาซะ” เนย่าร้องขอ
“ไม่ ข้าเป็นส่วนหนึ่งของวิญาณนี้แล้วเจ้าคิดว่าเจ้าเก่งกาจนักรึ” ใบหน้าชั่วร้ายเหยียดยิ้ม
“เจ้าอยากได้อะไร” เนย่าถอนหายใจแรง ๆเพื่อไล่ความกลัวพร้อมกับเอ่ยถาม
“พลังทั้งหมดที่เจ้ามี” คนตรงหน้าแสยะยิ้มจนเนื้อใบหน้าข้างนั้นที่เปื่อยยุ่ยร่วงหล่นลงไปบนพื้นช่างเป็นภาพสยดสยองและน่าเวทนายิ่งนัก
“ได้ ฉันจะให้” เด็กหญิงหลับตาลงอย่างยอมรับชะตากรรม
ด้านนอก
“ฉึก!!”
“ท่านเซนดรินท่านทำอะไรน่ะ!!” ลาร์เฟียร้องถามเสียงหลงเมื่อคนที่เธอประคองอยู่จิกกรงเล็บเข้าไปในอกตนเองก่อนจะดึงบางอย่างออกมาบางอย่างที่เคลื่อนไหวเป็นจังหวะ
“นั่นเจ้าทำบ้าอะไร!!” รีสที่เฝ้าอาการของชีน่าและคอยสังเกตการณ์ร่างมังกรหินถึงกับตื่นตะลึงเมื่อเด็กตรงหน้าที่อาการไม่ค่อยสู้ดีอยู่เดิมถึงกับลงมือควักหัวใจตัวเองออกมาจากอก
“ข้าจะตามไปหาเนย่า ดูแลร่างข้า และอย่าให้มันหยุดเต้น” เซน ดรินหอบหายใจก่อนจะยื่นก้อนเนื้อสีน้ำเงินเข้มที่เต้นไหวไปให้รีส
“เดี๋ยว ๆ เจ้าจะมายื่นหัวใจให้ข้าเช่นนี้ไม่ได้” รีสรีบตอบปฏิเสธแม้เขาจะเป็นถึงราชาวูฟวิงค์ผู้เก่งกาจแต่เขาก็ไม่เคยต้องมาเฝ้ารักษาสิ่งสำคัญขนาดนี้มาก่อน
“แม้เจ้าไม่ใช่อาวุธประทับร่างที่มาจากเปลือกของข้าแต่เจ้าก็อยากปกป้องเนย่าไม่แพ้ข้าเด็กนั่นโง่เกินกว่าจะไปจัดการได้ด้วยตัวคนเดียวและฮาร์ม อาจเป็นพี่น้องของข้าที่เหลืออยู่เพียงตนสุดท้ายข้าอยากไปดูให้เห็นกับตา ถ้าหัวใจนี้มันหยุดเต้นแปลว่าข้าทำล้มเหลว” เซนดรินฝากฝัง วิญญาณของเขาใกล้จะไปหาที่หมายเต็มทีแล้ว
“แต่ทั้งเจ้าและฮาร์มคือไฮดรานะพวกเจ้าไม่มีทางตายหรอก ใช่ไหม?” รีสกัดฟันเอ่ยถามออกไป ในตอนนี้เขาไม่มั่นใจเลยสักนิดว่าจะปกป้องสิ่งสำคัญพวกนี้ได้หรือไม่ ทั้งเนย่าและฮาร์มที่อยู่ในร่างมังกรหินนี่แล้วจะหัวใจของเด็กบ้าระห่ำนี่อีก แม้จะกล้า ๆ กลัว ๆแต่เขาก็รับมันมาไว้ในมือแล้ว เลือดสีน้ำเงินไหลชุ่มโชกอยู่เต็มฝ่ามือของเขานี่มันบ้าชัด ๆ
“เจ้าก็รู้ว่าไฮดราจะไม่ตาย ดูแลมัน ไว้ อย่า...ให้ หยุด...เต้น” เซน ดรินกำชับอีกครั้งด้วยลมหายใจขาดห้วงก่อนดวงตาจะปิดสนิท
“ไม่นะท่านเซนดริน ไม่!” เสียงร้องของลาร์เฟียดังก้องไปทั่วบริเวณเธอกอดร่างของเขาไว้อย่างหวงแหน ไม่คิดว่าคนที่เธอดูแลมาตลอดชีวิตจะทำอะไรบ้าบิ่นถึงเพียงนี้