ไป๋อี้มองดูดาบยาวหนาสีดำเล่มนั้น อันที่จริงในใจก็ยังมีความรู้สึกอาลัยอาวรณ์อยู่บ้าง ทำไมไม่ทำให้เสร็จตั้งแต่เนิ่น ๆ หรือรอให้นานกว่านี้ค่อยลงมือทำ เหตุใดต้องมาทำเสร็จในเวลานี้ด้วย การเกิดขึ้นตามโชคชะตาฟ้าลิขิตที่ว่ากันนั้นแน่นอนว่ามันคงจะไม่ใช่เรื่องที่มหัศจรรย์อันใด เพราะหลายครั้งหลายคราเหตุการณ์ดังกล่าวมักเกิดขึ้นเพียงเพราะความบังเอิญเท่านั้น แต่ทว่าในเหตุการณ์เช่นตอนนี้ มันก็มีความคล้ายคลึงกับการเกิดขึ้นตามโชคชะตาฟ้าลิขิตเสียจริง อีกทั้งดาบเล่มนี้ดันเป็นสีดำเล่มหนาเสียด้วย
“ดำ……!” ไป๋อี้กำลังอยากจะกล่าวอะไรบางอย่างออกมา แต่ทันใดนั้นเองมีดด้ามสั้นที่โม่โม่กำลังถืออยู่ก็แตกหักเสียงดังเพล้งขึ้นมา
ทุกคนหันขวับไปมองไป๋อี้และโม่โม่รวมถึงดาบยาวสีดำที่อยู่บริเวณตรงกลางในทันที
ไม่จริงใช่ไหม!
นี่มันบังเอิญเกินไปแล้ว มีดสั้นของโม่โม่ที่ได้มาจากสถาบันวิจัยและยังถือว่าเป็นอาวุธที่ถูกหล่อหลอมมาจากโลหะชนิดพิเศษ เหตุใดจึงได้บังเอิญแตกหักในเวลาเช่นนี้ได้? ไม่ว่าผู้อื่นจะคิดอย่างไรแต่อย่างน้อยทุกคนที่อยู่ตรงนี้ก็ดูเหมือนจะคิดกันไปโดยปริยายว่านี่ก็คือดาบยาวที่ตระเตรียมไว้ให้โม่โม่มาแต่กำเนิดเกิดมาแล้ว ต่อให้ความยาวของดาบเล่มนี้จะดูเหมือนไม่ค่อยเหมาะสมกับตัวโม่โม่สักเท่าไรก็ตาม
แม้กระทั่งโม่โม่เองก็ยังต้องก้มมองมีดด้ามสั้นของตนอย่างฉงนใจเช่นเดียวกัน มีดด้ามสั้นเล่มนี้อยู่เคียงข้างโม่โม่มาเป็นเวลากว่า 2 ปีกว่าแล้ว
นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากโชคชะตาฟ้าลิขิต!
ในเวลานี้ต่อให้เป็นไป๋อี้ก็ยังมีความคิดเช่นนี้เหมือนกัน ดังนั้นเขาจึงได้มอบดาบยาวสีดำเล่มนี้ให้กับโม่โม่ไป ส่วนโม่โม่ก็รับดาบมาด้วยท่าทางที่เงอะงะ ถึงแม้ว่าดาบเล่มนี้จะมีน้ำหนักอยู่พอสมควร ทว่าเมื่อดูจากพละกำลังของโม่โม่ในตอนนี้แล้วคงไม่มีปัญหาในการใช้งาน ครั้นช่วงขณะที่โม่โม่กำลังจับดาบยาวไว้ในมือนั้น ผีเสื้อกลืนกินวิญญาณจำนวนสองสามตัวก็บินออกมาจากข้อมือของโม่โม่ แล้วกระพือปีกบินอยู่เหนือดาบยาวเล่มนี้ เมื่อผ่านมาเป็นเวลาชั่วครู่หนึ่งบนพื้นผิวของดาบยาวก็มีควันสีเทาลอยขึ้นมาคล้ายกับเปลวไฟค่อย ๆ ลุกแผดเผาอย่างไรอย่างนั้น
“พ่อคะ พลังงานพิเศษของหนูกำลังไหลเวียนในตัวหนูค่ะ” โม่โม่มองไป๋อี้ในทันที
“แล้วลูกได้รับผลกระทบอะไรไหม?”
“ไม่ค่ะ แต่ว่าใช้งานได้ง่ายขึ้นเยอะเลยค่ะ” โม่โม่กล่าวอย่างจริงจัง
ขณะที่อยู่เวลลิงตัน เนื่องจากพลังงานพิเศษของโม่โม่ได้ผสานรวมกับผีเสื้อกลืนกินวิญญาณ เธอจึงมีความสามารถในการฆ่าฟันวิญญาณได้ แต่ทว่าในเวลาปกติที่โม่โม่ต้องการจะใช้งานความสามารถนั้นก็ยังคงมีความยากลำบากอยู่พอสมควร เพราะดูเหมือนว่าพลังงานชนิดนี้และโลหะจะเข้ากันได้ไม่ดีเท่าไรนัก ไป๋อี้รู้อยู่แล้วว่ามีดด้ามสั้นเล่มนั้นของโม่โม่มีการสึกหรออยู่เรื่อย ๆ เนื่องจากทุกครั้งที่โม่โม่ใช้พลังงานพิเศษมีดด้ามสั้นก็จะอ่อนกำลังลงเล็กน้อย แต่ทว่าถึงแม้มันจะอ่อนกำลังลงแต่มันก็ยังคงดีกว่ามีดธรรมดาอยู่มาก ดังนั้นโม่โม่จึงไม่ได้เปลี่ยนมีดเล่มใหม่มาโดยตลอด
ครั้นคิดไม่ถึงเลยว่ามีดด้ามสั้นเล่มนั้นจะมาแตกหักที่นี่พร้อมกับมีดาบเล่มใหม่ปรากฏออกมา อีกทั้งมันยังง่ายต่อการถ่ายทอดพลังงานของโม่โม่เป็นอย่างมากอีกด้วย
เมื่อนำเหตุการณ์ทุกประการมาประกอบรวมกันแล้ว ทุกคนจึงคิดว่าเหตุการณ์นี้มันคือการเกิดขึ้นตามโชคชะตาฟ้าลิขิตจริง ๆ
“จริงเหรอ ถ้างั้นต่อไปดาบเล่มนี้ก็เป็นของหนูแล้วนะ หนูตั้งชื่อให้มันเองได้เลย!” ไป๋อี้ลูบหัวของโม่โม่พลางกล่าวขึ้นมา ไป๋อี้เองก็ไม่ใช่นักรบดาบคู่แต่อย่างใด ดาบจุมพิตสีแดงของเขาไม่เพียงแต่ใช้งานได้อย่างลื่นมือเท่านั้น ทว่าสำหรับไป๋อี้แล้วมันมีความหมายอันแสนพิเศษซ่อนอยู่ ดังนั้นไป๋อี้จึงคิดว่าดาบดำเล่มนี้ไม่ได้เป็นสิ่งของที่จำเป็นต่อเขาเท่าไหร่นัก ในเมื่อสถานการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นโดยบังเอิญถึงเพียงนี้แล้ว ถ้าเช่นนั้นเขาก็จะยกดาบเล่มนี้ให้กับโม่โม่
“ดำ……!” โม่โม่มองดาบยาวในมือของตนเองจากนั้นก็กล่าวออกมาหนึ่งคำ และคำที่เธอกล่าวออกมาก็คือคำว่าดำเหมือนอย่างที่ไป๋อี้กำลังจะพูดเมื่อครู่นี้ อันที่จริงลักษณะภายนอกของดาบเล่มนี้ก็คือสีดำจริง ๆ แต่ทว่าสุดท้ายแล้วควรตั้งชื่อว่าอะไรนั้นโม่โม่เองก็มีความมึนงงสับสนอยู่เล็กน้อย
“ตั้ง……ชื่อ!”
“ดำทมิฬเหรอ โม่โม่ความสนใจของหนูนี่สุดยอดจริง ๆ แค่ตั้งชื่อก็ยังตั้งอย่างตรงไปตรงมาขนาดนี้” ช่วงนี้วูล์ฟได้เรียนรู้ภาษาจีนจึงฟังออกบางคำ และเมื่อเขาได้ยินโม่โม่กล่าวคำว่าดำออกมาจึงได้พูดกับโม่โม่โดยทันที มีเพียงพระเจ้าเท่านั้นที่รู้ดีว่าที่จริงแล้วโม่โม่อยากจะตั้งชื่อว่าอะไร เพียงแต่เธอยังลังเลใจอยู่จึงได้พูดออกมาช้าไปหน่อยก็เท่านั้น แต่วูล์ฟดันคิดเองเออเองว่าโม่โม่อยากจะตั้งชื่อให้ดาบดำเล่มนั้นว่าดำทมิฬ
เมื่อโม่โม่ได้ยินลุงวูล์ฟกล่าวดังนั้นเธอจึงกลอกตาใส่เขาทันที เธออยากจะชี้แจงข้อเท็จจริงแต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว
ครั้นเห็นได้ชัดว่าตอนนี้มันไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาจะมาเสียเวลากันอยู่ที่นี่ ไป๋อี้เหลือบไปเห็นสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ค่อย ๆ เดินล้อมเข้ามาอีกครั้ง จึงได้นำทัพพุ่งเข้าไปประจันหน้ากับพวกมันทันที ส่วนโม่โม่เองก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก เธอหยิบดาบสีดำทมิฬเล่มใหม่ที่ได้รับมาไว้ในมือพร้อมวิ่งตามพ่อไปด้านหลัง อย่างไรก็ตามเธอก็ไม่มีพรสวรรค์ในการตั้งชื่ออยู่แล้ว ถ้าอย่างนั้นก็เรียกดาบสีดำนี้ว่าดำทมิฬก็แล้วกัน
เมื่อวูล์ฟและคนอื่น ๆ เข้ามาเสริมทัพแล้ว พละกำลังของทีมจึงได้เพิ่มระดับความแข็งแกร่งขึ้นมาทันที คนทั้งกลุ่มได้พุ่งออกไปด้านนอกเพื่อทำการสู้รบอีกครั้งหนึ่ง ในเวลานี้ผู้ที่ตามหลังพวกไป๋อี้มาเหล่านั้นจึงพบว่าพละกำลังของทั้งทีมไป๋อี้นั้นน่าเกรงขามเป็นอย่างยิ่ง ถ้าหากสิ่งที่พวกเขากำลังเผชิญหน้าอยู่ไม่ใช่สัตว์ประหลาดจำนวนมหาศาลเช่นนี้ แต่มีเพียงหนึ่งถึงสองตัว พวกไป๋อี้เองก็คงจะจัดการพวกมันดังเช่นการหั่นแตงหั่นผักก็เป็นได้ ทุกคนเพิ่งจะพบในเวลานี้ว่าก่อนหน้าที่พวกไป๋อี้ยังไม่ได้มาตั้งรกรากอยู่ในเมืองไครสต์เชิร์ช พวกเขาก็คือทีมที่มีพละกำลังแข็งแกร่งมากทีมหนึ่ง เพียงแต่ว่าพวกไป๋อี้ไม่ได้ออกรบมานาน พวกเขาทุกคนจึงลืมเลือนทักษะการสู้รบไปบ้างเท่านั้นเอง
ทว่าถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ แต่สัตว์ประหลาดหลากหลายชนิดที่พวกเขากำลังเผชิญหน้าอยู่ก็มีจำนวนมากเกินไปอยู่ดี แถมยังไม่ต้องพูดถึงพวกตัวใหญ่ยักษ์เลยเพราะสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์จำพวกแมลงขนาดเล็กที่แฝงตัวอยู่ภายในกลุ่มสัตว์ประหลาดเหล่านั้นเป็นผู้ร้ายตัวจริงที่ก่อให้เกิดความยุ่งยากกับทุกคนอย่างถึงที่สุด เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้าพวกของไป๋อี้ก็เริ่มมีผู้ได้รับบาดเจ็บเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ คนกลุ่มหนึ่งได้แบ่งกันเป็นสองกองทัพเพื่อสลับกันเข้าไปรับมืออยู่เบื้องหน้า และแนนซี่ก็ได้กลายมาเป็นเจ้าหน้าที่ปฐมพยาบาลทำหน้าที่ในการรักษาขั้นฉุกเฉินให้กับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ ขณะที่สมาชิกในกองทัพสลับกันออกไปรบ
แม้ว่าจะทำเช่นนี้แต่ผู้ที่สู้รบเคียงข้างพวกไป๋อี้ก็ยังคงลดน้อยลงเรื่อย ๆ อยู่ดี สุดท้ายแล้วก็หลงเหลืออยู่เพียงทีมของพวกไป๋อี้พร้อมทั้งคนอื่น ๆ ไม่ถึงสิบคนเท่านั้น
……
หยูหานได้ยืนขึ้นเหนือศีรษะของมังกรวิหคตัวหนึ่ง ถึงแม้จะกล่าวว่ามังกรวิหคตัวนี้เป็นมังกร ทว่าความจริงแล้วมันเป็นเพียงงูที่มีปีกงอกออกมาเท่านั้น อีกทั้งงูตัวนี้ก็มีหน้าตาที่ขี้ริ้วขี้เหร่เป็นอย่างมาก บริเวณรอบ ๆ หยูหานมีสัตว์กลายพันธุ์นับไม่ถ้วนโผบินเข้ามาหา ทว่าพวกมันต้องบินหลบหลีกออกไปราวกับพวกมันรังเกียจที่ตรงนั้นอย่างมาก
นี่คือมังกรวิหคกลายพันธุ์ เนื่องจากยีนในร่างกายของมันได้มีการกลายพันธุ์อย่างฉับพลันจึงเกิดเป็นกลิ่นกายเฉพาะตัวของมันขึ้นมา ดังนั้นสิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการส่วนมากจึงรังเกียจกลิ่นนี้ ขณะที่หยูหานเจอตัวมันนั้น มังกรวิหคที่สติสัมปชัญญะยังไม่เปิดเต็มที่ตัวนี้กำลังใช้ชีวิตอยู่ตัวเดียวอย่างโดดเดี่ยวเดียวดายและกระวนกระวายเป็นอย่างมาก ทว่าไม่รู้ว่าเนื่องด้วยเหตุอันใดเมื่อหยูหานเจอกับมังกรวิหคตัวนี้เข้าถึงได้มีความรู้สึกเห็นอกเห็นใจมันตั้งแต่แรกเจอเช่นนั้น
เพราะพวกเขาตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันอย่างนั้นหรือ!
ทันใดนั้นเองก็มีแมลงที่มีปีกรูปร่างแปลกประหลาดตัวหนึ่งกำลังโผบินเข้ามาทางด้านข้างหยูหาน และดูเหมือนว่ามันจะบินพุ่งเข้ามาเร็วมาก แต่ทว่าเมื่อมันบินจนใกล้จะชนหน้าหยูหาน จู่ ๆ มันก็หยุดบิน ใบหน้าของมันเผยถึงความสะอิดสะเอียนก่อนจะผายลมออกมา
ขณะที่แมลงมีปีกตัวนั้นกำลังจะบินออกไปต่อ หยูหานก็ยกมือซ้ายขึ้นมา ในตอนนั้นเองหัวเต่าบนหลังมือของเขาก็ได้เปิดออกมา แมลงมีปีกที่มีขนาดเท่ากับลูกวัวตัวนั้นจึงได้รับแรงดึงดูดมหาศาลในทันที หลังจากนั้นมันก็ถูกดูดกลับคืนมา ครั้นในเวลาชั่วพริบตาหนึ่งขณะที่แมลงมีปีกตัวนี้ยังตื่นตระหนกตกใจอยู่นั้น มังกรวิหคที่อยู่เบื้องล่างเท้าของหยูหานก็ได้อ้าปากงับแมลงตัวด้านบนทันที พร้อมทั้งเคี้ยวแมลงมีปีกตัวนั้นเสียงดังกรอบแล้วกลืนกินลงไป
“เหอะ!” หยูหานทำเสียงเหอะอย่างเย็นชาขึ้นมาจากนั้นก็เฝ้ารอต่อไปอย่างช้า ๆ
เมื่อเวลาผ่านไปสักพักหนึ่ง ก็ได้มีมนุษย์วิวัฒนาการทางด้านการบินบินกลับมาคนหนึ่งพร้อมทั้งกล่าวอะไรบางอย่างกับหยูหาน ดวงตาของหยูหานเผยความไม่สบอารมณ์ขึ้นมาทันที นั่นแสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจอย่างที่สุด จากนั้นหยูหานจึงได้กล่าวอะไรบางอย่างกับมนุษย์วิวัฒนาการบินได้คนนี้ พร้อมทั้งพยักหน้ากับมังกรวิหคเบื้องล่างเท้าของเขา มังกรวิหครับทราบพร้อมทั้งโผบินขึ้นไปกลางอากาศในทันที
ครั้งนี้จะต้องไม่แพ้อีก!
……
พวกไป๋อี้กำลังพุ่งออกไปยังด้านนอกเมือง และมนุษย์วิวัฒนาการที่บินได้คนนั้นก็ได้โผบินพุ่งออกไปยังสถานที่อื่นพร้อมทั้งเรียกสหายของมันให้มารวมตัวกัน คนเหล่านี้ก็เป็นผู้ที่ตามหาไป๋อี้เช่นกัน อีกทั้งบนตัวของพวกเขายังมีของเหลวที่อยู่ในร่างกายของมังกรวิหคผสมอยู่ด้วย ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้ถูกกลุ่มสิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการจู่โจมมากเท่าไหร่ ถึงแม้จะเป็นสิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการที่ตกอยู่ในสภาวะดุร้าย แต่ทว่าพวกมันก็ยังคงรังเกียจกลิ่นกายของพวกเขาโดยสัญชาตญาณเช่นเดียวกัน
ไม่นานคนเหล่านี้ก็ได้เกาะกลุ่มรวมตัวกันเป็นจำนวนทั้งสิ้น 30 กว่าคน อันที่จริงยังมีคนมากกว่านี้ แต่เนื่องจากพวกเขาค่อนข้างอยู่กันอย่างกระจัดกระจายจึงทำให้มารวมตัวกันไม่ทันก็เท่านั้น
และในขณะที่พวกไป๋อี้ใกล้จะออกไปจากเมืองไครสต์เชิร์ชได้นั้น พวกเขาก็ได้เจอกับมนุษย์วิวัฒนาการสองคน ซึ่งมองดูแล้วน่าเวทนาเอามาก ๆ พวกเขาอ้อนวอนขอร้องอยากจะเข้าร่วมทีมไปกับไป๋อี้ด้วย
ไป๋อี้มองสองคนนี้ และเมื่อผ่านมาชั่วครู่หนึ่งเขาก็พยักหน้ารับ
แต่ทว่าในเวลานี้ไป๋อี้กลับสะกิดเวร่าที่ยืนอยู่ข้าง ๆ พร้อมทั้งใช้ภาษามืออย่างง่าย ๆ ออกมาว่า ‘เตรียมรับมือกับคนที่ไม่ใช่สมาชิกในทีม’ ไม่เพียงแค่สองคนนั้นที่เพิ่งจะเพิ่มเข้ามา ต่อให้เป็นอีกสิบกว่าคนที่คอยติดตามสู้รบด้วยกันมาตลอดทางก็ตาม แต่ไป๋อี้ก็ยังมีความสงสัยในตัวพวกเขาอยู่เช่นเดียวกัน
เบ็คกี้ยืนอยู่ตำแหน่งด้านข้างจึงมองเห็นสัญลักษณ์มือของไป๋อี้ และเธอก็ต้องอึ้งไปในทันทีเพราะเธอเองก็รู้จักภาษามือเช่นเดียวกัน
เตรียมรับมือหรือ! ทำไม?
แม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมแต่ทว่าเบ็คกี้เองก็แอบกระซิบบอกเบมีล่าที่กำลังเหนื่อยล้าเต็มทนว่าจะต้องระมัดระวังตัว และเมื่อผ่านการต่อสู้มาเป็นเวลาครึ่งชั่วโมงอีกครั้ง ในที่สุดกลุ่มของพวกไป๋อี้ก็ได้ออกมาจากเมืองไครสต์เชิร์ชเป็นที่เรียบร้อย พวกเขาเดินทางมายังเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่ชื่อว่าโรลเลสตัน ซึ่งก็คือเมืองเล็ก ๆ ที่พวกวูล์ฟหยุดพักผ่อนเมื่อก่อนหน้านี้
ในขณะที่ทุกคนต่างคิดว่าพวกเขาปลอดภัยแล้วนั้น ไป๋อี้ก็ได้หายใจหอบแรง ๆ สองสามครั้งพร้อมกับเลือดสด ๆ ที่ไหลรินจากใบหน้าลงสู่ลำคอ จากนั้นเขาก็ได้สาวเท้าก้าวไปเบื้องหน้าสองก้าว
“ออกมาเถอะ! หยูหาน!” น้ำเสียงของไป๋อี้ไม่รุนแรงมาก ทว่าในหูของทุกคนนั้นกลับได้ยินราวกับเสียงฟ้าร้องอันน่ากลัว
“ฮ่า ฮ่า ๆ ฮ่า ๆ ฮ่า ๆ ฉันรู้อยู่แล้วว่าปกปิดแกไม่ได้หรอก ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน พวกเราเหมือนกับศัตรูคู่ปรับเก่าแก่อย่างนั้นเลยเนอะ คิดไม่ถึงเลยว่าระหว่างเราสองคนจะมีแรงเหนี่ยวนำอันน่าพิศวงแบบนี้ด้วย!” หลังจากที่ได้ยินเสียงของไป๋อี้แล้วนั้น บริเวณเงามืดที่อยู่ห่างออกไปก็ได้มีมังกรวิหคตัวหนึ่งบินออกมา หยูหานก้มลงมองหน้าไป๋อี้พร้อมทั้งหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น
“เรื่องอย่างนี้จะเป็นอะไรก็ตามแต่ ตอบฉันมาว่าการเปลี่ยนแปลงของเมืองไครสต์เชิร์ชเป็นฝีมือแกใช่ไหม” ไป๋อี้จ้องหยูหานตาเขม็งด้วยความสงสัย
“ถูกต้อง พอจะถือว่าเป็นผลงานชิ้นเอกได้ใช่ไหมล่ะ” เสียงหัวเราะของหยูหานได้ยุติลง จากนั้นเขาจึงได้ตอบกลับไปอย่างเย็นชา
“แกนี่มัน!” ไป๋อี้กัดฟันกรอดเห็นได้ชัดถึงความโกรธเคืองอย่างถึงที่สุด “เป็นเพราะความแค้นส่วนตัวกับฉันเท่านั้นแต่ดันไปพาลโกรธมนุษย์วิวัฒนาการผู้บริสุทธิ์คนอื่น ๆ ด้วยอย่างนั้นเหรอ”
“ใครจะไปรู้ล่ะ แต่จะว่าไปคิดไม่ถึงเลยนะว่าแกจะยังมีชีวิตรอดออกมาได้ น่าอัศจรรย์ใจจริง ๆ เลย” หยูหานกล่าวพร้อมกับปรบมือ ในเวลานี้ทุกคนเพิ่งจะสังเกตเห็นว่ามือขวาของหยูหานได้งอกออกมาแล้ว แต่ทว่าไม่ใช่มือขวาของมนุษย์แต่กลับเป็นแขนที่มีกล้ามเนื้อของแมลงหลากหลายชนิดประกอบเข้าด้วยกัน
แน่นอนว่าจุดมุ่งหมายของหยูหานไม่เพียงแค่ต้องการจะสังหารไป๋อี้เท่านั้น แต่ทว่าเหตุใดเขาจะต้องบอกเรื่องนี้กับผู้อื่นด้วยเล่า