ตอนที่ 176 มันตราโบราณ
“น่าจะนี่ละมั้งครับทางลาดลงไปส่วนกลางที่บันทึกพูดไว้ มองไม่เห็นเลยว่าลึกลงไปแค่ไหน ไม่ใช่ว่าถ้าลึกขนาดนี้ภูเขามันจะเสียโครงสร้างหรอกเหรอครับ ขุนนางพันธุ์ผสมนี่เรียนสถาปัตยกรรมมาด้วยเหรอ คุณนิทานมองเห็นก้นมั้ยครับ” เพชฌฆาตพูดขึ้นหลังจากที่เขาโยนแท่งอาคมเรืองแสงลงไปตามทางลาดที่พอมีร่องรอยขั้นของบันได
แท่งเรืองแสงนั้นกระเด็นลงไปไกลจนไม่อาจเห็นแสงได้อีก อาจเป็นเพราะทางลาดมีลักษณะโค้งอันก่อให้เกิดมุมอับสายตาด้วย หากระยะเสียงกระทบก็ยืนยันแล้วว่าอย่างน้อย ๆ ก็หลายร้อยเมตร
“เหมือนกับว่าม่านพลังแบบเดียวกันกับตอนที่เราเข้ามาจะครอบคลุมทางลงหนาแน่นเป็นพิเศษครับ มองไปได้ไม่ไกลก็ส่งพลังไปไม่ได้แล้ว” นิทานตอบ จากภาพที่คีตาส่งมาให้ เมื่อถึงจุดหนึ่งเขาจะเห็นภาพทุกอย่างเป็นสีดำทมิฬ แยกบนล่างซ้ายขวาไม่ออกอีกต่อไป
“หวังว่าป่าข้างล่างจะไม่จำกัดการมองเห็นมากจนเกินไปนะคะ พลังตรวจจับของคุณนิทานจะทำให้ชีวิตเราสะดวกขึ้นเยอะ” เลโอพูดขึ้น ตลอดทางมานี้พวกเขาไม่ได้เดินตามเส้นทางที่บันทึกไว้เพียงอย่างเดียว หลายครั้งก็ออกนอกเส้นทางเพื่อตรวจสอบร่องรอยบางอย่างหรือไปจัดการสัตว์อสูรที่อาจเป็นภัยในตอนกลับ ดังนั้นการที่นิทานสามารถเห็นเส้นทางได้ชัดเจนนั้นทำให้พวกเขาไม่ต้องกังวลเรื่องหลงทางแม้แต่น้อย
“งั้นเราจะลงกันไปเลยมั้ยคะ นี่ก็ค่ำของวันที่สองแล้ว ถึงแม้ข้างในนี้จะไม่ได้แตกต่างกันที่กลางวันกลางคืนก็เถอะ” ฟาง หมิงถามขึ้น ในวันแรกพวกเขาใช้เวลาเพียงวันเดียวก็เข้ามาถึงส่วนลึกของเขาวงกต หากเพราะความหนาแน่นของสัตว์อสูรในส่วนลึก พวกเขาจึงใช้เวลาอีกทั้งวันเพื่อมาถึงทางลาดลงที่ระบุไว้
“ผมไม่มีปัญหาครับ พอได้รับการสนับสนุนแล้วก็เลยไม่ได้เสียพลังจิตวิญญาณเยอะขนาดนั้น” อิซึมิในฐานะแนวหน้าแล้วสมควรเป็นผู้ที่เสียพลังมากที่สุด หากเพราะว่าทั้งกลุ่มมีแต่ผู้ที่เชี่ยวชาญและช่ำชอง การต่อสู้แต่ละครั้งเขาจึงไม่ต้องเสียพลังจิตวิญญาณเยอะแต่อย่างใด
“ผมก็ไม่มีปัญหาครับ คุณเลโอเป็นยังไงบ้างครับ คุณต้องสนับสนุนทุกครั้ง พลังจิตวิญญาณพร่องบ้างมั้ยครับ” เพชฌฆาตควงดาบของตน เขายังมีแรงเหลือเฟือ
“สบาย ๆ ค่ะ คำแห่งพลังที่ฉันใช้สนับสนุนเป็นแค่คำแห่งพลังในห้วงจิตเท่านั้นเอง ไม่ใช่คำแห่งพลังที่สลักบนร่าง ไม่ได้กินพลังเยอะค่ะ” เลโอตอบ เธอยิ้มสบาย ๆ พร้อมทำท่าเบ่งกล้ามอย่างน่ารัก
“เอ๊ะ? การสนับสนุนตลอดมาเป็นคำในห้วงจิตเหรอครับ แต่ผลของพลังยอดเยี่ยมมากเลยนะครับ ผมนึกว่าเป็นคำที่สลักบนร่างเสียอีก” โฮโจเลิกคิ้วขึ้นอย่างสนใจ
ตลอดมานอกจากแนวหน้าทั้งสองที่ได้รับการเสริมพลังแล้ว โฮโจได้รับการเสริมพลังบ่อยที่สุด เลโอมักเสริมพลังให้กับลูกธนูของเขาในการโจมตีปิดฉากสัตว์อสูรเสมอ ๆ
“ค่ะ มันตราโบราณที่พวกเราศึกษาสำหรับฉันมันทำให้คุณภาพของการใช้คำแห่งพลังสูงขึ้นค่ะ” เลโอยิ้มหวาน ในฐานะนักบวชแห่งศาสนาปฐมมันตราแล้ว การศึกษามันตราโบราณทำให้เธอใช้คำแห่งพลังได้อย่างทรงประสิทธิภาพ
นิทานรู้สึกสนใจคำพูดของเลโอ จากเท่าที่เขาศึกษามา มันตราโบราณคือความรู้ในสมัยก่อน เป็นศาสตร์เกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ และการกำเนิดชีวิตรวมถึงการค้นคว้าเรื่องมหานทีรากวิญญาณอันเป็นบ่อกำเนิดแห่งพลัง
เขาเองก็เป็นผู้นับถือคนหนึ่งเพียงแต่ไม่ได้เคร่งมากเท่านั้น เขาจึงอยากรู้ว่าศาสตร์เช่นนั้นทำไมถึงสามารถเสริมพลังคำแห่งพลังได้
“มันตราโบราณให้ผลเรื่องของการพัฒนาคำแห่งพลังด้วยเหรอครับคุณเลโอ” นิทานถามขึ้นมาในขณะที่ทั้งกลุ่มกำลังมุ่งหน้าลงไปตามทางลาด
เลโอตาลุกวาวขึ้นเมื่อเห็นว่านิทานสนใจในมันตราโบราณ ในฐานะนักบวชแล้วเธอย่อมมีความสุขหากได้เผยแพร่ความเชื่อและสั่งสอนผู้ที่กระหายความรู้
“ต้องบอกว่าเป็นเพราะฉันเป็นนักบวชมากกว่าค่ะ” เลโอยิ้มหวาน เธอแบมือของตน ก่อให้เกิดลูกกลมแสงบนฝ่ามือ ลูกกลมเหล่านั้นลอยไปตามทางลาดลงเคียงข้างแนวหน้าทั้งสอง เป็นดั่งตะเกียงโคมไฟที่ฉายนำทาง
“มันตราโบราณคือศาสตร์ความรู้ในสมัยก่อนที่มุ่งศึกษาเรื่องชีวิตและมหานทีรากวิญญาณค่ะ อย่างที่ทุกคนทราบ พวกเรามีความเชื่อว่ามหานทีรากวิญญาณเป็นโอกาสที่พระผู้เป็นเจ้ามอบให้แก่สิ่งมีชีวิต” เมื่อเลโอเห็นว่าหลายคนมีท่าทีสนใจเธอจึงเริ่มอธิบายอย่างยิ้มแย้ม
“มีบันทึกหลากหลายแห่งที่ระบุไว้ว่า ณ จุดกำเนิดของชีวิต สิ่งมีชีวิตไม่ได้มีมหานทีรากวิญญาณอยู่ในกายค่ะ ทุกคนได้แต่ใช้ชีวิตไปตามโชคชะตา ไม่อาจฝ่าฝืนหรือลิขิตอนาคตของตนเองได้” ลูกกลมแสงของเธอก่อกำเนิดภาพของดินแดนแห่งหนึ่ง
“ผ่านไปร้อยสิบยุคสมัย อารยธรรมเจริญก้าวหน้า สิ่งประดิษฐ์และเครื่องกลพัฒนาก้าวไกล เป็นยุคที่ผู้คนสามารถติดต่อกันข้ามทวีป เดินทางข้ามแผ่นดิน เหินบินบนท้องฟ้า หรือแม้กระทั่งทะยานไกลเหนือเส้นขอบฟ้า เข้าสู่นภาพร่างพราว” ลูกกลมแสงเปลี่ยนไป กลายเป็นแผ่นดินที่เต็มไปด้วยบ้านเรือนสูงระฟ้า
“แม้จะดูเหมือนสงบสุข หากแท้จริงแล้วกลับเต็มไปด้วยความดำมืดค่ะ ผู้ยิ่งใหญ่คือผู้ที่ครอบครองทรัพยากร พละกำลังกลายเป็นสิ่งไร้ค่าเนื่องจากอาวุธยุทโธปกรณ์ โชคชะตาถูกลิขิตแต่กำเนิด ความเท่าเทียมเกิดขึ้นได้จากเงินตรา” ภาพของคนมากมายที่ตกระกำลำบากทำงานหนักเพียงเพื่อจะใช้ชีวิตของตนให้รอด ความสุขกลายเป็นสิ่งฟุ่มเฟือย คนจำนวนมากไร้ความหวังในวันพรุ่ง เพียงใช้ชีวิตให้ผ่านไปในแต่ละวัน
“เมื่อถึงจุดหนึ่ง สิ่งมีชีวิตทั้งมวลไม่อาจทนได้อีกต่อไป เกิดการเข่นฆ่าล้างบางกัน สงครามที่ดำเนินนับร้อยปี แม้ผู้ที่มีอำนาจจะมีทรัพยากรมากเพียงใดก็ไม่อาจเทียบจำนวนของผู้ถูกกดขี่ที่มีนับพันล้าน ไม่มีใครกลัวความตาย เพราะการใช้ชีวิตในแต่ละวันก็ไม่ต่างอะไรกับความตายอยู่แล้ว” ไฟแห่งสงครามกลืนแผ่นดินนั้นไปทั้งหมด หลายชีวิตล้มตาย มหาทวีปราวกับกลับคืนสู่ธรรมชาติ
“ไม่ทราบว่าเป็นเพราะวิทยาการหรือความรู้สึกของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดนั้นส่งผลถึงฟากฟ้า มหาพิรุณจึงเริ่มกระหน่ำลงมาปกฟ้าคลุมดิน ชำระล้างทุกสิ่งไม่ว่าฝ่ายใด เป็นการชำระล้างที่คงอยู่นับล้านปี ท้ายที่สุดมหาทวีปก็กลับคืนสู่ธรรมชาติ กลายเป็นมหาสมุทรสีน้ำเงิน ไร้ที่สูง ไร้ที่ต่ำ เท่าเทียมเนียนราบไปกับพื้นน้ำค่ะ” แผ่นดินในมือของเลโอยามนี้กลับกลายเป็นมหาสมุทรที่เรียบนิ่ง ไร้วี่แววของสิ่งมีชีวิตใด
"นี่คือหนึ่งในสาเหตุที่อารยธรรมและโบราณสถานโบราณล้วนจมอยู่ใต้มหาสมุทร แหล่งรวมนักผจญภัยและเหล่าโจรสลัด"
“หลังจากผ่านไปนับอสงไขย น้ำทั้งหมดกลับหายไปเสียอย่างนั้น และสิ่งมีชีวิตทรงปัญญาแรกก็ได้เกิดขึ้นมา ท่านคือจ้าววิญญาณ เดรฟัส” เลโอยิ้มร่า ลูกกลมในมือส่องแสงเรืองรองเป็นร่างของคนคนหนึ่ง
“ท่านได้ให้กำเนิดเทพองค์อื่นตามมามากมาย เทพแห่งความตาย ทีราน เทพแห่งโชคลาภ ลาคีซ เทพแห่งเวลา ซูอา พวกท่านคือสิ่งมีชีวิตกลุ่มแรกที่สลักนามของตนไว้ในกาลเวลา ก่อเกิดเป็นมหาทวีปและโครงสร้างของมัน”
“น้ำทั้งหมดนั้นแท้จริงแล้วเดรฟัสเป็นผู้เก็บเอาไว้ หากเพราะท่านสังเกตได้ถึงความปรารถนาและจิตวิญญาณมากมายในน้ำเหล่านั้น ท่านจึงได้นำน้ำเหล่านั้นสร้างขึ้นเป็นเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ นานาบนโลก”
“งั้นน้ำเหล่านั้นก็คือมหานทีรากวิญญาณเหรอครับ” นิทานถามขึ้น
“ใช่ค่ะ ตามตำนาน มหานทีรากวิญญาณก็คือน้ำมหาสมุทรที่ชำระล้างโลกในครั้งอดีตนั้นเอง ความปรารถนาและตัวตนของสิ่งมีชีวิตเป็นอนันต์อัดแน่นอยู่ภายในนั้น จึงก่อให้เกิดพลังจิตวิญญาณและคำแห่งพลัง” เลโอยิ้ม
“หลังจากนั้นสิ่งมีชีวิตที่กำเนิดตามมาเมื่อใดที่สิ่งมีชีวิตนั้นสามารถสลักนามไว้ในกาลเวลาได้ดั่งเช่นเทพในอดีต คนเหล่านั้นก็จะสามารถส่งต่อสายเลือดไปยังทายาทและผู้มีสายเลือดเดียวกันได้ เกิดเป็นเผ่าทรงปัญญาเฉกเช่นมนุษย์ เผ่ารูเบียส เผ่าซือบาสค่ะ พวกเราจึงได้มีศักยภาพเหนือกว่าสัตว์อสูรหรือเผ่าอื่น”
ทั้งหมดพยักหน้าให้กับคำอธิบายนั้น ตำนานการกำเนิดโลกพวกเขาเพียงได้รู้คร่าว ๆ เท่านั้น หากเมื่อนักบวชระดับสูงเป็นคนเล่าเองแล้วพวกเขาจึงเข้าใจได้แจ่มชัดมากยิ่งขึ้น
เผ่าทรงปัญญาได้เปรียบด้านการขีดเขียนชะตามาตลอด พวกเขาสามารถค้นพบตัวตนได้ง่ายขึ้นกว่าเผ่าอื่น หากก็มีพวกผิดแผกที่มีความสามารถเหนือล้ำโผล่มาได้เช่นกัน
“เพราะศึกษาเรื่องมหานทีรากวิญญาณจึงแตกฉานในด้านการใช้คำแห่งพลังสินะครับ” นิทานเริ่มเกิดความเข้าใจ เขานั้นเข้าใจแล้วว่าเหตุใดศาสนาปฐมมันตราจึงเป็นหนึ่งในขุมอำนาจใหญ่ของมหาทวีปมาได้นับหมื่นปี
“เปล่าค่ะ การใช้คำแห่งพลังนั้นขึ้นอยู่กับบุคคล เพียงแต่ตัวฉันเองรู้สึกผูกพันกับมันตราโบราณเลยนำมาประยุกต์ใช้ได้เป็นพิเศษค่ะ” เลโอยิ้มตอบ
นิทานเอียงคอน้อย ๆ เขานั้นไม่เข้าใจนักว่าเธอจะสื่ออะไร
“สำหรับฉันคำแห่งพลัง อวยพร ที่ฉันครอบครองจะเสริมพลังให้ผู้ที่ฉันต้องการผ่านการอวยพร และเพราะทุกท่านเป็นคนที่นับถือในมันตราโบราณเฉกเช่นเดียวกันกับฉัน ผลของมันเมื่อฉันใช้ออกจึงสูงขึ้นค่ะ” รอยยิ้มหวานของเลโอทำให้นิทานนึกถึงท่าทีซื่อสัตย์จริงใจของอริยะเข็มโลหิตในถ้ำหมื่นสีแสนผลึก
นิทานหางตากระตุกน้อย ๆ เขายิ่งรับรู้ได้ชัดเจนขึ้นว่าความเชื่อและความคิดส่งผลต่อคำแห่งพลังมากเพียงใด
ทายาทราชวงศ์เวียเซลแข็งแกร่งมาตลอดเพราะไม่อยากทำให้บรรพชนผิดหวัง ส่วนศาสนาปฐมมันตราก็มีพลังศักดิ์สิทธิ์สูงเป็นพิเศษเพราะความเชื่อ นิทานไม่เคยคิดว่าสองขุมอำนาจที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงจะมีหลักการที่ทำให้ตนแข็งแกร่งคล้ายเคียงกันเช่นนี้
ลูกบ้าว่างั้นเถอะ นิทานกลืนน้ำลายน้อย ๆ การขีดเขียนชะตาคงเป็นศาสตร์ที่เขาไม่อาจเข้าใจได้
“อย่างท่านพี่ไลล่าเองก็ศรัทธาในมันตราโบราณมากเป็นพิเศษค่ะ ถึงเธอจะมีคำแห่งพลังแค่สองคำ หากเมื่อเธอใช้พลังที่วิหารแล้วพลังของเธอจะครอบคลุมได้ทั้งเมืองเลยค่ะ” เลโอกล่าวถึงไลล่าผู้มีศักดิ์เป็นผู้เผยแพร่พระวจนะชั้นรอง
“การขีดเขียนชะตาเป็นเส้นทางที่ยากจะเข้าใจจริง ๆ นะครับ” โฮโจถอนหายใจ ในที่นี้มีเพียงเขาที่เป็นผู้เรียนรู้ ยิ่งเขาฟังเขายิ่งรู้สึกว่าเช่นทางข้างหน้าช่างยากแก่การเข้าใจเสียเหลือเกิน
“ทางของใครของมันครับ ไม่ต้องรีบร้อนหรอก ช่วงเวลาที่ความเข้าใจก่อกำเนิดในตัวคุณโฮโจก็จะทราบเองครับว่าเส้นทางของคุณเป็นยังไง” เพชฌฆาตตะโกนมาจากด้านหน้า โฮโจเพียงยิ้มรับ
พวกเขายังคงพูดคุยกันอีกเล็กน้อยระหว่างการเดินทาง เมื่อลงมาลึกยิ่งขึ้น หัวข้อความสนใจจึงเริ่มเปลี่ยนแปลงไปเป็นรอยสลักต่าง ๆ ตามทางลาดลงนี้แทน
พวกมันหลายอันราวกับถูกขีดเขียนด้วยเล็บ ไม่ได้มีความสวยงามแม้แต่น้อย ไม่เหมือนกับงานสลักที่มีเป้าหมายเพื่อตกแต่ง หากแต่เป็นการขีดเขียนเล่น ๆ หรือการทิ้งข้อความบางอย่างเสียมากกว่า
“ในข้อมูลไม่มีระบุถึงรอยขีดเขียนพวกนี้เลยนะครับ” เพชฌฆาตขมวดคิ้ว
“หน่วยกล้าตายต้องระวังตัวมาก ๆ อยู่แล้ว ไม่มีทางเลยที่จะรีบเดินผ่านจนไม่เห็นหรือว่าลืมจดบันทึก” อิซึมิเสริม
“เป็นรอยใหม่รึเปล่าคะ” ฟาง หมิงเสนอความเห็น และเพราะคำพูดประโยคเดียวของเธอนั้นเองที่ทำให้พวกเขาตั้งท่าเตรียมพร้อม
“สัตว์อสูรบางตัวก็มีปัญญาสูงส่งได้ครับ” โฮโจขมวดคิ้วแน่น หากเกิดการต่อสู้ที่ทางลาดลงเช่นนี้จริงพวกเขาจะเสียเปรียบมาก
หลายคนหันมามองนิทานเป็นสัญญาณว่าเขาพบร่องรอยใดหรือไม่ เมื่อเห็นนิทานส่ายหน้าหลายคนจึงสบายใจขึ้นมาบ้าง ส่วนนิทานนั้นดูจะสนใจรอยสลักเหล่านี้เป็นพิเศษ
คำแห่งพลังอาณาเขตทำให้เขามีมุมมองที่กว้างกว่าปกติ เมื่อเขามองลายสลักเหล่านี้จากไกล ๆ จึงได้เห็นว่าจริง ๆ แล้วมันเป็นรูปภาพของสิ่งหนึ่ง นิทานนำนิ้วลูบไปยังรอยสลักเหล่านี้แล้วจึงเห็นว่ามันเป็นร่องรอยที่ค่อนข้างใหม่กว่าอายุโดยรวมของสุสาน
“นี่มัน…เป็นรูปสงครามครับ” นิทานพึมพำ