นาคามูระ โยชิอิกล่าวกับทั้งสองคน
“พวกท่านไปได้แล้ว ข้าพเ้ามีเื่ต้องสะสาง”
ฟางเสวี่ยเฟยแสร้งทำตาโต
“ข้าพเ้าไม่เคยแล่นเรือ ท่องทะเลมาก่อนเลยท่านไม่คิดเชื้อเชิญข้าพเ้าบ้างหรือ”
แววตาเคร่งเครียด จ้องฟางเสวี่ยเฟยเขม็งมือซึ่งปล่อยตามสบายข้างลำตัวกำเล็กน้อย
“ท่านมีเจตนาอะไรกันแน่?”
บุรุษหนุ่มกล่าวอย่างจริงจัง
“ข้าพเ้ายังติดค้างท่านเื่หนึ่ง”
สีหน้ายังเฉยชา แต่คิ้วหนาขมวดขึ้นเล็กน้อย
“ท่านติดค้างข้าพเ้า?”
“เมื่อครู่ท่านช่วยพี่น้องของข้าพเ้า”
“นั่นเพราะข้าพเ้าแพ้พนันท่าน”
“ความจริงข้าพเ้า เพียงคิดขอร้องท่าน ไม่ให้ยุ่งเกี่ยวเหตุการณ์เมื่อครู่เท่านั้น แต่ท่านกลับเป็ฝ่ายยื่นมือเข้าช่วยพี่น้องของข้าพเ้า”
นาคามูระ โยชิอิกล่าวอย่างจริงจัง
“ท่านย่อมดูออก ถึงอย่างไรแม่นางทั้งสอง ทำลายวงล้อมได้อย่างแน่นอนจะช้าหรือเร็วเท่านั้น”
ฟางเสวี่ยเฟยเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง คล้ายยังสงสัย ในคำพูดของอีกฝ่าย
“ท่านหมายความว่าเื่นี้ ข้าพเ้าไม่ติดค้างท่าน?”
บุรุษเหล็กตอบอย่างหนักแน่น
“ใช่”
ประมุขหมู่ตึกตระกูลฟางนิ่งไปครู่ใหญ่ หันไปมองมู่หยงไฉ่จิ่งแล้วกล่าวว่า
“แต่ตอนนี้ข้าพเ้า กลับติดค้างท่านอีกเื่หนึ่งแล้ว”
“ท่านยังติดค้างข้าพเ้าเื่ใดอีก?”
“ท่านสามารถกักตัวน้องไฉ่จิ่งไว้ได้ แต่กลับยินยอมปล่อยตัวนางออกมา”
“ข้าพเ้ารั้งตัวนางไว้ เพียงเพื่อ้าให้จอมยุทธ์อี่ ปรากฏตัวเท่านั้น”
“ตอนนี้ท่านไม่้าพบพี่ไป๋เฮ่อแล้ว”
“ย่อมยัง้า”
“เช่นนั้นไยไม่รั้งตัวน้องไฉ่จิ่งไว้ ปล่อยให้นางกลับไปกับข้าพเ้า”
“เพราะข้าพเ้ามีธุระต้องสะสาง ไม่อาจประลองกับจอมยุทธ์อี่ใน่นี้ได้อีกแล้ว”
ยิ่งพูดคุยกับนาคามูระ โยชิอิ ฟางเสวี่ยเฟยยิ่งรู้สึกบุรุษผู้นี้เปิดเผยจริงใจอย่างยิ่ง รู้สึกนับถือเลื่อมใส ถูกชะตากับคนผู้นี้อย่างบอกไม่ถูก
“หากข้าพเ้ายังคิดติดตามท่านไปด้วย”
นาคามูระ โยชิอิเพ่งลึกลงไป ในดวงตาฟางเสวี่ยเฟย ราวกับ้าค้นหาว่าบุรุษผู้นี้มุ่งหวังสิ่งใดกันแน่ หลังจากครุ่นคิดครู่ใหญ่ ค่อยกล่าวว่า
“ท่านไปกับข้าพเ้าได้”
“พี่เสวี่ยเฟย ให้ข้าพเ้าติดตามท่านไปด้วยหากอยู่ที่นี่ต้องถูกคนรังแกอีกแน่ ๆ” มู่หยงไฉ่จิ่งกล่าวออกมาอย่างร้อนรนบัดนี้นางมีเพียงพี่ชายผู้นี้เท่านั้น เป็ที่ยึดเหนี่ยวได้
วาจาอ่อนโยน ปลอบดรุณีน้อยเบา ๆ ว่า
“เ้ารออยู่ที่นี่จะเหมาะกว่า ไม่ต้องห่วงว่าจะมีใครทำร้ายเ้าอีกแล้วข้าพเ้ารับประกันได้” เมื่อประมุขตระกูลฟางกล่าวเช่นนี้ หากมีใครคิดล่วงเกินนางเท่ากับจงใจเป็ศัตรูกับหมู่ตึกตระกูลฟางแล้ว
“ไม่ ๆ ข้าพเ้าจะไปกับท่าน” นางยังร่ำร้องจะไปด้วยอย่างไม่ลดละ
“หากพี่ไป๋เฮ่อทราบเื่จะว่าอย่างไร?”
“ข้าพเ้าอยู่กับท่าน ศิษย์พี่ไม่มีสิ่งใดต้องเป็ห่วงหรอกพี่เสวี่ยเฟยไม่ปล่อยให้ใคร รังแกข้าพเ้าแน่นอน” ดวงตาคมกริบเปี่ยมแววแค้นขึงถลึงจ้องไปที่ริวจิ
คนทั้งสองยิ่งกล่าววาจาสนิทสนม คำก็พี่เสวี่ยเฟย สองคำก็พี่เสวี่ยเฟยริวจิหงุดหงิดงุ่นง่าน มันไม่พอใจอย่างยิ่ง ดรุณีน้อยซึ่งมันให้ความสนใจกลับแสดงท่าทีสนิทสนม กับฟางเสวี่ยเฟยถึงเพียงนี้
หัวหน้าแซ่หยวนซึ่งออกไปตระเตรียมเรือ กลับเข้ามารายงานว่าเรือที่เหลืออยู่สามลำ พร้อมออกเดินทางแล้ว
นาคามูระ โยชิอิเพียงพยักหน้า แล้วจึงกล่าวกับริวจิ
“เ้ารออยู่ที่นี่จะเหมาะกว่า”
ริวจิรีบกล่าวด้วยน้ำเสียงวิงวอน
“ให้ข้าพเ้าไปกับท่านด้วย” แววตาทั้งคู่จ้องอีกฝ่ายแน่วนิ่งคล้าย้ายืนยันความตั้งใจของตน
นาคามูระ โยชิอินิ่งยืน ครุ่นคิดอยู่เป็เนิ่นนาน ดวงตาสีเหล็กจับจ้องริวจิใบหน้าเฉยชา มีแววอ่อนโยนขึ้นเล็กน้อย
“เ้าไปกับเราด้วย”
ริวจิยิ้มกว้างด้วยอาการลิงโลด มองท่านโยชิอิด้วยแววตาสำนึกขอบคุณแล้วเดินนำลิ่วออกจากห้องไป
นาคามูระ โยชิอิหันมา พยักหน้ากับฟางเสวี่ยเฟยแล้วทั้งหมดจึงเดินออกไปพร้อมกัน
เรือขนาดใหญ่สามลำ แล่นเด่นเป็สง่า กลางมหานทีฉางเจียง
ทุกลำกินลมแล่นฉิว ออกจากท่ามาครึ่งค่อนวันแล้วด้วยความสามารถนายท้ายเรือของหมู่ตึกบูรพา เวลากว่าครึ่งวันกลับยังไม่สามารถตามพวกโจร ซึ่งขโมยเรือสินค้าทัน แสดงว่าพวกมันเชี่ยวชาญทางน้ำอย่างยิ่งเช่นกัน แต่ขณะนี้ผู้คนบนเรือ ล้วนปลอดโปร่งหมดความกังวลอาการตึงเครียดคลายลงเกือบสิ้น
เนื่องเพราะทุกคน ล้วนเชื่อมั่นในตัวนาคามูระ โยชิอิ และขุมกำลังของพวกตนขณะนี้เหลือเพียงรอเวลาว่า เมื่อไรจะพบกลุ่มคนที่ขโมยเรือไปเท่านั้น
ต่างคนต่างเปี่ยมความมั่นใจ กระเหี้ยนกระหือรือ้าสร้างผลงาน ยามว่างพากันนั่งตระเตรียมอาวุธประจำกายให้พร้อมมือ
เมื่อขึ้นมาบนเรือ ฟางเสวี่ยเฟยสังเกตเห็นว่า นอกจากบุคคลชั้นหัวหน้าซึ่งนั่งในห้องโถงใหญ่แล้ว กำลังราวสองในสามของหมู่ตึกบูรพาล้วนเป็ชาวยุทธ์จงหยวน คนเหล่านี้ท่าทาง จงรักภักดีต่อหมู่ตึกบูรพายิ่ง
นับว่าสอดคล้องกับข่าวที่มันได้ยินได้ฟังจากคนของตระกูลฟาง ซึ่งทำหน้าที่เก็บค่าเช่าที่แถบเจียงหนาน
คนของตระกูลฟางเ่าั้ เนื่องเพราะเดินทาง ล่องลำน้ำฉางเจียงเป็ประจำจึงทำความรู้จักกับเ้าของกิจการ เรือโดยสารใหญ่น้อย ดังนั้นข่าวของพวกมัน ล้วนเที่ยงตรงแม่นยำอย่างยิ่ง
ข่าวที่ประมุขตระกูลฟางรับทราบคือ สี่ปีนี้นับจากกิจการทางน้ำลุ่มฉางเจียงอยู่ในการดูแลของหมู่ตึกบูรพา บรรดาโจรสลัดทั้งหลาย แทบหมดทางหากินที่หลงเหลือต้องลอบประกอบกิจการ เนื่องเพราะหากถูกหมู่ตึกบูรพาพบเห็น ชีวิตพวกมันเป็อันจบสิ้นแน่นอนดังนั้นเหล่าโจรร้าย ต่างเปลี่ยนที่ทำมาหากิน ไปอยู่ในบริเวณนอกปากแม่น้ำหรือไม่ก็ต้องเสี่ยงออกหากิน ในบริเวณทะเลเปิด
สามปีหลังนี้ สายน้ำฉางเจียงสงบสุข เสียยิ่งกว่าเมื่อครั้งตระกูลซ่างกวนยังทรงอิทธิพล ด้วยเหตุนี้ผู้คนต่างประกอบ สัมมาอาชีพอย่างสบายใจทั้งไม่ต้องเผชิญการรีดไถ จากกลุ่มอิทธิพลต่าง ๆ ส่วนหมู่ตึกบูรพาเพียงดูแลการค้าของตน ไม่เรียกรับเงินค่าคุ้มครองใด ๆจากเหล่าผู้ประกอบกิจการทั้งสิ้น
ดังนั้นกิจการขนส่งสินค้า เดินเรือโดยสารล่องลำน้ำ ตลอดจนกิจการเกี่ยวเนื่องกับสายน้ำแห่งนี้ นับวันมีแต่จะยิ่งเฟื่องฟู หากเกิดเื่ทะเลาะวิวาทระหว่างเหล่าเ้าของกิจการ หมู่ตึกบูรพาจะยื่นมือไกล่เกลี่ย ตัดสินอย่างยุติธรรม
ด้วยเหตุนี้บรรดาชาวยุทธ์ แถบลุ่มน้ำไม่น้อย ชมชอบพฤติกรรมของหมู่ตึกบูรพาต่างพากันเข้าร่วมกับหมู่ตึกบูรพา จนกลายเป็กำลังหลักของหมู่ตึกไปแล้ว
ทว่าสำหรับชาวยุทธ์แถบจงหยวน และภาคเหนือส่วนใหญ่กลับไม่เชื่อว่าหมู่ตึกบูรพาจะดีเพียงนี้
ต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ว่า หมู่ตึกบูรพาเสแสร้ง สร้างหน้าฉากเป็วิญญูชนแต่ลับหลังไหนเลย ไม่เรียกรับค่าคุ้มครอง จากเหล่าผู้ประกอบกิจการเพราะหากหมู่ตึกบูรพา ไม่เรียกรับค่าคุ้มครอง อย่างนั้นเหตุใดต้องลงทุนลงแรงสร้างอิทธิพลเหนือลุ่มน้ำฉางเจียง
ฟางเสวี่ยเฟยส่ายหน้าทุกครั้งเมื่อได้รับฟังข้อสงสัยนี้
เพียงลำน้ำปลอดโจรสลัด เหล่าผู้ประกอบกิจการเรือโดยสารขนส่งสินค้าไม่ทะเลาะ เปิดศึกอยู่ร่วมกันอย่างสันติไม่มีเหตุปิดกั้นลำน้ำสกัดเรือคู่อริ บรรดาเรือน้อยใหญ่แล่นล่องลำน้ำปลอดภัยไร้เื่ราว
เพียงเท่านี้ กิจการขนส่งสินค้าของหมู่ตึกบูรพา ย่อมได้รับประโยชน์มหาศาลสร้างผลกำไรให้อย่างมากมายแล้ว ซึ่งความจริงลำน้ำสายนี้ยิ่งสงบสุขผู้คนประกอบกิจการทั้งหลายยิ่งร่ำรวย
สินค้าราคาแพงซึ่งหมู่ตึกบูรพานำเข้า จากแดนอาทิตย์อุทัยอาทิเครื่องประดับใบชา แพรพรรณ ยิ่งเป็ที่้าของตลาดอย่างสูง ขนเข้ามาขายเท่าไรก็ไม่เพียงพออย่างนั้นมีความจำเป็อะไร ต้องเรียกเก็บค่าคุ้มครองอีก
ประมุขตระกูลฟาง ตั้งข้อสังเกตอีกว่า เหล่าหัวหน้าทั้งห้าซึ่งพบในห้องโถงล้วนเป็ชาวแดนอาทิตย์อุทัย แต่กลับใช้ชื่อแซ่เช่นชาวจงหยวนจึงเข้าไปเลียบเคียงถาม ได้ความว่านี่เพื่อความสะดวก ในการให้เถ้าแก่เล็กเถ้าแก่ใหญ่ซึ่งพวกมัน ทำการค้าด้วยเรียกขาน และเพื่อสร้างความกลมกลืนไม่ถือเขาถือเรา ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทั้งหมดจึงได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มพ่อค้าชาวจงหยวนอย่างดียิ่ง
ยิ่งทราบเช่นนี้ ข้อขัดแย้งประการหนึ่ง ในใจฟางเสวี่ยเฟยยิ่งไร้คำอธิบาย...
เนื่องเพราะจากข้อเท็จจริง ซึ่งรับทราบทั้งหมดแม้หมู่ตึกบูรพาจัดการกวาดล้าง บรรดาค่าย พรรค สำนักต่าง ๆอย่างเด็ดขาดไม่ไว้ไมตรีใด ๆ ถึงกับกล่าวได้ว่า ตัดรากถอนโคนกลุ่มอิทธิพลซึ่งเป็ปฏิปักษ์จนสิ้น
ทว่าหลังจากกุมอำนาจ เหนือลุ่มฉางเจียง พวกมันเพียงใช้ขุมกำลังอันกล้าแข็งรักษาผลประโยชน์ของตน ไม่เที่ยวข่มเหงรังแก วางอำนาจบาตรใหญ่กับผู้อื่นทั้งยังควบคุมคนในหมู่ตึกอย่างเข้มงวด หากพบผู้ใดใช้อิทธิพล ข่มเหงเหล่าผู้ประกอบการค้าต้องรับการลงโทษสถานหนัก
ทั้งจากกรณีเปลี่ยนใช้ชื่อแซ่เช่นชาวจงหยวนของเหล่าบรรดาหัวหน้าซึ่งพบในห้องโถง แสดงว่าหมู่ตึกบูรพายินยอมปรับตัวตามสภาพการณ์ ไม่ถือความคิดตนเองเป็ใหญ่
เหล่านี้แสดงว่าหมู่ตึกบูรพา เดินในแนวทางอันเที่ยงธรรมมาตลอด...
อย่างนั้น...เหตุใดหลายเดือนนี้ หลังเทียบเชิญของท่านผู้เฒ่าแซ่กงซุนกระจายไปทั่วยุทธจักร นาคามูระ โยชิอิจึงท้าประลองทั้งยังสังหารเหล่ายอดฝีมืออันดับต้น เกือบสิบคนแล้ว...
นี่ย่อมเป็การลงมือ กำจัดยอดฝีมือซึ่งจะเข้าประลองในงานชุมนุม...
การกระทำของนาคามูระ โยชิอิ ย่อมต้องได้รับความเห็นชอบจากประมุขหมู่ตึกบูรพา...
เหตุใดหมู่ตึกผู้ดำเนิน ในแนวทางอันเที่ยงธรรมเปลี่ยนวิถีของตนกะทันหันเช่นนี้?
คัมภีร์วิเศษ...ชื่อเสียงเกียรติยศ...ทำให้หมู่ตึกอันเที่ยงธรรมแปรเปลี่ยนเป็ปีศาจเืเย็นกระนั้นหรือ?
ทว่าบุรุษเช่นนาคามูระ โยชิอิ เป็ผู้ลุ่มหลงในเกียรติยศชื่อเสียงอย่างนั้นหรือ?
ฟางเสวี่ยเฟยยิ่งขบคิดยิ่งไม่เข้าใจ...
เมื่อขบคิดไม่ออก ประมุขตระกูลฟางชอบทอดถอนใจ
สายตาของมัน เหลือบไปเห็นโยชิโอกะ ริวจิ ยืนจ้องมองมาที่มันเขม็ง
ประมุขตระกูลฟางเอ่ยถามขึ้นว่า
“หน้าข้าพเ้า มีอะไรผิดปกติหรือ?”
โยชิโอกะ ริวจิแค่นหัวเราะในลำคอ
“เฮอะ...ท่านเก็บตัวภายในหมู่ตึกมาเจ็ดปี เหตุใดจู่ ๆจึงออกเดินทางมาถึงที่นี่ ท่านคิดเดินทางไปหมู่ตึกพันอักษรใช่หรือไม่? หรือท่านก็้าคัมภีร์พันอักษร?”
ฟางเสวี่ยเฟยยิ้มแย้มยิ่ง บุรุษหนุ่มผู้นี้กล้าถาม คำถามนี้กับมันโดยตรงทั้งที่มันดูออกว่ากงจื่อคนนี้ครั่นคร้าม ในชื่อเสียงของมันอยู่ไม่น้อย โยชิโอกะริวจิแม้มีท่าทีเป็บุรุษเ้าสำราญ แต่กลับตรงไปตรงมาเปิดเผยอย่างยิ่งไม่ต่างจากท่านโยชิอิเลย
“ข้าพเ้าแค่แวะมาเยี่ยมเยียนเหล่าสหาย”
มู่หยงไฉ่จิ่งซึ่งยืนไม่ห่างฟางเสวี่ยเฟยกล่าวว่า
“แล้วพี่เสวี่ยเฟยไม่สนใจหรือ หากชนะการประลองย่อมได้เป็ยอดฝีมืออันดับหนึ่ง ทั้งยังได้คัมภีร์อันดับหนึ่ง ไว้”
ฟางเสวี่ยเฟยหัวเราะ ทำท่าคล้ายยกไหสุราขนาดใหญ่ขึ้นดื่ม
“ข้าพเ้าชอบเป็ ขี้เมาอันดับหนึ่งมากกว่า”
แววตาเคลือบแคลง ไม่เชื่อถือฉายจากดวงตาริวจิ
“คุณชายฟาง ต้องไม่ใช่ขี้เมาอันดับหนึ่งแน่ ๆ เพราะขี้เมาอันดับหนึ่งย่อมต้องไม่สนิทสนม กับท่านโยชิอิขนาดนี้” น้ำเสียงมีแวว ประชดประชันเล็กน้อย“ทั้งไม่สามารถเดิน บนเรือหมู่ตึกบูรพา เหมือนเดินในบ้านตนเองเช่นนี้”
มู่หยงไฉ่จิ่งกลับหัวเราะ อย่างอารมณ์ดี นางทั้งตื่นเต้นทั้งยินดีในที่สุดพี่เสวี่ยเฟย ยอมออกมาพบปะผู้คน ยามอยู่กับพี่ชายผู้นี้นางไม่ต้องเกรงกลัวผู้ใดอีกแล้ว
“ที่แท้พี่้าเป็ขี้เมาอันดับหนึ่ง ข้าพเ้าเองความจริงก็้าเป็เ้าของหมู่ตึกอันดับหนึ่ง”
ริวจิยิ้ม กล่าวเหน็บแนม
“จอมยุทธ์อี่ย่อม้า เป็ยอดฝีมืออันดับหนึ่งด้วยแน่นอน”
“นั่นเป็เื่ของศิษย์พี่ข้าพเ้าไม่เกี่ยวข้องด้วย” นางหงุดหงิดยิ่ง เมื่อได้ยินเสียงคนผู้นี้
นางรบเร้าให้ฟางเสวี่ยเฟย จัดการสั่งสอนริวจิ ให้กับนางหลายครั้งแต่ประมุขตระกูลฟางพอรู้ว่า ชายหลังค่อมที่มันเห็นเมื่อคืนเป็น้องจอมซนผู้นี้จริง ๆ ถึงกับหัวเราะ จนน้ำหูน้ำตาไหลไม่หยุด
ฟางเสวี่ยเฟยค่อยเข้าใจ เหตุการณ์วิ่งไล่กันไปมาเมื่อคืนกระจ่างน้องไฉ่จิ่งมีขวัญกล้าจริง ๆ ถึงกับลอบวางยาท่านโยชิอิและพวกพี่ฝูหรงในคืนเดียวกัน...
พอมันถามไถ่เหตุผล
“เ้าทำเช่นนี้มีประโยชน์อะไร...พี่ไป๋เฮ่อรู้เื่นี้หรือไม่?”
นางได้แต่อึกอักตอบเลี่ยง ๆ
“พี่ไป๋เฮ่อ...ย่อมไม่ทราบเื่...”
ซักไซ้ไล่เลียงอย่างไร นางก็อึกอักอ้ำอึ้ง ตอบไม่เต็มปากสักคำถาม
ในเมื่อนางไม่อยากตอบ ประมุขตระกูลฟางก็คร้าน จะถามต่อไปเช่นกัน
มู่หยงไฉ่จิ่งทุ่มเถียงกับริวจิ โดยไม่ยอมอ่อนข้อ
“ข้าพเ้าจะทำให้หมู่ตึกตระกูลมู่หยง เป็หมู่ตึกอันดับหนึ่งต่างหากใครจะอยากได้หมู่ตึกพันอักษรกัน”
ริวจิหูผึ่งอีกครั้ง มันเพิ่งทราบดรุณีน้อยนางนี้แซ่ ‘มู่หยง’
ขณะคิดจะหยอกเย้านางต่ออีกพลันเห็นหัวหน้าแซ่หยวนเดินเข้ามา คาดว่าคงมีข่าวคราวส่งมาแล้วจึงรีบยุติการสนทนากับนางไว้ก่อน