1
ปักหมุดคนลงจอดฉุกเฉิน[1](1)
“จองอึนซอ!”
ผมะโลั่นขณะเด้งตัวตื่นอย่างตระหนก
ปกติผมเป็คนนอนหลับสนิทไม่เคยละเมอเสียด้วยซ้ำไม่รู้ทำไมถึงร้องเรียกชื่อน้องสาวสุดเสียงขนาดนี้
แม้จะตื่นมาแบบเอะอะโวยวายแต่ร่างกายกลับสดชื่นแปลก ๆ
ไม่เหมือนตอนถูกผีอำหรือนอนผิดท่าเลย
“เ้าชาย”
บ้าเอ๊ย ใหมดผมสะดุ้งเฮือกทันที เมื่อเบนสายตาไปตามเสียงก็พบคนไม่คุ้นหน้า
“คุณเป็ใครครับมาอยู่ในบ้านของ...”
“บรรทมสนิทดีหรือเปล่าพ่ะย่ะค่ะ”
“ครับ?”
ไม่ได้มีแค่คนเดียว
กลุ่มคนแปลกหน้าผู้มีผิวพรรณเส้นผม และั์ตาสีสันแตกต่างกันไปกำลังยืนมองผมอยู่
คนหนึ่งถือของคล้ายอ่างล้างหน้าเงาวับอีกคนถือผ้าขนหนูสีขาวยืนข้าง ๆ และอีกคน...
“หนึ่งชั่วโมงต่อจากนี้ต้องเสวยมื้อเช้าแล้วนะพ่ะย่ะค่ะล้างหน้าแปรงฟันก่อนเถิด”
“ครับ?”
พองุนงงสับสนสุดกู่คำพูดที่ออกมาจากปากก็มีแต่คำว่า ‘ครับ?’
ประโยคที่ผุดขึ้นมาในหัวก็มีแค่คำว่า‘ครับ?’ เหมือนกันตัวผมตอนนี้เป็แบบนั้นแหละ...
ซ่อนกล้องกันอยู่เหรออึนซอไปสมัครร่วมรายการอะไรมาหรือเปล่าเนี่ย
สมองที่เพิ่งจัดระบบของผมพยายามเค้นหาคำตอบซึ่งพอเป็ไปได้มากที่สุดจนเกิดเสียงอื้ออึงในหัว
“ดูเหมือนพระองค์จะยังไม่ตื่นบรรทมดีนะพ่ะย่ะค่ะ”
“เหมือนจะเป็อย่างนั้น...”
“คงเพราะทรงเหนื่อยจากการเดินทางกระมังเป็เื่ปกติเวลาเดินทางไกลอยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เดินทางไกล? หมายความว่าอะไรอีกล่ะนั่นเดี๋ยวนี้รายการวาไรตี้ซ่อนกล้องแกล้งกันระดับนี้เลยเหรอ
เื่ราวในตอนนี้ถือเป็เื่เกินกว่าคนที่วันๆ เดินทางไปมาแค่บริษัทกับบ้านอย่างผมจะเข้าใจได้แล้ว
อึนซอหายหัวไปไหนนะ กำลังส่องผมจากห้องเฝ้าสังเกตการณ์อะไรเทือกนั้นอยู่หรือเปล่าหว่า
“คือว่าที่นี่คือที่ไหนเหรอครับ”
ผมเอ่ยปากถามด้วยความระมัดระวังเป็อย่างยิ่ง
ตัวเลือกของคำถามมีไม่มากนักหรอกเพราะภายในห้องที่ผมกวาดสายตามองรอบ ๆดูยังไงก็ไม่ใช่ห้องนอนหรือห้องนั่งเล่นของตัวผมเองทั้งนั้น
ในห้องที่แค่ขนาดก็กว้างขวางเท่าบ้านผมแถมมีเตียงหลังใหญ่เท่าห้องชุดของเพื่อนผมตั้งอยู่ด้วยแถมยังมีเฟอร์นิเจอร์อื่นที่มองแวบเดียวก็รู้ว่าแพงหูฉี่วางประดับประดาอีก
ตรงวอลเปเปอร์นั่นอะไรน่ะคงไม่ใช่ทองแท้จริง ๆ หรอกใช่ไหม
“พระองค์คงเหน็ดเหนื่อยยิ่งนัก”
ชายวัยกลางคนที่คุยกับผมเป็คนแรกกล่าวด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ
เขาส่งสายตาให้หนึ่งในคนที่ยืนอยู่ข้างๆ เด็กหนุ่มคนนั้นเข้าใจทันที จึงรินน้ำใส่แก้วใสสะอาดยื่นให้ผม
“เสวยน้ำให้สดชื่นก่อนพ่ะย่ะค่ะ”
“อ่า ขอบคุณครับ”
ผมเผลอรับมาก่อนจะดื่มไปครึ่งแก้ว
หลังจากนั้นก็ตระหนักได้ว่าตัวเองทำเื่โง่เง่าแค่ไหน
รับน้ำมาดื่มมั่ว ๆแบบนี้ได้ยังไง ถ้ามันไม่ใช่น้ำเปล่าล่ะ แล้วนี่ผมกำลังถูกลักพาตัวอยู่ใช่รึเปล่า
******
ผลลัพธ์คือน้ำดื่มนั่นเป็แค่น้ำธรรมดาจริง ๆ
และนี่ก็ไม่ใช่การลักพาตัวหรือออกรายการโทรทัศน์แต่อย่างใด
เป็การสิงร่างเลยต่างหาก
“อ่า”
ภาพสะท้อนบนผิวน้ำขณะล้างหน้าคือใบหน้าของคนอื่นชัดๆ น่าอัศจรรย์ใจจริง ๆ ที่ผมข้ามผ่านสถานการณ์นี้ได้ด้วย ‘อ่า’ เพียงคำเดียว
แม้ภายในใจกำลังเต้นระรัวด้วยความสับสนจนอยากกรีดร้องแถมเหงื่อเย็นยังผุดพรายเต็มฝ่ามือก็เถอะ
“จะเปลี่ยนชุดเลยไหมพ่ะย่ะค่ะ”
“...ครับ”
ผมตอบกลับอย่างสุภาพหลังจากล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ
ในสถานการณ์แบบนี้ไอ้การทำตัวแปลกๆ ชวนน่าสงสัยหรืองอแงอยากกลับบ้านน่ะมันเป็พฤติกรรมที่แม้แต่เด็กประถมยังไม่ทำด้วยซ้ำ
เมื่อครู่ผมยังพออ้างได้ว่าตื่นไม่เต็มตาแต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว
สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจสถานการณ์ของตัวเองให้ชัดเจนและคิดหาแผนรับมือก่อน
“ขออนุญาตพ่ะย่ะค่ะเ้าชาย”
ผู้ช่วยส่วนตัวสองสามคนซึ่งยังดูอ่อนวัยเข้ามาขนาบข้างและเริ่มเปลี่ยนเสื้อให้ผม
หากเป็ยามปกติผมไม่มีวันปล่อยให้คนแปลกหน้ามาแตะเนื้อต้องตัวแบบนี้แน่แต่เพราะยังรู้สึกสับสนและกระอักกระอ่วนใจมาก จึงได้แต่รับการปรนนิบัติไปเงียบ ๆ
ปกติพวกนิยายที่ตัวเอกทะลุมิติมามักจะมีฉากบรรยายไว้ว่า‘ช่างสมจริงเกินกว่าจะเป็แค่ฝัน’
และมันก็เป็อย่างนั้นจริงๆ
ไม่จำเป็ต้องหยิกเนื้อตัวเองผมก็รับรู้ได้ว่านี่คือความจริง
เนื้อผ้าที่ััิัและเสียงพลิ้วไหวของปกเสื้อช่างแจ่มชัดสุดๆ ไปเลย
“มีส่วนไหนไม่สบายพระวรกายบ้างหรือไม่ชุดนี้ช่างตัดเสื้อส่วนพระองค์ตัดโดยอิงตามแบบชุดลำลองของเชื้อพระวงศ์แห่งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์พ่ะย่ะค่ะ”
“พอดีตัวเลยใช้ได้แล้วละ”
ผมแตะไหล่และ่อกซึ่งพอดีเป๊ะอย่างน่าประหลาดอีกครั้งก่อนจะรวบรวมเบาะแสในหัว
ดูจากการตกแต่งภายในอาคารและเครื่องแต่งกายของคนอื่นๆ เห็นได้ชัดว่านี่คือโลก ‘แฟนตาซียุคกลาง’
ผมตัดนิยายออนไลน์เื่‘นึกว่าตายไปแล้ว แต่ดันเกิดใหม่เป็กษัตริย์ผู้พิชิต’ที่อ่านตอนอยู่บ้านเมื่อวานนี้ทิ้งจากตัวเลือกไปเลยเพราะนิยายเื่นั้นเล่าถึงตัวเอกผู้ทะลุมิติไปอยู่ในร่างของกษัตริย์โรมันโบราณต่างหาก
“กระจกพ่ะย่ะค่ะ”
ชายวัยกลางคนสั่งให้เหล่าผู้ช่วยส่วนตัวนำกระจกบานใหญ่แบบส่องเห็นเต็มตัวเข้ามาให้ผมตรวจดูความเรียบร้อยหลังเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่
ผมสูดลมหายใจเบา ๆ
ภาพซึ่งกระท้อนบนผิวน้ำตอนล้างหน้ายืนยันได้เพียงว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ของผม
ถ้าได้เห็นรูปร่างหน้าตาของร่างนี้เต็มๆ ผมจะรู้ไหมนะว่าตัวเองโผล่มาอยู่ที่ไหนกันแน่?
“...อืม”
“พอพระทัยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
รูปร่างสูงเพรียวเรือนผมสีทองสว่าง ั์ตาสีม่วง และมุมปากยกขึ้นอย่างละมุนละไมยามคลี่ยิ้มบาง
ชายหนุ่มที่ใครเห็นก็ต้องบอกว่าเป็หนุ่มรูปงามกำลังจ้องตอบผมจากในกระจก
เดี๋ยวนะมันเื่อะไรกันครับเนี่ย...
“ครับ ขอบคุณครับ”
ผมพึมพำตอบเสียงแ่
ผ่านคำถามเื่ถูกใจเสื้อผ้าหรือเปล่าไปก่อนมนุษย์หล่อลากดินปานนี้ เป็ไปได้สูงว่าจะเป็ตัวเอก
แต่บรรดาตัวเอกของเื่ที่ผมเคยอ่านมาไม่มีใครผมทองเลยส่วนใหญ่มักผมสีดำมากกว่า
งั้นเป็ไปได้สูงว่า‘ตัวผม’ อาจกลายเป็ตัวละครรองที่อยู่ระดับเดียวกับตัวละครเอก อย่างเช่น สหายสนิทเพื่อนร่วมงาน คู่ปรับ หรือบอสระดับกลาง ๆซึ่งเป็คู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อกับตัวเอก
แพลนจะกลับบ้านยังไม่ทันเป็ชิ้นเป็อันหัวใจดันเริ่มกระสับกระส่ายเพราะสังหรณ์ใจว่าตัวเองอาจได้รับบทบาทสำคัญซะนี่
“เช่นนั้นฝ่าาทรงมีพระประสงค์จะเสวยอาหารเช้าเลยใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะนำฝ่าาไปเอง”
ผมผงกศีรษะเงียบ ๆเหลือบมองตัวเองในกระจกเป็ครั้งสุดท้าย ก่อนจะเริ่มขยับตัวก้าวเท้า
ความสูงพอ ๆกับผมเลยนะ...เอ๊ะ?
“...เคยเห็นที่ไหนมาก่อนน้า”
“เ้าชาย?”
“อ๊ะ ขอโทษด้วยครับไม่มีอะไร”
ผมตอบอ้อมแอ้มพลางเดินตามชายวัยกลางคนไปโดยมีผู้ช่วยส่วนตัวคนอื่น ๆ ตามหลังมาด้วย
ผมเรียบเรียงความคิดขณะเดินผ่านหน้าต่างบานั์ซึ่งมองทะลุไปเห็นสวนดอกไม้ขนาดใหญ่
ก่อนอื่นร่างที่ผมทะลุเข้ามาคือ ‘เ้าชาย’ แห่ง ‘อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์’
แม้จะคุ้นหน้าอย่างไรชอบกลแต่ก็ไม่รู้อยู่ดีว่าคือใครกันแน่
ผมยังไม่เคยได้ยินพระนามของเ้าชายและชื่อของอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์เลยสักครั้ง
แถมไม่รู้ด้วยว่าร่างนี้มาที่นี่ด้วยจุดประสงค์อะไร
ที่แห่งนี้มี‘ราชวงศ์’ งั้นคงเป็จักรวรรดิที่มีจักรพรรดิปกครองแต่ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่รู้จักชื่อประเทศอยู่ดี
“ทางนี้พ่ะย่ะค่ะ”
ชายวัยกลางคนเปิดประตูห้องอาหารนำผมไปยังโต๊ะขนาดใหญ่ ก่อนจะดึงเก้าอี้ให้ด้วยท่าทางตามแบบแผนอย่างยิ่งยวด
“เสวยเครื่องดื่มอะไรคู่กันดีพ่ะย่ะค่ะไม่ว่าจะเมล็ดกาแฟจากทางใต้หรือใบชาที่ปลูกในดินแดนทางเหนือพวกกระหม่อมล้วนเตรียมไว้พร้อมสรรพ”
ชายวัยกลางคนผู้สนทนาและดูแลกำหนดการั้แ่ผมลืมตาตื่นท่านนี้แนะนำตัวว่าเขาชื่อ ‘แบ็งฌาแม็ง ฌีราร์แด็ง’
ทั้งยังกล่าวเสริมว่า‘แม้จะไม่คู่ควรแต่กระหม่อมก็เป็หัวหน้าผู้ช่วยส่วนพระองค์ในพระราชวังฌูลีแย็ตแห่งนี้พ่ะย่ะค่ะ’
ให้ตายเถอะทั้งชื่อคนทั้งชื่อวังฟังยังไงก็ยังแปลกใหม่สำหรับผมอยู่ดี
“รบกวนขอเป็ชาสมุนไพรครับ”
หลังจากพูดจบผมถึงเพิ่งระลึกได้ว่าตัวเองเข้ามาสิงร่างคนอื่นแล้วนะ
ร่างเดิมของผมเป็โรคกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรังกระเพาะเลยรับพวกกาเฟอีน แอลกอฮอล์ หรือแม้กระทั่งน้ำอัดลมไม่ค่อยไหว
ผมจึงเผลอสั่งเหมือนที่เคยสั่งประจำในร้านกาแฟ...แต่ร่างกายนี้คงไม่เป็ไรหรอกมั้ง
ความคิดที่ว่ารู้งี้น่าจะขอไวน์สักแก้วพลันแวบขึ้นมาวูบหนึ่งอย่างช่วยไม่ได้
“...กระหม่อมเลินเล่อเองสักครู่จะนำมาถวายพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อได้ยินคำตอบของผมใบหน้าของแบ็งฌาแม็งซึ่งเรียบเฉยอ่านความรู้สึกไม่ออกอยู่เป็นิจพลันบังเกิดรอยร้าวชั่วขณะ
ผมเหลือบมองผู้ช่วยส่วนตัวคนอื่นๆ เพราะสงสัยว่าตัวเองทำอะไรผิดรึเปล่า แต่สีหน้าของพวกเขากลับดูแปลกไปในอีกแง่
นั่นคือคล้ายจะใและประหลาดใจในคราวเดียวกัน
แค่ชาหนึ่งถ้วยมันแปลกขนาดนั้นเลยเหรอ?
“ชาดอกคาโมมายล์พ่ะย่ะค่ะ”
“ขอบคุณครับ”
หลังจากผู้ช่วยส่วนตัวกุลีกุจอทำโน่นนี่กันกาน้ำชาอวลไอร้อนจากพวยกาและถ้วยชาก็พร้อมเสิร์ฟ
“อาหารถูกพระทัยหรือเปล่าพ่ะย่ะค่ะ”
“อื้ม อร่อยปรุงรสได้กลมกล่อมกำลังดีเลยครับ”
นี่ไม่ใช่คำโกหก
ขนมปังอบใหม่ร้อน ๆซุปละมุนลิ้นราวกับครีมสดเนื้อกลิ่นหอมฉุยกับน้ำราดรสโอชะที่เพิ่งเคยได้ลิ้มลองเป็ครั้งแรก ไหนจะผลไม้สด ๆอีก
เป็อาหารมื้อเช้าที่ทั้งเจริญตาและลาภปากแท้
ผมเพลิดเพลินกับมื้ออาหารอย่างสบายใจเพราะไม่คิดหรอกว่ากลุ่มคนที่ช่วยปลุกผมมาล้างหน้าล้างตาเปลี่ยนเสื้อผ้าให้จะวางยาพิษใส่อาหารเอาป่านนี้
ต้องเติมพลังให้เต็มท้องก่อนสมองจะได้แล่นและมีแรงใจหาทางกลับบ้าน
“เสวยหมดจดเชียวพ่ะย่ะค่ะ”
แบ็งฌาแม็งเอ่ยปากอย่างแปลกใจ
พอผมตั้งสติได้ก็พบว่าตัวเองกำลังใช้ส้อมขูดก้นจานสลัดอยู่
ผมรีบวางส้อมทันทีถึงจะเป็คนจากโลกอื่นแต่ก็รู้ตัวว่ากำลังทำกิริยาไม่เหมาะสม
“ฮ่า ๆคงจะเหนื่อยเพราะเดินทางไกลเลยกินเยอะกว่าปกติน่ะ ขอบคุณมากนะครับ”
ผมตอบกลับโดยอ้างอิงคำพูดที่เคยได้ยินจากแบ็งฌาแม็ง
ถึงไม่รู้ว่าระยะทางจากอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์มาถึงที่นี่จะไกลแค่ไหนแต่ในเมื่อคนในพื้นที่บอกว่าไกลก็คงไกลแหละ
“เช่นนั้นให้ยกเลิกของหวานไหมพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่ต้องหรอกท้องยังมีที่ว่างสำหรับของหวานเสมอครับ”
******
ของหวานคือชารอยบอสอุ่นๆ ที่ได้จิบคู่กับทาร์ตไข่ไส้คัสตาร์ดแน่น ๆ
ตอนผมหั่นทาร์ตชิ้นที่สามใส่ปากเหล่าผู้ช่วยส่วนตัวถึงกับอุทานร้อง ‘ว้าว’ ราวกับอยากกินด้วยอย่างไรอย่างนั้น
“อิ่มจัง...”
เมื่อกลับห้องผมก็ทิ้งตัวบนโซฟาพร้อมรับผ้าห่มที่แบ็งฌาแม็งยื่นให้ตอนนั้นผมแอบได้ยินเสียงหัวเราะขำของเหล่าผู้ช่วยส่วนตัวแว่วมาเบา ๆ ด้วย
ถึงไม่ได้หวังอะไรแต่แรกก็เถอะแต่ดูเหมือนจะพลาดโอกาสสร้างความประทับใจแรกไปซะแล้วสิ
“เ้าชายให้กระหม่อมนำหนังสือน่าอ่านมาถวายดีไหมพ่ะย่ะค่ะ”
“เอาสิ ขอบใจมากเลย”
ครั้นมีเด็กหนุ่มผู้ช่วยมาถามอย่างสนิทสนมผมก็ตอบรับอย่างว่าง่าย หนังสือก็ดีนะ
ขอแค่ช่วยหาเบาะแสของที่นี่เพิ่มได้จะอะไรก็ดีทั้งนั้น
ผมสงสัยอยู่ว่าตัวเองทะลุมิติมาโลกอื่นที่ไม่ใช่นิยายออนไลน์รึเปล่าแต่ลางสังหรณ์กลับบอกว่าไม่ใช่
หลังเรียนจบมัธยมปลายผมแทบไม่ได้อ่านเว็บตูนหรือหนังสือการ์ตูนอีกเลยแม้จะเคยดูภาพยนตร์หรือละครกับครอบครัวบ้างแต่่นี้ที่บ้านก็ไม่ได้ดูละครย้อนยุคเซ็ตติงแบบนี้
พอพ้นอายุยี่สิบผมเริ่มห่างเหินจากวรรณกรรมรูปเล่มส่วนละครเพลงยิ่งไกลตัวไปกันใหญ่
ผมไม่อยากตั้งข้อสันนิษฐานมั่วๆ ว่าตัวเองเข้ามาอยู่ใน ‘โลกใบอื่น’ แทนที่จะเป็บทประพันธ์ของใครสักคนหรอก
เพราะฉะนั้นก็เหลือแค่นิยายออนไลน์แล้วละแต่จนป่านนี้ผมยังนึกไม่ออกเลยว่าเป็เื่ไหนกันแน่จำนวนนิยายที่ผมเปิดอ่านระหว่างไปกลับที่ทำงานดันมีไม่น้อยซะด้วยสิ
“กำหนดการต่อไปมีอะไรบ้างเหรอครับ”
ผมเอ่ยถามแบ็งฌาแม็ง
ขณะไปกลับระหว่างห้องนอนกับห้องอาหารผมมักใช้สายตามองสำรวจของตกแต่งและลวดลายแกะสลักที่ประดับระหว่างห้องพักกับโถงทางเดินพยายามพินิจพิจารณาของตกแต่งหรือพวกงานคร่ำอย่างตั้งอกตั้งใจแต่ไม่มีอะไรเป็ประโยชน์เลยสักอย่าง
สัญลักษณ์ซึ่งสลักบนปลายช้อนกับมีดก็เป็ตราที่เพิ่งเคยเห็นครั้งแรกซะด้วย
บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่ผมต้องเริ่มลงมือทำอะไรให้เป็ชิ้นเป็อันกว่าเดิม
“...ไม่มีกำหนดการใดต่อแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เดี๋ยวสิเมื่อกี้แอบทำท่าลำบากใจนิดหน่อยรึเปล่าน่ะ
“เพราะเมื่อคืนพระองค์เสด็จมาถึงดึกมากสมเด็จพระจักรพรรดินีจึงมีรับสั่งให้วันนี้ทรงพักผ่อนได้เต็มที่พ่ะย่ะค่ะ”
“เข้าใจแล้วงั้นกำหนดการวันพรุ่งนี้ล่ะ”
ไม่มีคำตอบกลับมาว่าแล้วเชียว มีอะไรบางอย่างจริง ๆ ด้วย
ภาพลักษณ์พ่อบ้านอันสมบูรณ์แบบดูเหมือนจะสั่นคลอนซะแล้วสิ
ในทางกลับกันสมองของผมก็ค่อย ๆ แจ่มชัดขึ้น
“ให้พักผ่อนได้ทั้งอาทิตย์เลยเหรอครับ”
“พ่ะย่ะค่ะ”
“แต่อยู่ในวังอย่างเดียวคงน่าเบื่อแย่ขอเที่ยวชมรอบ ๆ ด้วยได้ไหม”
คำถามสุดท้ายผมหลุดปากถามตามสัญชาตญาณ
เ้าชายต่างเมืองมาพำนักในวังแท้ๆ กลับไม่มีกำหนดการเื่การทูต ไม่แปลกไปหน่อยเหรอ
แบ็งฌาแม็งแสดงสีหน้าลำบากใจแล้วตอบคำถามของผม
“ขอประทานอภัยคงยังทำอะไรไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ เ้าชาย”
“ทำไมล่ะ”
หลังจากสบตาผมตรง ๆไม่นานนักเขาก็หลุบตาต่ำเล็กน้อย
“หากทรงรู้สึกอัดอัดก็พอจะเดินเล่นในสวนได้พ่ะย่ะค่ะ”
“ค่อยยังชั่วแล้วไม่ทราบว่ารู้กำหนดการกลับประเทศของข้าไหมครับ”
“...”
อย่างนี้นี่เองเ้าชายองค์นี้ถูกคุมขังอยู่ที่นี่สินะ
พระองค์น่าจะจากบ้านเกิดเมืองนอนมาแดนไกลอย่างโดดเดี่ยวและถูกกักขังภายในวังอันเปล่าเปลี่ยวแห่งนี้
แม้การต้อนรับดูแลจะไม่แย่แต่แค่จะออกไปเดินเล่นยังต้องถามความเห็นของผู้ช่วยก่อน
เพราะฉะนั้นคำตอบคงมีเพียงอย่างเดียว
“ตอนนี้ข้าอยากออกไปเดินย่อยสักหน่อยน่ะเมื่อกี้มองออกไปนอกหน้าต่าง สวนดอกไม้สวยมากเลยครับ”
ผมกลายเป็เชลยไปซะแล้ว
“...กระหม่อมขอแจ้งทางเบื้องบนก่อนพ่ะย่ะค่ะ”
ทันทีที่ผมพยักหน้าแบ็งฌาแม็งก็หันไปกระซิบกระซาบกับผู้ช่วยคนหนึ่ง
“ไปหาท่านกาปูซงที่พระราชวังโรเมโรแจ้งว่าเ้าชายเยเซอทรงขออนุญาตออกไปเดินเล่นที่สวน”
ผมเด้งตัวขึ้นจากโซฟาทันที
ในที่สุดคำตอบอันไม่น่าเชื่อก็ทิ่มแทงเต็มสองหู
ความตกตะลึงทำให้ลมหายใจพลันสะดุด
‘เยเซอ’ คือชื่อของผม
[1] ล้อชื่อซีรีส์เื่ปักหมุดรักฉุกเฉิน โดยเปลี่ยนคำว่ารัก (ซารัง) เป็คำว่าคน (ซารัม)