องค์ชายใหญ่ปรากฏตัวขึ้นในสวนด้านหลังสำนัก อันเป็นสถานที่ซ่อนตัวของภูติไร้เงา
ทันทีที่ปรากฏตัวภูติไร้เงาก็ถวายความเคารพ “ขอพระองค์ทรงพระเจริญ”
“ไม่ต้องมากพิธี ข้าเพียงนำสิ่งนี้มาให้เจ้า ชิ้นนึงไปวางไว้ในห้องหอ อีกชิ้นนึงนำไปวางไว้ในห้องนอนเทพีเอวา” องค์ชายใหญ่กล่าว
“สิ่งนี้คือ… ” ภูติไร้เงาสงสัย
“อ๋อมันก็คือกำยานล้มมหาภูติ เมื่อผู้ใดสูดดมเข้าไปสะสมในร่างกายทีละนิดจนถึงจุดหนึ่งก็จะง่วงนอนมาก หากสูดดมต่อไปอีกก็จะหลับไหลโดยไม่รู้สึกตัว เจ้าก็จะจัดการกับน้องชายข้าได้โดยง่าย” เขาอธิบายแผนการโดยละเอียด
คืนส่งตัวผ่านพ้นไป 2 ชั่วยามด้วยดี บัดนี้ฝ่าบาทและพระราชินีทรงกลับไปยังพิภพภูติแล้ว ก่อนกลับทรงพระราชทานพระราชโองการแต่งตั้งเทพีน้ำค้างเหมันต์ในตำแหน่งพระชายาเอกเจ้าวายุ ส่วนเทพฟ้าดินอยู่ในตำแหน่งพระชายารองจอมวายุ เพื่อเป็นเกียรติกับพระชายาทั้งสอง
ราตรีอันเงียบสงัด ดวงจันทร์เสี้ยวทอแสงเลือนรางเหนือสำนักเทพอัสนีย์ ห้องบรรทมภายในตำหนัก เจ้าชายวายุลุกขึ้นอย่างเงียบงัน ห่มผ้าให้ภรรยาทั้งสองซึ่งหลับสนิทเพราะความเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้ามาทั้งวันจากพิธีแต่งงาน เขามองนางทั้งสองด้วยรอยยิ้มอบอุ่น ก่อนสายตาจะแปรเปลี่ยนเป็นครุ่นคิด “เหตุใดข้าถึงง่วงปานนี้ นี่มันผิดปกติหรือจะถูกวางยา”
เขาใช้พลังปราณสะกัดพิษที่ไหลเวียนในร่างแล้วส่งพิษออกมาทางปลายนิ้ว “ยานอนหลับหรือ พี่ใหญ่วางแผนสกปรกอีกแล้วสินะ” เขาบ่นพึมพำพลางสะกัดจุดมิให้พิษไหลเวียนภายในกาย
เจ้าวายุเดินสำรวจทั่วทั้งห้องก็พบเข้ากับกำยานต้นเหตุแห่งพิษยานอนหลับ เขาจึงดับมันลง
แต่เสียงในใจกลับดังก้อง “คัมภีร์วายุประสิทธิ์ ของบิดา... ศาสตร์แห่งสายลมที่สร้างเกราะ ปิดกั้นแดน และก่อมิติพลังดุจโลกอีกใบหนึ่ง” ความคิดนั้นกวนใจเขาจนพลุ่งพล่าน หรือนี่คืออาการข้างเคียงจากฤทธิ์ยาบางส่วนที่ยังตกค้างอยู่ภายในกายของเขา
เจ้าวายุจึงออกจากตำหนัก เดินไปท่ามกลางสายลมกลางดึก เสียงใบไม้เสียดสีกันประหนึ่งบทสวดโบราณนำพาเขาไปจนถึง หอคัมภีร์ อันสงบเงียบ แสงจันทร์สาดส่องลอดกิ่งไม้ลงมากระทบบนร่างเขา ราวกับชี้ทางให้ย้อนรำลึกถึงอดีต วันที่เขาเรียนรู้ศาสตร์ลมภายในสามวันจนได้รับสมญา เจ้าวายุ ชื่อเสียงเกรียงไกร ด้วยเวลาล่วงเลยมาเป็นพันปี บัดนี้ทุกสิ่งกลับเลือนราง เหลือเพียงร่างกายหนุ่มแน่นที่คงอยู่ชั่วกาลตามชะตาเทพ
ทันใดนั้น สายลมเย็นยะเยือกพัดวูบ ราวมีเงาลึกลับแฝงตัวผ่านไป ความรู้สึกอันตรายแล่นพลุ่งเข้าหัวใจ! เจ้าชายวายุสะบัดมือ ก่อ “เขตแดนลม” ขึ้นล้อมรอบ แสงจันทร์ส่องรอดเงาในขณะที่เขายืนตระหง่านกลางลาน รัศมีลมหมุนวนดุจค่ายกลคุ้มครอง
“นั่นใคร!” เสียงตวาดสะท้านไปทั่ว
จากความมืด ปรากฏร่างสูงในผ้าคลุมดำ ดวงตาแดงฉานเย็นยะเยือก แสยะยิ้มอย่างเย้ยหยัน ภูติไร้เงาลากนิ้ววาดเส้นอักขระสีดำกลางอากาศ แสงเพลิงสีแดงฉานก็พลันปะทุขึ้น ก่อนจะระเบิดกลายเป็นเส้นไหมสีดำฟาดใส่เจ้าวายุ
ฟิ้ว!! เสียงหวีดแหลมฉีกอากาศ!
เจ้าวายุสะบัดมือ ก่อกระแสลมกลายเป็นเกราะสายลมรับแรงโจมตี แล้วพุ่งตัวทะยานเข้าไปหลบซ่อนในหอคัมภีร์โดยไม่ลังเล เงาดำทะยานตามไปติดๆหมายปลิดชีวิตองค์ชายรองให้ได้ภายในค่ำคืนนี้
ในความมืดมิดภายในหอคัมภีร์ แสงจันทร์ที่ลอดผ่านรอยแตกแคบๆของหน้าต่างเผยให้เห็น ภูติไร้เงาที่ก้าวออกมาจากความืดอย่างช้าๆ เขายกดอกภูติศิลาขึ้นมาเตรียมใช้งาน ดวงตาแดงก่ำสะท้อนความบ้าคลั่ง
“คิดว่าของเล่นเล็กๆ นั่นจะทำร้ายข้าได้หรือ” เจ้าวายุเอ่ยเสียงเย็นเยียบ
เสียงหัวเราะโหดเหี้ยมดังขึ้น ก่อนที่เกสรสีแดงเข้มจะแตกกระจายกลายเป็น ฝนเข็มพิษ พุ่งกราดใส่ไม่หยุด!
ตูม! ตูม! เสียงปะทะดังก้อง เกราะลมหมุนวนต้านเข็มพิษแตกกระจายเกิดเป็นเสียงแหลมสะท้านหอคัมภีร์ เจ้าวายุผนึกปราณเรียกสายฟ้าฟาดสวนกลับ สายฟ้าสว่างวาบ พุ่งใส่เข็มพิษจนสลายกลายเป็นฝุ่นควัน แต่สำหรับภูติไร้เงาแล้วกลับหมุนตัวหลบหลีกสายฟ้าได้อย่างว่องไว ดั่งนักล่ากำลังหยอกล้อเล่นกับเหยื่อ
ภูติไร้เงาสะบัดดอกภูติศิลาอีกครั้ง เข็มพิษพุ่งออกมาถี่รัวกว่าเดิม!
เจ้าวายุหมุนฝ่ามือ เรียกพลังลมกลายเป็น พายุหมุน โอบล้อมทั้งร่าง รับการโจมตีที่บ้าคลั่งนั้น เสียงสายฟ้าฟาดใส่ผนังและเสาในหอคัมภีร์จนสะท้านไปทั้งอาคาร
และแล้วร่างของเจ้าวายุก็พุ่งทะยาน ซัดหมัดสายฟ้าอัสนีกระแทกเข้าใส่ภูติไร้เงาผู้นั้น!
ปัง! เสียงสะเทือนดังสนั่น พลังสองฝ่ายปะทะกันจนพื้นศิลาร้าวเป็นเส้นลึก แต่ภูติไร้เงายังไม่ล้ม มันใช้พลังจากดอกภูติศิลาต้านไว้ ดวงตาแดงฉานกะพริบด้วยความบ้าคลั่ง
ในห้วงแห่งเสี้ยววินาที เจ้าชายวายุระเบิดพลังทั้งสายลมและอัสนีรวมกัน ก่อเป็น พายุอัสนีหมุนวน รอบตัว เสียงคำรามของสายฟ้าก้องสะท้าน หอคัมภีร์สั่นไหวจนหนังสือเก่าแก่ปลิวว่อน
แรงพายุพัดกลีบดอกภูติศิลาแตกหักเป็นเศษเล็กเศษน้อย ด้วยพลังแห่งพายุที่โหมกระหน่ำ พัดพาเศษกลีบดอกภูติศิลาสะท้อนกลับเข้าหาภูติไร้เงา กรีดเฉือดผิวกายของเขาอย่างบ้าคลั่ง
“อ๊ากกก!” เสียงกรีดร้องดังลั่น เลือดสีดำทะลักออกจากร่างที่บิดเบี้ยว
เมื่อเห็นสู้ต่อไม่ได้ ภูติไร้เงาจึงกัดฟันใช้เวทย์ล่องหน ร่างเลือนหายไปในเงามืด ทิ้งไว้เพียงกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งไปทั่ว
เจ้าชายวายุยืนเด่นอยู่กลางหอคัมภีร์ที่เต็มไปด้วยซากแห่งการต่อสู้ ลมหายใจหนักหน่วง แววตาส่องประกายมุ่งมั่น
ภูติไร้เงาวิ่งหนีด้วยร่างที่บอบช้ำ เลือดซึมเปรอะผ้าคลุมจนดำคล้ำ เขาโซซัดโซเซฝ่าความมืด จนสายตาเหลือบไปพบกระท่อมไม้หลังหนึ่งที่ซ่อนอยู่ท่ามกลางป่ารกทึบ และม่านหมอก เสาหน้ากระท่อมมีป้ายไม้โบราณสลักไว้ว่า
“กระท่อมชมพนา”
เล่าลือกันว่ากระท่อมแห่งนี้คืออาณาเขตหวงห้ามอันลึกลับ และสงบที่สุดในสำนักเทพอัสนีย์ น้อยคนนักที่จะได้รับอนุญาติให้เข้ามาในสถานที่นี้ แม้ศิษย์ชั้นสูงก็ยังไม่ค่อยมีโอกาส
“เหมาะนัก… ที่นี่มีพลังฟ้าดินมากที่สุด เหมาะแก่การฝึกวิชาและรักษาอาการบาดเจ็บยิ่งนัก เอาละ… ข้าจะใช้ที่นี่เป็นที่ซ่อนตัวก็แล้วกัน” ภูติไร้เงากระซิบในใจ พลางซ่อนกายภายใต้เงาแมกไม้ เขาหยิบห่อยาออกจากถุงมิติ เคี้ยวว่านภูติสมานกายอย่างรีบเร่ง สายตาแดงก่ำยังจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวรอบๆกระท่อม