ซุปเปอร์เมียยุค 70

    17 อนาคตของเรา


            “เสี่ยวหลัน คุณช่วยคุยแบบจริงจังกับผมก่อนได้ไหมครับ ผมอยากรู้ความต้องการของคุณ จะได้วางแผนอนาคตของครอบครัวเราถูก ถึงแม้ตอนนี้ผมจะลาออกจากการเป็นทหารแล้ว แต่ถ้าหากคุณต้องการให้ผมกลับไปเป็นทหารอีกครั้งผมก็สามารถกลับไปได้ พรุ่งนี้ผมจะไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลว่าร่างกายผมหายดีแล้วจริง ๆ หรือยัง หากเป็นอย่างที่คุณคิดว่าผมหายดีแล้ว หลังจากได้รับผลตรวจผมจะได้ติดต่อกลับไปที่กองทัพและหัวหน้าหน่วยเพื่อกลับไปงาน” 


            แม้ว่าจะเป็นเพียงเด็กหนุ่มธรรมดาที่ไม่มีเส้นสายในกองทัพแต่เว่ยอี้หานก็เป็นนายทหารที่มีความสามารถมาก จึงสามารถไต่เต้าไปถึงตำแหน่งรองผู้บัญชาการกองร้อยได้ด้วยความสามารถของตนเองตั้งแต่เขายังอายุไม่ถึงยี่สิบปี ซึ่งถือว่าเร็วมาก อีกทั้งยังเป็นที่ชื่นชมของเจ้านายเขาจึงมั่นใจว่าหากตนเองต้องการกลับไปรับใช้ชาติอีกครั้งและสุขภาพของเขาก็แข็งแรงดีแล้วทางกองทัพย่อมยินดีรับเขากลับเข้าไปอย่างแน่นอน 


            แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเขาต้องการถามความเห็นของมู่เสี่ยวหลันเสียก่อนเพราะตอนนี้ครอบครัวของเขามีลูกที่เพิ่งจะคลอดอีกสองคนที่ต้องดูแลและเว่ยอี้หานก็ไม่อยากปล่อยให้มู่เสี่ยวหลันดูแลเด็ก ๆ เพียงฝ่ายเดียวแม้ว่าจะมีพ่อแม่พี่น้องของเขาคอยช่วยในขณะที่ตัวเองต้องไปทำงานไกล ๆ แบบนั้น และไม่สามารถกลับมาเยี่ยมบ้านได้บ่อย ๆ อีกด้วยและเขาจะต้องคิดถึงทุกคนมาก 


            หรืออีกทางเลือกก็คือการพาเธอและลูกไปอยู่ด้วยเพราะตามตำแหน่งเขาสามารถขอบ้านพักสำหรับเจ้าหน้าที่และครอบครัวได้ แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับความต้องการของมู่เสี่ยวหลันว่าเธอต้องการไปอยู่ที่นั่นหรือเปล่าเพราะมันกันดารมากนั่นเอง


            เมื่อได้ยินคำพูดของชายหนุ่มมู่เสี่ยวหลันเองก็พูดกับเขาด้วยน้ำเสียงที่จริงจังกลับไปว่า “อันนี้ฉันต้องถามคุณมากกว่า ว่าการที่คุณจะกลับไปกองทัพนั้นเป็นเพราะคุณรักและชอบที่จะเป็นทหาร หรือคิดว่าฉันอยากให้คุณกลับไป ฉันขอบอกคุณไว้ตรงนี้เลยนะคะว่า ฉันเคารพการตัดสินใจของคุณ ถึงแม้ฉันจะไม่อยากให้คุณทำงานที่เสี่ยงอันตรายแบบนั้นเลยสักนิดเดียว 


            ที่สำคัญฉันไม่อยากเสี่ยงเป็นแม่ม่ายเพราะสามีตายในหน้าที่หรอกนะ มันอาจจะฟังดูน่าภูมิใจ แต่คนที่เหลืออยู่ข้างหลังจะมีใครมาใส่ใจความรู้สึกบ้าง ทหารเป็นอาชีพที่มีเกียรติ แต่ฉันเป็นคนเห็นแก่ตัวไม่อยากเสียสละสามีไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม แล้วบอกไว้ก่อนนะผู้หญิงสวยที่มีอายุยืนแบบฉันถ้าคุณตายฉันจะหาสามีและพ่อใหม่ให้ลูกชายทั้งสองคน”


            เว่ยอี้หาน “…” (ผมยังไม่ตายยยย)


            เว่ยอี้หานได้ยินที่เธอพูดก็ถึงกับอึ้งไป เขาไม่เคยพบผู้หญิงคนไหนที่เปิดเผยตรงไปตรงมาขนาดนี้ และเธอก็ไม่คิดที่จะพูดจาสร้างภาพให้ตัวเองดูดีเลยสักนิด เธอทำให้เขารู้สึกถึงความจริงใจที่เธอมีให้ ไม่เห็นด้วยแต่ก็ไม่ขัดขวางอีกทั้งยังเคารพการตัดสินใจของเขา


            “เสี่ยวหลัน อันที่จริงผมก็ไม่เคยอยากเป็นทหาร แต่เพราะสภาพแวดล้อมและปากท้องของครอบครัวทำให้ผมและผู้ชายคนอื่น ๆ อีกหลายคนตัดสินใจสมัครเข้าไปเป็นทหาร แต่ก็ต้องยอมรับว่าการเป็นทหารทำให้ผมนั้นแข็งแกร่งขึ้นรวมถึงยังได้ฝึกฝนทักษะการต่อสู้และเอาตัวรอดอีกหลายอย่าง ทำให้ตอนนี้ผมแข็งแกร่งพอที่จะปกป้องครอบครัวเล็ก ๆ ของเราได้ และถึงแม้ว่าคุณจะไม่มีมิตินี้ผมก็จะไม่ปล่อยให้คุณและทุก ๆ คนต้องอดอยาก คุณเชื่อใจผมไหม ”


            “เชื่อสิ ทำไมฉันจะไม่เชื่อใจคุณ แม้ว่าฉันจะเพิ่งรู้จักคุณเป็นเวลาเพียงไม่นานแต่ฉันก็มั่นใจในสัญชาตญาณของตัวเอง คุณอย่าลืมสิ ฉันมีประสบการณ์ชีวิตมากกว่าคุณตั้งหลายปีเจอคนมาหลากหลายรูปแบบ ที่สำคัญฉันจะช่วยคุณดูแลครอบครัวของเรา ไม่ปล่อยให้คุณต้องเป็นฝ่ายทำงานหนักเพียงคนเดียวหรอกนะ”


            “ผมลืมไปว่าผมมีภรรยาแก่……..ประสบการณ์”


            “นี่แน่ะ! กล้าล้อฉันว่าแก่เหรอหะ!” “ตุบตับ ตุบตับ”


            “โอ๊ย เบา ๆ คุณ ผมเจ็บ” เว่ยอี้หานรวบมู่เสี่ยวหลันเข้ามาไว้ในอ้อมกอดเพื่อหยุดเธอไม่ให้ใช้กำปั้นเล็ก ๆ ของเธอทุบที่ไหล่ของเขา ถึงแม้กำปั้นน้อย ๆ ที่ทุบลงมาจะไม่ต่างจากการช่วยทุบนวดไหล่ให้เขาก็ตามที


            “ไหนบอกว่าอยากคุยกันแบบจริงจังไง ไม่ทันไรคุณก็แกล้งฉันอีกแล้ว”


            มู่เสี่ยวหลันคิดต่อในใจ ‘ดีนะที่ก่อนหน้านี้เธอไม่บอกอายุจริงของตัวเองออกไป สาบานเอาไว้ตรงนี้เลยว่าเธอจะเก็บมันไว้เป็นความลับไปจนวันตาย ให้มันฝังลงโลงไปพร้อมกับเธอนี่แหละ ฮึ่ย’


            “โอ๋ ผมขอโทษนะคุณ สัญญาว่าจะไม่แกล้งแล้วล่ะ”


            “ให้มันแน่”


            “อื้อ แน่สิ”


            “นี่คุณ…”


            “อะไรครับ”


            “กอดแน่นไปแล้วนะ ฉันหายใจไม่ออก”


            “เหรอ แล้วถ้า… แค่นี้ล่ะ ไม่แน่นไปแล้วเนอะ”


            “อือ”


            ตอบ ‘อือ’ สั้น ๆ คำเดียว แต่หน้าที่ก้มงุดซุกอกผู้ชายแก้เขินอยู่นั้น… (^0^) หากมู่เสี่ยวหลันมีปีกเหมือนแม่ไก่สามตัวนั้นเธอคงจะตีปีก พั่บ พั่บ พั่บ ไปแล้ว โดนผู้ชายหล่อกอดนี่มันโคตรฟิน ฉวยโอกาสตอนที่กำลังซุกหน้าบนแผงอกล่ำที่เล็งไว้มานาน สูดหายใจซู๊ดดดเข้าไปลึก ๆ อืม… หอม สะอาด สดชื่น >0< ถึงจะกำลังแทะโลมผู้ชายแต่ก็อย่าปล่อยให้เวลาเสียเปล่า


            หลังจากที่นั่งฟินอยู่ในอ้อมกอดของเว่ยอี้หานได้สักพักมู่เสี่ยวหลันจึงถามเขา “อี้หานตกลงว่าคุณยังอยากกลับไปทำงานที่กองทัพหรือเปล่า”


            “หากเลือกได้ก็คงไม่ เพราะผมอยากอยู่กับคุณและลูกมากกว่าไม่อยากที่จะต้องแยกกันอยู่ แล้วผมก็คงจะห่วงหน้าพะวงหลัง หรือว่าคุณกับลูกจะย้ายไปอยู่ที่กองทัพกับผมดี หากคุณไม่กลัวความลำบากผมสามารถยื่นเรื่องขอบ้านพักสวัสดิการได้นะ”


            มู่เสี่ยวหลันยังไม่ตอบคำถามของเขาแต่ย้อนถามเว่ยอี้หานกลับไปว่า


            “คุณเคยมีความฝันอะไรอย่างอื่นอีกไหม”


            “มีสิแต่มันคงเป็นไปไม่ได้ เพราะผมเรียนจบเพียงแค่มัธยมต้นเพียงเท่านั้น”


            “แล้วมันคืออะไร ไม่แน่นะ ฝันของคุณอาจจะกลายเป็นจริงขึ้นมาก็ได้”


            “เมื่อก่อนผมเคยอยากเรียนต่อในมหาวิทยาลัยและมันก็เป็นความฝันของพ่อผมด้วย แต่ตอนนี้คงไม่มีโอกาสแล้ว คุณก็รู้ว่าจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีวี่แววว่าท่านผู้นำจะเปลี่ยนแปลงนโยบาย ที่สำคัญตอนนี้ผมมีครอบครัว มีคุณและลูก ๆ ให้ต้องดูแล แต่ถึงผมจะไม่มีโอกาสก็ยังหวังให้น้อง ๆ หรือลูก ๆ ของเราได้รับโอกาสนั้น ส่วนผมก็จะช่วยดูแลและส่งเสริมให้พวกเขาก้าวต่อไปจนประสบผลสำเร็จมีอนาคตที่ดีก็พอแล้ว”


            “อี้หาน ถ้าฉันจะบอกว่าคุณยังมีโอกาสล่ะ แต่เรื่องนี้คงต้องคุยกันยาว ฉันเป็นห่วงลูก เรากลับออกไปรับลูกเข้ามาอยู่ในมิตินี้ด้วยกันก่อนดีกว่านะคะ "


            “ครับ "


            ทันใดนั้นเอง 


            พรึ่บ!! นั่งกอดคุยกันอยู่ดี ๆ อยู่ ๆ ก็โผล่มานั่งบนพื้นในห้องนอนตรงจุดที่พวกเขายืนก่อนหน้านี้เพราะมู่เสี่ยวหลันได้ยินเสียงร้องไห้ของลูกชายคนเล็กดังมาจากนอกมิติจึงหายตัวออกมาทันทีด้วยความเคยชินและเป็นห่วงลูกแมวน้อยของเธอที่ไม่รู้ว่าทำไมจึงร้องไห้ในตอนนี้


            “เสี่ยวหลัน คุณไม่คิดจะบอกให้ผมตั้งตัวก่อนสักหน่อยเหรอ”


            “อุ๊ย ขอโทษที ฉันลืมไปว่าคุณคงไม่ชิน ฉันคิดจะเข้าก็เข้า จะออกก็ออก แบบนี้จนชินแล้วน่ะค่ะ”


            เว่ยอี้หาน (-_-!) เขาคงต้องทำใจให้รีบ ๆ ชินกับเธอด้วยใช่ไหม


            “ อุแว๊… อุแว๊… ” ลูกแมวน้อยคนน้องส่งเสียงร้องไห้เสียงดังเนื่องจากรู้สึกหิวแล้วนั่นเอง 


            มู่เสี่ยวหลันและเว่ยอี้หานจึงรีบก้มลงไปอุ้มลูกขึ้นมาทีละคน


            “เจ้าลูกแมวน้อยสองตัวนี้เอาแต่กินกับนอนทั้งวัน สงสัยคืนนี้ฉันเจองานหนักแน่เลย”


            “แอะ… แอะ…. แอะ…… " เสียงร้องเบา ๆ ของเสี่ยวเป่าที่เพิ่งจะตื่นนอนและโดนพ่ออุ้มกล่อมอยู่เพราะกำลังทำหน้าเบะเตรียมจะร้องไห้ตามน้องชาย


            “หืม ตื่นแล้วก็หิวเลยเหรอลูก เดี๋ยวแม่ให้กินนมหยุดร้องไห้ก่อนนะเด็กดี " มู่เสี่ยวหลันอุ้มเสี่ยวเป่าขึ้นมาตบก้นปลอบเบา ๆ เพราะกลัวเด็กน้อยจะร้องไห้เสียงดังจนทำให้พี่ชายพลอยร้องไปด้วย ก่อนที่จะหันหลังให้นมลูกต่อหน้าเว่ยอี้หานด้วยความเคยชิน


            " เอ้อ เกือบลืมไปเลย อี้หานคะคุณหยิบผ้าอ้อมลูกไปด้วยสักสี่ห้าผืนนะแล้วก็อย่าลืมเอาเสื้อผ้าของคุณไปเปลี่ยนหลังจากอาบน้ำด้วยนะคะ”


            “ครับ” เว่ยอี้หานรับคำและรู้ว่าเธอจะพาเขาและลูก ๆ เข้าไปในมิติอีกครั้งนั่นเอง


            พอเก็บของใช้ของลูกครบแล้ว สี่คนพ่อแม่ลูกก็หายวับเข้าไปในมิติ อีกครั้ง


            พรึ่บ!! คราวนี้ทั้งสี่คนโผล่มาที่ห้องนอนของมู่เสี่ยวหลัน และเมื่อเห็นเตียงกว้างราคาแพงอยู่ตรงหน้าเธอก็เริ่มวางเหยื่อตกปลาด้วยโฆษณาชวนเชื่อทันที


            “เป็นไงคะ คุณชอบห้องหอ เอ๊ยห้องนอนของงง…เราไหมคะ เตียงนอนนี่นุ้มนุ่มแล้วก็เด้งดีมากเลยนะ หากคุณไม่เชื่อก็ลองนอนดูก่อนก็ได้ ฮิฮิฮิ” 


            เว่ยอี้หานรู้สึกว่าหน้าร้อนวูบวาบตั้งแต่ได้ยินเสี่ยวหลันพูดคำว่า ‘ห้องหอ’ นี้แล้ว แล้วไหนจะ ‘เตียงนุ้มนุ่มแล้วก็เด้งดี’ อีก เขาไม่อยากคิดไปไกล แต่มันก็อดไม่ได้อยู่ดี ตอนนี้อยากจะยกมือขึ้นมาลูบหน้าที่คาดว่าคงจะแดงก่ำไปหมดแล้วอีกแน่ แต่จนใจที่เขากำลังอุ้มลูกและอีกมือก็ถือของอยู่


            “ฮ่าฮ่าฮ่า หน้าคุณแดงมากเลย เขินเหรอคะ คุณวางลูกไว้บนเตียงก่อนเถอะ เดี๋ยวฉันออกไปหยิบแผ่นยางมารองกันเลอะให้ลูกก่อนนะ”

    ผู้ชายหน้าแดงยืนทำหน้าจนปัญญา ได้แต่ปล่อยให้เธอแกล้งเขาให้ต้องเขินอายซ้ำ ๆ ต่อไป

     

            เว่ยอี้หานสูดหายใจเข้าลึก ๆ พร้อมกับคิดว่าต้องพยายามทำตัวให้ชินกับนิสัยขี้แกล้งนี้ของเธอให้ได้เร็วที่สุด เพราะผู้ชายตัวโต ๆ จะมาอายหน้าแดงบ่อย ๆ แบบนี้มันก็น่าอายอยู่นะถึงแม้ว่าจะไม่มีคนอื่นอยู่ด้วยก็ตามที หากมู่เสี่ยวหลันสามารถได้ยินความคิดของเว่ยอี้หานได้ เธอคงจะบอกว่านอกจากจะ 'ขี้แกล้ง' แล้ว เจ๊ก็ยัง 'ขี้อ่อย' นะจ๊าาาาา สู้ ๆ ล่ะ แฮ่

     

            ……….

     

            กลับมาที่ด้านมู่เสี่ยวหลันเนื่องจากบ้านของเธอเป็นบ้านสาวโสดอุปกรณ์เลี้ยงเด็กจึงไม่มี แผ่นยางรองกันเลอะ มู่เสี่ยวหลันดัดแปลงเสื่อยางเล่นโยคะของตนเองมาใช้แทน ด้วยการนำมาวัดขนาดให้พอเหมาแล้วตัดออกเป็นสองแผ่นเท่า ๆ กัน


            หลังจากที่ตัดแผ่นยางเสร็จเรียบร้อยแล้ว เธอก็เดินถือแผ่นยางทั้งสองกลับเข้าไปในห้องวางไว้บนที่นอนแล้วใช้ผ้าห่มผืนเล็กปูทับลงไปอีกที


            “อี้หานคุณอุ้มลูกมานอนบนนี้แล้วจับทั้งสองถอดเสื้อผ้าด้วย ฉันจะไปเตรียมน้ำอาบให้กับเด็ก ๆ ”


            “ครับ เดี๋ยวผมจัดการลูกทั้งสองคนเอง คุณไปเตรียมน้ำได้เลย” เว่ยอี้หานจับลูกแฝดทั้งสองถอดเสื้อผ้าออกด้วยความชำนาญ


            ใช้เวลาเพียงไม่นานทั้งสองคนช่วยกันอาบน้ำเด็กน้อยทั้งคู่ จับเช็ดตัว ประแป้ง ใส่เสื้อผ้าแล้วให้กินนมจนอิ่มแปล้ แล้วจึงปล่อยให้ทั้งสองคนนอนพูดอ้อแอ้ อ้อแอ้เล่นด้วยกันบนเตียงนอน ส่วนพวกเขาก็นั่งบนพื้นพรหมพิงหลังกับที่นอนคุยกัน


            “อี้หาน ฉันว่าต่อจากนี้ไป พอถึงเวลากลางคืนเราก็พาลูก ๆ เข้ามาอยู่ในนี้กันเถอะ อากาศก็ไม่ร้อนเหมือนข้างนอก แมลงหรือยุงก็ไม่มี แล้วยังสะดวกสบายกว่าอีกด้วย”


            นึกถึงลูกทั้งสองที่ยังแบเบาะอยู่เว่ยอี้หานก็รู้สึกว่าการเข้ามาอยู่ภายในมิติในช่วงเวลากลางคืนเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด


            “อืม แล้วแต่คุณสะดวก คุณและลูกอยู่ที่ไหนผมก็จะอยู่ที่นั่นด้วย "


            “พูดตามตรงฉันยังปรับตัวไม่ค่อยได้เลย ตอนนี้อากาศข้างนอกนั้นร้อนมาก พัดลมก็ไม่มี ก่อนหน้านี้ฉันนอนในห้องที่เปิดแอร์จนเคยชิน พอต้องมาอยู่ร้อน ๆ แล้วฉันนอนไม่ค่อยหลับน่ะ ที่จริงแล้วห้องนี้มีเครื่องปรับอากาศนะ แต่ในมิตินี้อุณหภูมิมันพอดีแบบนี้ตลอดเวลาอยู่แล้วก็เลยไม่จำเป็นต้องใช้ โชคดีที่เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกอย่างยังสามารถใช้ได้ตามปกติทั้งที่ข้างในนี้ไม่มีเครื่องผลิตกระแสไฟ”


            “เสี่ยวหลัน พอผมเห็นทุกอย่างในนี้แล้ว มันทำให้ผมนับถือในตัวคุณมากเลย การที่เด็กผู้หญิงตัวคนเดียวจะเติบโตมาจนสามารถมีทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นอยู่นี้ได้ เมื่อก่อนคุณคงจะต้องลำบากและเหนื่อยมากเลยสินะ” เว่ยอี้หานมองมู่เสี่ยวหลันด้วยสายตาที่แสดงให้เห็นว่าเขารู้สึกนับถือและชื่นชมเธอจริง ๆ 

     

            ชีวิตของเธอเมื่อก่อนลำบากแค่ไหนน่ะเหรอ….? มู่เสี่ยวหลันนึกย้อนไปถึงอดีตตอนที่เธอยังคงเป็นมู่หลัน


            " อื้ม ทั้งเหนื่อยและท้อด้วย ตอนเด็ก ๆ ตอนที่ฉันอยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าก็ต้องอยู่อย่างแออัด ไม่มีห้องเป็นของตัวเองหรอกนะ เตียงนอนยังไม่มีเลยต้องปูผ้ากับพื้นนอนเรียงกันจนเต็มพื้นห้องเลยล่ะ 

            ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้ารัฐบาลจะประกาศนโยบายลูกคนเดียว คือในหนึ่งครอบครัวสามารถมีลูกได้เพียงคนเดียวน่ะ ทำให้เด็กที่เกิดมาเป็นเพศหญิงถูกนำมาทิ้งเยอะมาก ฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ครอบครัวไม่ต้องการ จึงถูกนำมาทิ้งไว้ข้างถนนตั้งแต่แรกเกิด 

            แต่ก็โชคดีที่มีคนไปพบเข้าแล้วแจ้งตำรวจ พอหาครอบครัวไม่พบก็ถูกส่งไปอยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้า พอรู้ความฉันก็เฝ้ารอขอให้มีคนมารับไปเลี้ยงดูเหมือนเด็กคนอื่น ๆ บ้าง แต่เวลาผ่านไปหลายปีฉันก็ยังไม่ใช่เด็กที่โชคดีเหล่านั้น จนกระทั่งอายุสิบแปดก็ต้องย้ายออกมาอยู่เองข้างนอก 

            ตอนนั้นฉันเรียนจบแค่ชั้นมัธยมปลายและก็อยากเรียนต่อมหาวิทยาลัยเหมือนกับคนอื่น ๆ แต่เพราะไม่มีเงินจึงต้องไปสมัครทำงานในร้านอาหาร เริ่มจากเป็นคนล้างจานค่อย ๆ ไต่เต้าไปเป็นผู้ช่วยแม่ครัว จนได้เป็นแม่ครัวคอยทำอาหารที่ร้าน 

            จากที่เคยนึกอยากที่จะเป็นหมอ สุดท้ายฉันกลับหลงรักการทำอาหารไปโดยไม่รู้ตัว ฉันชอบถึงขนาดทำงานเก็บเงินเป็นค่าเทอมไปเรียนทำอาหารที่ต่างประเทศ โชคดีที่ได้งานทำไปด้วยเรียนไปด้วย ฉันย้ายไปหลายประเทศมาก ทำแบบนี้เก็บเกี่ยวประสบการณ์อยู่หลายปีจนสามารถเก็บเงินได้ก้อนใหญ่ก็เลยกลับมาที่จีนเพื่อมาเปิดร้านเป็นของตัวเอง ก็ร้านนี้นี่แหละ

            พอสร้างร้านเสร็จไม่ทันไรฉันก็ประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตกเสียชีวิตทั้งที่ยังไม่หมดอายุขัยเลยโดนส่งมาอยู่ที่นี่แบบไม่รู้ตัวตามที่เคยเล่าให้คุณฟังนั่นละค่ะ 

            พอฟื้นขึ้นมา ก็ได้ยินเสียงใครก็ไม่รู้บอกให้เบ่ง เบ่งอะไรฉันนี่งงแทบตาย ตอนนั้นก็ไม่ทันคิดอะไรมากได้ยินแค่ว่าถ้าไม่เบ่งเด็กจะไม่รอดเท่านั้นแหละ ฉันก็เบ่งสิรออะไร เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง หลังจากนั้นเสี่ยวเป่าก็เลยคลอดออกมา เจ็บแทบตายจนฉันนึกว่าตัวเองจะตายซ้ำอีกรอบซะแล้ว ฮ่าฮ่าฮ่า " 


            “ ขอบคุณนะเสี่ยวหลัน ต่อไปนี้ผมและทุก ๆ คนจะเป็นครอบครัวของคุณ พ่อแม่ผมก็คือพ่อแม่ของคุณ ชีวิตคุณจะไม่ต้องโดดเดี่ยวอีกต่อไป ผมจะดูแลปกป้องคุณเอง แล้วก็ผมสัญญาว่าในอนาคตผมจะสร้างบ้านที่ดีกว่านี้ให้กับคุณและครอบครัวของเราแน่นอน ” เว่ยอี้หานเอามือลูบหัวเธอเบา ๆ แล้วโอบเธอเข้ามาไว้ในอ้อมแขนของเขา


            “ ค่ะ อันที่จริงฉันก็ชอบครอบครัวของคุณมากเลยนะคะ ทุก ๆ คนดีกับฉันมากโดยเฉพาะคุณแม่ ส่วนคุณถ้าหากอยากเรียนต่อมหาวิทยาลัยคุณก็มีโอกาสอยู่นะ 


            ถ้าฉันจำไม่ผิดอีกไม่นานประเทศของเราจะมีผู้นำคนใหม่ และบ้านเมืองจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงประชาชนจะเริ่มมีชีวิตที่ดีขึ้น ประเทศจะก้าวไปสู่การพัฒนาแบบก้าวกระโดด ระบบคอมมูนก็จะถูกยกเลิก ทุกคนจะได้รับจัดสรรที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง สามารถทำมาค้าขายได้อย่างอิสระและมีการเปิดประเทศค้าขายกับต่างชาติอีกครั้ง 


            ที่สำคัญที่สุดคือในปี 1977 จะมีการประกาศให้มีการสอบเกาเข่า(การสอบวัดระดับเข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยของจีน)อีกครั้ง น่าจะจัดสอบในช่วงสิ้นปีนี่แหละฉันไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่ 


            ใครที่มีความสามารถและสอบผ่านก็จะมีโอกาสได้เรียนต่อในมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ เพศไหนก็สามารถสอบได้ เพราะประเทศของเราขาดแรงงานที่มีทักษะความรู้เป็นอย่างมาก นี่จึงเป็นโอกาสที่ดีของคุณและน้อง ๆ หากคุณต้องการที่จะเรียนต่อ " มู่เสี่ยวหลันเล่าถึงสถานการณ์คร่าว ๆ ของประเทศที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอีกไม่กี่ปีนี้ เท่าที่ตัวเธอพอจะจำได้ให้เว่ยอี้หานฟัง





     

    คล้ายกับเรื่องซุปเปอร์เมียยุค 70 ที่คุณอ่าน