คำตามท้ายเล่มหนึ่ง บุฮิ บุฮิ บุฮิ
ขอบคุณที่ติดตามมาจนจบนะครับ เอ๊ยบุฮิ บุฮิ บุฮิ
กับวีรกรรมและวีรเวรของดยุกหมูอ้วนในเล่มหนึ่งนี้
เรียกว่าเนื้อหาเรื่องราวของเรื่องนี้คือการเตรียมตัววางพล็อตไว้เพื่อจะมีการต่อสู้มากขึ้นในช่วงต่อไป
ว่าดยุกหมูอ้วนวางแผนจะจับเอลฟ์สาวหูสัตว์ต่างๆ มาเป็นทาสอุ่นเตียงในต่างแดนมากขึ้น
When all you have is ahammer,everything look like nail
เมื่อคุณมีเพียงแค่ค้อนทุกอย่างก็ดูเหมือนตะปู
การแก้ไขปัญหาของดยุกหมูอ้วนเหมือนกับการใช้มุกซ้ำๆในการแก้ปัญหาแต่คนเขียนก็ต้องจำให้มีเอาไว้เพราะเป็นธีมของเรื่องนั่นเอง
“เจ้าจงมาเป็นทาสอุ่นเตียงของข้า”ที่สามารถแก้ไขปัญหาที่ดยุกหมูอ้วนพบเจอได้กว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นในชีวิต บุฮิ บุฮิบุฮิ
เรื่องนี้มีแรงบันดาลใจมาจากเรื่องราวแนวโอโตเมะที่รังเกียจนางเอกที่เป็นสามัญชนแต่มีพลังแสง หรือแล้วแต่จะหาเรื่องร้ายๆมาใส่ให้กับนางเอกของเกมส์โอโตเมะสไตล์นักบุญหญิงอย่างมาเรีย
ซึ่งอันที่จริงผมคิดว่าไม่ต้องใส่ให้นางเอกอย่างมาเรียเป็นคนเลวร้ายเลยในการสร้าง”ความขัดแย้ง”ให้กับเรื่องราวที่คนเขียนต้องการบอกเล่า
“ความขัดแย้ง”คือต้นกำเนิดของเรือ่งราวที่คนเขรียนพยายามจะบอกออะไรกดับผู้อ่านมาเป้นนิยายได้
ผู้เขียนคิดว่าเรื่องแนวโอโตเมะพยายามแสดงในอีกแง่มุมหนึ่งได้ดีแต่ผู้เขียนเจอวิลล์สมิธ กล่าวได้ดีตอนจะแสดงเป็นจินนี่ในเรื่องอาละดิน”ว่าโรบินวิลเลี่ยม แสดงไว้ได้ดีแล้ว มีอะไรที่เราพอจะบอกเล่าเพิ่มเติมและต่างไปได้อีกบ้าง?”
และวิลล์สมิธก็ใส่ความเป็นตัวเองและมุมมองของเขาลงไปกับตัวละครจินนี่
มีความเหมือนและมีความแตกต่างออกไปที่ทำให้คนดูรู้สึกประทับใจ
ผู้เขียนมองว่ามันยังมีเรื่องราวที่สามารถใส่ลงไปได้อีกนะ
ไม่จำเป็นต้องเขียนให้คนอย่างมาเรีย นักบุญหญิงนิสัยเลวร้าย
แค่การที่มีพลังนักบุญในสังคมศักดินาก็สามารถเล่นเรื่องราวความขัดแย้งได้เยอะแล้ว
“ดยุกหมูอ้วน” เองก็อาจจะเป็นคำตอบอีกคำตอบหนึ่งที่ต่างออกไปที่ผู้เขียนมีต่อแนวเรื่องโอโตเมะนี้
อย่างที่บอกว่าคำถามตอนแรกที่จะเขียนเรื่องคือ
“หากขุนนางทุกคนในเรื่องเก่งกาจปานเรื่องมหาสงครามชิงบัลลังก์ game of throne ดยุกหมูอ้วนมีอะไรดีถึงฉุดสาวได้แบบไม่ต้องเกรงใจใครตลอดทั้งเรื่อง?”
คนที่ทำอะไรได้ตามใจตนเองแบบไม่แคร์ใครในสังคมขุนนางที่หยิบส้อมและมีดรวมไปถึงการประดับเครื่องแต่งกายสีต่างๆยังต้องคิดแล้วคิดอีก
ดยุกหมูอ้วนทำเรื่องผิดธรรมเนียมได้เพราะอะไร?
นี่คือคำถามที่ผู้เขียนพยายามจะตอบตนเองและผู้อ่านเช่นกันว่ามันเป็นมาเป็นไปเพราะอะไร?
(มันเป็นอย่างนั้นเองนั่นล่ะคนเขียนไม่ได้คิดอะไรหรอก อยากเขียนอะไรก็เขียนไป)
เหตุผลอย่างนั้นก็อาจจะได้แต่ความสนุกของคนที่เคยเล่นโรลเพลย์อยู่ตรงนี้ว่า เราพยายามจะอุดช่องโหว่หาคำอธิบายที่สวมเหตุสมผลต่อเรื่องราวที่เราเห็นว่าบ้าบอไม่สมเหตุสมผลในเรื่องนั่นเอง
จนสามารถบรรยายมาเป็นเรื่องราวในนิยายเรื่องนี้ได้
หาเหตุผลจากการกระทำที่ไม่มีเหตุผลของดยุกหมูอ้วน
เช่นเรียกโบสถ์มาได้ทันทีที่โดนกระทืบเพราะว่าอะไร?
แสดงว่ามีความสัมพันธ์ที่ดีกับโบสถ์ใช่ไหม?
และต้องเป็นโบสถ์ฝ่ายที่มีกองทหารของตนเองด้วย?
อะไรที่ทำให้โบสถ์ออกมาเองตอนที่ดยุกหมูอ้วนโดนหาเรื่อง?
มันคือคำถามที่ก่อให้เกิด”ความขัดแย้ง”ได้มากมาย
มันสามารถเพิ่มเรื่องราวได้มากมายมากกว่าเหตุผลดั้งเดิมอย่าง
(ก็คนเขียนว่ามาอย่างนี้)
ธีมของเรื่องไม่ใช่เพราะว่าจงใจตำหนิแนวโอโตเมะกลับชาตินางร้ายแต่คือการพยายามมองในแง่มุมใหม่ ใส่บทเพลงและท่วงทำนอง ที่เรายังคิดว่าสามารถบอกเล่าเรื่องราวที่เราต้องการบอกเล่าต่อนักอ่านได้
ซึ่งผู้เขียนคิดว่านั่นคือหน้าที่ของนักเขียนเราต้องหาสิ่งที่เราอยากบอกเล่าต่อนักอ่านได้
พบกันใหม่ในเล่มสองบุฮิ บุฮิ บุฮิ