“ขอบพระทัยพระสนม” ไป๋เซียงจู๋เดินตามหลังนางกำนัลคนนั้นไปโดยที่กุมแขนไว้
เวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งก้านธูปหมอหญิงจำนวนหนึ่งก็ออกมารายงานผล “ทูลพระสนม พระพลานามัยขององค์หญิงสมบูรณ์ดีไม่มีความผิดปกติใดๆ มีเพียงรอยแดงหนึ่งจุดที่ท้ายทอยเท่านั้นเกิดจากแมลงในอุทยานหลวงกัดต่อยเพคะ แมลงชนิดนี้มีพิษอ่อนๆองค์หญิงคงเป็นลมหมดสติไปเพราะพิษมัน พวกเราทายาบรรเทาเรียบร้อยแล้วไม่น่าเป็นอะไรร้ายแรงเพคะ”
เสียนกุ้ยเฟยเผยสีหน้าบึ้งตึงทว่าคงอยู่เพียงประเดี๋ยวเดียวก่อนหายไป
“เป็นไปไม่ได้!” เยียนหยวนจิ่นได้ยินดังนั้นก็เปลี่ยนท่าทีฉับพลันอีกทั้งโต้แย้งด้วยความไม่เชื่อ “นางทำร้ายข้าชัดๆพระสนมต้องให้ความเป็นธรรมแก่หม่อมฉันนะเพคะ!”
เป็นไปได้อย่างไรถ้าไป๋เซียงจู๋ไม่ได้ทำร้ายนาง นางจะหมดสติไปได้อย่างไร แต่ในเมื่อหมอหลวงยังกล่าวเช่นนี้มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
“พอที! องค์หญิงเช่นเจ้าโหวกเหวกโวยวายเช่นนี้สมควรแล้วหรือข้ามีการตัดสินของข้าเอง เจ้าถอยไปก่อน”
“พระสนมเสียนเฟย...”
“ถอยไป!” เสียนกุ้ยเฟยยกมือขึ้นปรามพร้อมแววตาอันเยือกเย็น
เมื่อหยวนจิ่นเห็นเสียนกุ้ยเฟยยืนกรานซ้ำยังดูเหมือนชักจะมีน้ำโห นางก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก สงบปากสงบคำโดยดี
เสียนกุ้ยเฟยเหลียวมองไป๋เซียงจู๋ซึ่งยืนผึ่งผายอยู่ที่เดิมภายในใจเดือดดาลยิ่ง นางชังน้ำหน้าผู้หญิงคนนี้เหลือแสนทว่าแม้นางอยู่ในฐานะพระสนมเสียนเฟยผู้สูงศักดิ์นางก็ไม่สามารถสั่งคร่าชีวิตใครอย่างไร้เหตุผลต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ได้ยิ่งไปกว่านั้นคนคนนี้ยังเป็นหลานของไป๋ฉางอวิ๋นในกรณีที่ยังไม่พบหลักฐานอันหักล้างไม่ได้ก็ไม่มีสิทธิ์ประทานโทษตายแก่ไป๋เซียงจู๋ทั้งที่ความผิดยังไม่ประจักษ์
น่าเสียดายปล่อยนางรอดตัวไปได้อีกหนแล้ว!
ส่วนไป๋เซียงจู๋ที่ออกมาพร้อมหมอหลวงนั้นยังคงมีเลือดไหลจากบาดแผลบนแขนนางเพิ่งลอบฝังเข็ม [1] เอาไว้ มิเช่นนั้นสภาพของนางคงไม่น่าเวทนาขนาดนี้
ขณะนี้นัยน์ตาของไป๋เซียงจู๋เต็มเปี่ยมด้วยอารมณ์ขบขันแห่งการเย้ยหยันในเมื่อนางกล้าลงมือทำ นางย่อมไม่ทิ้งร่องรอยใดให้เล่นงาน
เข็มที่นางใช้จัดการเยียนหยวนจิ่นพวกนั้นเคลือบพิษแมลงไว้ตั้งแต่แรกทำให้ไม่พบความผิดปกติอะไรทั้งสิ้น ทว่านับจากนี้เป็นต้นไปองค์หญิงเยียนหยวนจิ่นผู้สูงส่งจะค่อยๆรู้สึกเจ็บปวดทั่วสรรพางค์กายโดยหาสาเหตุไม่เจอ ฝันร้ายตามหลอกหลอนทุกคืนมิอาจนอนหลับอย่างสงบสุขได้ และสาหัสถึงขั้นกลัวกระทั่งการนอนหลับในภายหลัง สำหรับองค์หญิงผู้ลำพองจองหองแบบนี้ ไม่มีบทลงโทษที่สาสมกว่านี้อีกแล้ว
เฟิ่งเจาเกอมองไปยังไป๋เซียงจู๋คิ้วกระบี่ [2] ยู่เข้าหากัน ริมฝีปากของนางขาวซีดเพราะเสียเลือดมากแต่โฉมนางกลับแลดูงามยิ่งกว่าเก่าเสียอีก ดุจดังดอกไห่ถังที่เบ่งบานในชั่วข้ามคืนพันหมื่นพรรณไม้ก็บดบังความงามเลิศล้ำของนางไม่ได้!
ให้ตายสิเลือดไหลเยอะปานนั้น นางไม่เจ็บไม่ปวดหรือไร
ทันใดนั้นชุ่ยอวี้สาวใช้ประจำกายมู่จื่อรั่วก็คุกเข่าลงตรงหน้าเสียนกุ้ยเฟยสะอื้นไห้กล่าวโทษไป๋เซียงจู๋ บีบคั้นนางทุกคำ “ต่อให้องค์หญิงไม่ได้ถูกไป๋เซียงจู๋ทำร้ายแต่คุณหนูของหม่อมฉันบาดแผลเต็มตัว และตอนนี้ก็สลบไสลไม่รู้สึกตัว ไป๋เซียงจู๋เจ้ายังจะปฏิเสธว่าไม่ใช่คนทำอีกหรือ วอนพระสนมให้ความเป็นธรรมแก่คุณหนูด้วยเพคะ”
พอได้ยินดังนี้เสียนกุ้ยเฟยพลันส่งสายตาคมกริบมา
ไป๋เซียงจู๋ย่อเข่าเคารพด้วยท่าทีไม่ร้อนรน “ทูลพระสนมหม่อมฉันทำร้ายมู่จื่อรั่วจริงเพคะ”
ทันทีที่นางยอมรับหลายคนพากันตกตะลึง พวกเขาเพิ่งคิดอยู่หยกๆ ว่าไป๋เซียงจู๋ดูฉลาดหลักแหลมดีบัดนี้กลับยอมรับเองว่าตนทำร้ายมู่จื่อรั่วธิดาเหิงชินอ๋อง รนหาที่ตายหรือไร
เหยียนอี้เลี่ยหรี่ตาน้อยๆภายในดวงตาคู่นั้นเจือความผิดหวัง สุดท้ายไป๋เซียงจู๋ก็ยังอ่อนหัดเหลือเกินเมื่อครู่เขายังนึกว่านางพ้นเงื้อมมือองค์หญิงแล้วทว่าตอนนี้นางดันบ้าบิ่นยอมรับความผิดเสียได้ การกระทำนี้โง่เขลาอย่างถึงที่สุดธิดาเอกแห่งชินอ๋อง สูงค่าดั่งทองคำพันชั่ง นางกลับอาจหาญทำร้ายร่างกายหากเรียกร้องความรับผิดชอบจากนางจริงๆ โทษจะไม่เบาไปกว่าการล่วงเกินองค์หญิงแน่หยวนจิ่นเป็นองค์หญิงแคว้นเยียนแต่เหิงชินอ๋องนั้นก็มิใช่บุคคลที่ควรลองดีด้วยเช่นกัน
“เจ้ายอมรับผิดก็ดี! พระสนมกุ้ยเฟย ได้โปรดรับสั่งจับนางมัดไว้ทันทีด้วยเพคะ!” เยียนหยวนจิ่นที่เงียบมาตลอดรีบแทรกขึ้นทันควัน ตาวาววับด้วยความตื่นเต้นในที่สุดนางก็จับจุดอ่อนของไป๋เซียงจู๋สำเร็จ บัดนี้นางรอไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียวจะปลิดชีพไป๋เซียงจู๋ให้จงได้!
ไป๋เซียงจู๋เงยหน้าขึ้นมองเยียนหยวนจิ่นด้วยแววตาเฉยชากล่าวด้วยน้ำเสียงปกติธรรมดา “องค์หญิงทรงเข้าใจผิดแล้วเพคะ หม่อมฉันยอมรับว่าทำร้ายมู่จื่อรั่วแต่ไม่ได้ยอมรับความผิด”
เมื่อหยวนจิ่นเห็นว่าไป๋เซียงจู๋ยังอยากแก้ตัวทั้งที่เรื่องบานปลายมาถึงขั้นนี้แล้วนางหน้านิ่วคิ้วขมวดโดยพลัน เปลวไฟโทสะปะทุออกมาจากดวงตา “เจ้าเพิ่งยอมรับว่าทำร้ายจื่อรั่วตอนนี้คิดจะสำบัดสำนวนหรือ”
ไป๋เซียงจู๋นี่ช่างดันทุรังจริงๆยังหวังว่าจะรอดพ้นความผิดอยู่อีกหรือ ฝันไปเถอะ!
หลังจากเห็นใบหน้าโมโหโทโสของเยียนหยวนจิ่นไป๋เซียงจู๋คลี่ยิ้มละมุนละไมออกมาและอธิบายอย่างช้าๆ “หม่อมฉันใช่ว่ามุ่งร้ายต่อคุณหนูมู่โดยไม่มีเหตุผลเสียเมื่อไรแต่คุณหนูมู่ต่างหากที่ข่มเหงหม่อมฉันที่เป็นเพียงลูกหลานพ่อค้าก่อนเป็นฝ่ายเริ่มลงไม้ลงมือทารุณบ่าวของหม่อมฉัน!”
ไป๋เซียงจู๋เน้นย้ำคำว่าทารุณอย่างชัดถ้อยชัดคำทำให้รู้ซึ้งว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นร้ายแรงมาก
เสียนกุ้ยเฟยขมวดคิ้วหากเป็นก่อนหน้านี้ นางคงไม่คิดจะฟังไป๋เซียงจู๋อธิบายแม้แต่นิดเดียวด้วยซ้ำ คงลากออกไปขังคุกให้สิ้นเรื่องสิ้นราวทว่าไม่ใช่สำหรับวันนี้ มากคนย่อมมากความ
เยียนหยวนจิ่นได้ยินไป๋เซียงจู๋พูดแบบนั้นก็โกรธเกรี้ยวแผดเสียงดังสนั่น “เจ้าพูดจาเหลวไหล! ข้ามาพร้อมกับพี่จื่อรั่ว นางยืนข้างข้าตลอดเวลาไปทะเลาะวิวาทกับเจ้าตั้งแต่เมื่อไร เจ้าไม่รับผิดชอบคำพูดของตัวเองเอาเสียเลยใส่ความท่านพี่จื่อรั่ว มาลากตัวนางออกไป”
“นี่องค์หญิงจะทำการข้ามหน้าข้ามตาเกินตัวหรือเพคะ” ไป๋เซียงจู๋มององค์หญิงด้วยรอยยิ้มอ่อนหวานแต่น้ำเสียงแฝงความน่าเกรงขามอยู่ในที
เป็นไปตามคาดเสียนกุ้ยเฟยมีสีหน้าไม่สู้ดีเมื่อได้ยินคำถามนั่น
ไป๋เซียงจู๋ชี้แจงต่อ “ใส่ความหรือไม่เหลวไหลหรือไม่ ฟังจากปากหม่อมฉันเพียงคนเดียวคงไม่น่าเชื่อถือพอ” นางไม่พูดพร่ำทำเพลง ค่อยๆ เดินไปหยุดอยู่ข้างตู้เจวียนที่น่วมไปทั้งร่าง “นี่คือตู้เจวียนสาวใช้ประจำตัวหม่อมฉันแม้คุณหนูมู่เป็นถึงธิดาเอกของเหิงชินอ๋องได้ยินคำร่ำลือมานานว่าคุณหนูมู่จิตใจดีและสุขุม ความสามารถเป็นเลิศ รูปโฉมงดงามทว่ากลับมีความประพฤติเช่นนี้ วันนี้เป็นงานเลี้ยงของพระสนมเสียนเฟยถึงตู้เจวียนจะต่ำต้อย อย่างไรเสียที่นี่ก็คือวังหลวงคุณหนูมู่กลับผูกใจเจ็บเพียงเพราะเรื่องสะดุดล้มเมื่อครู่ฉวยโอกาสทุบตีสาวใช้ของหม่อมฉัน โดยหลักเหตุผลแล้ว นี่เป็นเรื่องเล็กน้อยมากแต่สถานที่แห่งนี้คืออุทยานหลวงสำหรับพักผ่อนหย่อนใจของฝ่าบาทและเหล่าพระสนมหากปล่อยให้ที่นี่แปดเปื้อนเลือดก็ถือเป็นการหมิ่นพระเกียรติอย่างร้ายแรงนอกจากนี้ คุณหนูมู่ไม่เพียงแต่ทำร้ายสาวใช้ของหม่อมฉันนางยังไม่เคารพองค์หญิงอีกด้วย หม่อมฉันจำเป็นต้องทำหม่อมฉันจำต้องลงมือช่วยองค์หญิงหยุดยั้งคุณหนูมู่”
ไป๋เซียงจู๋พูดหน้าตาเฉยมีเหตุมีผล ตรรกะกระจ่างแจ้งทุกคนอดไม่ได้ที่จะจินตนาการถึงเหตุการณ์ที่มู่จื่อรั่วรังแกสาวใช้ของไป๋เซียงจู๋และองค์หญิงตามคำบรรยายของนาง
ว่าแล้วเชียวไม่แปลกใจว่าทำไมอยู่ดีๆ องค์หญิงจึงสลบไป ไม่แปลกใจว่าทำไมสาวใช้คนนี้จึงบาดเจ็บทั้งตัว
“เจ้าเหลวไหล! ทั้งหมดมันเพราะเจ้า...”
เยียนหยวนจิ่นลนลานใบหน้าแดงก่ำ พยายามจะโต้แย้งอะไรก็ได้ ณ เดี๋ยวนั้น
“เป็นเพราะมู่จื่อรั่วโหดร้ายทารุณลงไม้ลงมือกับบ่าวของหม่อมฉัน ซ้ำยังมุ่งร้ายต่อองค์หญิง ทำร้ายองค์หญิงอีกด้วย!” ไป๋เซียงจู๋ไม่รอให้หยวนจิ่นพูดจบ ชิงตัดบทตอบด้วยตัวเอง
“เจ้าเจ้าพูดจาเหลวไหล!” เยียนหยวนจิ่นละล่ำละลักนางรู้สึกปวดตุบๆ บริเวณขมับ ทำให้นางไม่สามารถเถียงไป๋เซียงจู๋ได้โดยสิ้นเชิง
“หม่อมฉันมีหลักฐานเพคะในเมื่อตอนเกิดเรื่ององค์หญิงหมดสติไม่รู้สึกตัวหม่อมฉันยินดีช่วยองค์หญิงรื้อฟื้น” ไป๋เซียงจู๋ช้อนนัยน์ตาเยือกเย็นมองไปยังหยวนจิ่นก้มลงไปจับมือที่โดนเหยียบจนเลือดอาบคู่นั้นของตู้เจวียนขึ้นมา “โปรดพิจารณาหนึ่งสิ่ง บาดแผลบนมือของตู้เจวียนเกิดจากถูกคนเหยียบและบัดนี้ใต้รองเท้าของคนที่กระทำจะยังเปื้อนเลือดจากนิ้วมือตู้เจวียนอยู่อย่างแน่นอนขอเพียงพระสนมรับสั่งให้ตรวจสอบผู้อยู่ในอุทยานหลวงทุกคนก็จะพบทันทีว่าคือใครกันแน่การทำให้อุทยานหลวงแปดเปื้อนเลือดถือเป็นการหมิ่นพระเกียรติฝ่าบาทอย่างร้ายแรง และผู้กระทำดังเรื่องกล่าวก็คือมู่จื่อรั่วนั่นเอง!”
เชิงอรรถ
[1]ประสิทธิผลอย่างหนึ่งของการฝังเข็มคือช่วยให้การไหลเวียนโลหิตคล่องตัวขึ้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีสำหรับผู้มีบาดแผลเปิดขนาดใหญ่ เพราะจะส่งผลให้เลือดไหลมากยิ่งขึ้น แต่ไป๋เซียงจู๋ใช้วิธีนี้เพื่อทำให้ตัวเองดูบาดเจ็บหนักและน่าสงสาร
[2]剑眉 คิ้วกระบี่ คือคิ้วรูปทรงตรงและหางเชิดขึ้นคล้ายกระบี่