สุดยอดนักผจญภัย

เจอแคสเตอร์อีกครั้ง

เนื่องจากเมืองที่ใหญ่ขึ้นทำให้เบเรียลรับสมัครเจ้าหน้าที่จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ 

ทำให้ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาเมืองรุ่งอรุณก็มีเจ้าหน้าที่หน่วยต่างๆไม่ต่ำกว่าสองหมื่นห้าพันคนและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เพิ่มขึ้นมาอีกห้าหมื่นคน

ทันทีที่เปิดรับสมัครผู้คนทั่วเมืองก็แห่กันมาสมัครอย่างรวดเร็ว

โชคดีที่เบเรียลได้เตรียมการเอาไว้แล้วทำให้ทุกอย่างเป็นระเบียบ แน่นอนว่าวิธีการทดสอบก็คือใช้ค่ายกลที่ไลท์สร้างขึ้นมาให้เป็นประโยชน์

แน่นอนว่าไม่มีการโกงกันเกิดขึ้นเพราะใครก็ตามที่ผ่านค่ายกลของไลท์แล้วจะต้องสาบานว่าจะไม่บอกสิ่งที่อยู่ในค่ายกลให้กับคนอื่นทราบ ถ้าหากบอกจะต้องถูกไล่ออกสถานเดียว 

ในตอนแรกไม่มีใครเชื่อ แต่พอช่วงที่จะเปิดรับสมัครคนในวงในก็รู้ก่อนอยู่แล้วพวกเขาจึงได้บอกญาติพี่น้องของตัวเองเพื่อให้เตรียมการทดสอบที่จะมีขึ้น

ทันทีที่พวกเขาบอกสิ่งที่อยู่ภายในค่ายกล ตัวของพวกเขาก็เรืองแสงสีแดงขึ้นมาทำให้คนที่อยู่รอบๆตกใจ และสุดท้ายพวกเขาก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมแล้วก็มาสารภาพทีหลังว่าพวกเขาได้บอกสิ่งที่อยู่ภายในค่ายกลให้กับญาติพี่น้องของพวกเขาทราบ 

ซึ่งเจ้าหน้าที่คนนั้นก็ถูกไล่ออกพร้อมกับญาติพี่น้องของเขาจะถูกห้ามเข้าร่วมการสอบเป็นเวลาสามปี 

ส่วนแสงสีแดงนั้นจะเรืองแสงอยู่ประมาณสิบวันก่อนที่มันจะหายไป

เรื่องนี้ทำให้เจ้าหน้าที่หลายคนที่คิดจะบอกข้อมูลภายในค่ายกลก็ปิดปากเงียบและไม่กล้าที่จะบอกข้อมูลให้คนอื่นๆ

นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับคนเพิ่มมากกว่าเดิมก็เพราะเมืองที่จะมีประชากรไม่ต่ำกว่าสิบล้านคนจะต้องมีเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ต่ำกว่าหนึ่งแสนคนคอยดูแล แต่ตอนนี้เมืองเพิ่งจะสร้างและเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ต้องฝึกฝนรุ่นใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา เรื่องแบบนี้มันต้องใช้เวลาในการฝึกฝนจึงทำให้ต้องรับเจ้าหน้าที่ตำรวจมากกว่าเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานอื่นๆถึงสองเท่า

ตอนนี้เหลือเวลาอีกไม่ถึงหนึ่งเดือนที่จะถึงพิธีเปิดเมือง 

แม้ว่าตอนนี้เมืองรุ่งอรุณจะยังคงขยายเมืองออกไปเรื่อยๆแต่เมืองเขตกลางก็พร้อมที่จะทำพิธีแล้ว

เมืองรุ่งอรุณจะถูกแบ่งออกเป็นสามส่วน เมืองเขตหลัก เมืองเขตกลางและเมืองเขตนอก

แม้ว่าจะถูกแบ่งเป็นสามเขตแต่ทั้งสามเขตนั้นไม่ได้มีความแตกต่างกันแม้แต่น้อย แต่เป็นเพราะเมืองไม่พอจึงต้องขยายเพิ่มเรื่อยๆ 

คนที่อยู่เขตนอกไม่ใช่คนจนหรือพวกสลัมแต่เป็นเพราะพวกเขาเพิ่งจะสร้างเมืองทีหลังทำให้ถูกเรียกว่าเขตนอก และถ้าหากยังมีการขยายเมืองอีกครั้ง ชื่อเรียกก็จะถูกเปลื่ยนไปอีกครั้งด้วยเหมือนกัน

เพราะไลท์บอกแล้วว่าเมืองของเขาจะต้องไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะกัน ทุกคนจะได้รับสิทธิพิเศษเหมือนกันหมด ไม่เหมือนกับเมืองของในนิยายแฟนตาซีหรือกำลังภายในบางเรื่องที่คนที่อยู่ด้านนอกจะต้องเป็นพวกยากจน คนที่อยู่ตรงกลางคือตระกูลหรือครอบครัวที่มีฐานะ ส่วนด้านในสุดคือพวกตระกูลระดับสูงหรือเจ้าเมือง

และยิ่งใกล้ถึงพิธีเปิดเมืองแขกต่างๆก็เริ่มมาที่เมืองรุ่งอรุณแล้ว

ตอนนี้ตัวตนระดับสูงค่อยๆทยอยมาที่เมืองรุ่งอรุณ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครกล้ามีปัญหากับชาวเมืองหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะทุกคนรู้ดีว่าไลท์นั้นเป็นคนที่ยุติธรรมและเขาจะไม่ปล่อยให้มีคนมารังแกชาวเมืองของเขาอย่างแน่นอน แม้แต่ตัวตนระดับSก็ยังไม่กล้าที่จะทำอะไรในเมืองรุ่งอรุณ

เนื่องจากการบริหารจัดการของเมืองรุ่งอรุณดีมากทำให้ไม่ปัญหาเกิดขึ้นภายในเมืองเลยแม้แต่ครั้งเดียว แม้ว่าจะมีการกระทบกระทั้งกันบ้างแต่ก็ไม่มีใครต่อสู้กันในเมืองเลยแม้แต่คู่เดียว เพราะทันทีที่จะมีปัญหากันก็จะมีชาวบ้านหยิบเครื่องมือสื่อสารแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที

ถ้าหากมีปัญหากันจริงๆทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะเชิญไปที่สนามต่อสู้เพื่อที่จะให้สองคู่กรณีสู้กันเอง 

ภายในห้องทำงานของไลท์

ไลท์ได้รับข้อมูลจากหน่วยลับว่ามีบุคคลที่น่าสงสัยอยู่สองคนที่ตอนนี้อยู่ในเมืองของเขา

เอกสารแผ่นแรกคือข้อมูลของชายวัยกลางคนอายุประมาณห้าสิบกลางๆ รูปร่างผอมเตี้ย ใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดและหยาบกร้าน ความแข็งแกร่งของชายคนนี้อยู่ในระดับA ชื่อของเขาคือเจรัล 

ในเอกสารหน่วยลับเทพยุทธ์รายงานมาว่าเจรัลได้เดินดูเมืองทั่วเมืองพร้อมกับเขียนบางอย่างลงแผ่นกระดาษ ซึ่งชาวบ้านเป็นคนส่งข้อมูลนี้ให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ส่งข้อมูลนี้ให้กับหน่วยลับเทพยุทธ์ จากนั้นหน่วยลับเทพยุทธ์ก็ได้ลงมือตรวจสอบด้วยตัวเองจากนั้นก็ส่งข้อมูลนี้ให้กับไลท์

ส่วนอีกหนึ่งคนก็เป็นหญิงสาวที่อายุประมาณยี่สิบปลายๆ ใบหน้างดงาม รูปร่างอรชร ความแข็งแกร่งในระดับA ชื่อของเธอคือเลโก้ หน่วยลับเทพยุทธ์พบเธอยามค่ำคืน ซึ่งเธอสวมชุดสีดำสนิทและสวมหน้ากากปิดบังใบหน้าอีกด้วย ด้วยเหตุนี้ทำให้หน่วยลับเทพยุทธ์ตามสืบจนพบว่าเธอกำลังตามหาบางอย่างอยู่แต่ไม่รู้ว่าคือสิ่งใดกันแน่ 

ไลท์ที่อ่านเอกสารนี้ก็ต้องพยักหน้าอย่างพึงพอใจ 

“ ไม่เลวเลยแหะเจ้าพวกนี้ ” ไลท์พึมพำออกมาเบาๆ ซึ่งความจริงแล้วสองคนนี้คือคนของสภาจอมเวทย์ที่ขอเข้าร่วมกับเมืองรุ่งอรุณ 

เนื่องจากไลท์เป็นคนสั่งให้ทั้งสองทำแบบนี้เอง ส่วนสาเหตุที่ไลท์ให้พวกเขาทำแบบนี้เพื่อที่จะดูว่าหน่วยลับเทพยุทธ์จะสามารถสืบข้อมูลของทั้งสองคนนี้ได้ไหม และดูเหมือนว่าหน่วยลับเทพยุทธ์จะไม่ทำให้ไลท์ผิดหวัง เพราะพวกเขาสามารถสืบข้อมูลของสองคนนี้ได้อย่างรวดเร็ว แถมยังพวกเขาก็เพิ่งจะเข้าเมืองมาได้เพียงแค่สามวันเท่านั้น นับว่าหน่วยลับเทพยุทธ์มีประสิทธิภาพอยู่ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว 

นอกจากนี้หน่วยลับเทพยุทธ์จะต้องขอบคุณชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยที่ได้ส่งข้อมูลนี้ให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ส่งข้อมูลนี้ให้กับหน่วยลับเทพยุทธ์

สาเหตุที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ลงมือตรวจสอบเองก็เพราะเรื่องพวกนี้ให้หน่วยลับเทพยุทธ์ลงมือเองง่ายกว่า อีกอย่างช่วงนี้คนเข้าเมืองมาก็เยอะทำให้งานของพวกเขาก็ล้นมือแล้ว อะไรที่สามารถโยนงานให้หน่วยอื่นๆได้พวกเขาก็ทำอย่างไม่ลังเล 

นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ของสภาจอมเวทย์หลายคนก็ผลันตัวเข้ามารวมงานกับเมืองรุ่งอรุณกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งตอนนี้นับรวมๆกันก็ได้มากกว่าหนึ่งร้อยกว่าคนแล้ว สาเหตุที่เป็นแบบนั้นก็เพราะพวกเขารู้ว่าไลท์มีทักษะบางอย่างที่มอบให้กับเจ้าหน้าที่ทุกๆคน ทำให้พวกเขาแข็งแกร่งขึ้นและพัฒนาตัวเองได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้พวกเขาก็ยังเป็นเพื่อนของเจ้าหน้าที่ของสภาจอมเวทย์ชุดแรกอย่างพวกแฮก พวกเขาก็พูดคุยกันตลอดแต่เมื่อพวกเขารู้ว่าแฮกได้ทะลวงเข้าสู่ระดับSแล้วทั้งๆที่เมื่อก่อนแฮกนั้นแข็งแกร่งน้อยกว่าพวกเขาเสียอีก 

แม้ว่าแฮกจะไม่สามารถบอกข้อมูลต่างๆได้แต่เจ้าหน้าที่ของสภาจอมเวทย์หลายคนก็รู้ดีว่าไลท์จะต้องมอบทักษะบางอย่างให้กับพวกแฮก 

เมื่อเป็นแบบนั้นพวกเขาจึงขอลาออกจากสภาจอมเวทย์และมาเข้าร่วมกับเมืองรุ่งอรุณ โชคดีที่จำนวนที่ขอยื่นใบลาออกมีน้อย ไม่อย่างนั้นไลท์คงถูกเกลกิรอสบ่นจนหูชาแน่ๆที่มาดึงคนของเขาไป

หลังจากที่อ่านเอกสารทั้งสองแผ่นเสร็จแล้วไลท์ก็เรียกเวอร์โก้มาพบ

ไม่ถึงสิบนาทีเวอร์โก้ก็มาหาถึงห้องทำงานของไลท์

“ ครับท่านไลท์ ”  เวอร์โก้ทำความเคารพด้วยความจริงจัง

ไลท์ยื่นแผ่นเอกสารสองแผ่นนี้ให้กับเวอร์โก้และพูดขึ้นว่า “ สองคนนี้ไม่ต้องสืบแล้ว พวกเขาคือคนของสภาจอมเวทย์ที่เข้าร่วมกับพวกเรา แล้วก็มอบตำแหน่งรองครูฝึกในหน่วยงานเจ้าหน้าที่ตำรวจให้กับพวกเขาด้วย ” 

เนื่องจากความแข็งแกร่งของทั้งสองคนอยู่ในระดับA ทำให้ไม่สามารถเป็นครูฝึกของหน่วยลับเทพยุทธ์ได้ ซึ่งการที่จะเป็นหน่วยลับเทพยุทธ์ได้จะต้องมีความแข็งแกร่งในระดับSหรือสูงกว่านั้น เพราะเหตุนี้ตัวตนระดับAจึงเป็นได้เพียงแค่ครูฝึกของเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น

เวอร์โก้ยิ้มแห้งๆและตอบรับพร้อมกับคิดในใจว่า ‘ ช่วงนี้คนของสภาจอมเวทย์เข้าร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเยอะจริงๆแหะ ’ 

“ เอาล่ะกลับไปทำงานได้ แล้วก็ถ้าหากมีเรื่องอะไรก็มารายงานได้ทุกเมื่อ ถ้าหากฉันไม่อยู่ก็ใช้เครื่องมือสื่อสารติดต่อมาได้ตลอดเวลา ” ไลท์พูดขึ้น

“ เข้าใจแล้วครับท่านไลท์ ” เวอร์โก้โค้งคำนับก่อนที่จะหายตัวไป

หลังจากที่เวอร์โก้หายไปแล้วไลท์ก็ลุกขึ้นมาและเดินไปที่หน้าต่างพร้อมกับมองดูเมืองรุ่งอรุณที่ตอนนี้กำลังขยายใหญ่กว่าเดิมหลายเท่า 

“ เป็นเมืองที่ไม่มีวันหลับจริงๆ ” ไลท์พึมพำออกมา

เพราะเมืองเขตหลักและเขตกลางประชาชนในตอนกลางคืนก็ยังออกมาเดินกันคึกคัก โดยที่บางคนยังเที่ยวเล่นจนถึงตอนเช้าเลยก็มี จนกลายเป็นว่าเมืองนี้ไม่มีวันหลับเพราะมีผู้คนเดินไปมาตลอดทั้งวัน

ไม่นานไลท์ก็รับสายของไลก้าพร้อมกับบอกว่าตอนนี้พวกแคสเตอร์มาถึงที่เมืองแล้ว 

“ พวกนั้นมาถึงแล้วหรอ ” ไลท์ยิ้มออกมาก่อนที่จะไปหาพวกแคสเตอร์ เขาต้องการดูว่าตอนนี้พวกเขาพัฒนาตัวเองมาถึงขั้นไหนแล้ว 

ไลท์มุ่งหน้าไปที่ห้องอาหารส่วนตัวในร้านอาหารหรู

ไลท์มาถึงเขาก็เดินเข้าไปในห้องจากนั้นเขาก็เห็นไลก้าและคอลรุยกำลังนั่งคุยกับพวกแคสเตอร์อยู่

เมื่อไลท์เข้ามาในห้องพวกแคสเตอร์ทั้งหมดก็รีบลุกขึ้นยืนและทำความเคารพทันที

พวกแคสเตอร์มีทั้งหมดห้าคนได้แก่ แคสเตอร์ เซเรมี่ วอร์ส กิอัสและคูโทส

ไลท์กวาดสายตามองพวกแคสเตอร์เขาก็ยิ้มขึ้นอย่างพึงพอใจ เพราะตอนนี้แคสเตอร์นั้นแข็งแกร่งในระดับAแล้ว ส่วนคนอื่นๆก็อยู่ในระดับAเหมือนกัน มีเพียงวอร์สที่อยู่ในระดับSแล้ว 

“ เป็นอย่างไงบ้างพวกนาย? ไม่ได้เจอกันมานานหลายปีเลยดูเหมือนว่าพวกนายทุกคนจะพัฒนาตัวเองได้ยอดเยี่ยมเลยนะ ” ไลท์ยิ้มออกมาเบาๆ 

แคสเตอร์ที่ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น ร่างกายของเขาแผ่กลิ่นอายที่แข็งแกร่งออกมาทำให้คนที่อ่อนแอถึงกับต้องถอยหลังด้วยความหวาดกลัว 

“ ใช่แล้วลูกพี่ ผมฝึกฝนดาบคู่อยู่ตลอดเวลาเลยครับ ตอนนี้ผมได้คิดเพลงดาบคู่ใหม่แล้วแต่ผมไม่รู้ว่ามันจะยอดเยี่ยมมากแค่ไหน ” แคสเตอร์พูดขึ้นพร้อมกับเกาหัวเบาๆ 

“ มั่นใจหน่อยสิ ” เซเรมี่ที่อยู่ด้านข้างศอกเข้าไปที่ท้องของแคสเตอร์เบาๆ ซึ่งเป็นการเรียกเสียงหัวเราะให้กับทุกๆคนในห้อง

ไลท์มองไปที่แคสเตอร์และเซเรมี่ด้วยความแปลกใจ เพราะดูเหมือนว่าทั้งสองจะเป็นคู่รักกัน? 

“ พวกเธอสองคนเป็นคู่รักกันแล้วงั้นหรอ? ” ไลท์ถามขึ้นด้วยรอยยิ้ม

แคสเตอร์หัวเราะออกมาและพยักหน้ารับ ส่วนเซเรมี่หน้าแดงเล็กน้อย

เนื่องจากในช่วงสองสามปีหลังมานี้แคสเตอร์พัฒนาตัวเองจนกลายเป็นหนึ่งในตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดในอาณาจักร แม้แต่ตัวตนระดับSบางคนก็ยังพ่ายแพ้ให้กับเขา ซึ่งเพลงดาบคู่ของเขามีชื่อเสียงไปทั่วอาณาจักรและอาณาจักรโดยรอบ ทำให้ตระกูลมอนเรียลกลายเป็นหนึ่งในตระกูลใหญ่ 

ส่วนเซเรมี่เองก็เห็นถึงความพยายามของแคสเตอร์ เธอจึงตอบรับรักของเขาและกลายเป็นคู่รักกันมานานกว่าหนึ่งปีแล้ว 

ซึ่งสองตระกูลก็เห็นด้วยที่จะให้ทั้งสองแต่งงานกันและเกี่ยวข้องกัน นอกจากนี้ทุกๆคนก็รู้ดีว่าแคสเตอร์นั้นสามารถเรียกท่านไลท์ว่าลูกพี่ได้ แสดงให้เห็นว่าท่านไลท์รับแคสเตอร์เป็นคนของเขา 

แน่นอนว่ากฏของโลกใบนี้การที่จะทำร้ายใครก็ต้องดูด้วยว่าเบื้องหลังของคนๆนั้นแข็งแกร่งแค่ไหน ซึ่งเบื้องหลังของแคสเตอร์ก็คือไลท์ หนึ่งในตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดในเผ่ามนุษย์ ด้วยเหตุนี้แม้แต่ราชาของอาณาจักรไวท์บาเบลก็ยังต้องไว้หน้าตระกูลมอนเรียลถึงสามส่วน 

“ ฮ่าฮ่ายินดีด้วยกับทั้งสองคนนะ ถ้าหากจะแต่งกันเมื่อไหร่ก็อย่าลืมส่งบัตรเชิญมานะ ฉันจะต้องไปร่วมงานอย่างแน่นอน ” ไลท์หัวเราะขึ้น 

วอร์ส กิอัสและคูโทสได้แต่มองไปที่แคสเตอร์ด้วยความอิจฉา การที่ตัวตนระดับไลท์จะไปร่วมงานแต่งนับว่าเป็นโชคอย่างมหาศาล เพราะทุกคนรู้ดีว่าถ้าหากไม่สนิทกันจริงๆก็จะไม่มีทางเชิญท่านไลท์มาร่วมงานได้อย่างแน่นอน

“ ท่านไลท์ยินดีด้วยนะค่ะที่ท่านไลท์สามารถเอาชนะสงครามมาได้ ” เซเรมี่พูดขึ้นด้วยความตื่นเต้น ถึงอย่างไรเธอก็เป็นแฟนคลับของท่านไลท์อยู่ดี 

“ เรื่องเล็กน้อยน่า ” ไลท์หัวเราะขึ้นเบาๆ 

ทุกๆคนที่อยู่ในห้องได้แต่หัวเราะแห้งๆ ก็คงมีแค่ท่านไลท์คนเดียวเท่านั้นที่บอกว่าเรื่องสงครามเป็นเรื่องเล็กน้อย 

“ เอาล่ะๆ อย่ามัวเสียเวลากันเลยมากินอาหารกันเถอะ ” ไลท์ยิ้มและนั่งลงไปที่เก้าอี้

คนอื่นๆก็นั่งลงตามหลังจากนั้นทุกๆคนก็พูดคุยกันอย่างสนุกสนานพร้อมกับกินอาหารไปด้วย 

 

คล้ายกับเรื่องสุดยอดนักผจญภัย ที่คุณอ่าน