ตอนที่ 72 ชั้นสองของหอสมุด
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
ความจริงมันไม่ผิดที่เมอร์ลินจะมีความคิดแบบนี้เพราะเวทระดับหนึ่งส่วนใหญ่ เหล่านักเวทมักจะมีเวทเหล่านี้ติดตัวด้วยกันทั้งสิ้น เพราะมันเป็นเวทที่ใช้อำนวยความสะดวกให้กับพวกเขา
อย่างเวทบอลเพลิงระดับหนึ่งเอง แม้ไม่สามารถใช้เป็นการโจมตีที่รุนแรงได้ แต่มันสามารถประยุกต์ใช้ในการเอาตัวรอดในสถานที่กันดานได้ ไม่ว่าจะเป็นใช้จุดไฟหรือใช้เป็นแสงสว่างนำทาง แม้โดยปกตินักเวทจะใช้เวทแสงระดับหนึ่งในการนำทางมากกว่า แต่วัสดุที่จะใช้สร้างเวทแสงนั้นก็หายากและมีราคาแพงเช่นกัน
อย่างไรก็ตามวัสดุเหล่านั้น หลังจากที่มีนักวิจัยค้นพบวัสดุเวทแสงทดแทนจึงทำให้ต้นทุนของมันถูกลงและถูกใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้น ซึ่งออสตินย่อมมีปัญญาที่จะหาซื้อพวกมันมาได้อย่างแน่นอน
แต่สำหรับเมอร์ลินแล้ว เขาในตอนนี้คิดว่าเวทบอลเพลิงยังมีประโยชน์ที่หลากหลายมากกว่า
นักเวทไม่สามารถสลักเวททุกอย่างได้ตามใจนึก หากต้องการบึนทึกเวทระดับสูง พวกเขาจะต้องเริ่มสร้างตั้งแต่เวทระดับต้นไล่ไปถึงเวทระดับสูงที่ต้องการ ดังนั้นการจะลบและบันทึกเวทใหม่ในวงเวทของตนเองล้วนมีความยุ่งยาก และต้องคำนึงถึงขุมพลังเวทของตนเองว่ามีมากพอหรือไม่
เพราะเหตุนี้นักเวทในปัจจุบันจึงไม่ใช่กลุ่มคนที่มีพลังเวทเท่านั้น แต่พวกเขาจะต้องมีสติปัญญาที่มากกว่าคนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นนักเวทสายโจมตี สายสนับสนุน หรือสายป้องกันก็ต้องใช้ความฉลาดของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ
หลังจากที่เมอร์ลินได้รับเข็มกลัดนักเวทหนึ่งดาว ในวันต่อมาเขาก็มุ่งตรงไปที่ชั้นสองของหอสมุดประชาชนเมืองวินเซนทันที
แม้ชั้นหนึ่งของหอสมุดจะมีหนังสือมากมายที่เมอร์ลินยังอ่านไม่หมด แต่หนังสือเหล่านี้ก็เป็นหนังสือทั่วไป ไม่ได้ลงรายเอียดที่เฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับวิชาการมากนัก นั่นเพราะที่นั่นเป็นหอสมุดที่เปิดให้คนทั่วไปเข้าออกได้ คนทั่วไปเหล่านี้ก็ไม่จำเป็นต้องศึกษาอะไรที่ลึกซึ้งเกินไป ไม่เหมือนห้องสมุดของมหาวิทยาลัยเวทมนตร์ที่มีแต่หนังสือวิชาการให้นักศึกษาได้หาความรู้
ทั้งนี้หอสมุดแห่งนี้ก็ไม่ได้ไร้ซึ่งความรู้ทางวิชาการที่ลึกซึ้งเลยทีเดียว เพราะชั้นสองได้รวบรวมงานวิจัยหรือวิทยานิพนธ์ที่ถูกเผยแพร่ออกมาแล้ว
ที่นี่เปิดให้ผู้มีเข็มกลัดเท่านั้นถึงจะมีคุณสมบัติเข้าไปได้ ไม่ว่าจะเป็นเข็มกลัดนักเวทหรือนักวิชาการก็ตาม
“เชิญครับคุณเมอร์ลิน” พนักงานที่เป็นบรรณารักษ์ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้าไปชั้นสองเอ่ย
เนื่องจากหลายวันที่ผ่านมาเมอร์ลินเป็นชนชั้นสูงที่อยู่ในหอสมุดแห่งนี้ประจำ เรื่องราวของเขาจึงถูกบอกเล่ากันปากต่อปาก เหล่าบรรณารักษ์ของหอสมุดแห่งนี้จึงรู้จักกับเขาทุกคน
ยิ่งวันนี้พวกเขาได้เห็นเข็มกลัดนักเวทของเมอร์ลินแล้วด้วย เรื่องของเด็กน้อยยิ่งเป็นเรื่องที่ฮือฮา
สมแล้วที่เป็นนายน้อยพริสตัน สามารถได้รับเข็มกลัดนักเวทตั้งแต่อายุยังน้อย
บรรณารักษ์หลายคนต่างมองไปที่เด็กน้อยผมสีเงินด้วยแววตาที่ชื่นชม
เมอร์ลินไม่ได้สนใจสายตาเหล่านั้นมากนัก เพราะตอนนี้จิตใจของเขาจดจ่ออยู่กับสิ่งที่อยู่บนชั้นสองของหอสมุดมากกว่า
แลนเซล เบรกค์ บรรณารักษ์หนุ่มที่รู้จักกับเมอร์ลินมาตั้งแต่แรกทำหน้าที่ไกด์แนะนำเด็กน้อยอย่างเต็มใจ
“คุณเมอร์ลิน นี่คือสถานที่เก็บรวบรวม งานวิจัย วิทยานิพนธ์ และนิตยสารวิชาการชั้นนำของโลกที่เกิดขึ้นภายในระยะเวลาหนึ่งพันปีล่าสุด” แลนเซลผายมือไปยังชั้นวางแผ่นตรามากมาย
แม้เมืองวินเซนจะเป็นเมืองใหญ่ของประเทศออโรร่า แต่หอสมุดแห่งนี้ก็ถูกสร้างได้ไม่นาน พวกเขาจึงมีความสามารถที่จะเก็บรวบรวมงานวิชาการในระยะเวลาหนึ่งพันปีเท่านั้น
เวทยาศาสตร์พึ่งจะรุ่งเรืองหลังจากที่รวบรวมร้อยประเทศตั้งแต่หนึ่งหมื่นปีก่อน แม้มหาทวีปแห่งนี้จะมีประวัติศาสตร์สามปีกว่าปี แต่ในช่วงยุคแรกและยุคกลางล้วนตกอยู่ในความโกลาหล มันยังคงมีสงครามและเหตุการเปลี่ยนแปลงภายในเกิดขึ้น
ดังนั้นหนึ่งหมื่นปีมานานจึงสามารถเรียกว่ายุครุ่งเรืองของเวทยาศาสตร์ก็ว่าได้
การที่หอสมุดแห่งนี้สามารถเก็บรวบรวมความรู้หนึ่งพันปีล่าสุดได้ก็นับว่าไม่เลวเลยทีเดียว หากเมอร์ลินต้องการค้นหาเอกสารทางวิชาการที่เก่าแก่กว่านี้จึงมีเพียงการเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยเวทมนตร์ชั้นนำเท่านั้น หรือไม่ต้องกลายเป็นนักปราชญ์เพื่อเข้าร่วมกับสภาเวทมนตร์เพื่อขอใช้หอสมุดสภาเวทมนตร์ที่เมืองอคาเดมี
ในยุคที่ความรู้เป็นสิ่งล้ำค่า ยิ่งเป็นความรู้ที่ลึกซึ้งมากเท่าไหร่ก็ยิ่งมีค่ามากขึ้นเท่านั้น
“ผมสามารถอ่านพวกมันทั้งหมดได้ใช่ไหมครับ?” เมอร์ลินเอ่ยถาม
“แน่นอนครับ ส่วนการใช้แผ่นตราแค่เพียงคุณเพ่งจิตและปล่อยพลังเวทเข้าไปกระตุ้นมันก็จะทำงานถ่ายทอดภาพเข้าไปในหัวของคุณโดยตรง” แลนเซลกล่าวอธิบาย
“ถ่ายทอดภาพ?”
แลนเซลพยักหน้าแล้วยิ้ม “ใช่ครับ ถ่ายทอดภาพตัวหนังสือที่อยู่ในแผ่นตรา ภาพเหล่านี้ไม่ใช่ข้อมูลที่ถ่ายทอดเข้าไปในสมองโดยตรง มันเป็นเพียงสัมผัสรับรู้เท่านั้น ไม่ใช่สิ่งที่ถ่ายทอดเข้าไปแล้วจะทำงานได้เลย”
“เป็นอย่างนี้นี่เอง แบบนี้มันไม่ก็ไม่ได้เป็นอะไรที่โกงมอบความรู้ให้กับบุคคลโดยตรง” เมอร์ลินกล่าว
“มีนักวิจัยที่ต้องการทำแบบนั้นเหมือนกันครับ แต่ผลการทดลองของพวกเขากลับทำให้สมองได้รับความเสียหาย ประสบความล้มเหลวไม่สามารถทำได้สำเร็จ หรือต่อให้ทำได้วัสดุเวทและค่ายกลที่ใช้ย่อมไม่ถูกอย่างแน่นอน มันคงไม่สามารถทำเป็นแผ่นตราที่เกลื่อนกลาดอย่างตรงหน้านี้ได้” แลนเซลกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“คุณมีความรู้ไม่เลวเลยนะครับ” เมอร์ลินเอ่ยชม
“ไม่หรอกครับ ตอนนี้ผมเรียนระดับไดม่อนอยู่ที่มหาวิทยาลัยวินเซนเลยพอจะเรียนรู้เรื่องแบบนี้อยู่บ้าง” แลนเซลได้โอกาสเอ่ยแนะนำตัวกับนายน้อยพริสตัน
การได้รู้จักกับตระกูลนักวิชาการแบบนี้นั้นเป็นโอกาสที่หาได้ยาก
“เยี่ยมครับ นั่นเป็นมหาวิทยาลัยที่พ่อของผมเคยสอน”
“ถ้าอย่างนั้นเชิญคุณเมอร์ลินเดินชมตามสบายครับ”
“ขอบคุณคุณแลนเซลมากครับ”
“เป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้ว”
เมื่อพูดคุยเสร็จแลนเซลก็เดินออกมาอย่างรู้หน้าที่
แม้สถานที่แห่งนี้จะแตกต่างไปจากห้องหนังสือทั่วไป แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังเป็นการอ่านหนังสืออีกรูปแบบหนึ่งเช่นกัน เพียงแต่มันคือการอ่านหนังสือในภาพจินตนาการในหัวเท่านั้น
ว่าแล้วเมอร์ลินก็หยิบแผ่นตราที่อยู่ใกล้ๆ ขึ้นมา มันมีแผ่นป้ายแนะนำเขียนว่า “งานวิจัยกงล้อเวท ของวิวเบิร์ก เซเวน” พร้อมกับลงวันที่ของการเผยแพร่งานวิจัย
แผ่นตราในมือของเมอร์ลินมีผลึกเวทประดับอยู่ แน่นอนว่านี่ย่อมต้องเป็นอุปกรณ์เวทชิ้นหนึ่ง
เมอร์ลินไม่ลังเลที่จะเพ่งจิตและปล่อยพลังเวทตามคำแนะนำของแลนเซลทันที