ตอนที่ 8 การค้นหาและกู้ภัย
ในขณะที่ห้วงจิตสำนึกของริวกำลังเผชิญหน้ากับความลึกลับของโลกต่างมิติ โลกภายนอกเหนือผิวน้ำอันเชี่ยวกรากของร่องผาเสือได้ก้าวเข้าสู่เช้าวันใหม่
แสงอาทิตย์แรกของวันศุกร์สาดส่องทะลุม่านหมอกหนาลงมายังแอ่งน้ำวนขนาดใหญ่ ทว่าบรรยากาศรอบบริเวณกลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดและเร่งรีบอย่างถึงขีดสุด
เวลา 06.00 น. บริเวณลานหินที่เคยเงียบสงบถูกแปรสภาพเป็ศูนย์อำนวยการช่วยเหลือชั่วคราว รถกระบะของทางราชการและรถตู้ของมูลนิธิกู้ภัยจากตัวเมืองเชียงใหม่หลายคันจอดเรียงรายอยู่ริมชายป่าเท่าที่สภาพทางต่างระดับจะเอื้ออำนวย
เ้าหน้าที่ในชุดเครื่องแบบกู้ภัยสีส้มและนักประดาน้ำที่มีความเชี่ยวชาญนับสิบชีวิตกำลังเร่งลำเลียงถังอากาศ เสื้อชูชีพ และอุปกรณ์ส่องสว่างใต้น้ำลงมาจากท้ายรถ ท่ามกลางชาวบ้านสะเมิงที่มาคอยมุงดูและช่วยหยิบจับสิ่งของคนละไม้คนละมือด้วยความหวัง
ภายในเต็นท์ผ้าใบชั่วคราวที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากขอบหน้าผา น้าหลินนั่งคุดคู้อยู่บนม้านั่งพลาสติก สภาพของเธอในยามนี้ดูทรุดโทรมจนน่าใจหาย
ใบหน้าซีดเซียวไร้สีเื ขอบตาดำคล้ำและบวมเป่งจากการร้องไห้อย่างหนักตลอดทั้งคืน เสื้อคอกระเช้าตัวเดิมมีคราบดินโคลนแห้งกรังติดอยู่ เธอไม่ได้นอนเลยแม้แต่หนึ่งนาที ในมือยังคงกำกระติกน้ำใบเล็กของริวเอาไว้แน่นราวกับเป็สิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจเพียงสิ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่
“หลิน... จิบน้ำอุ่นหน่อยเถอะมึง ั้แ่เมื่อวานยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยนะ” หญิงชาวบ้านคนหนึ่งยื่นแก้วน้ำส่งให้ด้วยความเห็นใจ แต่น้าหลินทำเพียงส่ายหน้าช้าๆ สายตาเหม่อลอยจับจ้องไปยังผิวน้ำเบื้องล่างที่สะท้อนแสงแดดยามเช้า
ข้างนอกเต็นท์ หัวหน้าทีมกู้ภัยและเ้าหน้าที่ตำรวจกำลังกางแผนที่ภูมิประเทศเพื่อประชุมเครียดร่วมกับผู้ใหญ่มาและลุงแก้ว มีการประเมินความเสี่ยงและวางแผนอย่างรัดกุมเนื่องจากกระแสน้ำในแอ่งมีความเร็วและความลึกค่อนข้างมาก อุปกรณ์ดำน้ำมีเพียงไม่กี่ชุดจึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็พิเศษ
“กระแสน้ำใต้น้ำมันหมุนวนขวาครับผู้ใหญ่บ้าน แถมน่าจะมีโพรงหินหรือชะง่อนผาซ่อนอยู่ข้างล่าง” หัวหน้าทีมกู้ภัยอธิบายพลางชี้จุดในแผนที่
“แผนของเราคือจะส่งนักประดาน้ำลงไปทีละคู่ ผูกเชือกสัญญานไว้กับเ้าหน้าที่บนฝั่ง สลับกันลงไปเคลียร์พื้นที่ใต้ตลิ่งรอบๆ แอ่งก่อน ถ้าไม่ไหวต้องรีบดึงตัวกลับขึ้นมาทันที”
การค้นหาเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็ระบบเมื่อเวลาเดินหน้าต่อไป เสียงถังอากาศกระทบกันสลับกับเสียงสั่งการผ่านวิทยุสื่อสารดังขึ้นเป็ระยะ นักประดาน้ำชุดแรกทิ้งตัวลงสู่ผิวน้ำทลายความเงียบของแอ่งน้ำวน เสียงเชียร์และแรงใจของชาวบ้านทุกคนส่งดิ่งลงไปใต้ผืนน้ำอันมืดมิด
ทว่าเวลาไหลผ่านไปนาทีแล้วนาทีเล่า จาก่สายเข้าสู่่เที่ยงวันอันร้อนระอุ เ้าหน้าที่ต้องสลับสับเปลี่ยนกำลังพลลงไปใต้น้ำชุดแล้วชุดเล่าเพื่อสแกนพื้นที่อย่างละเอียด
จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึง 13.00 น. แสงแดดจัดจ้านส่องตรงลงมากลางขอบผา ทว่าผลการค้นหากลับยังคงว่างเปล่า ไม่มีวี่แววของเด็กชายวัยสิบขวบหรือแม้แต่เศษเสื้อผ้าลอยขึ้นมาให้เห็น ความเหนื่อยล้าเริ่มกัดกินทั้งร่างกายและจิตใจของทีมค้นหา
ขณะที่ในเต็นท์ชั่วคราว น้าหลินยังคงนั่งนิ่งประหนึ่งร่างที่ไร้ิญญา รอคอยปาฏิหาริย์ที่ยังมาไม่ถึง
เวลาล่วงเลยมาจนถึงบ่ายสามโมงเย็น แดดแก่เริ่มส่องสะท้อนผิวน้ำจนเกิดแสงระยิบระยับแสบตา
ทว่าความหวังของคนที่อยู่บนฝั่งกลับเริ่มริบหรี่ลงทุกที นักประดาน้ำชุดล่าสุดโผล่พ้นผิวน้ำขึ้นมาพร้อมกับส่ายหน้าให้แก่วิทยุสื่อสาร เ้าหน้าที่กู้ภัยทลอยกันขึ้นมานั่งพักบนโขดหิน สภาพแต่ละคนเหนื่อยล้าจากการต้านทานกระแสน้ำเชี่ยวใต้แอ่งเป็เวลานาน
หัวหน้าทีมกู้ภัยตบโต๊ะสนามเสียงดังปัง เรียกเ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่นเข้ามาล้อมวงประชุมเครียดล้อมรอบพิมพ์เขียวและแผนที่ทำมือ
“มันเป็ไปไม่ได้!” หัวหน้าทีมกู้ภัยสบถออกมาพลางขยี้ขมับอย่างตึงเครียด “
เราสแกนพื้นที่ใต้น้ำเกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว แอ่งน้ำนี้ถึงมันจะลึกและกว้าง แต่มันเป็แอ่งปิดที่ไม่มีทางไหลต่อไปทลุลำน้ำสายใหญ่ด้านนอก ถ้าตกลงมายังไงร่างของเด็กก็ต้องติดอยู่ในนี้ ไม่ลอยขึ้นมาก็ต้องจมอยู่ก้นแอ่ง แต่นี่เราควานหากันจนทั่วก็ยังไม่เจอแม้แต่เศษผ้ากางเกง!”
เขานิ่งเงียบไปชั่วครู่ สายตาเพ่งมองระลอกคลื่นที่หมุนวนขวาในปัจจุบัน สมองประมวลผลอย่างหนักหน่วงด้วยประสบการณ์ที่ผ่านมา ก่อนที่ดวงตาจะเบิกกว้างขึ้นเมื่อคิดถึงปัจจัยสำคัญบางอย่างออก
“ทุกคนฟังนะ... ถ้าเมื่อคืนกระแสน้ำมันไม่ได้มีทิศทางเหมือนกับตอนนี้ล่ะ?” หัวหน้าทีมกู้ภัยเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น
“เมื่อคืนมีต้นไม้ขนาดั์หักโค่นลงมาปิดกั้นทางน้ำ้า แถมโครงสร้างหน้าดินทรุดตัวลงมา สภาพกลไกทางน้ำอาจจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ถ้าตอนนี้กระแสน้ำวนไปทางขวา เมื่อคืนก่อนที่ต้นไม้จะล้ม มันอาจจะวนไปทางซ้าย หรือกดดิ่งลงไปข้างล่างอย่างรุนแรงก็ได้!” เขารีบหันไปสั่งการนักประดาน้ำชุดต่อไปทันทีด้วยแววตาเฉียบขาด
“ชุดต่อไป ลงไปตรวจสอบตรงผนังหินฝั่งซ้ายและก้นแอ่งอย่างละเอียดอีกรอบ! กำชับเลยนะว่าให้ตรวจดูพวกโพรงหินด้วย เพราะอาจจะมีซอกหินลึกลับที่มันทับถมและบดบังสายตากันอยู่ เคลียร์พวกสาหร่ายใต้น้ำ ขอนไม้แห้ง หรือเศษสวะอะไรก็ตามที่บังวิสัยทัศน์ออกให้หมด อย่าให้เหลือแม้แต่จุดเดียว!”
นักประดาน้ำสี่ชีวิตรับคำสั่งดังกังวานก่อนจะสวมหน้ากากออกซิเจนแล้วทิ้งตัวดิ่งลงสู่ก้นแอ่งน้ำวนสีเขียวขจีอีกครั้ง การทำงานในรอบนี้เต็มไปด้วยความละเอียดและระมัดระวังเป็พิเศษ เ้าหน้าที่ใช้มีดสั้นตัดเลาะกอสาหร่ายป่าหนาทึบที่เกาะอยู่ตามผนังหินใต้น้ำทิ้งทีละชิ้น พยายามใช้ไฟฉายกำลังสูงส่องลอดเข้าไปตามซอกหลืบหินปูนที่ซ้อนทับกันอยู่ราวกับเขาวงกต
เวลาผ่านไปอีกประมาณสองชั่วโมงแห่งความบีบคั้นและกดดัน ท่ามกลางเสียงถอนหายใจของชาวบ้านรอบฝั่งที่เริ่มถอดใจ
ซ่า!
จู่ๆ นักประดาน้ำคนหนึ่งก็พุ่งพรวดโผล่พ้นผิวน้ำขึ้นมา ทะยานเข้าหาโขดหินริมตลิ่งพลางดึงหน้ากากออกด้วยอาการตื่นเต้นสุดขีด “หัวหน้าครับ! เจอแล้วครับ! เจอสิ่งผิดปกติแล้ว!”
เสียงนั้นทำให้น้าหลินที่นั่งซึมอยู่ในเต็นท์ถึงกับสะดุ้งสุดตัว วิ่งถลันออกมาที่ขอบหน้าผาทันทีพร้อมกับชาวบ้านนับสิบชีวิต
“หลังจากเราช่วยกันตัดพวกสาหร่ายกับเคลียร์กองหินที่ทรุดลงมาทับถมฝั่งซ้ายออกจนหมด เราพบว่าหลังม่านสาหร่ายหนา มีช่องทางลึกลับซ่อนอยู่ใต้ชะง่อนผาครับ มันแบ่งแยกออกเป็ ‘ช่องทางสองช่องทาง’ ช่องหนึ่งเป็โพรงแคบที่มีกระแสน้ำไหลทะลักเข้าไปอย่างรุนแรง ส่วนอีกช่องหนึ่งอยู่ถัดขึ้นมาเล็กน้อยคล้ายเป็ถ้ำใต้น้ำครับหัวหน้า!”
คำรายงานนั้นจุดประกายความหวังครั้งใหญ่ขึ้นมาในใจของทุกคนทันที ปริศนาที่ว่าร่างของริวหายไปไหนกำลังจะถูกเปิดเผยเื้ัช่องทางลึกลับทั้งสองนี้