หลังจากที่เขากระโดดหลบการโจมตี ตงฟางป้าก็ต้องตื่นตระหนกอีกครั้งเพราะวินาทีที่เขาหลบมาด้านข้าง ใบมีดแห่งปราณกระบี่ของหลี่เหมยกลับเปลี่ยนทิศทางอย่างฉับพลัน
“ตึง!”
สิ่งเดียวที่ทำได้ในตอนนี้คือเปิดใช้ลมปราณเพื่อปกคลุมร่างกายของตัวเอง จากนั้นก็รับแรงปะทะจากใบมีดแห่งปราณดาบของอีกฝ่าย วินาทีที่ปราณกระบี่ปะทะเข้ากับลมปราณที่ปกคลุมร่างกายของเขาอย่างดุเดือดก็เกิดฝุ่นควันจำนวนมากฟุ้งกระจายไปรอบ ๆ
“เชี้ย โคตรโหดเลย ปราณกระบี่สามารถเปลี่ยนทิศทางได้ด้วย!”
“น่าทึ่งจนฉันอยากจะคุกเข่าคารวะ”
“……”
คนที่ยืนดูเหตุการณ์ต่างพากันเปล่งเสียงอุทานออกมาอย่างต่อเนื่องด้วยความประหลาดใจ
“อุ้ย!”
เมื่อเห็นว่าการโจมตีของตัวเองปะทะเข้าใส่ตงฟางป้าเต็ม ๆ หลี่เหมยก็ชะงักไปเล็กน้อย
“เหอะ ๆ”
เซี่ยฮุยเห็นผลลัพธ์ตรงหน้า เขาก็แอบหัวเราะออกมา ถือเป็นการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่เลยก็ว่าได้
เดิมทีเขาตอนที่เขาเห็นกระบี่ของเธอที่ถูกส่งไปยังตงฟางป้า เขายังแอบตกใจอยู่เลยว่าหลี่เหมยสามารถบังคับทิศทางของปราณกระบี่ให้โจมตีเป้าหมายได้โดยตรงตั้งแต่เมื่อไหร่
แต่ตอนที่ตงฟางป้ากระโดดหลบไปข้าง ๆ เขายังแอบรู้สึกเสียดาย แต่คิดไม่ถึงเลยว่าจู่ ๆ ปราณกระบี่ของเธอจะเบี่ยงทิศทางโจมตีเข้าใส่ตงฟางป้าเสียอย่างนั้น
เซี่ยฮุยจึงรู้ได้ในทันทีว่าหลี่เหมยยังไม่สามารถปรับปรุงข้อบกพร่องของเธอได้อย่างสมบูรณ์
ทว่ากระบี่ที่ถูกส่งออกไปในครั้งนี้ก็ยังสร้างความตกตะลึงให้กับเซี่ยฮุยอยู่ดี
แม้แต่หลี่เหมยที่เป็นคนโจมตีก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองจะสามารถโจมตีตงฟางป้าได้หรือไม่ ทว่าท้ายที่สุดมันก็เบี่ยงทิศทางโจมตีเข้าได้สำเร็จ
เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยมากจนยากที่จะป้องกัน ถ้าเช่นนั้นก็ปล่อยให้มันเป็นแบบนี้เถอะ
“แค่ก ๆ ๆ!”
เสียงพ่นลมหายใจถี่ ๆ ดังขึ้น หลังจากนั้นฝุ่นควันก็ถูกลมพัดจนกระจายหายไป
ตงฟางป้าที่อยู่ด้านในนั้น แขนเสื้อของเขาขาดวิ่นและห้อยต่องแต่งอยู่บนกล้ามแขนของเขา
แม้ว่าจะมีแค่เสื้อแขนที่ขาดวิ่นจากการถูกโจมตีและร่างกายของเขายังอยู่ครบสมบูรณ์ แต่จากสภาพของเขาก็สามารถสะท้อนถึงพลังของกระบี่ที่หลี่เหมยส่งออกไปเมื่อสักครู่ได้เป็นอย่างดี
“ฉันจะเว้นเธอไว้หนึ่งคน”
หลังจากที่กระบี่โจมตีเข้าใส่จนเกิดความอับอาย ตงฟางป้าก็ไม่ได้ทำอะไรต่อจากนั้น แต่กลับยอมรับในความแข็งแกร่งของเธอ
เขาฉีกแขนเสื้อที่ขาดวิ่นออก จากที่เป็นเสื้อแขนยาวก็ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นเสื้อแขนสั้นทันตาเห็น จากนั้นเขาก็ยืนประจันหน้ากับผู้เข้าประลองทั้ง 30 คน
เขาพูดขึ้นว่า “พวกเรามีทั้งหมด 30 คน จับคู่สู้กันแบบตัวต่อตัวทั้งหมด 15 คู่ แบ่งเป็นสองรอบคือรอบละ 15 คน หลังจากนั้นก็มาจัดอันดับสิบอันดับแรก คงไม่มีใครมีปัญหาใช่ไหม”
กฎที่ตั้งขึ้นค่อนข้างเรียบง่าย การจับคู่กันก็เพื่อที่จะกำจัดคู่ต่อสู้ที่อ่อนแอออกไป หลังจากนั้นคนที่ชนะก็จะเข้ามาแข่งกันเพื่อเข้าสู่รอบตัดสิน ถือเป็นเรื่องที่ยุติธรรมอย่างมาก
ทว่า......
“ที่บอกให้จับคู่ 15 คู่ เราจะใช้วิธีไหนเพื่อจับคู่ล่ะ”
ในเวลานี้เอง เซี่ยฮุยก็พูดขึ้น “ถ้าคนที่แข็งแกร่งสองคนถูกจับคู่เข้าด้วยกันแล้วผลเสมอกันขึ้นมาจะทำยังไง?”
“เราจะให้ผู้เข้าร่วมการแข่งขันทั้ง 30 คนจับฉลาก หมายเลข 1-15 ใครจับได้หมายเลขเดียวกันก็ถือว่าเป็นคู่ต่อสู้ของคนคนนั้น แค่นี้ก็น่าจะยุติธรรมแล้วไม่ใช่เหรอ?”
ตงฟางป้าหยุดชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นก็พูดต่อไปว่า “แต่ถ้าตกรอบก็จะเสียโอกาสในการเข้าสู่การจัดอันดับสอบคนแรก”
เมื่อพูดถึงสังเวียน ตงฟางป้าเองก็คิดรูปแบบการต่อสู้ไว้เป็นอย่างดีเพื่อเตรียมตอบคำถามคนที่สงสัยในการแข่งขันครั้งนี้อย่างเช่นเซี่ยฮุยเป็นต้น
เขาพูดด้วยท่าทางสบาย ๆ ว่า “ส่วนที่ถามว่ายุติธรรมหรือไม่ วิธีการของฉันภายใต้สภาพแวดล้อมแบบนี้ ฉันว่าวิธีนี้ยุติธรรมที่สุดแล้ว”
เมื่อเขาพูดเช่นนี้คนอื่นก็ไม่มีข้อกังขาใด ๆ อีก
เซี่ยฮุยคิดว่าจากสถานการณ์ในตอนนี้ ข้อเสนอของตงฟางป้าถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว
เขาเหลือบมองตงฟางป้าอย่างเงียบ ๆ ไม่แปลกใจเลยที่เป็นคนในตระกูลใหญ่ แม้ว่าภายนอกจะดูเป็นคนหยาบกระด้าง แต่จริง ๆ แล้วเขากลับคิดไตร่ตรองทุกอย่างได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน
หลังจากกำหนดจำนวนคนที่แน่นอนแล้ว ทุกคนก็ขยายวงให้ใหญ่ขึ้นซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 20 เมตร ส่วนคนอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องก็ยืนอยู่ด้านนอกเส้นชั่วคราว
ในเมื่อที่นี่ถูกเรียกว่าสังเวียน ถ้าเช่นนั้นก็ต้องปฏิบัติตามชื่อ หากคนใดคนหนึ่งหลุดออกนอกเส้นที่วงไว้โดยกลุ่มนักเรียนคนอื่น ๆ ก็จะถูกปรับให้แพ้ทันที
ด้วยวิธีนี้ ภายในขอบเขตที่จำกัดถือเป็นการทดสอบความแข็งแกร่งของบุคคลมากยิ่งขึ้น
เซี่ยฮุยได้หมายเลข 13 ส่วนหลี่เหมยได้หมายเลข 10 คู่ของพวกเขาทั้งสองคนจึงอยู่ในช่วงท้าย ๆ
แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เพราะพวกเขาจะได้มีเวลาสังเกตคู่ต่อสู้มากขึ้น
สนามแรก คนที่จับได้หมายเลขหนึ่งหนึ่งเป็นผู้หญิงทั้งคู่
คนแรกคือมู่หรงหลาน ส่วนอีกคนคือนักเรียนหญิงที่ต่อสู้เพียงลำพังมาตั้งแต่ต้น
ความแข็งแกร่งของพวกเธอทั้งสองอยู่ขอบเขตพิเศษขั้น 9 ทั้งคู่
หลังจากที่การต่อสู้เริ่มต้นขึ้น นักเรียนหญิงเดี่ยวคนนั้นก็ปล่อยพลังการโจมตีที่น่าทึ่งออกมา หมัดคู่ของเธอก่อเกิดลมที่พุ่งทะยานออกไป ดังนั้นมู่หรงหลานจึงทำได้เพียงแค่ต้านการโจมตีของเธอไว้
ทว่าท้ายที่สุดเธอยังไม่สามารถสู้มู่หรงหลานได้ เพราะหลังจากที่มู่หรงหลานเห็นช่องโหว่ในการโจมตี เธอก็ใช้หมัดซัดเข้าใส่นักเรียนหญิงคนนั้นจนพ่ายแพ้ไปในที่สุด
สนามที่สองคือการต่อสู้ของคู่ตงฟางป้า คู่ต่อสู้ของเขามีความแข็งแกร่งต่ำกว่าหนึ่งขั้น ดังนั้นตงฟางป้าจึงสิ้นสุดการต่อสู้ได้อย่างรวดเร็ว
สนามที่สาม......
เพียงไม่นานก็มาถึงคู่ของหลี่เหมย
คู่ต่อสู้ของเธอคือนักเรียนชายที่มีความแข็งแกร่งขอบเขตพิเศษขั้น 8
เริ่มแรกนักเรียนชายคนนั้นรีบใช้โอกาสเพื่อโจมตีเข้าใส่หลี่เหมยก่อน ดังนั้นหลี่เหมยจึงไม่มีโอกาสได้ปล่อยกระบี่ของเธอออกไป
กระบี่ของหลี่เหมยก่อนหน้านี้สร้างความหวาดกลัวให้กับคนอื่น ๆ เป็นอย่างมาก ดังนั้นนักเรียนชายคนนี้จึงใช้วิธีเริ่มลงมือก่อนเพื่อไม่ให้หลี่เหมยมีโอกาสลงมือได้ทัน
หลังจากที่ถูกนักเรียนชายคนนั้นเข้าประชิดตัว หลี่เหมยก็พบข้อด้อยของตัวเองได้อย่างชัดเจนเพื่อเทียบกับอีกฝ่าย จนถึงตอนนี้เธอก็ยังไม่มีโอกาสได้วาดกระบี่ออกไป
ท้ายที่สุดเธอจึงทำได้เพียงแค่ยอมรับความพ่ายแพ้ด้วยตัวเอง จึงหมดโอกาสที่จะเข้าสู่การแข่งขันในรอบถัดไปอย่างน่าเสียดาย
หลังจากคู่ของหลี่เหมยก็เป็นคู่ของอูหม่าหยาหย่า คู่ต่อสู้ของเธอคือนักเรียนชายเช่นกัน
แต่ทันทีที่การต่อสู้เริ่มต้นขึ้น อูหม่าหยาหย่าก็ปล่อยความสามารถของเธอออกมาด้วยการหายตัวอย่างต่อเนื่อง หลังจากได้องศาการโจมตีที่น่าเหลือเชื่อ เธอก็โจมตีเข้าใส่นักเรียนชายคนนั้นทันที
อูหม่าหยาหย่าเคลื่อนไหวหายตัวได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นนักเรียนชายคนนั้นจึงไม่มีโอกาสได้เข้าใกล้เธอ ท้ายที่สุดเมื่อถูกโจมตีเข้าใส่จึงทำได้เพียงแค่ยอมรับความพ่ายแพ้อย่างยอมจำนน
และแล้วก็มาถึงคู่ของเซี่ยฮุย
คู่ต่อสู้ของเขาคือนักเรียนชายขอบเขตพิเศษขั้น 9
ครั้งนี้เซี่ยฮุยไม่ได้ใช้กระบี่ไม้แต่เขาก็มั่นใจว่าจะสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้อย่างง่ายดาย
เซี่ยฮุยใช้วิธีการต่อสู้ที่ค่อนข้างซับซ้อนเพื่อทำให้ฝ่ายตรงข้ามเกิดความหวาดระแวง
การต่อสู้ก่อนหน้านี้ทำให้ทุกคนเห็นความแข็งแกร่งของเซี่ยฮุยได้อย่างชัดเจนว่าเขามีความแข็งแกร่งขั้นสูงสุดของขั้น 9 หรือสามารถพูดได้ว่าภายในสังเวียนนี้เขาคือหนึ่งในไม่กี่คนที่มีพลังการต่อสู้สูงสุด
คนที่มีความแข็งแกร่งขั้น 9 เท่ากับเขากลับรู้สึกว่าเซี่ยฮุยมีความแข็งแกร่งที่ลึกมากกว่านั้น พวกเขาค้นพบว่าพลังการต่อสู้ของเซี่ยฮุยที่ส่งออกมาอาจจะไม่ใช่พลังทั้งหมดที่เขามี
มีการคาดเดาที่น่ากลัวอย่างหนึ่งผุดขึ้นมาในใจของพวกเขา
ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์?
นี่เป็นแค่เพียงการคาดเดาเท่านั้น แต่ก็มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเป็นเช่นนั้น
นักเรียนที่เข้าร่วมสังเวียนนี้ คนที่รับชัยชนะก็จะได้เข้าสู่การแข่งขันรอบที่สอง
มีบางคนที่แอบสบตากันพร้อมกับทำข้อตกลงบางอย่างกันแบบลับ ๆ
เพียงไม่นานการแข่งขันเพื่อคัดผู้เข้ารอบ 15 คนสุดท้ายก็เป็นอันเรียบร้อย
การแข่งขันในรอบที่สองยังคงอยู่ในวงกลมนี้เหมือนเดิมแต่ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นการต่อสู้แบบอิสระโดยไม่ต้องจับคู่
ทันทีที่การต่อสู้เริ่มต้นขึ้น นักเรียนที่ทำข้อตกลงกันก่อนหน้านี้ก็พุ่งเข้ามาล้อมเซี่ยฮุยไว้อย่างไม่ลังเล
เซี่ยฮุยหน้าเปลี่ยนสี เขาคิดไม่ถึงเลยว่าเขาที่ไม่ได้มีความสำคัญอย่างเขากลับถูกคนอื่น ๆ เข้ามาห้อมล้อมแบบนี้
ภายในใจก็แอบสบถด่าออกมาด้วยถ้อยคำหยาบคาย แต่ไม่รู้ว่าถ้าจะพูดออกมาจะเหมาะสมหรือเปล่านะ...
เขามองตงฟางป้าที่อยู่ในกลุ่มคนที่เข้ามาห้อมล้อมเขา ภายในใจก็แอบรู้สึกผิดหวังที่แอบชื่นชมเขาก่อนหน้านี้ บางทีอาจจะเป็นเพราะอีกฝ่ายเห็นความแข็งแกร่งของเซี่ยฮุยที่โดดเด่นกว่าคนอื่น ๆ ที่เหลืออยู่
เขาจึงร่วมมือกับคนอื่น ๆ เพื่อกำจัดคนที่แข็งแกร่งที่สุดออกไปเป็นกลุ่มแรก
การคาดเดาของพวกเขาที่คิดว่าเซี่ยฮุยน่าจะเข้าสู่ขอบเขตศักดิ์สิทธิ์แล้ว เขาจึงกลายเป็นคู่ต่อสู้คนแรกที่คนเหล่านั้นเลือกกำจัดออกไป
นักเรียนทั้งห้าคนที่ร่วมมือกันคือผู้มีความแข็งแกร่งขั้น 9 ทั้งหมด
เมื่อเห็นหนึ่งในนั้นพุ่งตัวเข้ามา การโต้ตอบของเซี่ยฮุยกลับไม่เป็นที่น่าพอใจเท่าไหร่นัก
เซี่ยฮุยก้าวเท้าไปด้านหน้าหนึ่งก้าวจากนั้นก็ดีดตัวลอยขึ้นสู่กลางอากาศ หลังจากม้วนตัวกลางอากาศ เขาก็กระโดดลงมาหยุดอยู่ตรงหน้าตงฟางป้าที่จงใจถอยหลังออกไปครึ่งก้าว
สายตาที่แปลกประหลาดใจของตงฟางป้ามองมาที่เซี่ยฮุย กระบี่ไม้ในมือของเขาถูกใช้งานเป็นไม้กระบองที่ฟาดเข้าใส่ตงฟางป้าแบบไม่ยั้ง
ตงฟางป้าที่เผชิญหน้ากับการโจมตีของเซี่ยฮุยอย่างฉับพลัน เขาที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้มือในการต่อสู้ก็รีบกำหมัดเหล็กและซัดเข้าใส่กระบี่ไม้ในมือของเซี่ยฮุยทันที
“เหอะ ๆ ฝีมือในการใช้หมัดและเท้าไม่เลวเลยนะ”
เซี่ยฮุยโจมตีไปพลางก็พูดเย้ยหยันอีกฝ่ายไปพลาง
ตงฟางป้าติดกับดักของเขาอย่างที่คิดไว้ จึงแผดเสียงคำรามออกมาจนดังก้องไปทั่ว “ไปตายซะ!”
ตงฟางป้าแผดเสียงคำรามออกมาด้วยความเกรี้ยวกราด ร่างกายของเขาเริ่มขยายใหญ่ ก่อนเกิดเป็นพลังที่แข็งแกร่ง
การป้องกันของเขาสิ้นสุดลง ท่อนขาขาวของเขายกขึ้นมาฟาดเข้าใส่เอวของเซี่ยฮุยราวกับแส้เส้นหนึ่ง
เซี่ยฮุยหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย...แข็งแกร่งมาก!
การใช้ขาให้เหมือนกับแส้ของตงฟางป้าถือเป็นการใช้พลังสูงสุดของขอบเขตขั้น 9 อย่างสมบูรณ์
เซี่ยฮุยกำลังใช้กระบี่ไม้โจมตีอีกฝ่ายจึงไม่มีเวลาได้หลบการโจมตีของเขา ทว่าภายในใจกลับไม่รู้สึกวิตกกังวลแม้แต่น้อยและรีบเปิดใช้โหมดพลังลมปราณในทันที
“ตุบ!”
ขาของตงฟางป้าปะทะเข้ากับเอวของเซี่ยฮุยอย่างรุนแรง แต่แล้วสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน
เขาไม่ได้รู้สึกว่าขาของเขาสัมผัสโดนผิวหนังที่อ่อนนุ่มของมนุษย์ แต่กลับรู้สึกราวกับตัวเองเตะเข้ากับแผ่นเหล็ก วินาทีนั้นเขาก็รู้สึกได้ว่าขาของเขาเกิดอาการชาจนไปรู้สึกไปชั่วขณะ
แปลกประหลาด!
การโจมตีครั้งนี้ไม่ประสบความสำเร็จ ตงฟางป้าดึงขาของเขากลับมา จากนั้นก็รีบถอยห่างจากเซี่ยฮุยอย่างรีบร้อน
เซี่ยฮุยที่กำลังคิดจะไล่ตามอีกฝ่ายไป จู่ ๆ เขาก็ได้ยินเสียงดังขึ้นจากข้างหู เขารู้สึกได้ว่าการโจมตีอีกสี่คนที่เหลือกำลังใกล้เข้ามาแล้ว
คนเหล่านั้นไม่ได้มีแค่มือเปล่า ๆ แต่พวกเขายังมีกระบี่ไม้คนละหนึ่งด้ามอยู่ในมือด้วย วินาทีที่เข้าใกล้พวกเขาก็ใช้ปลายกระบี่แทงเข้าใส่เซี่ยฮุยจากทั้งสี่ทิศ
เซี่ยฮุยทำได้เพียงปล่อตงฟางป้าไปก่อน เขาหยุดชะงักอยู่กับที่และขยายจิตวิญญาณของตัวเอง ทันใดนั้นการเคลื่อนไหวของทั้งสี่คนก็เข้ามาในมุมมองของเขา
ดวงตาเกิดแสงสว่างวาบขึ้น ทั้งสี่คนฝึกการใช้กระบี่มาหลายปีแล้ว ดังนั้นเมื่อให้เลือกอาวุธพวกเขาจึงเลือกใช้กระบี่ไม้
รูปแบบการใช้กระบี่ของพวกเขาแตกต่างกัน รูปแบบของการฝึกดาบก็แตกต่างกันเช่นกัน เมื่อการโจมตีถูกส่งมาจากทั้งสี่ทิศ ถ้าหากเปลี่ยนเป็นคนอื่นก็คงจะตกใจจนหน้าเหวอ
เซี่ยฮุยไม่ได้รู้สึกตื่นตระหนก การเผชิญหน้ากับกระบี่ไม้ที่ส่งมาจากทั้งสี่ทิศนี้ เขากระชับกระบี่เล็กน้อย จากนั้นก็ปล่อยพลังปราณเข้าไปในกระบี่ไม้ที่อยู่ในมือ
หลังจากนั้นเขาก็ตัดสินใจที่จะใช้กระบี่ขั้นพื้นฐานแทนที่จะใช้ท่าไม้ตาย
วาดออกไป!
กระบี่ถูกวาดออกไปเป็นทรงกลม วินาทีที่กระบี่ไม้แหวกอากาศก็เกิดเป็นเส้นวงกลมขึ้นหนึ่งสาย
ปัก!
ปัก!
ปัก!
ปัก!
กระบี่ไม้ปะทะเขาใส่ร่างของคนเหล่านั้นจนเกิดเสียงดังฟังชัด ทุกอย่างเกิดขึ้นภายในวินาทีเดียว หลังจากนั้นกระบี่ไม้ที่อยู่ในมือของทั้งสี่คนก็ถูกเซี่ยฮุยต้านการโจมตีได้สำเร็จ
โหดมาก!
นักเรียนทั้งสี่คนที่ล้อมโจมตีเขาต่างตกตะลึงอยู่ภายในใจ เซี่ยฮุยสามารถขัดขวางการทักษะกระบี่ของพวกเขาได้อย่างง่ายดาย
นอกจากนี้เขายังสามารถขัดขวางทักษะกระบี่ที่ถูกส่งออกมาในรูปแบบที่แตกต่างกันได้ภายในครั้งเดียว โหดเกินไปแล้ว
แม้ว่าภายในใจจะรู้สึกตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ทั้งสี่คนก็ต่างก็เป็นเหล่าหัวกะทิที่สามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยศิลปะการต่อสู้อันดับหนึ่งได้ ดังนั้นพวกเขาจึงกลับเข้าสู่โหมดปกติได้ในเวลาอันรวดเร็ว
พลังลมปราณที่ถูกส่งออกมาจากกระบี่ไม้ของเซี่ยฮุยทำให้คนเหล่านั้นถอยผงะออกไปเล็กน้อย
พวกเขาบิดข้อมือจากนั้นก็กระชับกระบี่ไม้อีกครั้ง
การโจมตีแบบร่วมมือกันก่อนหน้านี้เป็นเพียงแค่การหยั่งเชิงเท่านั้น แต่ในครั้งนี้พวกเขาจะรวบรวมพลังปราณเข้าไปอยู่กระบี่ไม้ให้มากยิ่งขึ้น
วิธีการก้าวเท้าและวิถีดาบที่ลึกลับในมือถูกรวบรวมเข้าด้วยกัน
กระบี่ไม้ทั้งสี่เล่มแหวกกลางอากาศจนเกิดเป็นรูปกระบี่ที่ซับซ้อนหนึ่งสาย จากนั้นก็กระจายออกจากกัน
ตอนที่เห็นแสงสว่างสีเหลืองทองพุ่งทะยานแหวกอากาศออกไป พวกเขาทั้งสี่คนก็โจมตีเข้าใส่เซี่ยฮุยอีกครั้งภายในชั่วพริบตา
การเผชิญหน้ากับการโจมตีด้วยกระบี่ในครั้งนี้ทำให้เซี่ยฮุยแอบรู้สึกตกใจ เพราะครั้งนี้พวกเขาทั้งสี่เปิดใช้พลังทั้งหมดที่มีออกมาเพื่อจัดการกับเขา
ถ้าหากเป็นคนอื่นที่ถูกล็อกเป้าโจมตีแบบนี้ ไม่มีทางที่จะหลบการโจมตีออกไปได้และคงทำได้เพียงแค่ยืนรับการปะทะเท่านั้น
แต่เซี่ยฮุยมีอาชีพนักกระบี่วิญญาณ หากพูดถึงสายกระบี่ตอนนี้เขาอยู่ขั้นระดับปรมาจารย์เลยก็ว่าได้
แม้ว่าทั้งสี่คนจะรวมวิถีดาบเข้าด้วยกันจนทำให้ดูยากเกินกว่าที่จะทำลายได้ ผู้ฝึกยุทธ์โดยทั่วไปอาจจะสับสนกับสิ่งที่เห็นจากภายนอกและพ่ายแพ้ให้กับวิถีดาบเหล่านี้ แต่เซี่ยฮุยไม่ได้อยู่ในกลุ่มผู้ฝึกยุทธ์ธรรมดาทั่วไปเหล่านั้น
ภายในใจเกิดแสงสว่างจาง ๆ ขึ้น ดวงตาทั้งคู่ของเขาเปล่งประกายแวววาวที่น่าสะพรึงกลัว ร่างกาย พลังลมปราณและจิตวิญญาณกำลังควบแน่นเข้าด้วยกันอย่างเหนียวแน่น
กระบี่ไม้ที่อยู่ในมือที่ถูกเสริมด้วยพลังลมปราณเกิดการสั่นเล็กน้อย ราวกับไม่สามารถทนรับกับพลังลมปราณที่รวมแน่นอยู่ในนั้น
เซี่ยฮุยเหลือบตามองก็พบว่าด้านบนกระบี่ไม้เกิดรอยแตกเป็นเส้นเล็ก ๆ ขึ้น เขาก็แอบถอนหายใจออกมาเบา ๆ เขารับรู้ได้ว่ากระบี่เล่มนี้คงไม่สามารถรับพลังลมปราณได้มากไปกว่านี้แล้ว
แต่แค่นี้ก็มากพอแล้ว ดวงตาที่เป็นประกายจ้องมองคนทั้งสี่ที่กำลังพุ่งโจมตีเข้ามา ครั้งนี้เซี่ยฮุยเลือกที่จะเปิดใช้สกิลกับคนเหล่านี้
สกิลสายกระบี่
มุมปากกระตุกขึ้นเล็กน้อย วินาทีต่อมากระบี่ไม้ก็ถูกวาดออกไป
“หลักการทลาย!”