ก่อนออกจากโรงเตี๊ยมในตอนบ่ายวันรุ่งขึ้นฟังเยว่ฉิวถามถึงแม่ทัพเผิงเซิ่งอี้กับเหล่าคนงานคำตอบแรกที่นางได้รับมิได้บ่งบอกถึงสถานที่ตั้งจวนสกุลเผิง หากแต่เป็
‘แม่ทัพเผิงเซิ่งอี้ว่าที่ราชบุตรเขยคนนั้นน่ะหรือ’
‘สมรสพระราชทานระหว่างเขากับองค์หญิงหงหญ่าจะถูกจัดขึ้นหลังวันปีใหม่’
ราชบุตรเขย!
สมรสพระราชทาน!
นางอุตส่าห์ดั้นด้นเดินทางจากไท่ซามาเพื่อรับรู้ความเ็ปให้ลึกถึงแก่นเช่นนี้น่ะหรือฟังเยว่ฉิวปลดแผ่นหยกที่ห้อยคอมาถือไว้ในมือ ดวงตาพร่าเลือนด้วยหยดน้ำซึ่งกำลังเอ่อท้น
หรือหยกแทนตัวเขามีร้อยชิ้นพันชิ้น จึงไม่สำคัญให้เขาระลึกถึงว่าเคยมอบมันให้แก่ผู้ใด
‘เ้าคือคนสำคัญของข้าข้าสัญญาจะดูแลเ้าให้มีความสุข และอยู่ปกป้องเ้าชั่วชีวิต’
ความสุขของนางไม่ใช่การรับรู้ว่าสามีกำลังจะมีคนอื่นที่ผ่านมาเป็เพียงลมปากหวานหูที่เขาหลอกลวงนางให้เชื่อหรืออย่างไร
‘หลอกลวง’ จู่ๆ ดั่งคล้ายถูกปลายเข็มแหลมแทงใจ
ผิดแล้ว!หากจะถามหาคนหลอกลวง เป็นางและท่านพ่อต่างหากเล่าที่ใช้เล่ห์กลกับเขาก่อนหรือนี่คือผลกรรมซึ่งนางต้องชดใช้เมื่อทั้งใจและกายถลำลึกเข้าไปในบ่วงรักที่ตัวเองเป็คนถักทอขึ้นเพียงฝ่ายเดียว
นางกระจ่างแจ้งแก่ใจแล้วเหตุใดเขาจึงจากมาโดยไม่ล่ำลา เพราะคำสัญญาของเขาไม่มีคำว่า...รักแม้แต่คำเดียว
ความขมขื่นบีบคั้นทำให้หญิงสาวหยุดพักที่ศาลเ้าแม่หนี่วา[1]และแอบนั่งร้องไห้ในที่ลับตาคนเพิ่งเข้าใจว่าตัวเองปล่อยให้ความลุ่มหลงความเพ้อฝันจอมปลอมบังตาจนไม่คิดพินิจพิเคราะห์เื่ราวให้ดีนางน่าจะคิดได้ั้แ่รู้ฐานะแท้จริงของเขาแล้วเบนเส้นทางไปตั้งรกรากที่เมืองอื่นเสียั้แ่ตอนนั้น
ฟังเยว่ฉิวยกมือขึ้นลูบรอยแผลเป็บนใบหน้าด้านซ้ายซึ่งเกิดขึ้นเมื่อตอนอายุสิบสี่เพราะนางวิ่งหนีหมาป่าแล้วลื่นไถลล้มจนถูกกิ่งไม้กรีดเป็ทางยาวในความเป็จริงนั้นชายหนุ่มมียศศักดิ์สูงเกินเอื้อมสำหรับหญิงอัปลักษณ์เช่นนางนางมิได้สำเหนียกเลยสักนิดว่าตัวเองหาได้คู่ควร ที่ตอนนั้นเขายอมอยู่ก็เพราะว่านางมีบุญคุณช่วยชีวิตเขาเท่านั้นเอง
เพื่อตัดขาดให้สิ้นเื่ราวไม่ข้องเกี่ยวกันแม้มีป้ายหยกชิ้นเดียวหรือพันชิ้น นางก็จะเอาไปคืนเขาสัมพันธ์คืนเดียวของเขาและนาง ขอให้มันสิ้นเยื่อขาดใยไปในวันนี้เถิด
เวลาผ่านไปจนบ่ายคล้อยเมื่อตริตรองดีแล้ว หญิงสาวก็ปาดน้ำตาทิ้ง ลุกขึ้นเพื่อมุ่งหน้าไปยังจวนสกุลเผิงทว่าเมื่อออกจากศาลเ้า คนที่นางปะหน้าโดยบังเอิญกลับเป็นางลู่
“จับนังคนนั้นให้ข้า”หญิงใจชั่วสั่งคนของนางแต่เพราะชายฉกรรจ์พวกนั้นอยู่ห่างไปหลาย่ตัวจึงเป็โอกาสให้ฟังเยว่ฉิวออกวิ่งสุดฝีเท้าอีกครั้ง
วิ่ง...และวิ่ง ฟังเยว่ฉิวทำได้แค่วิ่งแม้ปากร้องะโขอความช่วยเหลือ ก็จะมีเสียงไล่หลังตามมาว่า
“พวกข้ากำลังตามจับขโมยใครไม่เกี่ยวก็หลีกไป”
ถ้อยคำเท็จส่งผลให้ไม่มีใครกล้ายื่นมือช่วยเหลือนางแม้สักคน ฟังเยว่ฉิวรู้สึกดีใจที่ตัวเองเติบโตในป่าเขาสุขภาพร่างกายนางแข็งแรง คล่องแคล่วปราดเปรียวแต่เส้นทางที่นางวิ่งหนีนั้นกลับห่างไกลเส้นทางไปจวนสกุลเผิงทุกขณะ
แม้เป็คนต่างถิ่นแต่หญิงสาวก็หูตาว่องไว สัญชาตญาณการเอาตัวรอดสั่งให้นางวิ่งหนีเข้าตรอกนั้นออกตรอกนี้ แทรกตัวปะปนกับผู้คนอยู่สักพักก็รอดพ้นสองคนนั้นได้ และแล้วฟังเยว่ฉิวก็พบว่าตัวเองหลงทางอยู่ทิศใดของถูหยางมิอาจรู้ได้
คราย่ำเย็นอาทิตย์ใกล้อัสดงตรงขอบฟ้า แสงหรี่เร้นเลือนรางพาจิตใจนางห่อเหี่ยวพานแข้งขาอ่อนล้า กำลังใจที่ตั้งต้นจะไปพบหน้าสามีก่อนหน้าเริ่มเลือนหายไปเพราะเื่สมรสพระราชทานเข้าก่อกวนจิตใจ อุปสรรคที่ดาหน้าเข้าหาั้แ่ก้าวเข้าประตูเมืองถูหยางทำให้เริ่มคิดว่าฟ้าอาจจะไม่เปิดทางให้นางได้พบกับชายหนุ่ม
ฟังเยว่ฉิวทรุดกายนั่งลงใต้ร่มกุ้ยฮวาเหงื่อโซมกายเพราะหนีตายจากคนใจร้ายมิเ็ปเทียมเท่าหยาดน้ำตาแห่งความอดสูใจที่หลั่งหยดกลางฝ่ามือหญิงสาวนั่งร้องไห้ซ่อนใบหน้าและเสียงสะอื้นตามลำพัง
“เย็นค่ำเป็สตรีไยมานั่งพิรี้พิไรร่ำไห้ริมทาง”
ร้องไห้อยู่เพียงอึดใจก็มีเสียงหนึ่งทักขึ้น เมื่อเงยหน้าจากฝ่ามือฟังเยว่ฉิวก็พบเท้าคู่หนึ่งหยุดยืนอยู่ไม่ไกลจากจุดที่นางนั่ง นางเงยหน้าขึ้นมองแสงจากขอบฟ้ายามพลบค่ำสะท้อนมาจนนางต้องหรี่ตา
ฟังเยว่ฉิวพบชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อสีเขียวตัวยาวตัดกับสีตะวันอ่อนท่าทางสุภาพคล้ายบัณฑิต ทว่ามีกลิ่นอายของคนที่ไม่เคร่งครัดอยู่ในกรอบระเบียบเขาโน้มกายยื่นใบหน้าขาวสะอ้าน หล่อเหลาประหนึ่งเทพเซียนในภาพวาดเข้ามาใกล้มุมปากของเขาประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ
เขาเป็ชายคนแรกที่ไม่ผงะกายถอยห่างยามเห็นใบหน้านางเพราะคราบน้ำตายังอาบแก้ม ฟังเยว่ฉิวจึงรีบยกชายแขนเสื้อขึ้นเช็ด
“เ้าไม่กลับบ้านรึ”
ประสบการณ์เลวร้ายที่พบเจอั้แ่เข้าประตูเมืองทำให้ฟังเยว่ฉิวไม่อาจไว้วางใจคนแปลกหน้าได้ในทันที
“ข้าถามว่าเ้าไม่กลับบ้านหรือ”เขาถามย้ำ เรียวคิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
“ที่นี่ ข้าไม่มีบ้านเ้าค่ะ”นางจำเป็ต้องตอบคำถาม อยากรู้เช่นกันว่าชายตรงหน้ามาดีหรือร้าย
ชายหนุ่มพยักหน้ารับฟังเขาก้าวถอยหลัง แล้วหันหน้าไปทางทะเลสาบ
เถียนเยวี่ยเพิ่งเสร็จธุระที่วัดหม่านหลงขากลับไม่ขึ้นเกี้ยว เดินทอดน่องผ่อนคลายอารมณ์ลำพังจึงมีเวลาสอดสายตาแลผู้คนรอบข้างจนมาสะดุดตาสตรีนางหนึ่งที่วิ่งมาหยุดกึกใต้ต้นกุ้ยฮวา พร้อมสีหน้าแตกตื่นหันรีหันขวางระแวดระวังภัยนั่นทำให้เขานึกอยากรู้ขึ้นมาว่าสตรีรุ่นเยาว์วัยใกล้เคียงสาวน้อยยอดดวงใจเขาเหตุใดสีหน้าจึงอมทุกข์โศกปานนั้น เมื่อนางทรุดตัวลงแล้วก้มหน้าร่ำไห้เดียวดายก็อดไม่ได้ที่จะเข้ามาสอบถามด้วยห่วงใย
ที่ต้องสอบถามนั่นก็เพราะนอกจากเขาซึ่งสนใจใคร่รู้ความเป็ไปของนางยังมีสายตาจากขอทานและอันธพาลละแวกนั้นกำลังมองสตรีตัวคนเดียวนอกเคหสถานยามโพล้เพล้ตาเป็มันเขาเกรงนางจะถูกชิงทรัพย์หรือกระทำมิดีมิร้ายเข้า
เถียนเยวี่ยยอมรับว่าตนติดโรคชอบยื่นมือช่วยเหลือผู้คนค่อนไปทางชอบจัดแจงกับชีวิตคนอื่นให้เข้าที่เข้าทางมาจากหลันซิ่วจูนั่นเอง
เห็นชายหนุ่มหันหน้าไปทางทะเลสาบไม่พูดไม่จาฟังเยว่ฉิวจึงลุกขึ้นยืน ตั้งท่าจะผละจากไปตอนนี้นางมีเงินเหลือติดตัวเพียงแค่ซื้ออาหารเท่านั้นค่ำนี้คงต้องหาที่หลับนอนตามศาลเ้าอีกสักคืน
“อ้าว...จะไปไหนเสียเล่ายังคุยกันไม่รู้เื่ ว่าแต่เ้าคงไม่ใช่คนถูหยาง” ลักษณะท่าทางและการแต่งกายแบบหญิงชนบทของนางบอกเขาเช่นนั้น
“ข้ามาจากไท่ซาเ้าค่ะข้า...มาตามหาสามี” อย่างน้อยนางก็ไม่ได้ตัวคนเดียวหากเขาคิดร้ายจะจับนางไปขาย เขาต้องคิดหนักว่าอาจจะมีคนตามหานางก็เป็ได้
“คงยังไม่พบเขากระมัง”นั่นคงเป็เหตุผลที่นางนั่งร้องไห้เมื่อครู่
“ข้ารู้ว่าเขาอยู่ที่ใดเพียงแต่ถูกคนมุ่งหมายทำร้าย จะลักพาตัวไปขายเป็ทาสใช้แรงงานจึงหนีเตลิดมาไม่รู้ทิศทาง”
ค้าขายชีวิตคนอย่างผักปลาเื่นี้ต้องถึงหูใครสักคน ให้ส่งเ้าหน้าที่ไปสอดส่องจัดการเสียหน่อยแล้ว! เถียนเยวี่ยคิด
“บอกชื่อสามีของเ้ามาข้าจะช่วยเป็ธุระส่งถึงประตูบ้าน อย่างไรเสีย ค่ำนี้ข้าก็ยังว่างไม่มีอะไรทำอย่ามัวแต่มานั่งร้องไห้ในที่แบบนี้เลย เป็สตรี เกิดเื่ไม่ดีขึ้นมาเ้าจะลำบาก”
“ขอบคุณสำหรับความหวังดีของคุณชายเพียงแต่...”
“เ้าคงไม่รู้กระมังว่าโชคดีเพียงใดที่ข้าตั้งใจจะช่วย”ชายหนุ่มยืนกอดอก ราวกำลังนับจำนวนในใจ
ด้วยเกรงว่าความอดทนสำหรับการรอคอยของเขาคงมีไม่มากฟังเยว่ฉิวจึงตัดสินใจพูดความจริง “สามีข้าชื่อเผิงเซิ่งอี้”
หญิงผู้มาจากต่างเมืองมองสบเข้าไปในดวงตาคมกล้าซึ่งเจือความอาทรอยู่หลายส่วนด้วยเหตุนี้กระมัง นางจึงเกิดความเชื่อมั่นว่าเขาจะไม่หลอกลวงคิดร้ายกับนาง
เผิงเซิ่งอี้...น้ำเสียงของหญิงสาวหนักแน่นชัดเจนอย่าว่าแต่สตรี แม้เป็บุรุษ หากแอบอ้างโป้ปดเมื่อเจอสายตาเขา ย่อมแสดงความพรั่นพรึงส่อพิรุธออกมา
“ว่าที่ราชบุตรเขยนั่นน่ะหรือ”
“เ้าค่ะสามีของข้าคือว่าที่ราชบุตรเขย ข้ามีธุระสำคัญอยากพบเขาสักครั้ง แค่ครั้งเดียวแล้วข้าจะไปจากถูหยาง”
สามีของนางดำรงตำแหน่งแม่ทัพคนสำคัญของแคว้นอีกทั้งเป็คนใกล้ชิดของเสวี่ยอ๋องแต่ภรรยาเมื่อพบหน้าสามีแล้วทำไมต้องจากไปด้วยเล่า!เกิดคำถามขึ้นในหัวของเถียนเยวี่ยมากมาย
“ท่านคงไม่เชื่อที่ข้าพูด”
“เชื่อหรือไม่เชื่อไว้ข้าจะพิสูจน์เอง เอาอย่างนี้เถอะ...ก่อนเ้าจะพบหน้าเขาและก่อนเ้าจะไปจากถูหยาง ขอให้เ้าวางใจแล้วไปยังที่หนึ่งกับข้าก่อนได้หรือไม่”
ไปกับเขาน่ะหรือ
“ข้า...”
“ถ้านี่เป็ครั้งสุดท้ายที่เ้าจะเชื่อใจผู้คนก็ขอให้เชื่อข้าเถิด เพราะต่อให้คนที่เ้า้าพบคือจักรพรรดิ หากข้ารับปากแล้วอย่างไรเ้าก็ได้พบ”
[1]เทพตามความเชื่อจากปกรณัมนิทานโบราณของชนชาติจีนในฐานะเทพมารดรผู้สร้างมนุษย์ตำนานมักเกี่ยวข้องกับเทพสุริยันฝูซีและเทพกสิกรรมเสินหนง