เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 141 เทวะแปรเปลี่ยน

              ในขณะที่เดินผ่านศพของจูเสี้ยวเมิ่งฝานพลันขยับฝ่ามือถอดแหวนออกมาจากนิ้วของศพมันมีขนาดที่ไม่ใหญ่แต่กลับมีแสงสว่างเปล่งประกายบ่งบอกว่าเป็นแหวนคลังวัตถุที่ไม่เลว

              จูงแพะติดมือ[1] คือนิสัยที่เมิ่งฝานไม่มีทางพลาดไปเป็นแน่เพราะในแหวนคลังวัตถุของอีกฝ่ายจะต้องมีของที่ตนเองต้องการเป็นแน่!

              เด็กหนุ่มคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อย จากนั้นจึงเก็บแหวนคลังวัตถุเอาไว้ก่อนจะเอ่ยขึ้นสั้นๆ“ไปกัน!”

              เมื่อสิ้นเสียงนั้นหลิงไต้โยวก็พยักหน้ารับยามนี้บรรลุเป้าหมายแล้ว ฉะนั้นหากยังไม่จากไปก็เท่ากับว่ารนหาที่ตายแล้ว

              ว่าแล้วทั้งสองก็ขยับร่างแล้วทะยานหายไปในความมืดแม้ว่าบรรดาทหารองครักษ์ทั้งหลายอยากจะขัดขวางแต่ยามนี้แม้แต่ผู้ที่แข็งแกร่งอย่างอู้จงก็ยังไม่รอดหากพวกเขาเข้าไปขวางคงต้องตายสถานเดียวฉะนั้นจึงทำได้เพียงมองทั้งสองจากไปโดยไม่อาจทำอันใดได้

              ท่ามกลางความมืดในยามราตรีทุกอย่างยังคงเงียบสงัดเพราะผู้คนในเมืองเฉินตูยังไม่รู้ถึงเหตุการณ์นองเลือดครั้งใหญ่ที่เพิ่งจะเกิดขึ้น

              ภายใต้แสงจันทร์

              เมิ่งฝานกับหลิงไต้โยวเคลื่อนไหวด้วยความเร็วปานสายฟ้าหลังจากที่ทะยานไปในอากาศหลายรอบจนมั่นใจว่าปลอดภัยแล้วจึงกลับไปยังลานประมูล

              พวกเขากระทำการอย่างระมัดระวังประหนึ่งบุรุษสตรีที่ลักลอบสานสัมพันธ์กันก็ไม่ปานในที่สุดเมื่อเดินเข้ามาในห้องเมิ่งฝานก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก จากนั้นจึงรีบเปลี่ยนเสื้อคลุมสีดำออกไปแล้วใช้พลังปราณขจัดกลิ่นเลือดบนร่างกาย

              เมื่อเห็นว่าเมิ่งฝานทำเช่นนั้นหลิงไต้โยวจึงหัวเราะออกมาเสียงเบาเจ้าหนูผู้นี้ช่างรอบคอบเสียจริง

              หลังจากที่เงียบงันอยู่ชั่วครู่หลิงไต้โยวก็เอ่ยขึ้นเสียงเบา“การประมูลในครั้งนี้จบลงแล้ว อีกสองวันข้าจะไปจากที่นี่”

              เมื่อสิ้นเสียงนั้นนัยน์ตาของเมิ่งฝานก็วาวโรจน์ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเข้ม “จะไปที่ใดหรือขอรับ?”

              “ย่อมต้องกลับเมืองซ่างจิงอยู่แล้วในเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นเจ้าจูเทียนผู้นั้นคงต้องกลายเป็นบ้าแน่นอน พี่ไม่อยากจะอยู่ที่นี่ต่อหรอกนะเหรินเจียเป็นเพียงสตรีที่อ่อนแอผู้หนึ่งเท่านั้น!” ในระหว่างที่เอ่ยวาจาหลิงไต้โยวก็หัวเราะออกมาเสียงเบาใบหน้าอันงดงามของนางถึงกับทำให้แสงจันทร์หม่นหมองลงไป นับว่าเป็นความงามอย่างสูงสุดเลยก็ว่าได้

              ท่านน่ะหรือสตรีอ่อนแอ? เกรงว่าการวางแผนและฝีมือคงจะเป็นสิ่งที่ต่อให้บรุษสิบคนมารวมกันก็ยังไม่อาจเทียบได้เสียด้วยซ้ำ!

              เมิ่งฝานส่ายหน้าเล็กน้อย จากนั้นจึงเอ่ยขึ้นเสียงเบา“มีวาสนาไว้พบกันใหม่แล้วกันขอรับ อีกไม่นานข้าเองก็ต้องไปแล้วเช่นกัน!”

              เมื่อสิ้นเสียงนั้นนัยน์ตาของเมิ่งฝานก็เปล่งประกายถึงอย่างไรแล้วเป้าหมายในการเดินทางมาครั้งนี้ก็อยู่ในวังหลวง!

              เมื่อได้ยินดังนั้นหลิงไต้โยวก็ย่นคิ้วก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบา “เจ้าคงจะมีเรื่องใดอยู่บางสิ่งสินะจะบอกข้าสักเล็กน้อยได้หรือไม่?”

              “ไม่ได้ขอรับ”

              เมิ่งฝานตอบกลับไปอย่างเด็ดขาด หลิงไต้โยวพลันกัดฟันเล็กน้อยแล้วก้าวเดินออกไปเบื้องหน้าพลางเอ่ยขึ้น“ใจร้ายไม่เบาเลยนะเจ้าเด็กน้อยมีความลับใดบ้างที่พี่สาวอย่างข้าบอกเจ้าไม่ได้ ระวังข้าจะตีให้!”

              เมื่อเห็นหลิงไต้โยวในระยะประชิดเช่นนี้เมิ่งฝานก็กลืนน้ำลายอึกใหญ่แม้ว่าอีกฝ่ายจะอยู่ในชุดกี่เพ้าสีดำอันสูงศักดิ์แต่ก็ยังไม่อาจปิดบังสัดส่วนที่น่าหลงใหลของร่างกายนั้นได้โดยมันเป็นเส้นเว้าโค้งที่แทบจะสมบูรณ์แบบเลยทีเดียว

              โดยเฉพาะใบหน้าที่มีขนาดไม่ถึงฝ่ามือและอยู่ไม่ไกลจากเขานักมันถือเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้พบเห็นอยากจะกระทำความผิด

              เมิ่งฝานกัดฟันแน่นเมื่อรู้สึกว่าบางสิ่งในร่างกายของตนเองกำลังตื่นตัวจากนั้นจึงถอยหลังออกไปพลางเอ่ยเสียงเบา “เอาล่ะเอาล่ะ ข้าอยากบำเพ็ญพลังแล้วล่ะขอรับ!”

              เมื่อเห็นท่าทีของอีกฝ่ายหลิงไต้โยวก็หัวเราะเสียงเบาก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอันไพเราะเสนาะหู “เจ้าหนูขี้อายไม่น้อยเลยสินะ ถ้าอย่างนั้นพี่สาวอย่างข้าขอตัวก่อนแล้วกันแต่อย่าลืมว่าหากไปที่เมืองซ่างจิงต้องมาหาข้าด้วยล่ะจำไว้ว่าเจ้าคือแขกของตระกูลหลิงแห่งอาณาจักรต้าก้าน และเป็นคู่ลงทุนของข้าด้วย!”

              ว่าแล้วหลิงไต้โยวก็หัวเราะเสียงเบาร่างอรชรขยับออกไปจากห้องของเมิ่งฝานอย่างรวดเร็วแต่ถึงกระนั้นก็ยังทิ้งกลิ่นหอมรัญจวนเอาไว้ในอากาศ

              สตรีผู้นี้น่ากลัวเสียจริงนึกไม่ถึงว่านางจะรู้ว่าข้ายังมีเป้าหมายอื่น ดูท่าคงต้องรีบดำเนินการโดยเร็วแล้ว!

              นัยน์ตาของเมิ่งฝานวาวโรจน์เมื่อครุ่นคิดขึ้นในใจหลังจากนั้นเขาก็นำแหวนคลังวัตถุของจูเสี้ยวออกมา แต่เมื่อปล่อยพลังจิตเพื่อสัมผัสถึงสิ่งที่อยู่ภายในกลับพบว่ามีพลังของผนึกโลกาปิดกั้นเอาไว้

              เห็นได้ชัดว่ามันยอมรับผู้เป็นนายไปแล้วหากฝืนทำการทะลวงเข้าไปก็นำมาซึ่งความเสียหายแก่ตัวแหวนและสูญเสียของที่อยู่ภายในไป

              ทว่าสำหรับเมิ่งฝานแล้วนั้นเขาเพียงแค่หัวเราะออกมาเสียงเบาก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “พี่สาวตอนนี้ถึงเวลาของท่านแล้วล่ะขอรับ!”

              เมื่อสิ้นเสียงนั้นก็มีเสียงกระตุกยิ้มดังขึ้นมาจากไข่อสูรทมิฬรั่วสุ่ยอีพลัยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่บ่งบอกถึงความไม่สบอารมณ์เท่าใด “อะไรกัน ตอนนี้เจ้าเพิ่งจะนึกถึงข้าอย่างนั้นหรือ? เมื่อครู่ถูกสตรีงามผู้นั้นทำให้หลงเสน่ห์อยู่หรือไร?”

              เมิ่งฝานยกยิ้มอย่างจนปัญญาหลังจากนั้นจึงเอ่ยเสียงเข้ม “มาดูว่าของที่อยู่ข้างในนี้คือสิ่งใดก่อนดีกว่าขอรับ!”

              เมื่อสิ้นเสียงนั้นรั่วสุ่ยอีก็กระตุกยิ้มอย่างไม่พอใจอีกครั้งไม่นานพลันมีระลอกคลื่นที่แปลกประหลาดแผ่ซ่านออกมาจากไข่อสูรทมิฬ จากนั้นเมิ่งฝานก็สัมผัสได้ว่าพลังของผนึกโลกาที่ปิดกั้นตนเองกับแหวนคลังวัตถุนั้นจางหายไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

              เขามองไปยังแหวนวงนั้นด้วยความตื่นเต้นที่ปรากฏขึ้นมาอย่างไม่อาจหักห้ามได้ก่อนจะเอ่ยเสียงเข้ม “ขออย่าทำให้ข้าต้องผิดหวังอย่าทำให้ข้าต้องผิดหวัง...”

              ในระหว่างที่เอ่ยวาจาเมิ่งฝานก็ใช้พลังจิตเข้าไปสำรวจภายในแล้วพบว่าในแหวนคลังวัตถุนั้นมีสิ่งของอยู่ไม่น้อย

              ภายในนั้นมีสิ่งของอยู่มากมายรวมถึงบรรดาไข่มุกล้ำค่า กล่องเก็บของ ม้วนคัมภีร์ และของที่แปลกประหลาดอีกหลายอย่างทว่าในเวลาต่อมาเมิ่งฝานก็ใช้พลังจิตตามหาของที่สำคัญที่สุดข้างในนั้นจนเจอ

              มันเป็นบัตรสีม่วงใบหนึ่งเมื่อเด็กหนุ่มปรายตามองไปก็แสดงความดีใจจนแสดงออกบนใบหน้าในทันใด

              เหรียญทองคำ...เจ็ดแสนเหรียญ!

              เขานึกไม่ถึงเลยว่าบัตรอินทนิลของจูเสี้ยวจะมีเหรียญทองคำมากมายถึงเพียงนี้มันมากมายเสียจนทำให้หัวใจของเมิ่งฝานสั่นสะท้านอย่างไม่อาจหักห้ามได้เขาไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดตอนที่อยู่ในงานประมูลจูเสี้ยวจึงได้แสดงตนว่าร่ำรวยถึงเพียงนั้นสิ่งที่ทำให้เขาหยิ่งทะนงได้ถึงเพียงนั้นหาใช่เพียงการแสดงท่าทีอันจอมปลอมไม่

              ดูท่าเหรียญทองคำที่มากมายเหล่านี้คงจะทำให้เขาสามารถอยู่ได้ช่วงเวลาหนึ่งแล้ว!

              แต่แล้วเมิ่งฝานก็เงียบงัน เขาไม่ได้แสดงสีหน้าตื่นเต้นดีใจออกมาเท่าใดเพราะรู้ว่าตนเองมีเครื่องผลาญเงินอยู่ข้างกาย 

              สำหรับความเร็วในการใช้เงินของรั่วสุ่ยอีแล้วนั้นอย่าว่าแต่เงินจำนวนเจ็ดแสนเหรียญทองคำเหล่านี้ ต่อให้มีเจ็ดล้านเหรียญทองคำก็ยังไม่พอให้นางใช้

              เด็กหนุ่มเก็บบัตรอินทนิลใบนั้นเอาไว้แล้วปล่อยให้จิตของตนเองแผ่ซ่านออกไปในที่สุดก็พบม้วนคัมภีร์ที่ไม่เป็นที่สะดุดตาอยู่ในมุมหนึ่งของแหวนคลังวัตถุ

              มันมีสีดำขลับและเก่าแก่โบราณ หัวใจของเมิ่งฝานพลันสั่นสะท้านในทันใดวิชายุทธ์แห่งพลังจิตระดับอักษรหงอยู่ข้างในนี้อย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด!

              เขายกยิ้มที่มุมปากแล้วคว้าเอาคัมภีร์ขึ้นมา

              ในแหวนคลังวัตถุของจูเสี้ยวนั้นนอกจากเงินจำนวนเจ็ดแสนเหรียญทองคำแล้วสิ่งที่มีมูลค่าสูงที่สุดก็คือวิชายุทธ์แห่งพลังจิตระดับอักษรหงม้วนนี้ซึ่งหากมันอยู่ในมือของจูเสี้ยวก็ไม่ต่างไปจากลิงได้แก้ว เพราะอีกฝ่ายไม่รู้ถึงวิธีการใช้มัน

              ทว่าในวันนี้เมื่อมันอยู่ในมือของเมิ่งฝานดวงตาของเด็กหนุ่มพลันฉายแววอันน่าสะพรึงกลัวขึ้นมาการฝึกฝนพลังจิตนั้นถือเป็นการทำให้เมิ่งฝานมีไพ่ราชาที่อีกฝ่ายยากจะป้องกันเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งใบ

              ฝ่ามือของเด็กหนุ่มขยับเพื่อเปิดคัมภีร์นั้นออกมาเมื่อหมดความอดทนแต่เขากลับพบว่าภายในคัมภีร์ไร้ซึ่งตัวอักษรใด มีเพียงหยกสีดำที่มีตราสัญลักษณ์ประทับอยู่ด้านบนเพียงหนึ่งชิ้นเท่านั้น

              “มันคือสิ่งใดกัน?”

              เมิ่งฝานชะงักงันไปชั่วครู่หลังจากนั้นจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย

              “ขอร้องล่ะนี่มันก็คล้ายดั่งศิลาสยบมาร เจ้าจะต้องนำพลังจิตเข้าไปภายในถึงจะสามารถเข้าถึงข้อมูลในการฝึกฝนของมันได้!”

              รั่วสุ่ยอีเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาวิชาไม่ถ่ายทอดหกหู[2]วิชายุทธ์แห่งพลังจิตนั้นคือสิ่งที่เลิศล้ำเป็นอย่างยิ่งคือสิ่งที่จอมยุทธ์ใช้ความทรงจำของตนเองฝังเอาไว้ภายในคัมภีร์

              เมิ่งฝานยิ้มแห้งต่อมาเมื่อเขาใช้เพียงความคิดพลังจิตก็เข้าไปในม้วนคัมภีร์นั้น

              เพียงชั่วพริบตาร่างกายของเด็กหนุ่มพลันสั่นสะท้านแล้วจิตวิญญาณก็เข้าไปภายในวิชายุทธ์ ในจุดที่เขามองเห็นนั้นคือโลกที่มีสีขาวโพลน รอบกายไร้ซึ่งสิ่งอื่นใด

              แล้วในวินาทีต่อมาก็มีคำปรากฏขึ้นในสมุทรจิตของเมิ่งฝานเทวะแปรเปลี่ยน!

              เมื่อสิ้นเสียงนั้นก็ราวกับว่ามีเสียงคำรามของสัตว์ป่าดังลั่นเพียงชั่วพริบตาจิตวิญญาณของเมิ่งฝานก็สั่นสะท้าน จากนั้นไม่นานเบื้องหน้าพลันมีเงาร่างของคนผู้หนึ่งซึ่งกำลังนั่งขัดสมาธิปรากฏขึ้นโดยเขาผู้นั้นเป็นบุรุษชราโบราณที่นั่งอยู่เช่นนั้นอย่างเงียบงันพร้อมทั้งส่งข้อมูลแห่งวิชาเข้ามาผสานกับสมุทรจิตของเด็กหนุ่ม

              เมื่อสมุทรจิตได้รับข้อมูล เมิ่งฝานจึงนั่งขัดสมาธิลงไปเขาไม่ขยับไปที่ใดเป็นเวลากว่าหนึ่งชั่วยาม แล้วในที่สุดเมื่อเวลาผ่านพ้นไปเมิ่งฝานก็ลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ

              ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยเหงื่อพลังจิตสูญสิ้นไปไม่น้อย

              เด็กหนุ่มลูบปลายจมูก ใบหน้าของเขาในเวลานี้มีความตกตะลึงอันยากที่จะปิดบังปรากฏขึ้นมาวิธีการแปรเปลี่ยนนั้นได้ผสานเข้ามาในสมุทรจิตของเขาแล้วแต่ก็เห็นได้ชัดว่ามันไม่ง่ายต่อการฝึกฝนเลยแม้แต่น้อย

              การบันทึกจากผู้เป็นนายของเทวะแปรเปลี่ยนนั้นบ่งบอกแล้วว่ามันเป็นวิชายุทธ์ที่ถูกถ่ายทอดมาจากพรรควรยุทธ์อันแข็งแกร่งแห่งหนึ่งและดูเหมือนว่ามันจะเป็นพรรควรยุทธ์ที่มีนามว่า ‘พรรควิญญาณ’ ซึ่งเป็นพรรควรยุทธ์ใหญ่และสืบทอดต่อกันมานับหมื่นรุ่น โดยวิชายุทธ์นี้มีทั้งหมดสามฉบับและนี่ก็เป็นเพียงฉบับแรกเท่านั้น

              เพียงฉบับแรกก็มีเงื่อนไขให้ผู้ฝึกฝนต้องเคลื่อนพลังจิตเพื่อฉีกจิตวิญญาณของตนเองแล้วผสานมันขึ้นมาใหม่ทำเช่นนี้วนไปมาจนสามารถฝึกฝนพลังจิตให้สามารถอดทนต่อการถูกฉีกและผสานได้ตามอำเภอใจ

              ความเจ็บปวดจากการฉีกจิตวิญญาณ!

              เมื่อคิดได้ดังนั้นเมิ่งฝานก็ยกยิ้มที่มุมปากแม้ว่าเทวะแปรเปลี่ยนนี้จะสามารถฟื้นฟูพละกำลังได้แต่การฝึกฝนก็ยากลำบากเป็นอย่างยิ่ง นอกจากต้องรับมือกับความเจ็บปวดแล้วก็ยังต้องระวังไม่ให้ตนเองกลายเป็นคนโง่อีกด้วย

              ให้ตายเถอะมันช่างเป็นความยากที่ท้าทายเสียจริง!

              แม้จะบ่นออกไปเช่นนั้นแต่เมิ่งฝานก็ยังนั่งขัดสมาธิลงไปในเวลาต่อมาเขาหลับตาแล้วปล่อยให้พลังจิตเคลื่อนไหวไปตามวิธีการของเทวะแปรเปลี่ยน

              แม้มันจะมีความยากที่ไม่ใช่น้อยๆแต่สำหรับเมิ่งฝานที่เดินอยู่บนเส้นทางแห่งการฝืนต่อสวรรค์ย่อมต้องได้รับความเจ็บปวดที่เหนือกว่าคนธรรมดาจะได้รับอยู่แล้ว

              แสงจันทร์สาดส่องเข้ามาในห้องเมิ่งฝานยังคงนั่งอยู่เช่นนั้นไม่ขยับไปที่ใด ทว่าพลังจิตภายในสมุทรจิตของเขากลับเคลื่อนไหวอย่างไม่หยุดยั้งมันผสานตัว ฉีกขาด แยกจากหนึ่งเป็นสองแล้วแตกตัวกลายเป็นสี่...

              เวลาหนึ่งวันที่ผ่านพ้นไปนั้นเมิ่งฝานได้แต่นั่งอยู่ภายในห้อง ขณะที่รับมือกับความเจ็บปวดที่ยิ่งใหญ่ความแข็งแกร่งของพลังจิตเขาก็เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกันแล้วอานุภาพที่คล้ายดั่งสามารถสยบทุกสรรพสิ่งก็ได้แผ่ซ่านออกไปรอบกาย

              ในยามราตรีของวันที่สองนั้นในที่สุดเมิ่งฝานก็ลืมตาขึ้น แล้วในวินาทีหลังจากนั้นพลังจิตซึ่งถาโถมดั่งสายธารหลากพลันระเบิดออกมาจากสมุทรจิตของเขามันเปลี่ยนจากหนึ่งเป็นสอง สองเป็นสี่ สี่เป็นหก..กระทั่งกลายเป็นพลังจิตแปดเส้น!

              ก่อนหน้านี้การโจมตีด้วยพลังจิตของเมิ่งฝานนั้นทำได้เพียงผสานพลังไว้จุดเดียวแล้วโจมตีอย่างดุดันเท่านั้น

              แต่ยามนี้เมื่อเขาสามารถควบคุมพลังจิตที่แบ่งออกเป็นแปดเส้นได้อย่างสมบูรณ์ย่อมแสดงว่าเขาสามารถโจมตีอีกฝ่ายได้จากหลายทิศทาง สามารถแปรเปลี่ยนการโจมตีได้นับพันนับหมื่นมีอานุภาพมากมายไร้จุดสิ้นสุด!

              หากได้เข้าต่อสู้ละก็ ต่อให้อีกฝ่ายเป็นจอมยุทธ์ขั้นเกลาวิญญาณที่แข็งแกร่งก็ยังหาใช่คู่ต่อสู้ของเขาไม่!

              เมิ่งฝานกระตุกยิ้มที่มุมปากเขาสัมผัสถึงพลังจิตที่อยู่ในร่างกายอย่างเงียบงันและรู้ว่าตนเองนั้นไม่ได้เจ็บตัวไปโดยเปล่าประโยชน์

              แล้วในวินาทีต่อมาพลังปราณภายในร่างกายพลันสั่นไหวซึ่งนี่ก็คือ...เค้าลางแห่งการบรรลุ!

               .............

              [1] จูงแพะติดมือ : ถือโอกาสหยิบฉวยของผู้อื่นติดไม้ติดมือไปด้วย

              [2] วิชาไม่ถ่ายทอดหกหู : การถ่ายทอดเคล็ดวิชาลับมักจะถ่ายทอดเพียงผู้เดียวไม่ถ่ายทอดให้บุคคลที่สาม

    คล้ายกับเรื่องเมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน ที่คุณอ่าน