คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 132 ยืมของมาก็ต้องคืน ให้ของไปย่อมต้องทวง

     

            “อ้าว! นี่มันซานเหยียไม่ใช่หรือ? ไม่เจอกันเสียนาน พวกสาวๆคิดถึงท่านจวนจะแย่แล้ว!” สตรีแต่งกายคล้ายแม่เล้านางหนึ่งเดินเข้าหาด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม

            ผู้มาเยือนเป็นชายร่างผอม เสียงแหลม ศีรษะเล็ก น่าจะอายุราวสามสิบกว่าๆ ผู้หนึ่งคำพูดของแม่เล้าทำให้เดาออกได้ไม่ยากว่าเขาคนนี้ต้องเป็นลูกค้าประจำของที่นี่ไม่ผิดแน่

            ไม่มีใครรู้นามแท้จริงของชายผู้นี้ แต่คนทั่วไปที่รู้จักต่างเรียกเขาว่ากัวซานเหยียซึ่งกัวในที่นี้เป็นนามสกุลของเขา ส่วนซานเหยียหมายความว่าคุณชายสามนั่นเองแน่นอนว่าสำหรับขุนนาง ชนชั้นสูง หรือบรรดาเศรษฐีทั้งหลาย หากพบเจอเขาคนเหล่านี้ก็จะเรียกเขาว่ากัวซาน โดยละคำว่าเหยียที่แปลว่าคุณชายทิ้งไปเสีย

            กัวซานเหยียก็หาได้ใส่ใจในชื่อเรียกขานมากมายนักเขาถือเป็นหนึ่งในนักเลงขาใหญ่ประจำเมืองฉางอันก็ว่าได้ เขามีลูกน้องที่เป็นนักเลงอยู่มากเฉียดร้อยคนเลยทีเดียวและเพราะมีลูกน้องมาก ก่อนหน้านี้ แม้นจะไม่ได้ทำเรื่องชั่วร้ายเช่นการฆ่าคนหรือดักปล้นใครก็เถิดแต่เขาก็ลักเล็กขโมยน้อยหรือเอาเปรียบผู้อื่นเมื่อมีโอกาสมามากไม่น้อย

            สมดั่งคำกล่าวว่า มังกรยังแพ้งูเจ้าถิ่น ทหารต่างถิ่นยังแพ้นักเลงประจำเมือง...คำนี้ เหมาะกับเมืองขนาดใหญ่แทบจะทุกแห่งของแผ่นดินต้าเว่ยเสียเหลือเกิน

            ทว่าไม่ใช่กับเมืองฉางอัน

            เพราะที่นี่มีคนที่เป็นดั่ง ‘มังกร’ อยู่มากเหลือเกิน ดั่งคำที่ว่า แม้แต่ทหารของเมืองหลวงก็ยังทรงอำนาจกว่าขุนนางต่างเมืองคำคำนี้ ช่างเหมาะกับเมืองฉางอันเสียจริง เพราะที่นี่เป็นศูนย์รวมของคนใหญ่คนโตในบ้านเมืองนั่นเอง...ในเมืองฉางอันแห่งนี้ คนที่เดินสวนกันธรรมดาบนท้องถนน อาจเป็นเชื้อพระวงศ์ขุนนางใหญ่ หรืออาจเป็นอ๋องและโหวเลยก็ได้

            ในเมืองฉางอันที่เป็นเช่นนี้ อาชีพนักเลงเจ้าถิ่นช่างไม่ง่ายดายเอาเสียเลยเพราะที่นี่จำเป็นต้องทำทุกอย่างด้วยความระมัดระวัง ต้องผูกมิตรกับคนนั้นคนนี้ไปมีเรื่องกับคนนี้ก็ไม่ได้ ผิดใจกับคนนั้นก็ไม่ดีอีก... โชคยังดีที่หลายปีมานี้ความแม่นยำในการมองคนทำให้กัวซานสามารถตั้งรากฐานในเมืองฉางอันได้อย่างมั่นคงทั้งยังสานสัมพันธ์กับขุนนางได้หลายคนเลยทีเดียว

            และหากจะกล่าวในอีกมุม การเป็นนักเลงเจ้าถิ่นของเมืองฉางอันก็เป็นเรื่องที่ดีไม่หยอกเช่นกันเพราะพวกชนชั้นสูงในเมืองมีมากมายเช่นขนบนหนังสัตว์และคนพวกนี้ก็มีการแบ่งพรรคแบ่งพวกกันมากมายแล้วไหนจะการแก่งแย่งอำนาจที่แสนซับซ้อนนั่นอีก บ่อยครั้งที่ชนชั้นสูงเหล่านี้ต้องดำเนินชีวิตด้วยความระแวงระวังยิ่งกว่านักเลงอย่างพวกเขาเสียอีกเหตุนี้ ผู้อยู่เบื้องบนทั้งหลายจึงมีเรื่องที่อยากทำแต่ก็ทำไม่ได้อยู่มากมายเหลือเกิน...

            ซึ่งในเวลาเช่นนี้ก็เป็นหน้าที่ของนักเลงอย่างพวกเขา...

            เช่นเมื่อหลายวันก่อน มีคนจ้างให้เขาออกไปกระจายข่าวลือบางอย่างในเมืองฉางอันโดยค่าจ้างที่คนผู้นั้นเสนอนับเป็นเงินจำนวนมากจนพอให้เขาได้ใช้ชีวิตอยู่อย่างสุขสบายไปทั้งชาติแต่เขาก็ปฏิเสธงานนี้ลง เพราะแม้เขาจะโลภ แม้เขาจะหลงสุรานารีแต่ก็ไม่ใช่คนที่จะหน้ามืดตามัวเพราะความโลภไม่ใช่คนที่เห็นแก่ผลประโยชน์จนไม่แยกแยะถูกผิด...

            สัญชาตญาณอันแสนฉับไวทำให้เขารับรู้ได้ว่าใครบางคนต้องการจะทำลายอีกฝ่ายหรืออำนาจอีกฝั่งนั่นเอง และในขณะเดียวกัน เขาก็รู้ว่าคนทั้งสองฝ่ายหาใช่คนที่ตนจะบังอาจไปมีเรื่องมีราวด้วยได้ไม่ ยิ่งไปกว่านั้นฝ่ายที่คนผู้นั้นต้องการให้เขากระจายข่าวลือโจมตี ยังเคยช่วยชีวิตของเขาเอาไว้เสียอีกหรือจะพูดอีกอย่างก็คือ ในคืนนั้น ชายชราผู้แข็งแกร่งดุจดั่งเทพเจ้าผู้นั้นช่วยชีวิตทุกคนในเมืองฉางอันเอาไว้

            ขณะคิดเรื่องเหล่านี้ในหัวไปพลางร่างของเขาก็มานั่งอยู่ในห้องของหญิงคนหนึ่งเสียแล้ว

            “ซานเหยีย คิดอะไรอยู่หรือเจ้าคะ? นานๆ ท่านจะมาที เหตุใดไม่เห็นสนใจข้าเลยละ?”หญิงที่นั่งอยู่ข้างกัน ผู้แต่งกายด้วยชุดเปิดเผยเนื้อหนัง เครื่องสำอางหนาเตอะแต่งแต้มอยู่บนใบหน้ายื่นมือเข้ามาโอบรอบคอเขาพลางตวาดเสียงอ้อนอย่างไม่สู้พอใจนัก

            กัวซานได้สติกลับมาในที่สุด เขาหันไปมองก้อนเนื้อขาวๆ ที่หน้าอกของหญิงผู้นั้นก่อนจะเผยรอยยิ้มแห่งกามขึ้นในแววตา ยื่นมือเข้าไปลูบจับก้อนกลมเล่นไปพลางๆ

            หญิงผู้นั้นไม่ได้หลบเร้น นางเพียงกลอกตาใส่ชายร่างผอมแล้วพูดดุขึ้นดังนี้ “ไม่ได้มาหาตั้งหลายวัน พอมาเจอกันทีก็รีบเชียวนะเจ้าคะ!”

            ทว่ากัวซานกลับไม่ได้ใส่ใจ เขารั้งร่างของหญิงคนนั้นเข้ามาในอ้อมแขนจากนั้นก็อุ้มร่างบางตรงไปที่เตียงซึ่งรายล้อมไปด้วยผ้าคลุมสีชมพู โยนร่างในอ้อมแขนลงบนเตียงทั้งถอดทั้งฉีกเสื้อผ้าบนร่างของตนออกจนหมด พุ่งเข้าไปหาหญิงคนนั้นราวเป็นหมาป่าที่หิวกระหาย

            ......

            หลังพลอดรักกันเสร็จสิ้น หญิงสาวก็นอนอิงอยู่ในอ้อมกอดของชายร่างผอม

            “ใต้เท้า วันพรุ่งนี้ท่านจะมาอีกไหม?” นางถามขึ้นเบาๆ

            “พรุ่งนี้อย่างนั้นหรือ? ไม่ละ” กัวซานส่ายหน้าพลางกล่าวขึ้นหอคณิกาไม่เหมือนซ่องเล็กๆ ข้างนอก ที่นี่มีราคาสูงไม่เบาทีเดียว ครั้งนี้เป็นเพราะเขารับงานส่วนตัวและได้รับค่าตอบแทนกลับมาไม่น้อย จึงกล้ามาหาความสุข ณ ที่แห่งนี้

            เพียงคิดถึงงานที่เพิ่งรับไป เขาก็เริ่มเหม่อลอยอีกครั้ง

            เป้าหมายของงานที่เขาเพิ่งรับก็เหมือนข่าวลือพวกนั้น คือต้องการโจมตีสำนักแห่งนั้นนั่นเอง

            แน่นอน งานในครั้งนี้ เขาต้องนำของไปส่งเท่านั้นเพราะเห็นว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เขาจึงยอมรับงานมา อีกอย่าง เรื่องบางเรื่องหากเขาไม่ยอมทำ คนอื่นก็ต้องทำอยู่ดี ยกตัวอย่างเช่นเรื่องข่าวลือนั่นมันกระจายไปทั่วเมืองตั้งหลายวันแล้วไม่ใช่หรือ?

            ความจริงแล้ว ความรู้สึกที่กัวซานมีต่อสำนักแห่งนั้นเป็นความรู้สึกที่พิเศษไปจากที่ไหนๆ ทั้งสิ้น หรือจะพูดอีกแบบก็คือ สำนักแห่งนั้นเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขามาที่เมืองฉางอันนั่นเอง

            ความจริงแล้ว เขาเป็นคนจากมณฑลโยวโจวซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของเมืองฉางอัน

            แม้ฐานะทางบ้านของเขาจะไม่ได้ร่ำรวยอะไรมากมาย แต่ก็ถือว่ามั่นคงและดีไม่หยอกเหตุนี้ เขาจึงมีโอกาสได้เข้าไปศึกษาในสำนักภายในเมือง จำได้ว่าในตอนนั้นเขาตั้งใจศึกษา และเข้มงวดกับตัวเองมากจึงได้รับการชื่นชมจากอาจารย์ทั้งหลายมามากมาย นอกจากนี้ แม้แต่ผู้ดูแลสูงสุดของสำนักก็ยังชมว่าเขามีพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยมในอนาคตต้องได้รับโอกาสจากสำนักในเมืองฉางอันให้เดินทางไปศึกษาต่ออย่างแน่นอน

            ในตอนนั้น สำนักเทียนหลานยังเจริญรุ่งเรืองอยู่มาก ดังนั้น สำหรับเขา การได้เข้าศึกษาที่สำนักในเมืองฉางอันก็คือการได้เข้าไปศึกษาในสำนักเทียนหลานนั่นเอง

            ดังนั้น เขาในตอนนั้นจึงเชื่อมั่นว่าตนต้องได้เข้าไปศึกษาในสำนักเทียนหลานอย่างแน่นอน

            น่าเสียดายที่ฟ้ามีวันที่ฝนตก มนุษย์ก็ย่อมมีวันที่ดวงซวยเช่นกัน

            โจรป่ากลุ่มหนึ่งลอบโจมตีหมู่บ้านของเขาอย่างกะทันหัน แม้เขาจะหนีรอดมาได้แต่พ่อและแม่ต่างถูกสังหารลงจนหมด เหตุนี้ เขาจึงเปลี่ยนจากศิษย์ดีเด่นของสำนักมาเป็นคนเร่ร่อนไร้บ้านและที่พึ่งในเวลาเพียงชั่วข้ามคืน

            นับแต่วันนั้นเป็นต้นมา เขาก็บอกกับตัวเองมาโดยตลอดว่าต้องแก้แค้นแทนพ่อและแม่ให้ได้

            แต่เขาในตอนนั้นเพิ่งจะมีอายุเพียงสิบสี่สิบห้าปีเท่านั้นอย่าว่าแต่แก้แค้นเลย ลำพังเลี้ยงตัวเองให้รอดก็ยากเย็นแสนเข็ญแล้วเหตุนี้เขาจึงคิดวิเคราะห์อย่างตั้งใจตามความเข้าใจเพียงไม่มากที่เขามีต่อโลกใบนี้เขาคิดว่าหากอยากแก้แค้น ก็จำเป็นต้องทำตัวเองให้เก่งเสียก่อนและสถานที่ที่เหมาะกับการศึกษาและพัฒนาตัวเองที่สุดก็คือสำนักนั่นเอง...

            ดังนั้น เขาจึงเกิดความคิดว่าอยากไปที่เมืองฉางอัน แล้วเข้าศึกษาในสำนักเทียนหลานให้ได้

            แต่เพราะยังอายุน้อย เขาจึงต้องขอทานและทำเรื่องลักเล็กขโมยน้อยเพื่อเอาชีวิตรอดต่อไป... แน่นอนว่าในตอนแรกเขาก็รู้สึกต่อต้านเรื่องพวกนั้นเช่นกัน เขามักจะบอกตัวเองในใจเสมอว่าหากเข้าศึกษาจนประสบความสำเร็จเมื่อใด ต้องกลับมาชดใช้สิ่งที่ได้จากการขอทานและลักขโมยแก่ผู้เป็นเจ้าของอย่างแน่นอน

            แต่ความเหนื่อยยากที่พบเจอตลอดทาง กลับค่อยๆ ทำให้เขาลืมความคิดนั้นลงโดยที่เขาก็ไม่รู้ตัวเช่นกัน เขาค่อยๆ ชินกับการลักเล็กขโมยน้อยเช่นนี้ไปเสียแล้วทว่าความคิดที่อยากจะเข้าศึกษาในสำนักเทียนหลานกลับยังฝังอยู่ในใจของเขาตลอดมา

            เหตุนี้เขาจึงเดินทางต่อไปเรื่อยๆ...

            แต่เส้นทางนี้ช่างยาวไกลยิ่งนัก เขาจำเป็นต้องหยุดพักในทุกๆ เมืองที่เดินผ่านเพื่อหาเงินจนเพียงพอต่อการเดินทางไปยังจุดหมายต่อไปและหาเงินด้วยวิธีเพียงหนึ่งเดียวที่เขาทำเป็น จนเมื่อมีเงินมากพอจึงจะออกเดินทางอีกครั้ง...

            ในที่สุด หลังเวลาผ่านไปถึงสามปีในที่สุดเขาก็มาถึงเมืองฉางอันอย่างที่ใฝ่ฝันเสียที

            ทว่าช่วงเวลาสามปีได้ลบเลือนความฝันมากมายออกไปจากหัวใจ เขาค่อยๆเข้าใจว่าแท้จริงแล้ว สำนักเทียนหลานเป็นสถานที่ที่สูงส่งมากเพียงไรมันสูงส่งจนเขาไม่อาจเอื้อมถึง แต่ที่เขายังเลือกมาที่เมืองฉางอันเพราะต้องการจะทำความต้องการที่ฝังลึกอยู่ในใจให้สำเร็จเพียงเท่านั้น

            แต่ในเมื่อมาถึงแล้ว ก็ต้องหาทางเอาชีวิตรอดต่อไปให้ได้ อย่างไรเสียการมีชีวิตอยู่ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีมากเรื่องหนึ่ง

            เหตุนี้ เขาจึงเริ่มก้าวเข้าสู่เส้นทางของการเป็นนักเลงผู้หากินด้วยวิธีสกปรกขึ้น...

            ส่วนเรื่องพรสวรรค์อันแสนล้ำเลิศ ก็เป็นเพียงเรื่องเล่าที่เขากับพวกพ้องซึ่งมีอาชีพลักเล็กขโมยน้อยเหมือนกันมักจะหยิบยกขึ้นมาพูดคุยเพื่อสร้างความบันเทิงยามว่างเท่านั้น

            เขาใช้ชีวิตเช่นนี้อยู่นาน เดิมทีเขาคิดว่าชีวิตของตนคงสิ้นสุดลงที่จุดนี้แล้ว

            กระทั่งวันหนึ่ง...

            คืนหนึ่ง เขาขโมยถุงเงินมาจากชายชราผู้หนึ่ง...

             

     

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน