ราชันย์สิบโลก

    ตอนที่ 111 บทลงโทษ

           หลังจากนั้นไม่นานนัก.....

            “รายงานองค์ชาย”

            “ พวกเราได้รับข่าวจาก เพ่ยผิงขุนนางในราชสำนักว่าบุคคลที่ทำให้องค์กษัตริย์ออกประกาศในครั้งนี้คือเพื่อนชายขององค์ชายจื่อโหยวที่เดินทางมาจากอาณาจักรเมฆาหวนขอรับ”

            “อาณาจักรเมฆาหวน อาณาจักรที่ท่านปรมาจารย์เคยอยู่ไม่ใช่หรือ?”

            “เช่นนั้นก็ยิ่งเป็นเรื่องง่ายเลยองค์ชายหากเป็นคนในอาณาจักรเมฆาหวนข้าก็ต้องรู้จักบ้าง หากคนพวกนั้นหลอกลวงองค์กษัตริย์จริงๆ  องค์กษัตริย์คงเสียหน้าไม่น้อยและเมื่อนั้นความผิดทั้งหมดก็จะตกไปอยู่ในความรับผิดชอบขององค์ชายจื่อโหยวเพียงผู้เดียว.....”

            “ไปเถอะพวกเรารีบเข้าวังกันเถอะข้าอยากจะเห็นหน้าขององค์ชายจื่อโหยวตอนที่เสด็จพ่อกริ้วจะเป็นยังไงนะ ฮ่า ฮ่าฮ่า”

            อีกทางด้านหนึ่ง.........

            “รายงานฝ่าบาทตอนนี้มีผู้ที่ยื่นความประสงค์ทำเหมืองแร่ของแต่ละเมืองภายในอาณาจักรตอนนี้มีไม่ต่ำกว่าสามสิบเหมืองแล้ว พวกเขาได้รับใบรับรองสิทธิ์ในการทำเหมืองแร่ครบทั้งหมดและยังคงมีมาแจ้งความประสงค์อย่างต่อเนื่องคาดว่าจะมีเหมืองแร่ที่ถูกค้นพบไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยเหมืองคาดการณ์ว่าประชากรในอาณาจักรจะพากันไปทำเหมืองแร่กันเป็นจำนวนมากเพราะแต่ละที่รับสมัครคนงานขุดแร่จำนวนมากทำให้ตอนนี้ทุกเมืองเริ่มครึกครื้นกันมากพะยะค่ะ”

            “เช่นนั้นทุกคนก็มีงานทำกันแล้วความเป็นอยู่ของพวกเขาจะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอนไม่น่าเชื่อเพียงความคิดริเริ่มของคนเพียงคนเดียวสามารถเปลี่ยนแปลงอาณาจักรได้ถึงเพียงนี้ข้าเองก็พึ่งจะรู้ว่าอาณาจักรของเรามีเหมืองแร่มากมายขนาดนั้นเชียว”

            “ ที่พวกเขามาพึ่งจะมาแจ้งกรรมสิทธิ์เหมืองแร่ก็ต่อเมื่อเราประกาศออกไปอย่างเป็นทางการถึงมีคนแจ้งความประสงค์มากมายแบบนี้แสดงว่าก่อนหน้านี้พวกเขาก็ต้องค้นพบอยู่ก่อนแล้วสักสามถึงสี่ปีหากข้าหรือบุตรชายของข้าคิดได้แบบเฟิ่งหยูเช่นนั้น อาณาจักรจันทร์เสี้ยวคงพัฒนาได้มากกว่านี้อย่างแน่นอนโชคดีที่เฟิ่งหยูเป็นเพื่อนกับจื่อโหยว หากเป็นศัตรูข้าเองก็ไม่อยากจะคิดเลย”กษัตริย์จื่อหรงซิงพูดกับข้าราชบริพานของพระองค์

             “พระบิดาข้าหาสถานที่สร้างค่ายกลมิติได้แล้วพะยะค่ะ”

            “ดีเช่นนั้นก็พาเฟิ่งหยูไปดู หากเป็นไปได้ก็จัดตั้งค่ายกลได้เลย”

            พูดยังไม่ทันจบเฟิ่งหยูและองค์หญิงหนิงเอ๋อก็เดินมาจากตำหนักที่องค์กษัตริย์จัดให้เฟิ่งหยูพักอาศัยในวังหลวงแห่งนี้

            “ถวายบังคมฝ่าบาท”

            “ถวายบังคมเพคะฝ่าบาท”

            “จื่อโหยวจัดหาสถานที่จัดตั้งค่ายกลมิติได้แล้วพวกเจ้าไปดูและจัดการติดตั้งค่ายกลได้เลยหากสถานที่ยังใช้ไม่ได้ก็ให้หาสถานที่ใหม่พวกเจ้าไม่ต้องเกรงใจ คิดเสียว่าที่นี่คือบ้านของพวกเจ้าอีกหลังหนึ่งพวกเจ้าอยากจะติดตั้งค่ายกลตรงไหนก็บอกจื่อโหยวให้เขาจัดการให้เจ้าได้เลยส่วนทรัยากรพวกเราก็จัดเตรียมไว้ให้พร้อมแล้ว”

            “เช่นนั้นก็ได้พะยะค่ะ แต่ว่าข้าได้นัดผู้นำตระกูลหลันและผู้นำตระกูลว่านให้มารับใบสั่งของที่จะนำไปสั่งโอสถที่ตำหนักโอสถสวรรค์เอาไว้หากไม่เป็นการรบกวนข้ารบกวนพระองค์มอบให้พวกเขาแทนจะได้ไหมพะยะค่ะ”

            “ได้สิ หากพวกเขามาข้าจะมอบให้พวกเขาเอง”

            เฟิ่งหยูหยิบม้วนกระดาษม้วนหนึ่งพร้อมกับตราสัญลักษณ์อันหนึ่งใส่ในแหวนมิติส่งให้กับองค์กษัตริย์จื่อหรงซิง

            “ไปกันเถอะ เฟิ่งหยู องค์หญิง ข้าจะนำทางท่านไปเอง”

            องค์ชายจื่อโหยวนำทางพวกเฟิ่งหยูไปยังสถานที่ที่เขาได้เตรียมเอาไว้สำหรับติดตั้งค่ายกลมิติสถานที่แห่งใหม่นี้กว้างขวาง และรายรอบไปด้วยต้นไม้ และอาคารล้อมรอบสามารถรองรับจำนวนผู้คนได้หลายพันคน

            “เป็นยังไงบ้าง ที่นี่ใช้ได้ไหม?”

            “ใช้ได้เลย ที่นี่ทำเล ดีเลยทีเดียว ข้าจะทำการติดตั้งค่ายกลมิติที่นี่ก็แล้วกันท่านอย่าให้ใครมารบกวนข้าในช่วงนี้ ข้าคงใช้เวลาไม่นาน ประมาณชั่วยามกว่า ๆคงเสร็จ”

            “ได้ข้าจะไม่ให้ใครมารบกวนพวกเจ้าทั้งสองในช่วงที่เจ้าติดตั้งค่ายกลมิตินี้ ข้าจะเป็นคนเฝ้าด้านนอกนี้ให้เจ้าเอง”

            “รบกวนองค์ชายแล้ว”

                ทางด้านกษัตริย์จื่อหรงซิงหลังจากที่องค์ชายพาเฟิ่งหยูและองค์หญิงหนิงเอ๋อออกมาได้ไม่นานผู้นำตระกูลหลันและผู้นำตระกูลว่านได้เข้ามาหาเฟิ่งหยู แต่ไม่พบ จึงเดินออกมานั่งคอยด้านนอกองค์กษัตริย์จื่อหรงซิงเดินผ่านมาพบผู้นำตระกูลทั้งสองพอดี

                “ถวายบังคมฝ่าบาท”

            “พวกท่านทั้งสองมาหาเฟิ่งหยูใช่ไหม”

            “พะยะค่ะฝ่าบาทพวกเรา.........”

            ยังไม่ทันที่ผู้นำตระกูลว่านจะพูดจบ

            “ถวายบังคมฝ่าบาท” องค์ชายห้าเดินมาพร้อมกับหลู่ผิงและผู้นำตระกูลเจียว เมื่อเห็นผู้นำตระกูลหลันและผู้นำตระกูลว่านอยู่กับพระบิดาของตนองค์ชายห้าพลันเอ่ย  

            “พระบิดา ท่านอย่าได้เชื่อคำโกหกหลอกลวงของพวกเขานะพะยะค่ะ”

            “เจ้าว่าใครโกหกอย่างนั้นหรือ?”

            “ก็พวกเขา รวมถึงเพื่อนของท่านพี่ที่มาจากอาณาจักรเมฆาหวนนั่นแหละพะยะค่ะ”

            “เจ้าว่าเขาโกหกเรื่องอะไรอย่างนั้นหรือ? เจ้ามีหลักฐานไหมที่ไปว่าพวกเขาแบบนั้น”

            “ข้าได้สอบถามคนที่ทำงานในตำหนักโอสถสวรรค์แล้วพวกเขายืนยันได้ว่าไม่เคยติดต่อและรับปากใครให้เป็นตัวแทนจำหน่ายโอสถของพวกเขาพะยะค่ะ”

            “เป็นเช่นนั้นจริงๆ อย่างนั้นหรือ?”

            “เป็นเช่นนั้นจริง ๆ ลูกนำปรมาจารย์หลู่ผิง มาเป็นพยานด้วยพะยะค่ะ”

            “ข้าน้อยหลู่ผิงนักปรุงโอสถระดับสี่ ทำงานให้กับตำหนักโอสถสวรรค์มาหลายสิบปีแล้วแต่ยังไม่เคยได้ยินผู้อาวุโสคนไหนกล่าวว่าจะให้ตระกูลไหนในอาณาจักรจันทร์เสี้ยวแห่งนี้เป็นตัวแทนของตำหนักโอสถสวรรค์จำหน่ายโอสถเลยพะยะค่ะ”

            ผู้นำตระกูลหลันและผู้นำตระกูลว่านพลันหน้าซีดในทันที

            “หากพวกเจ้ายืนยันหนักแน่นเช่นนี้ก็ดีพอดีมีใบสั่งของที่เขียนเอาไว้ สั่งให้ผู้นำตระกูลไปรับสินค้าที่ตำหนักโอสถสวรรค์และยังฝากให้กับผู้นำตระกูลทั้งสอง พวกท่านลองเอาไปส่งที่ตำหนักโอสถสวรรค์ทีหากเป็นเรื่องที่โกหกขึ้นมาข้าจะลงโทษเขาเอง หากว่าเป็นเรื่องจริงพวกเจ้าก็ต้องรับผิดชอบในคำพูดของพวกเจ้าเช่นกัน”

            “ได้พะยะค่ะพวกเรายินดีที่จะรับผิดชอบหากเรื่องนี้เป็นเรื่องที่พวกเราเข้าใจผิด...”

            “ดีดี เช่นนั้นก็ดี”

            กษัตริย์จื่อหรงซิงหยิบแหวนมิติให้กับผู้นำตระกูลว่าน

            “พวกท่านจงไปยังตำหนักโอสถสวรรค์แล้วสอบถามว่าของพวกนี้เป็นของจริงหรือไม่ให้ตำหนักโอสถสวรรค์เช็คดูว่าเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องโกหกหากเป็นเรื่องโกหกพวกเจ้าก็ไม่ต้องรับผิด เพราะพวกเจ้าก็คงถูกหลอกเช่นเดียวกับข้าเช่นกัน”

            “พะยะค่ะฝ่าบาท”

            ผู้นำตระกูลหลันและผู้นำตระกูลว่านรีบเดินทางไปยังตำหนักโอสถสวรรค์ทันทีพวกเขาต่างภาวนาอยู่ในใจว่าขอให้เฟิ่งหยูพูดนั้นเป็นความจริงเพราะมันเกี่ยวข้องกับตระกูลของพวกเขาโดยตรง

            “เอาหละพวกเราไปยังสถานที่ติดตั้งค่ายกลมิติกันจะได้รู้ว่าใครพูดจริงใครพูดโกหกกันแน่”

            เมื่อมาถึงสถานที่ติดตั้งค่ายกลมิติองค์ชายจื่อโหยวที่รับหน้าที่ดูแลด้านหน้าเพื่อมิให้ใครไปรบกวนเฟิ่งหยู

            “เสด็จพ่อท่านเสด็จมาดูเฟิ่งหยูติดตั้งค่ายกลอย่างนั้นหรือ?”

            “ไม่พวกข้ามาดูจอมหลอกลวงต่างหาก”องค์ชายห้าพูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน

            “หลอกลวงอย่างนั้นหรือพวกเราไปหลอกลวงเรื่องอะไร?”

            “เจ้าอย่ามาทำไขสือ เจ้าแอบอ้างคนพวกนั้นยอมให้คนพวกนั้นมาหลอกลวงพระบิดาว่าสามารถเป็นตัวแทนตำหนักโอสถสวรรค์จำหน่ายโอสถของพวกเข้ายังไงละ”

            “เป็นไปไม่ได้เสด็จพ่อ ข้าขอยืนยัน พวกเขาไม่ใช่พวกหลอกลวงอย่างแน่นอนและที่พวกเขาพูดนั้นมันก็เป็นเรื่องจริงอย่างแน่นอน”

            “ไม่ใช่พวกหลอกลวงแล้วจะเป็นอะไร ข้านำปรมาจารย์ หลู่ผิง ที่ทำงานอยู่ตำหนักโอสถสวรรค์มานานนับสิบสิบปีมายืนยันด้วยแล้วเจ้าจะปฏิเสธอีกหรือว่าเขาไม่ใช่จอมหลอกลวง”

            “เป็นไปไม่ได้เสด็จพ่อข้าไม่เชื่อว่าพวกเขาจะมาหลอกลวงพวกเรา ข้าขอใช้ชีวิตเป็นเดิมพันหากพวกเขามาหลอกลวงเสด็จพ่อให้ประหารลูกได้เลยหากพวกเขาไม่ใช่คนหลอกลวงจริง ๆพวกเจ้าทั้งหมดก็ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่จะเกิดขึ้นด้วย! เพียงแค่เขาเป็นตัวแทนองค์กษัตริย์เหวินฉิงมาติดตั้งค่ายกลมิติให้เราก็นับเป็นความปรารถนาดีของอาณาจักรเมฆาหวนแล้วหากเจ้าคิดว่าพวกเขามาเพื่อหลอกลวง เช่นนั้นข้าก็จะเอาชีวิตของข้านี่แหละเดิมพัน ”องค์ชายจื่อโหยวพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง

            “หลีกไปพี่ใหญ่หลีกไปให้พ้น อย่ามาขวางทางพวกเรา พวกเราจะไปจับตัวพวกเขาให้หมดก่อนที่พวกเขาจะหนีไป พี่ใหญ่คิดหรือว่าพวกเขาจะมาทำค่ายกลให้พวกเราฟรี ๆอย่างนั้นหรือ?”

            “ไม่ได้ตอนนี้เฟิ่งหยูกำลังติดตั้งค่ายกลมิติ ข้าไม่ยอมให้ใครเข้าไปรบกวนเขาเป็นอันขาดหากจะเข้าไปก็ต้องผ่านข้าไปให้ได้ก่อน”

            “เจ้า.......เจ้า.......”

            “เอาหละรอให้เขาติดตั้งค่ายกลเสร็จแล้วค่อยว่ากัน ยังไงเราก็ต้องรอผู้นำตระกูลหลันและผู้นำตระกูลว่านกลับมาจากตำหนักโอสถสวรรค์ก่อนอยู่ดีเจ้าก็อย่าได้รีบร้อนไป"

            "พะยะค่ะเสด็จพ่อ”

            หลังจากนั้นหนึ่งชั่วยามเฟิ่งหยูติดตั้งค่ายกลมิติเสร็จสิ้น พวกเขาจึงเดินออกมา

            “ออกมาแล้วอย่างนั้นหรือเจ้าพวกหลอกลวง......”

            “ทหารจับตัวพวกเขาเอาไว้.......”

            “หลอกลวงพวกเราไปหลอกลวงท่านเรื่องอะไรอย่างนั้นหรือ?”

            “พวกเจ้าหลอกลวงพระบิดาข้าให้ออกประกาศไปทั่วอาณาจักรเรื่องการจำหน่ายโอสถของตำหนักโอสถสวรรค์เจ้าทำให้พระบิดาของข้าต้องเสื่อมเสียหากนำโอสถของตำหนักโอสถสวรรค์มาจำหน่ายไม่ได้จริงๆ”

            “ก็เป็นเรื่องจริงนี่ข้าไม่ได้หลอกลวงสักหน่อย......”

            ทันใดนั้นผู้นำตระกูลหลันและผู้นำตระกูลว่านรีบเดินทางมาอย่างรวดเร็วเขามาถึงในเวลาที่เฟิ่งหยูออกมาจากการติดตั้งค่ายกลมิติและกำลังถกเถียงกับองค์ชายอยู่

            “ฝ่าบาทฝ่าบาท”

            “ฮ่าฮ่า ฮ่า เป็นยังไงข้าบอกแล้วว่ามันเป็นพวกหลอกลวง พวกเจ้าไปรับโอสถแล้วไหนละโอสถข้าไม่เห็นพวกเจ้านำโอสถมาเลยสักเม็ด”

            “ฝ่าบาทเรื่องที่เฟิ่งหยูพูดเป็นเรื่องจริงพะยะค่ะ พวกเราได้รับสินค้าในวันพรุ่งนี้โดยสมาคมการค้ามังกรดำจะเป็นผู้นำสินค้าทั้งหมดมาส่งให้พวกเราทุกเมือง พวกเราได้รับการยืนยันจากผู้ดูแลตำหนักโอสถสวรรค์ว่าสินค้าทุกอย่างที่สั่งเป็นคำสั่งจากปรมาจารย์นักปรุงโอสถของตำหนักโอสถสวรรค์จริงๆ และป้ายยืนยันตัวตนก็เป็นของจริงทุกประการพะยะค่ะ”

            “อะไรนะพวกเจ้า โกหก โกหกพวกเจ้ารวมหัวกันโกหกชัด ๆ เป็นไปไม่ได้ ข้ามีปรมาจารย์หลู่ผิงมายืนยันด้วยนะ”

            “ท่านปรมาจารย์หลู่ผิงไหนท่านบอกไม่มีตระกูลใดในอาณาจักรนี้สามารถติดต่อและนำโอสถมาจำหน่ายได้ไงท่านยืนยันกับพระบิดาของข้าหน่อยว่าที่ข้าพูดเป็นเรื่องจริง....”

            “ข้าข้าเองก็ไม่รู้เช่นเดียวกันว่าพวกเขามีป้ายอะไรไปยืนยันที่ตำหนักโอสถสวรรค์ถึงได้รับการตอบรับแบบนั้นมาได้”

            “อ้าวเจ้าเองหรอหลู่ผิง เจ้าจำข้าไม่ได้อย่างนั้นหรือ หรือว่าต้องให้ข้าทบทวนความจำให้เจ้าอีกครั้ง......”

             “นี่ป้ายของท่านเฟิ่งหยู ข้าขอคืนให้ท่านผู้ดูแลตำหนักโอสถสวรรค์ยังฝากมาบอกกับท่านอีกด้วยว่า หากว่าง ๆ ให้ท่านไปดื่มกับเขาสักวันจักเป็นพระคุณยิ่ง”

             ผู้นำตระกูลว่านำแผ่นป้ายพร้อมแหวนมิติคืนให้กับเฟิ่งหยูเมื่อหลู่ผิง มองเห็นป้ายนั้นก็รู้ได้ทันที (หลู่ผิงคนที่หาเรื่องเฟิ่งหยูในตอนที่33)

            “เจ้าเจ้า เป็นเจ้าอีกแล้วอย่างนั้นหรือ ทำไมเจ้าต้องตามมาจองเวรข้าด้วยข้าย้ายมาอยู่อาณาจักรจันทร์เสี้ยวก็เพราะเจ้า เจ้าเด็กตัวน้อยในวันนั้นตอนนี้เจ้าเติบใหญ่ถึงเพียงนี้แล้วอย่างนั้นหรือ.....”

            อักกก......หลู่ผิงโกรธจนกระอักโลหิตออกมา 

    คล้ายกับเรื่องราชันย์สิบโลก ที่คุณอ่าน