“ข้าชื่อว่า เซียวรั่วถิง เรียกข้าว่า รั่วถิง ก็ได้นะ”
ทันทีที่ได้ยินชื่อของสาวน้อยที่อยู่ตรงหน้า จวินถง ก็ฉะงักไปชั่วขณะหนึ่ง พลันคิดอยู่ในใจถึงชื่อเสียงของหญิงสาวที่ชื่อ เซียวรั่วถิง ว่าเป็หลานสาวของ เสนาบดีเซียวหม่าทง ขุนนางผู้หนึ่งที่ทรงบารมีในราชสำนัก
เซียวรั่วถิงที่ข้าเคยได้ยินมานางนั้นเป็หญิงสาวที่แข็งกระด่าง รูปโฉมอัปลักษณ์ แถมยังมีนิสัยเหมือนชายฉกรรจ์ ไม่มีคุณลักษณะที่เป็กุลสตรีเลยแม้แต่นิดเดียว เหตุใดผู้คนชาวบ้านภายนอกถึงได้ซุบซิบนินทาวกล่าวร้ายนางได้ถึงเช่นนั้น แต่ตอนนี้ข้าได้เห็นนางอยู่ตรงหน้าข้า ต่อหน้าต่อตา
แม้จะมีท่าทางและนิสัยมุทะลุดั่งชายหนุ่ม แต่รูปร่างหน้าตานั้นก็ไม่เห็นจะเลวร้ายแต่อย่างใด ตัวข้าเองเห็นว่าจะมีความน่ารัก จิ้มลิ้มชวนให้ค้นหาเสียมากกว่า
“เ้าคือ คุณหนูน้อยตระกูลเซียว ที่เขาล่ำลือกันนี่เอง ถึงว่า สาวน้อยประเภทใดกัน ที่จะมีใจกล้าบ้าบิ่น กะตั้งท่าสู่กับชายหนุ่มถึงสี่ห้าคนด้วยตัวคนเดียว”
“นี่ท่านอย่ามาดูถูกข้าแบบนี้นะ เป็หญิงแล้วทำไม ท่านปู่ข้าสอนไว้ว่าอย่าให้ข้าไปรังแกใคร แต่ก็อย่าให้ใครมารังแกข้า–
เ้าพวกนั้นหนะสมควรแล้วที่โดนข้าสั่งสอนเข้าให้”
จวินถงได้ฟังตามที่นางพูดก็เผลอยิ้มมุมปากขึ้นมาเสียได้ แถมยังรู้สึกว่า ผู้หญิงอะไรกัน แบบนี้ไม่เห็นเคยเจอะ เคยเจอ
“ว่าแต่… ท่านองครักษ์จวินถง ตกลงแล้วท่านจะรับเด็กคนนี้ไปอยู่กับท่านจริง ๆ นะเหรอ”
“ใช่ ยังไงข้าก็ไม่ได้มีภาระอะไรมากอยู่แล้ว อีกอย่างข้าว่าข้ากับน้องชายคนนี้คงมีบุญร่วมกันแน่ ์จึงได้ลิขิตให้มาเจอพวกเ้าในวันนี้อย่างไร”
จวินถงอ้างเช่นนั้น อันที่จริงเขาแต่เพียงเป็คนที่เมตตาอยู่ เห็นเด็กโดนรังแกอยู่ข้างถนนแบบนี้ ถ้าเขาพอช่วยเหลือได้ เขาก็จะช่วย
“แม่นางก็เช่นกัน– ที่เราได้มาพบกันวันนี้ คงมีบุญร่วมกัน ยังไงก็โปรดรับข้าเป็สหายด้วยเถิด”
จวินถงมีความสนใจในเซียวรั่งถิงอยู่ไม่น้อย เขาจึงเอ่ยขอเป็เพื่อนกับนาง
“ได้อยู่แล้ว— ยังไงท่านช่วยพวกข้าวันนี้ ท่านคงไม่ใช่คนไม่ดี งั้นเราสองคนเป็สหายกัน”
เซียวรั่วถิงอันที่จริงนางเป็ฉลาดเหมือนกับปู่ของนาง ที่รับเป็เพื่อนไปก็เพียงแต่รับไปพอเป็พิธี แต่คงจะต้องดูน้ำใจกันต่อไป เพราะอย่างไรเสียก็ห้ามไว้ใจคนแปลกหน้าง่าย ๆ นี่คือคติที่นางเองต้องยึดถือ
จวินถงนึกขึ้นได้ว่าเด็กชายตรงหน้าเขานี้ยังไม่รู้เลยถึงชื่อเรียงเสียงนาม ว่าเป็ใครจากไหน เห็นแต่สภาพที่น่าสังเวช ร่างกายที่ผอมซีดเซียว เสื้อผ้าขาด ๆ เนื้อตัวมอมแมม ผมเผ้ารุงรัง
“หนุ่มน้อย ว่าแต่เ้าชื่ออะไรอย่างนั้นเหรอ แล้วเหตุใดเข้าถึงมาอยู่ข้างถนนนี่ได้ละฮะ”
“ข้าชื่อ อาเตา ข้าเกิดมาไม่มีพ่อแม่หรอก มีก็แต่ท่านยาย ไม่กี่เดือนก่อนพอท่านยายตาย ข้าก็ต้องอยู่คนเดียว ร่อนเร่อยู่แบบเนี้ยะ”
จวินถง รู้สึกสงสารจากใจจริง แลเอ็นดูในคำพูดที่ใสซื่อของอาเตา
“เช่นนั้นเ้าตามข้ามา ต่อจากนี้ อาเตา เข้ามาอยู่กับข้า”
“ขอบคุณขอรับ ข้าน้อยอาเตา จะรับใช้ท่านอย่างสุดความสามารถไปชั่วชีวิต– พี่สาวก็ด้วยที่ท่านช่วยข้าในคราวนี้ ข้าจะไม่มีวันลืมบุญคุณท่านเลย หากมีวันใดที่ข้าสามารถทดแทนบุญคุณท่านได้ ต่อให้อยู่ใกล้เพียงใด ข้าก็จะไปช่วยเหลือพี่สาว”
อาเตาคุกเข่าคารวะทั้งสองด้วยความดีใจปนกับตื้นตันใจหาที่สุด
“เช่นนั้น…ข้าขอตัวก่อนแม่นางเซียว ข้ายังมีงานที่ต้องไปทำ หากมีวาสนาคงได้พบกันอีกเป็แน่— ข้าลาหละ”
จวินถงเอ่ยลาทั้งที่อันที่จริงอยากที่จะพูดคุยกับเซียวรั่วถิงผู้นี้ต่อไปอีกแท้ ๆ แต่งานของเขาก็สำคัญเช่นกัน
“แล้วพบกันนะ พี่สาววว~~~”
อาเตาโบกมือลาเซียวรั่วถิงก่อนจะหันหลังเดินตามจวินถงไป
เซียวรั่วถิงก็ยิ้มให้แลโบกมือลาตอบกลับ ตามนิสัยนางผู้นี้ ที่ร่าเริงได้อยู่ตลอดเวลา
.
.
.
ฉึบ ฉึบ ฉึบ
“ถิงเอ๋อร์ ~ ถิงเอ๋อร์!!! เ้าเป็อย่างไรบ้าง แล้วเหตุใดเ้าไปทะเลาะกับพวกนั้นได้ แล้วนี้พวกนั้นไปไหนแล้ว”
เซียวรั่วหยา รีบเดินมาแบบสำรวม ด้วยท่าทางที่เป็ห่วงน้องสาวคนนี้มาก ทั้งที่นางเองก็รู้ว่าน้องสาวเป็คนที่สู้คน และเก่งกาจในการเอาตัวรอดเป็อย่างมาก แต่แล้วด้วยความเป็พี่สาว นางก็จะเห็นน้องสาวตนเองเป็ดั่งนางฟ้าตัวน้อย ๆ เสมอ แม้ผู้อื่นที่เคยเจอะ เคยเจอ จะคิดว่านางเป็ั์มารก็ตาม
“โธ่…พี่หญิง ข้าไม่เป็อะไรหรอก ท่านก็รู้ว่าข้าหนะ เอาตัวรอดเก่งอยู่แล้ว~ เห้อะ”
“แล้วชายหนุ่มคนเมื่อกี้ล่ะ เขาเป็ใคร ใช้คนที่เ้ามีเื่ด้วยหรือไม่—
แล้วเด็กคนนั้นล่ะ–
แล้วเ้าไม่ได้ไปหาเื่เขาก่อนใช่ไหม–
แล้วเ้า–”
“โอ้ย พี่หญิง…ข้าตอบคำถามท่านไม่ทันแล้วเนี้ยะ เดี๋ยวกลับถึงบ้านข้าค่อยเหล่าให้ฟัง ตอนนี้เราไปซื้อของกันต่อก่อนดีกว่า ข้ามีเื่เสียตั้งนาน ยังไม่ได้ซื้ออะไรสักชิ้นเลย”
เซียวรั่วถิงถึงกับต้องหยุดความสงสัยของพี่สาวของตนเอง ที่ถามคำถามออกมาอย่างกับพายุ
“เช่นนั้น…ก็ได้ แต่ถึงบ้านแล้ว เ้าต้องเล่าให้ข้าฟังนะ”
“รู้แล้วหละน่า—”
^^^^^
ณ จวน ชินอ๋อง
.
.
.
เป็จวนที่มีของประดับหรูหรา นับว่าเป็จวนอ๋องที่สวยงามที่สุดในต้าฮวนเลยก็ว่าได้ แม้ของภายใน ราคาวัสดุ ปลค่าก่อสร้างจะไม่ได้ทะลุเพดานเหมือนจวนของขุนนางหรืออ๋องคนอื่น ๆ แต่ศิลปะในการตกแต่งของ ชินอ๋องผู้นี้ไม่เป็สองรองใครยิ่งนัก
“องค์ชาย ท่านกลับมาแล้วหรือขอรับ ท่านเ้าเมืองไปเสียตั้งนาน ข้าน้อยก็คิดว่าจะเกิดเื่กับท่าน คราหลังท่านให้เข้าไปทำแทนท่านดีกว่าขอรับ”
จูเอี๋ย เลขาคนสนิทของชินอ๋อง มีบุคลิกที่นอบน้อมต่อผู้อื่น ยิ่งเป็เ้านายตนเอง ยิ่งทั้งนอบน้อม แลแสดงความเป็ห่วง ซึ่งเด่นชัดที่เขาแสดงออกผ่านสีหน้า
“ไม่ต้องหรอก มีเื่ระหว่างนิดหน่อย แต่ไม่ได้มีอะไรสำคัญ…ตอนนี้เข้าไปข้างในกันได้ละ”
“องค์ชาย ว่าแต่เด็กนี่คือ???”
จูเอี๋ยถามถึงเด็กผู้ชายที่หลบอยู่ด้านหลังเ้านายตนเอง ท่ทางจะกลัวคนแปลกหน้า
“อ่อ อาเตา เ้าไม่ต้องกลัวไปหรอกนะ คนในบ้านข้าไว้ใจได้ทุกคนนั้นแหละ”
“นี่คือ อาเตา เด็กจากข้างถนนที่ข้าเอามาด้วย เื่มันยาว เอาไว้ข้าค่อยเล่าให้ฟังที่หลัง ตอนนี้รีบเข้าไปข้างในเถอะ มีเื่สำคัญต้องหารือกันก่อน ตอนนี้”
ชินอ๋อง พระราชโอรสลำดับห้า ของ ฮ่องเต้ต้าฮวนรัชกาลปัจจุบัน องค์ชายห้า ผู้เป็ดั่งปัญญา เป็ผู้ที่มีความสุขุม และรอบคอบเป็อย่างมาก แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องเด็ดขาด ก็เืเย็นมากเช่นเดียวกัน เห็นว่ากันว่าเขามีความเด็ดขาดไม่แพ้ฮ่องเต้ผู้เป็พระบิดาเลย
ที่จริงแล้ว จวินถง ก็คือ องค์ชายห้า หรือชินอ๋อง แห่งต้าฮวน ผู้เป็โอรสของฮ่องเต้ กับอดีตฮองเฮา ซ่างจือ แลยังอนุชาร่วมอุทรเดียวกันกับ องค์ชายรัชทายาท หลินจือหยางอีกด้วย
นามจริงของชินอ๋ององค์ชายห้าผู้นี้ คือ หลินอี้จวิน เป็ชายหนุ่มที่ได้รับสมญาว่ามีเสน่ห์ต่อสาว ๆ มากที่สุดในฉางอัน หรือจะกล่าวว่าทั่วทั้งต้าฮวนเลยก็ว่าได้ นอกจากจะมีความสุขุมและปัญญาแล้ว ยังมีอารมณ์สุนทรีย์ ชอบแต่งกวี มีคารมคมคาย
แลใบหน้ายังมีความงามที่ละมุน ชวนให้สาว ๆ คนไหนได้เห็นใบหน้าขององค์ชายผู้นี้ คงจะนำกลับไปฝันกลางวันเป็แน่
แต่ทั้งหมดนี่คงใช้กับคุณหนูน้อยเซียวไม่ได้ เพราะนางคงจะไม่ใช่ผู้หญิงทั่ว ๆ ไป หละนะ
“เด็ก ๆ พาอาเตา ไปอาบน้ำ แต่งตัว เปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วก็หาอาหารอย่างดีให้เขากินด้วย”
“ขอรับ~”
“เ้าค่ะ~”
“อาเตาแต่นี้ต่อไปที่นี่ก็คือบ้านของเ้า”
“ขอรับ”
องค์ชายห้าลูบที่หัวอาเตาก่อนจะส่งอาเตาให้เด็กรับใช้ในบ้านไปอาบน้ำแต่งตัวให้เสียใหม่
เมื่ออาเตาแลคนรับใช้ออกไปกันหมดแล้ว จูเอี๋ยก็ได้เริ่มรายงานสถานการณ์ให้เ้านายตนรับทราบตามลำดับ
“องค์ชาย…ตอนนี้สายเรารายงานว่า รัชทายาททำการสืบสวนใกล้จะลุล่วงแล้ว อีกไม่นานคงรู้ตัวผู้อยู่เื้ัได้แน่นอน อีกอย่างเขาคงจะมีหลักฐาน พร้อมพยานแล้วแน่ เพราะจากที่สายข้าได้รายงาน องค์ชายใหญ่ดูมั่นใจมากว่าจะได้หลักฐานเอาผิดคนผู้นั้นได้”
ชินอ๋องหรือองค์ชายห้า นามหลินอี้จวิน เดินมือไขว้หลังครุ่นคิดไปทั่วภายในห้องทำงานตน อยู่ภายตาสายตาที่น่าหนักใจของจูเอี๋ย เขาเองก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่าผู้เป็เ้านายนั้น กำลังเป็ห่วงเื่อันใด
ทางด้านชินอ๋องที่ครุ่นคิดอยู่ก็นึกเื่ราวต่าง ๆ ที่ผ่านมา และวีรกรรมของผู้พี่ของตนที่เป็รับทายาท ว่าเป็คนที่ตรงฉินเอามาก ๆ ทำให้ขุนนางที่ไม่โปร่งใส ไม่ได้สนับสนุน หลินจือหยาง เป็รัชทายาทนัก แต่เป็พระประสงค์ฝ่าา คงมิมีผู้ใดกล้าขัดพระทัย
ขุนนางส่วนที่ไม่ได้ปลื้มในตัวองค์ชายใหญ่นั้น ก็จะมีคนอยู่ในใจของตนอยู่แล้ว มีอยู่ด้วยหันสองคนคือ องค์ชายรอง และองค์ชายสาม
คนที่ดูมีภาษีดีกว่ากลับเป็องค์ชายสาม ที่เป็โอรสของฮองเฮาองค์ปัจจุบัน มากกว่า องค์ชายรอง ที่เป็เพียงลูกของสนมชั้นกุ้ยเฟย
เพราะฉะนั้นตามนิสัยขององค์ชายใหญ่ที่รักราษฎร บวกกับนิสัยเดิมที่ไม่ชอบในการคดโกงเป็ยิ่งนัก ทำให้เขากังวลใจว่าองค์ชายใหญ่จะยอมหัก แต่ไม่ยอมงอ ตัวเขาเองเคยเตือนผู้เป็พี่ชายแท้ ๆ ของตนไปแล้วถึงนิสัยดังกล่าวนี้
บางครั้งมันเป็สิ่งดี แต่บางทีถ้ามากไปอาจทำภัยมาใส่ตัวได้
เขาเองก็คิดเสียดายในความสามารถของพี่ชายอย่างองค์ชายใหญ่ นับทุกเื่แล้วแงค์ชายใหญ่เป็ผู้ที่มีความสามารถรอบด้านปละชำนาญมากที่สุด แต่เสียเื่เดียวคือ เป็คนตรงฉินมากเกินไป ขนขุนนางตีตนออกห่าง
“เช่นนั้น ก็ไม่ได้การ เร่งคนของเรา ข้าจะออกเดินเดี๋ยวนี้ ไปดักรอพี่ใหญ่ตรงกลางทาง ข้าจะไปรอห้ามพี่ใหญ่”
จูเอี๋ยเอ่ยปากยั้งใจเ้านายไว้ในทันที
“ข้าน้อยว่าอย่ารีบร้อนจะดีกว่าขอรับ…
หากมีอันใดเกิดขึ้น พวกเราจะได้ไม่ต้องมีส่วนพัวพันจนถูกหมายตาไปด้วย—
อีกอย่าง อย่างไรเสียองค์ชายรัชทายาท
ก็ต้องมารายงานกับฝ่าาที่เมืองหลวง
เราคอยรอรับเสด็จอยู่เมืองหลวงแล้วค่อยเข้าพบจะได้ไม่เป็ที่สะดุดตาด้วยขอรับ”
ที่จูเอี๋ยพูดมานั้นก็มีเหตุผลหากพี่ใหญ่้าที่จะกราบทูลต่อเสด็จพ่อ อย่างไรก็ต้องเข้าเมืองหลวงอยู่ดี ตอนนั้นเราไม่ยับยั้งความคิดพี่ใหญ่ที่ตรงฉินเสียเหลือเกิน ตอนนั้นคงยังไม่สาย
แต่หากเราไปดักเจอพี่ใหญ่ระหว่างทาง เราก็จะถูกพุ่งเป้าจากเหล่าขุนนาง เสนาอำมาตย์ ที่มีผลประโยชน์กับเื่พวกนี้
จนขยับตัวอะไรไม่สะดวกแน่
พี่ใหญ่เป็รัชทายาทนั่นคือเื่จริง พี่รองกับพี่สาม ก็มีขุนนางสนับสนุนไม่แพ้กัน แม้พี่ใหญ่จะเป็ถึงโอรสของอดีตฮองเฮา และยังเป็โอรสองค์โตของเสด็จพ่อ แลยังเป็หลานลุงของอัครมหาเสนาบดี พี่ใหญ่สมควรแล้วที่จะได้สืบทอดบัลลังก์
ข้ารัก แลเคารพพี่ใหญ่นั่นคือสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ อีกทั้งเรายังเป็พี่น้องร่วมอุทรเดียวกัน
แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าข้าจะไม่ได้อยากได้ราชบัลลังก์ อย่างไรราชบัลลังก์นั้น โอรสของเสด็จพ่อทุกคนย่อมมีสิทธิ์
จูเอี๋ยอาจจะคิดว่า ถ้าพี่ใหญ่เข้ากราบทูลความจริงทั้งหมดต่อเสด็จพ่อ พระองค์ก็คงจะให้มีการสืบสวน แลกวาดล้างขุนนางทุจริตอย่างสิ้นซาก แต่อย่างไรเสียนั้นจะเป็การทำให้เหล่าขุนนางมีแต่จะถอยห่างพี่ใหญ่ไปเรื่อย ๆ แล้วหนีไปเข้ากับพี่รอง และพี่สาม
เพราะฉะนั้นเสด็จพ่อไม่มีทางทำเช่นนั้นอย่างแน่นอน พระองค์จะมีวิธีจัดการที่แยบยลจนทำทุกอย่างไม่จนกระทบต่อบัลลังก์ของพี่ใหญ่ในอนาคต เสด็จพ่อต้องพยายามทำทุกทางที่จะรักษาตำแหน่งองค์ชายรัชทายาทอย่างสุดกำลัง
ยิ่งเสด็จพ่อเห็นพี่ใหญ่นักแลเป็ห่วงราษฎรมากเท่าใด พระองค์ยิ่งจะปักใจกับพี่ใหญ่มากเท่านั้น
ฉะนั้นแล้วข้าต้องขวางพี่ใหญ่ไม่ให้้รายงานต่อเสด็จพ่อโดยตรงให้ได้
ข้ารักเคารพพี่ใหญ่เสมอ แต่ราชบัลลังก์นั้นตัวข้าเอง ชินอ๋อง หลินอี้จวิน ผู้นี้ก็อยากที่จะได้มันมาเช่นเดียวกัน…