ณทวีปเจินเซิ่ง ตระกูลซู
“ซูฉางเซิง อย่าเสียเวลาอีกเลย เร็วเข้า!”
ภายในห้องอันหรูหราองค์หญิงเก้าตรึงซูฉางเซิงไว้บนเตียงนุ่ม ดวงเนตรงดงามดุจสายน้ำ จ้องมองซูฉางเซิงแน่วแน่
กลิ่นอ่อนหวานเย้ายวน
เส้นผมสีทองยาวสยายปกคลุมร่างของซูฉางเซิงไว้เกือบมิด
ต้องยอมรับว่าเส้นผมขององค์หญิงเก้าหรือที่รู้จักกันในนามจีหวงนั้น ยาวและดกดำราวกับผ้าไหมสีทอง เมื่ออยู่เคียงข้างร่างกายอันบอบบางของนางก็ดูเสมือนตุ๊กตาขนาดใหญ่
เพียงโดยปกติแล้วบุคลิกของนางแข็งแกร่ง ดวงตาสีทองยังแฝงไปด้วยรังสีแห่งอำนาจ ทำให้ผู้คนมองข้ามจุดนี้ไป
“องค์หญิงเก้า แล้วเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรร่วมกันเล่า”
ซูฉางเซิงเอ่ยขึ้นเบาๆขณะที่มองใบหน้าแดงระเรื่อขององค์หญิงเก้าที่แสดงท่าทีแข็งกร้าว
องค์หญิงเก้าชะงักไปครู่หนึ่ง
เพราะความตื่นเต้นมากเกินไปนางดูเหมือนจะลืมถ่ายทอดเคล็ดวิชาให้ซูฉางเซิงหรือ
“อะแฮ่ม...”
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้องค์หญิงเก้ากระแอมเบาๆ ด้วยความอับอาย ก่อนจะถ่ายทอดเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรร่วมกันให้กับซูฉางเซิง
“ช่างเป็นเคล็ดวิชาที่แยบยลยิ่งนัก!”
หลังจากศึกษาเคล็ดวิชานี้อย่างถี่ถ้วน
ดวงตาของซูฉางเซิงเป็นประกายความแยบยลระดับนี้เทียบเท่ากับระดับจักรพรรดิเลยทีเดียว
หรือพูดให้ชัดเจนกว่านั้นนี่คือเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรร่วมกันระดับมหาจักรพรรดิ
หากเป็นการบำเพ็ญเพียรร่วมกันครั้งแรกการมีร่างกายหรือสายเลือดที่แข็งแกร่งย่อมเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อทั้งสองฝ่าย
แน่นอนว่าเพียงแค่นี้คงไม่เพียงพอที่จะรักษาอาการบาดเจ็บขององค์หญิงเก้าไม่ใช่หรือ
ซูฉางเซิงมองไปยังองค์หญิงเก้าดวงตาฉายแววสงสัย
“เหอะ แค่เคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรร่วมกันอย่างเดียว คงไม่เพียงพอแน่ หากรวมกับสังขารเก้าหงส์ศักดิ์สิทธิ์และสายเลือดหงส์เพลิงบริสุทธิ์ของข้าด้วยเช่นนั้นก็มากเกินพอแล้ว!”
องค์หญิงเก้าหันหน้าหนีเล็กน้อยด้วยความรู้สึกผิดเมื่อเห็นความสงสัยในดวงตาของซูฉางเซิง
“เอาละ เจ้ายังเป็นบุรุษหรือไม่ รีบมาเริ่มกันเถิด!”
ในวินาทีต่อมาองค์หญิงเก้าคว้ามือซูฉางเซิง ท่าทางดูถูกและยั่วยวน
นี่นางกำลังท้าทายเขาหรือ
ตึง!
ซูฉางเซิงเลิกคิ้วพลิกตัวตรึงองค์หญิงเก้าไว้ใต้ร่าง
ไม่นานนักการต่อสู้อันดุเดือดก็ปะทุขึ้น พลังลึกลับแผ่กระจายออกมาเป็นรังสีหยินและหยาง ราวกับภาพไท่จี๋[1]
ภายในห้องพลังลึกลับมากมายปรากฏขึ้น แสงศักดิ์สิทธิ์สีแดงทองพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ปรากฏเงาหงส์เพลิงบริสุทธิ์ที่รายล้อมไปด้วยเปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์น่าเกรงขาม
ทั้งห้องรวมถึงตำหนักล้วนถูกปกคลุมไปด้วยรัศมีร้อยแปดพันเก้า และปรากฏการณ์แปลกประหลาดต่างๆ
...
“ในที่สุดก็ลงมือแล้วสินะ!”
นอกห้องภายในสวน กู้ชิงเกอเอามือลูบหน้าผากด้วยความรู้สึกจนใจ
สิ่งที่นางกังวลในที่สุดก็เกิดขึ้น
เพียงครั้งนี้ไม่ใช่สามีไร้ยางอายของนางซูฉางเซิงที่เป็นฝ่ายเริ่ม ทว่ากลับเป็นองค์หญิงเก้าที่อุทิศตนเองและเป็นฝ่ายรุกเสียเอง
ต้องยอมรับว่ามันค่อนข้างน่าแปลกใจ
“พี่กู้ ท่านไม่ชอบองค์หญิงเก้าหรือเจ้าคะ” ไป๋เยวี่ยเกอที่กำลังตั้งครรภ์ถามขึ้น
บางทีอาจเป็นเพราะการตั้งครรภ์ใบหน้าของไป๋เยวี่ยเกอดูอิ่มเอมขึ้นเล็กน้อย ดูมีเสน่ห์แบบน่ารักน่าเอ็นดู
เมื่อรวมกับร่างกายเล็กๆและเท้าเปล่าสีขาว นางก็ดูมีเสน่ห์แปลกๆ
ซูจื่อยวนและอันเมี่ยวอีนั่งอยู่คนละฝั่ง
อีกด้านหนึ่งซูฉางเกอนอนคว่ำอยู่ข้างๆ ดวงตากลมโตกะพริบปริบๆ จ้องมองไปยังอวี่ซินด้วยความอยากรู้ไม่ลดละ
ใช่แล้วหลังจากกลับมา ซูฉางเซิงก็โยนอวี่ซินออกมาอย่างไร้เยื่อใย
เขาไม่ได้อธิบายกระไรเลยเพียงแค่โยนนางให้กู้ชิงเกอและคนอื่นๆ ดูแล
ด้วยเหตุนี้อวี่ซินจึงยังคงอยู่ในสภาพงงๆ และถูกซูฉางเกอจ้องมองจนทำตัวไม่ถูก
“พี่หญิง ท่านงดงามยิ่งนัก!” หลังจากมองอวี่ซินอยู่นานซูฉางเกอก็อดไม่ได้ที่จะพูดขึ้น
ทำให้อวี่ซินหน้าแดงด้วยความเขินอาย
“เฮ้อ อีกไม่นานก็จะมีน้องสาวเพิ่มอีกสองคน บรรพบุรุษช่างเป็นคนโลภมากจริงๆ”
ซูจื่อยวนถอนหายใจเมื่อเห็นภาพนี้
นางส่ายหน้าเหนื่อยหน่ายทว่าท่าทางดังกล่าวกลับดูตลกขบขันเมื่อประกอบกับท้องที่ป่องออกมาของนาง
“ข้ายังไม่ได้เลย”
อันเมี่ยวอีก็แสดงความไม่พอใจเช่นกันนางยังไม่ได้ร่วมห้องกับซูฉางเซิงเลยสักครั้ง ทว่ากลับถูกคนที่มาทีหลังแซงหน้าไปแล้ว
“ไม่ใช่เช่นนั้น เพียงฐานะของนางค่อนข้างละเอียดอ่อน หากลงมือในตอนนี้ คงจะจัดการกระไรไม่ได้โดยง่ายนัก!”
กู้ชิงเกอส่ายหน้าตอบไป๋เยวี่ยเกอหนึ่งประโยคที่พ่วงด้วยความกังวลใจ
ไม่ใช่แค่เพราะการอุทิศตนขององค์หญิงเก้าเท่านั้น
ประเด็นที่สำคัญคือเมื่อซูฉางเซิงพาองค์หญิงเก้ากลับมา นางอยู่ในสภาพบาดเจ็บสาหัส
องค์หญิงเก้าแห่งราชสำนักผู้ใดในทวีปเจินเซิ่งนี้จะกล้าทำเช่นนี้กับนาง
ผู้ใดกันที่มีความสามารถเช่นนั้น
แต่ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดกู้ชิงเกอก็รู้สึกกังวลอยู่ดี
พลังของพวกเขายังอ่อนแอเกินไป
ต้องลงมือโดยเร็วที่สุดและคว้าโอกาสนั้นมาให้ได้
กู้ชิงเกอหลับตาลงเล็กน้อย
...
ตูม!
ในขณะเดียวกันปรากฏการณ์ภายในห้องก็ยิ่งน่าตื่นตาตื่นใจขึ้น ปกคลุมทั่วทั้งเวหา ราวกับสะท้อนไปไกลนับล้านลี้
โชคดีที่ซูฉางเซิงได้ลงมือแยกพื้นที่แห่งนี้ออกเป็นโลกใบเล็กจึงไม่ส่งผลกระทบต่อโลกภายนอก
เวลาผ่านไป
ในขณะที่ซูฉางเซิงและองค์หญิงเก้ากำลังบำเพ็ญเพียรร่วมกัน
โลกภายนอกทวีปเจินเซิ่ง ทวีปเสิ่นอวิ่น ทวีปว่านหลิง และสถานที่อื่นๆ ล้วนเกิดความโกลาหลขึ้น
ผู้นำสำนักและผู้อาวุโสของสำนักกองกำลังระดับสูงจำนวนนับไม่ถ้วนแทบจะเสียสติ
เพราะดวงวิญญาณของบรรพบุรุษและผู้นำสำนักของพวกเขาแตกสลายไปแล้ว
ผลลัพธ์นั้นชัดเจนในตัวเอง
พวกเขาทั้งหมดล้มตายในดินแดนลับ
ชั่วขณะหนึ่งสำนักกองกำลังมากมายล้วนโศกเศร้า เพราะนั่นหมายความว่าเสาหลักของพวกเขาล้มลงแล้ว สำนักอาจเผชิญกับความวุ่นวายหรือแม้กระทั่งการล่มสลาย
ตูม!
ภายในดินแดนต้องห้ามสีเลือดบนทวีปเสิ่นอวิ่นผู้ปกครองเทียนกั๋วจ้องมองด้วยสายตาเย็นชา รัศมีแห่งอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวปะทุขึ้นจากร่างของเขาเปรียบเสมือนมหาสมุทรนับพันจมลงพร้อมกัน
ดินแดนต้องห้ามแห่งนี้สั่นสะเทือนตำหนักนับไม่ถ้วนสั่นไหว
เหล่ามือสังหารเซียน และกระทั่งราชานักบุญจำนวนมาก ล้วนหวาดกลัวอย่างที่สุด รวมถึงเด็กหนุ่มผมขาวพวกเขาทั้งหมดคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความสั่นไหว
หวาดกลัวสุดหัวใจ
เบื้องหน้าผู้ปกครองเทียนกั๋วร่างสีดำคุกเข่าลง เผยให้เห็นใบหน้าธรรมดาๆ ที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว นั่นคือหมายเลขยี่สิบเอ็ดที่หลบหนีไป
“ซูฉางเซิง มดปลวกราชานักบุญตัวหนึ่ง กลับทำลายแผนการอันยิ่งใหญ่ของพวกเรา!”
ดวงตาของผู้ปกครองเทียนกั๋วเย็นชาหัวใจเต็มไปด้วยรังสีอาฆาต ไร้ขอบเขต
เขาไม่เคยนึกมาก่อนว่าผู้ที่ทำลายแผนการของเขาจะเป็นมดปลวกตัวเล็กๆที่ไม่สลักสำคัญใดๆ และยังเป็นคนเดียวที่สังหารหมายเลขสามสิบอีกด้วย
“ซูฉางเซิงหรือ ดี ดีมาก ดีจริงๆ!” ผู้ปกครองเทียนกั๋วอ้อมแอ้มด้วยความโกรธจนหัวเราะออกมา
หากเขาย้อนเวลากลับไปได้และให้ความสำคัญกับมันมากขึ้นอีกนิด แก้แค้นให้หมายเลขสามสิบ และสังหารซูฉางเซิงเสียแผนการในครั้งนี้จะประสบความสำเร็จหรือไม่เล่า
องค์ชายจะไม่พิโรธเช่นนี้หรือไม่
เมื่อนึกถึงความเย็นชาที่แผ่ออกมาจากองค์ชายเมื่อเขาแจ้งข่าวผู้ปกครองเทียนกั๋วก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวาดๆ
แม้ว่าเขาจะเป็นราชานักบุญทว่าเบื้องหน้าองค์ชาย เขาก็เป็นเพียงมดปลวกตัวหนึ่งก็เท่านั้น
หากเขาเผลอทำให้พระองค์ทรงพระพิโรธแม้ว่าเขาจะเป็นราชานักบุญ เขาก็ไม่อาจรอดชีวิตไปได้
“ซูฉางเซิงต้องตาย!”
ดวงตาของผู้ปกครองเทียนกั๋วเย็นเยียบความหนาวเหน็บแผ่กระจาย เขาจะไม่ยอมให้มดปลวกที่ทำลายแผนการของเขามีชีวิตอยู่ต่อไป
ทว่าพลังของอีกฝ่ายนั้นแข็งแกร่งจริงๆ
จากคำบอกเล่าของหมายเลขยี่สิบเอ็ดพลังของอีกฝ่ายแข็งแกร่งมาก อาจเทียบเท่ากับราชานักบุญขั้นที่เก้า หรือแม้กระทั่งกึ่งราชานักบุญ
พลังระดับนี้ในเทียนกั๋วมีเพียงหมายเลขหนึ่ง สอง และสามเท่านั้นที่เทียบเคียงได้
ยิ่งไปกว่านั้นการจะสังหารอีกฝ่ายนั้นยากลำบากยิ่ง จำเป็นต้องให้เขาที่เป็นผู้เป็นใหญ่ลงมือด้วยตัวเอง
“เพียงแต่... องค์หญิงเก้าก็อยู่เคียงข้างเขา นั่นหมายความว่าผู้คุ้มกันของนางก็อยู่ที่นั่นเช่นกัน!”
ผู้ปกครองเทียนกั๋วคิดในใจ
ซูฉางเซิงเพียงคนเดียวเขาไม่ใส่ใจ
ในฐานะราชานักบุญระดับกลางขั้นที่ห้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่แข็งแกร่งในวิถีแห่งการลอบสังหาร การจะสังหารราชานักบุญนั้นง่ายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ
ทว่าเขากลัวผู้คุ้มกันนาง
ในการต่อสู้ครั้งก่อนภายในดินแดนลับของมหาเซียน แม้ว่าพวกเขาจะร่วมมือกันทั้งสามคน ก็ยังไม่อาจเอาเปรียบได้ หากเขาไปคนเดียวตอนนี้เขาจะต้องถูกสังหารอย่างแน่นอน
“แม้ว่าจะขอให้ตาแก่สองคนนั้นมาร่วมมือกับเราทั้งสามคน ก็ยังรับประกันไม่ได้ว่าจะสังหารอีกฝ่ายสำเร็จ!”
“ดูเหมือนว่า... ต้องหาพันธมิตรแล้ว!”
ดวงตาของผู้ปกครองเทียนกั๋วเป็นประกายก่อนที่ร่างของเขาจะหายไป เหลือไว้เพียงคำพูดประโยคเดียว
“องค์กรเทียนกั๋วถอนกำลังทั้งหมด ซ่อนเร้นพลัง อย่าเปิดเผยตัวตน!”
นี่คือการป้องกันการแก้แค้นขององค์หญิงเก้าโดยธรรมชาติ
ด้วยฐานะของนางหากนางระดมกำลังจากสาขาต่างๆ ของราชสำนัก แม้ว่าจะเพียงบางส่วน ก็สามารถสร้างความเสียหายอย่างแรงให้องค์กรเทียนกั๋วได้
เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์เช่นนี้พวกเขาทำได้เพียงถอนกำลังและซ่อนตัวล่วงหน้าเท่านั้น
“อ๊าาา! ซูฉางเซิง ข้าจะต้องฆ่าเจ้าให้ได้!”
...
ภายในวิหารอสูรสวรรค์บนทวีปเป่ยเสวี่ยนเสียงคำรามอันน่าสะพรึงกลัวดังก้องไปทั่วสวรรค์และพิภพ พร้อมกับรังสีแห่งอำนาจของราชานักบุญสิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วนทั่วทั้งทวีปล้วนหวาดผวา
ราชาปีศาจผู้ยิ่งใหญ่แห่งทวีปเป่ยเสวี่ยนผู้เป็นใหญ่เหนือทุกสรรพสิ่ง เหตุใดจึงกริ้วเช่นนี้เล่า
ตูม!
วิหารอสูรสวรรค์สั่นสะเทือนภายในภูผาสูงตระหง่าน เปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์อันรุนแรงพวยพุ่งออกมา ขยายใหญ่ขึ้นในชั่วพริบตาปกคลุมทั่วทั้งท้องฟ้า กลืนกินทุกสิ่งทุกอย่าง
ไม่นานนักวิหารอสูรสวรรค์ทั้งหมดก็หายไป รวมถึงภูผาสูงตระหง่านแห่งนั้นด้วย
“ซูฉางเซิง...”
อีกด้านหนึ่งภายในตำหนักปีศาจบนทวีปเจินเซิ่ง ผู้นำตำหนักปีศาจยืนกอดอก มองลงไปในห้วงเหวอันมืดมิดด้วยแววตาที่ซับซ้อนพลางพึมพำชื่อนี้ออกมา
เขาไม่เคยนึกมาก่อนว่าสาเหตุที่แท้จริงของความล้มเหลวของแผนการจะเป็นเพราะมดปลวกตัวหนึ่ง
“ต่อไป คงเป็นการแก้แค้นขององค์หญิงเก้า หากไม่สำเร็จก็ต้องตาย หึๆ!”
ผู้นำตำหนักปีศาจอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะ
เขานึกถึงความเย็นชาและเฉยเมยในน้ำเสียงขององค์ชายใหญ่
อีกฝ่ายไม่มีเจตนาที่จะปกป้องคุ้มครองพวกเขาเลย
สิ่งนี้ชัดเจนมาก
ตั้งแต่เริ่มต้นอีกฝ่ายก็มองพวกเขาและสามสำนักกองกำลังเป็นเพียงเบี้ยและหุ่นเชิด
ไม่ว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลวพวกเขาจะถูกกวาดทิ้งและต้องเผชิญกับเพลิงโทสะของราชสำนักด้วยตัวเอง
“ไม่นึกเลยว่าข้าที่ท่องไปทั่วดินแดนศักดิ์สิทธิ์มานับหมื่นปี มีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะผู้ยิ่งใหญ่ท้ายที่สุดก็เป็นได้เพียงเบี้ยตัวหนึ่งเท่านั้น!” ผู้นำตำหนักปีศาจอดไม่ได้ที่จะหัวเราะขมขื่น
เขาไม่น่าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการต่อสู้ระหว่างองค์ชายและองค์หญิงเลย
ไม่ว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลว
“อย่างไรก็ตาม ข้าจะไม่นั่งรอความตาย ถ้ำปีศาจรึ ตราบใดที่ข้าใช้ประโยชน์จากมันได้แม้จะเป็นถ้ำปีศาจแล้วจะเป็นไรไป!” ดวงตาของผู้นำตำหนักปีศาจจ้องมองไปยังห้วงเหวมืดมิดพลางหัวเราะเยาะ
ตูม!
จากนั้นเขาก็กระโดดลงไปในห้วงเหวที่ทั้งลึกและมืดมิดนั่น ในนั้นมีกลิ่นอายปีศาจอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ออกมารางเลือน
อย่างไรก็ตามพวกมันทั้งหมดถูกระงับไว้ด้วยหม้อขนาดใหญ่
ทว่าเมื่อผู้นำตำหนักปีศาจพุ่งเข้าไปหม้อใบใหญ่นั้นก็สั่นสะเทือนอย่างต่อเนื่อง ราวกับจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ
...
ณเมืองว่านเซี่ยง ตระกูลซู
“ซูฉางเซิง ไอ้บ้านั่น...”
นางกำนัลเย่มาถึงตระกูลซูและเมื่อรู้ว่าองค์หญิงเก้ากำลังบำเพ็ญเพียรร่วมกับซูฉางเซิง นางก็อดไม่ได้ที่จะหน้ามุ่ย
อย่างที่นางกังวลก็เกิดขึ้นแล้วจริงๆ
เพียงแต่นางไม่ได้โกรธแค้นและไม่ได้ดูถูกซูฉางเซิง
นางเพียงกังวลเกี่ยวกับปฏิกิริยาของราชสำนัก
ท้ายที่สุดแล้วซูฉางเซิงนั้นดูธรรมดามากเมื่อเทียบกับอัจฉริยะผู้ยิ่งใหญ่เหล่านั้นของราชสำนัก
อย่างน้อยก็ในตอนนี้เขาดูเหมือนจะไม่มีข้อได้เปรียบกระไรมากนัก
“หวังว่าเขาจะสามารถเอาชนะได้!” นางกำนัลเย่ถอนหายใจเงียบๆในเรื่องนี้นางก็ช่วยกระไรไม่ได้มากนัก
ท้ายที่สุดแล้วแม้ว่าการบำเพ็ญเพียรของนางจะไม่เลว ทว่าในราชสำนักนั้นถือว่ายังอ่อนหัด
นางมิอาจเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการต่อสู้ระดับสูงได้เลย
ตูม!
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วสามวันผ่านไปในพริบตา
ในวันนี้ภายในห้อง พร้อมกับเสียงร้องของหงส์ เปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์อันร้อนแรงพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าก่อตัวเป็นเงาหงส์ขนาดใหญ่
“เกิดใหม่จากเถ้าถ่าน องค์หญิงทรงประสบความสำเร็จแล้ว!”
เมื่อเห็นภาพนี้ดวงตาของนางกำนัลเย่เป็นประกาย หัวใจเต้นรัวด้วยความตื่นเต้น
การฟื้นคืนชีพอย่างยิ่งใหญ่ของหงส์เพลิงบริสุทธิ์
เคล็ดวิชานี้ทรงพลังมากทุกครั้งที่ประสบความสำเร็จ จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่เหนือกว่าในอดีต
เพียงแต่ว่าอัตราความสำเร็จของเคล็ดวิชานี้ต่ำมากยากที่จะลุล่วงได้
ไม่นึกเลยว่าครั้งนี้จะสำเร็จ
ตูม!
ไม่นานนักองค์หญิงเก้าก็ปรากฏตัวขึ้น นางงดงามยิ่งกว่าเดิม แม้ว่าร่างกายจะยังบอบบาง ทว่ารัศมีที่แผ่ออกมานั้นน่าเกรงขามกว่าเดิมหลายเท่า
การบำเพ็ญเพียรของนางฝ่าทะลุถึงระดับนิรันดร์อย่างเป็นทางการ
“ดีจัง ข้ากลับมาแล้ว กลับสู่ช่วงเวลาที่แข็งแกร่งที่สุดแล้ว!”
องค์หญิงเก้ายืนกอดอกด้วยความภาคภูมิใจและมั่นใจในตนเองราวกับหงส์น้อย
ซูฉางเซิงปรากฏตัวขึ้นด้านหลัง
รัศมีของเขาแข็งแกร่งขึ้นมากดวงตาสั่นเทิ้ม รังสีที่แผ่ออกมานั้น ทำให้แม้แต่มหาเซียนอย่างนางกำนัลเย่ก็อดไม่ได้ที่จะหวาดกลัว
เป็นไปได้อย่างไร
อย่างซูฉางเซิงจะคุกคามนางได้หรือ
ใจของนางกำนัลเย่สั่นสะท้าน
“ป้าเย่ ท่านปลอดภัย! ดีจริงๆ!”
เมื่อเห็นนางกำนัลเย่ ดวงตาขององค์หญิงเก้าเป็นประกาย
แม้ว่านางจะรู้ว่านางกำนัลเย่จะปลอดภัยทว่านางก็ยังคงกังวลอยู่บ้าง
ตอนนี้เมื่อได้เห็นแล้วนางก็เบาใจลงมาก
“เพคะ องค์หญิงโปรดวางพระทัย สามคนนั้นคุกคามข้าไม่ได้ แต่ข้าก็ไม่อาจปกป้ององค์หญิงได้!”
นางกำนัลเย่ตั้งสติและจ้องมองไปยังองค์หญิงเก้า
“ข้ากลับมาแล้ว”
ซูฉางเซิงยืนกอดอกมองไปยังกู้ชิงเกอและคนอื่นๆ
“ท่านพ่อ!”
ซูฉางเกอพุ่งเข้ามาหาซูฉางเซิงอย่างออดอ้อน
“พลังของเจ้าแข็งแกร่งขึ้น!”
กู้ชิงเกอพูดขึ้นข้างๆวิสัยทัศน์ของนางน่าสะพรึงกลัวกว่านางกำนัลเย่มาก นางคือมหาจักรพรรดิที่แท้จริง
นางมองเห็นความน่าเกรงขามของซูฉางเซิงได้ในพริบตา
แม้ว่าจะเพิ่มขึ้นเพียงไม่กี่ระดับทว่าพลังของเขากลับเปลี่ยนแปลงไปอย่างอัศจรรย์ใจ
“ได้รับผลประโยชน์บางอย่าง ฝ่าทะลุขึ้นมาสี่ระดับเท่านั้น” ซูฉางเซิงยิ้มอย่างอ่อนโยน
เคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรร่วมกันขององค์หญิงเก้านั้นแข็งแกร่งมากเมื่อรวมกับสายเลือดของนาง ทำให้เขาสามารถฝ่าทะลวงขีดจำกัดขึ้นมาได้หลายระดับ
ตอนนี้เขาเป็นราชานักบุญขั้นที่สี่แล้วเมื่อรวมกับสังขารปีศาจอมตะหมื่นภัยพิบัติ พลังต่อสู้ของเขาในปัจจุบันบรรลุถึงระดับราชานักบุญแล้วแม้กระทั่งสังหารราชานักบุญได้
ตอบโต้มหาเซียน!
“อืม!”
กู้ชิงเกอมองเขาอย่างลึกซึ้งอยู่ครู่หนึ่ง
นางสามารถมองเห็นอย่างเลือนรางว่าร่างกายของเขาเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
นั่นคือร่างกายเดียวกันกับบุตรีของพวกเขาซูฉางเกอ สังขารปีศาจอมตะหมื่นภัยพิบัติ
แม้นจะไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใดทว่าเนื่องจากซูฉางเซิงไม่ได้พูดกระไร นางจึงไม่ได้ถามรายละเอียด
“ซูฉางเซิง ข้าจะไปแล้ว!”
ครู่ต่อมาองค์หญิงเก้าเยื้องย่างเข้าใกล้ จ้องมองซูฉางเซิงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์
“ไม่อยู่ต่ออีกหน่อยหรือ” ซูฉางเซิงไม่ได้แสดงความประหลาดใจเพียงถามขึ้น
“ไม่ละ ข้าต้องรีบกลับไป ไอ้สารเลวนั่นกล้าทำกับข้าเช่นนี้ ข้าจะไม่ปล่อยมันไปแน่!”องค์หญิงเก้ากล่าวด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาระคนเจตนาฆ่า
“ข้าไปแล้วนะ ซูฉางเซิง หากเจ้าไม่แข็งแกร่งขึ้นอีก เมื่อข้าเป็นจักรพรรดินีแล้วเจ้าก็เป็นได้เพียงนายสนมข้าเท่านั้น!”
องค์หญิงเก้ายกคางขึ้นอย่างเย่อหยิ่งก่อนจะพานางกำนัลเย่หันหลังกลับไปโดยไม่รอให้ซูฉางเซิงตอบ
“นายสนมรึ เหอะ...”
ซูฉางเซิงยิ้มแห้งๆผู้ใดกันที่ร้องไห้ขอความเมตตาอยู่ก่อนหน้านี้เล่า
...
เวลาผันผ่านครึ่งปีผ่านไปในพริบตา
ในช่วงเวลานี้ทวีปเจินเซิ่งยังคงวุ่นวาย สำนักกองกำลังต่างๆ ที่มีบรรพบุรุษเซียนล้มตายในดินแดนลับของมหาเซียน บางสำนักถึงกับสูญเสียบรรพบุรุษเซียนไปโดยสิ้นเชิง เช่นนั้นจึงตกต่ำลงมาก
ชั่วขณะหนึ่งสำนักกองกำลังต่างๆ ล้วนต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงดินแดน
และในช่วงเวลานี้ตระกูลซูที่พักฟื้นมานานหลายปีก็เริ่มเผยเขี้ยวเล็บ เริ่มกลืนกินดินแดนของสำนักกองกำลังต่างๆและประกาศสงครามกับสำนักกองกำลังระดับสูงบางแห่ง
เช่นสำนักหลิงซวีเจี้ยน
สำนักใดก็ตามที่เคยยึดครองดินแดนของสำนักว่านโซ่วล้วนอยู่ในรายชื่อที่ตระกูลซูจะจัดการทั้งสิ้น โดยมีแนวโน้มที่จะกลืนกินทวีปเจินเซิ่งทั้งหมด
การกระทำนี้ทำให้สำนักกองกำลังต่างๆล้วนระแวดระวังตัว
ตระกูลซูต้องการรวมทวีปเจินเซิ่งเป็นหนึ่งเดียวหรือ
ตูม!
ในวันนี้เองณ ตระกูลซู แสงศักดิ์สิทธิ์อันน่าทึ่งพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า พร้อมกับเสียงร้องไห้ของทารกทายาทคนที่สองของซูฉางเซิงถือกำเนิดขึ้นแล้ว
[ติ๊ง!...]
....
เชิงอรรถ
[1]ภาพไท่จี๋ หมายถึง หลักการพื้นฐานของจักรวาลที่เป็นการรวมตัวกันของพลังงานสองขั้วที่ตรงกันข้ามคือหยินและหยางซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่อธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ในธรรมชาติและชีวิตมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในลัทธิเต๋า