บทที่ 18 ก่อกวน
จวนสกุลซ่างกวน
ซ่างกวนเหวินโกรธจนทุบโต๊ะดังปังกล่าวเสียงเข้มว่า “ตกลงเป็สารเลวหน้าไหนกันแน่ที่กล้าสาปแช่งให้ตระกูลซ่างกวนล่มสลาย! รีบไปสืบให้รู้เื่โดยเร็วที่สุด!อวี้เอ๋อร์ เ้าจงปิดด่านฝึกตนเดี๋ยวนี้ รีบฟื้นฟูร่างกายให้สมบูรณ์ข้าจะหาซื้อโอสถทะลวงขั้นให้เ้าอีกหนึ่งเม็ดไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องทะลวงขั้นให้สำเร็จโดยเร็วที่สุดนี่ต่างหากคือหนทางตอกหน้าพวกนั้นให้สาสม!”
ซ่างกวนอวี้ได้ยินว่าจะได้โอสถทะลวงขั้นอีกหนึ่งเม็ดก็รีบข่มความยินดีไว้ในใจ รีบล่าถอยกลับไปปิดด่านฝึกตนทันที
บรรดาบุตรหลานตระกูลซ่างกวนที่เหลือต่างอิจฉาและไม่พอใจนักแต่พวกเขาล้วนมีพลังด้อยกว่าซ่างกวนอวี้ ต่อให้ไม่พอใจก็ทำอะไรไม่ได้
อีกฟากหนึ่งหลีเย่หานเองก็ได้รับข่าวเกี่ยวกับเซียวหลิงอวิ๋นทันทีแล้วเช่นกัน
เขาฟังรายงานด้วยสีหน้าเรียบเฉยก่อนโบกมือให้คนของตนถอยออกไป จากนั้นก็มองไปยังเก้าอี้ข้างตัวด้วยสายตาลุ่มลึก
นั่นคือเก้าอี้ที่เซียวหลิงอวิ๋นเพิ่งย้ายมานั่งข้างเขาเมื่อวานนี้ไม่รู้เพราะอะไรถึงไม่ได้สั่งให้ขนย้ายออกไป ราวกับกำลังรอเ้าของเก้าอี้หวนกลับมา
“เซียวหลิงอวิ๋น...เ้าคือปรมาจารย์สื่อิญญาจริงๆ อย่างนั้นหรือ...”
ทางด้านเซียวหลิงเฟิงหลังได้เห็นความสามารถของเซียวหลิงอวิ๋นกับตาตนเองก็ไม่กล้าพูดเื่คืนตั๋วเงินอีกต่อไปเพราะแม้แต่ยันต์อัสนีที่นางใช้นั้น เขาเองก็รู้ว่าคือยันต์ขั้นหก
ปรมาจารย์สื่อิญญาไม่เพียงวางค่ายกลวาดยันต์ได้ ยังหลอมโอสถและเชี่ยวชาญศาสตร์พยากรณ์ เปลี่ยนโชคชะตาฟ้าลิขิตเป็อาชีพที่ใครต่อใครใฝ่ฝันถึง
แต่ทั่วทั้งแผนดินเสวียนชางผู้ที่เป็ปรมาจารย์สื่อิญญาได้มีเพียงหนึ่งในหมื่นเท่านั้น
เซียวหลิงเฟิงรู้ดีแม้เซียวหลิงอวิ๋นจะไม่ใช่ปรมาจารย์สื่อิญญาจริงๆ แต่แค่ความสามารถในการใช้ยันต์ขั้นหกก็นับว่าควรค่าแก่การยกย่องเอาใจจากทุกผู้คนในเมืองหลวงฮั่วหลีแล้ว
ในที่สุดเขาก็ยอมควักเงินหนึ่งหมื่นเหรียญทองซื้อยาดีที่สุดให้มารดาและจ้างนักหลอมโอสถที่เก่งกาจยิ่งกว่าเดิมมารักษา
อีกด้านหนึ่งเซียวหลิงอวิ๋นทาหน้าด้วยยาขี้ผึ้งสีเขียวทั้งบ่าย จามไปสิบกว่าครั้งจนโมโหอยากด่ากราดว่า ใครมันช่างไม่มีจิตสำนึก คิดถึงข้าทั้งบ่ายไม่เลิกเสียที!ข้าก็ไม่ได้งามล่มเมือง ใครมันไร้ตาได้ถึงขนาดนั้น คิดถึงข้าไม่หยุด!
แน่นอนเซียวหลิงอวิ๋นไม่มีวันยอมรับว่าอาจมีใครสาปส่งนางอยู่ ไม่ใช่คิดถึงนางหรอก
ก่อนนอนเซียวหลิงอวิ๋นจะทายาขี้ผึ้งที่ตนปรุงขึ้นเองพอตื่นเช้าวันถัดมา ขณะล้างหน้ายังไม่ทันได้ส่องกระจกก็รู้สึกได้ว่าผิวบนใบหน้าเรียบเนียนละเอียดไม่เหลือความหยาบกระด้างหรือจุดนูนใดๆ อีก
เมื่อนางส่องกระจกภาพสะท้อนที่ปรากฏคือโฉมหน้างามล่มเมือง ดวงตาคู่นั้นเปล่งประกายแฝงความเฉลียวฉลาดริมฝีปากบางได้รูปดั่งกลีบดอกท้อ ฟันขาวสะอาดตารับกับดวงตาคู่งามอย่างลงตัวเพียงมองแค่แวบเดียวก็ยากจะละสายตาได้
เซียวหลิงอวิ๋นรู้สึกแปลกใจไม่ใช่เพราะนางงามเกินไปแต่เพราะใบหน้านี้เหมือนกับใบหน้าในชาติที่แล้วของตนไม่มีผิดเพียงแค่ดูอ่อนเยาว์ลงไปสิบกว่าปีเท่านั้น
ในชาติก่อนใบหน้านี้นำพาความวุ่นวายมาให้นางไม่น้อยพวกผู้ชายที่ตามเกี้ยวพาพวกนั้นน่ารำคาญยิ่งกว่ายุงเสียอีก
ดังนั้นเมื่อต้องออกนอกจวนเซียวหลิงอวิ๋นจึงสวมหน้ากากเด็กยิ้มอย่างไม่ลังเล
วันนี้คือวันเปิดกิจการอย่างเป็ทางการของนางต้องรีบหาเงินซื้อสมุนไพรเพิ่มเพราะเมื่อวานนางสังเกตว่าไอมรณะบนร่างเซียวหลิงเฟิงกับเซียวหลิงเย่รุนแรงขึ้นอีกเล็กน้อยนางจึงต้องรีบฟื้นฟูร่างกายให้พร้อมถึงจะสามารถลงมือขจัดไอมรณะของหลิ่วซื่อได้
นี่เป็เหตุผลที่นางบอกว่ายังไม่ถึงเวลาไม่ไปเยี่ยมเยียนหลิ่วซื่อในตอนนั้น
เมื่อมาถึงเขตตั้งแผงขายของวันนี้เซียวหลิงเฟิงกับเซียวหลิงเย่ไม่อยู่แต่หน้าแผงของตนกลับมีผู้คนต่อแถวรออยู่ยาวเหยียด
สิ่งที่ทำให้เซียวหลิงอวิ๋นพูดไม่ออกที่สุดก็คือเหล่าผู้สื่อิญญาฝึกหัดที่มีท่าทางสง่างามราวเซียนเมื่อวันก่อนกลับมายืนต่อระหว่างแถวนั้นด้วย
พวกเขาคิดจะทำอะไรกันแน่
ผู้คนที่ต่อแถวอยู่เมื่อเห็นเซียวหลิงอวิ๋นปรากฏตัว ต่างจับจ้องนางด้วยสายตาเปล่งประกายเต็มไปด้วยความคาดหวัง
ทว่าเมื่อเซียวหลิงอวิ๋นนั่งลงตรงตำแหน่งกลับเอ่ยขึ้นทันทีว่า
“ค่าทำนายเริ่มต้นที่หนึ่งหมื่นเหรียญทอง ใครจ่ายไม่ไหวเชิญกลับไปได้เลย”
คำพูดนี้ทำให้ชาวบ้านหลายคนลังเลแต่สำหรับพวกที่ไม่มีโอกาสได้พบปรมาจารย์สื่อิญญาตัวจริงมาก่อน หนึ่งหมื่นเหรียญทองนับว่าราคาถูกเกินไปด้วยซ้ำดังนั้นจึงไม่มีใครก้าวออกจากแถว
เซียวหลิงอวิ๋นกระตุกมุมปากกล่าวอีกครั้งว่า
“ใครที่ไม่ได้มาด้วยความจนตรอก หรือไม่ได้ตัดสินใจแน่วแน่จะให้ข้าทำนายข้าจะไม่รับในตอนนี้ เพราะฉะนั้น ใครที่มาตั้งคำถามเล็กน้อยหยุมหยิมก็กลับไปได้เลย”
คำพูดนี้ทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่รู้สึกละอายใจจนต้องเดินออกไปอย่างกระอักกระอ่วนรวมถึงผู้สื่อิญญาฝึกหัดเ่าั้ด้วย
จนในที่สุดที่หน้าแผงของนางยังคงเหลือคนต่อแถวอยู่สิบคน
ในจำนวนสิบคนนี้มีอยู่สี่คนที่เซียวหลิงอวิ๋นชี้ตัวออกมาอย่างตรงไปตรงมา
“พวกเ้าสี่คน ข้าไม่ทำนาย!”
คนทั้งสี่ประกอบด้วยบุรุษวัยกลางคนในชุดยาวสีเขียวผู้มีสีหน้าเคร่งเครียดชายร่างใหญ่ในชุดผ้าหยาบสั้นเด็กหนุ่มวัยประมาณสิบหกสิบเจ็ดปีที่รูปร่างค่อนข้างเล็กและหญิงสาวสวมชุดสีม่วงอายุประมาณยี่สิบต้นๆ
เมื่อได้ยินดังนั้นทั้งสี่คนล้วนไม่พอใจ ต่างถามขึ้นมาทันที
“เหตุใดจึงไม่ทำนายให้พวกเรา พวกเราไม่ได้ล่วงเกินท่านสักหน่อยหรือว่าท่านคิดว่าเราจ่ายค่าทำนายไม่ไหว”
ผู้คนอื่นต่างก็เต็มไปด้วยความสงสัยไม่เข้าใจว่าเหตุใดเซียวหลิงอวิ๋นจึงปฏิเสธคนทั้งสี่อย่างชัดเจนเช่นนี้
ในท่ามกลางความสับสนของฝูงชนเซียวหลิงอวิ๋นยังคงสีหน้าเรียบเฉย กำลังจะเอ่ยปากทันใดนั้นกลับมีเสียงชายคนหนึ่งะโขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
“ที่นางไม่รับทำนายก็เพราะฝีมืออ่อนด้อยเกินไป ทำนายไม่ได้ต่างหาก!ถึงได้แสร้งทำเป็ลึกลับอย่างไรเล่า! อ้างว่าทำนายได้แค่วันละสามรายปรมาจารย์สื่อิญญาที่แท้จริงไม่เคยมีใครจำกัดจำนวนทำนายเช่นนั้นหรอก!ข้าทนเห็นพฤติกรรมหลอกลวงผู้คนของเ้าที่แอบอ้างเป็ปรมาจารย์สื่อิญญาเช่นนี้ต่อไปไม่ไหวแล้ว!”
ยิ่งพูดเสียงก็ยิ่งดังขึ้นผู้คนพากันหันไปมองก็เห็นชายหนุ่มวัยประมาณสามสิบ สวมชุดยาวสีน้ำเงินเข้มรูปหน้าสมส่วนได้รูป ท่าทางเคร่งขรึม กำลังก้าวเข้ามา
เขาคือเย่ว์เทียนเจ๋อศิษย์ของเย่ว์ฉีหวง
เย่ว์เทียนเจ๋อมองหน้ากากเด็กยิ้มบนใบหน้าเซียวหลิงอวิ๋นแล้วหันไปมองแผงอันแสนเรียบง่ายของนาง จากนั้นก็ขมวดคิ้วแสดงความไม่พอใจทันที
เพียงแค่วางแผงง่ายๆเช่นนี้ ยังกล้าเรียกตัวเองว่าเป็ปรมาจารย์สื่อิญญาช่างเป็การดูแคลนฐานะของปรมาจารย์สื่อิญญาเสียจริง!
เมื่อได้ยินคำพูดของเขาคนในละแวกนั้นต่างก็เริ่มตระหนักว่าชายคนนี้ก็คือปรมาจารย์สื่อิญญาอีกคนหนึ่ง
บุรุษชุดยาวสีเขียวที่เพิ่งถูกเซียวหลิงอวิ๋นปฏิเสธรีบหาทางเอาตัวรอดเข้าประจบเย่ว์เทียนเจ๋ออย่างเร่งรีบ
“ท่านก็เป็ปรมาจารย์สื่อิญญาเช่นนั้นหรือท่านช่วยทำนายให้ข้าสักหนึ่งคำถามได้หรือไม่”
หญิงสาวชุดม่วงเองก็รีบค้อมกายเล็กน้อยกล่าวด้วยเสียงอ่อนหวาน
“ข้าน้อยชื่อชิงเยียน ปรมาจารย์สื่อิญญาผู้นั้นมีนิสัยเข้าใจยากไม่ยอมทำนายให้ข้าน้อย ข้าน้อยจึงอยากขอความกรุณาจากท่านแทน”
หญิงสาวชุดม่วงผู้นั้นมีรูปลักษณ์ราวต้นหลิวลู่ลมตาคิ้วดูเศร้าสร้อย ดวงตาฉ่ำวาวคล้ายมีหยาดน้ำตาซ่อนอยู่ดูแล้วชวนให้รู้สึกอยากปกป้องโดยไม่รู้ตัว
นางแม้เอ่ยวาจาเหน็บแนมว่าตัวเซียวหลิงอวิ๋นนั้นอารมณ์ร้ายวางท่ามาก แต่ผู้คนกลับไม่เห็นว่านางกล่าวผิด
ทุกคนล้วนแอบชำเลืองมองเซียวหลิงอวิ๋นด้วยสีหน้าอยากดูเื่สนุก
เย่ว์เทียนเจ๋อมาเพื่อบุกก่อกวนโดยแท้
เซียวหลิงอวิ๋นเพียงมองเขาเงียบๆก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “เ้าตั้งใจจะมาเปิดโปงข้าในวันนี้ใช่หรือไม่ข้าเองก็อยากถามนักว่า เ้ากล่าวหาว่าข้าหลอกลวง แล้วข้าจะต้องเป็เช่นนั้นจริงๆหรือ เ้าคิดว่าเ้าเป็ใคร ถึงเอ่ยวาจาตัดสินผู้อื่นได้ลอยๆ เช่นนี้”
เย่ว์เทียนเจ๋อเห็นเซียวหลิงอวิ๋นยังกล้าโต้กลับใบหน้าก็ฉายแววรังเกียจ แค่นเสียงเ็าพูดว่า “เ้านี่ช่างดื้อรั้นนักข้าคงต้องเปิดโปงเ้าต่อหน้าผู้คนให้ยอมรับแต่โดยดี!ข้าคือศิษย์เอกของปรมาจารย์สื่อิญญาเย่ว์ฉีหวงผู้ถูกเชิญมาทำพิธีอธิษฐานพรให้แคว้นฮั่วหลีในครานี้!เ้าคิดว่าข้าไม่มีคุณสมบัติเผยธาตุแท้ของเ้าอย่างนั้นหรือ!”
“ศิษย์เอกของปรมาจารย์สื่อิญญาเย่ว์ฉีหวงงั้นหรือ! ์!เขาถึงกับเป็ศิษย์ของปรมาจารย์เย่ว์!”
“ปรมาจารย์เย่ว์ที่กำลังจะประกอบพิธีอธิษฐานพรให้แคว้นฮั่วหลีในอีกไม่กี่วันน่ะหรือผู้ที่แม้แต่ฝ่าายังมีราชโองการให้ต้อนรับอย่างสมเกียรติ? ปรมาจารย์เย่ว์เป็ถึงผู้สื่อิญญาขั้นสามขอพรเรียกฝนก็ยังสำเร็จได้เลยนะ!”