เมื่อขึ้นมาบนรถม้าซูอันหนิงก็ดิ้นออกจากอ้อมแขนของจูเกาเซวียน เฉินหลิงนั่งอยู่ด้านนอกข้างคนขับรถม้า ด้านในจึงมีเพียงสองสามีภรรยาซึ่ง มองตากันอย่างเงียบงัน
ซูอันหนิงยืดตัวนั่งให้ตรง ซุกมือที่ยังสั่นไม่หายของตนเองไว้ใต้แขนเสื้อกว้าง พลางหลับตาสูดหายใจเข้าออกยาว ๆ
ต้องมาสวมบทแม่ดอกบัวขาวต่อหน้าคนทั้งศาล หากบอกว่าไม่ตื่นเต้นสักนิดก็โกหกแล้ว เมื่อครู่ถ้านางไม่ลงจากเวทีด้วยชัยชนะก็ต้องจบการแสดงด้วยความพ่ายแพ้ ในเมื่อไม่มีอะไรจะเสียแล้วก็ต้องเล่นให้สมบทบาทที่สุด ผู้คนมักเห็นใจเหยื่อไม่ใช่หรือ คนที่เชื่อนิยายเหล่านั้นล้วนไม่เคยเห็นนางมาก่อน
พวกเขาคิดว่านางเป็นหญิงแพศยาไม่ใช่หรือ นางก็เพียงแค่สร้างภาพจำใหม่ในใจพวกเขาเท่านั้น
ยามที่หัวใจของนางเต้นช้าลงเป็นปกติแล้วซูอันหนิงก็ลืมตาขึ้นอีกครั้ง นางสัมผัสได้ถึงแววตาที่กำลังจับจ้องมาจึงหันไปมอง จูเกาเซวียนนั่งพิงผนังรถม้าอยู่ฝั่งตรงข้าม มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย พอสบตากันเขาก็พูดด้วยน้ำเสียงกึ่งล้อเลียนกึ่งแดกดัน
“หวางเฟยช่างทำให้คนได้เปิดหูเปิดตาจริง ๆ แบบนี้เรียกว่าเมียร้องผัวรับ[1]สินะ”
คำว่า ‘เมียร้อง ผัวรับ’ ทำให้นางตาคว่ำลงทันที เสียงฮึดฮัดดังออกมาจากลำคอ
แต่ก็อดยอมรับไม่ได้ว่าการแสดงที่ไม่ได้ซักซ้อมล่วงหน้าของทั้งคู่ ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม หากมีเพียงนางที่เล่นละครอยู่ฝ่ายเดียวมันคงไม่ได้ผลลัพธ์เช่นนี้แน่ เมื่อมีเขาร่วมแสดงอยู่ข้าง ๆ ภาพพระชายาอ๋องผู้อ่อนแอถูกรังแกก็ยิ่งแจ่มชัด ท่าทีปกป้องทะนุถนอมที่เขาแสดงออกมา แม้แต่นางยังเกือบจะเชื่อ แล้วคนเหล่านั้นจะไม่เชื่อได้อย่างไร
ความคิดนี้ทำให้สีหน้าของซูอันหนิงแปรเปลี่ยน เดี๋ยวก็บึ้งตึง เดี๋ยวก็คลายออก จากนั้นคิ้วใบหลิวก็ขมวดลงอีก พอนึกถึงกระดาษที่เหอไห่นำมา โทสะก็ไม่รู้ว่าผุดมาจากที่ใด
“ข้ายังสู้หวางเย่ไม่ได้หรอก สิ่งที่ข้าแสดงออกมาจากความหวาดกลัวล้วน ๆ แต่ท่านไม่เหมือนกัน”
จูเกาเซวียนเลิกคิ้วมือวางบนตัก เขาไม่รีบแก้ตัวเพียงมองสีหน้าท่าทางที่แปรเปลี่ยนของพระชายานิ่งนาน มุมปากยกน้อย ๆ ไม่รู้ว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่ ถึงได้ดูพึงพอใจนักหนา
“ยิ้มอะไรของท่าน ถูกคนชักเชิดยังไม่รู้ตัวอีก !”
เสียงพูดลอดไรฟันของนางดังเบา ๆ แต่เพียงพอที่จะลบรอยยิ้มน่าเกลียดบนใบหน้าของเขาได้
“หมายความอย่างไร” เขาถามขรึม ๆ แววตาเปลี่ยนเป็นนิ่งสงบ ไม่หลงเหลือความเบิกบานที่ดูลำพองใจนิด ๆ นั้นอยู่อีก
ซูอันหนิงรู้สึกพึงพอใจอยู่ลึก ๆ ที่ทำให้ใบหน้าของเขาแตกร้าวได้ นางเชิดคางขึ้น ถามอย่างผู้ที่กำลังถือไพ่เหนือกว่า “จะให้พูดที่นี่จริงหรือ”
ดวงตาคมหรี่แคบ สายตาแบบนี้นางไม่ได้เห็นมานานแล้ว แววตาจับจ้องเหมือนต้องการมองให้ทะลุ มันผสมปนเปกันระหว่างความต้องการค้นหาอย่างค่อยเป็นค่อยไป กับต้องการรู้แจ้งโดยไม่สนวิธีการ คำพูดยียวนที่มาจ่อที่ริมฝีปากจึงถูกนางกลืนกลับไป
จากนั้นภายในรถม้าก็ตกอยู่ในความเงียบ
เมื่อรถม้าจอดลงตรงหน้าจวนฮั่นอ๋อง จูเกาเซวียนก้าวลงมาจากรถม้าก่อนจะหันกลับไปประคองพระชายาที่ก้าวตามลงมา ท่าทางกลมเกลียว เหมาะสมจนคนต้องมองซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่อซึมซับความงามที่เหมือนภาพวาดนี้
หลังจากเดินเข้าประตูรอง ทั้งสองคนก็ผละห่างจากกันคล้ายตั้งใจคล้ายไม่เจตนา สามีเดินข้างหน้าภรรยาเดินตาม เข้าไปภายในห้องหนังสือเรือนหน้าราวกับคนรู้ใจ
พอเข้ามาในห้องมิดชิด ซูอันหนิงก็ยื่นกระดาษยับยู่ยี่สามแผ่นให้ฮั่นอ๋อง
“นี่คือกระดาษที่เหอไห่นำออกมาท่ามกลางกองกระดาษต้นฉบับของบัณฑิตอู๋”
จูเกาเซวียนรับกระดาษมา ก่อนจะปรายตามององครักษ์ของตนนิ่งนาน เหอไห่หัวใจเต้นสะดุด รีบรายงานใจภักดีที่แสนบริสุทธิ์ของตนเอง
“กระหม่อมทำตามบัญชาหวางเย่ พามือปราบไปจับกุมอู๋เจินไหล กระดาษเหล่านี้กระหม่อมเห็นก่อนที่มือปราบจะเจอจึงได้แอบหยิบแผ่นที่สุ่มเสี่ยงกลับมาด้วยสามแผ่น”
แววตากังขายังคงเข้มแสง เหอไห่จึงรีบอธิบายต่อไป
“ขณะนั้นหวางเย่อยู่ที่ว่าการ คดีกำลังจะตัดสิน กระหม่อมคิดว่ารอช้าไม่ได้ จึงได้นำหลักฐานชิ้นนี้มาให้หวางเฟยทอดพระเนตรก่อนพ่ะย่ะค่ะ”
ซูอันหนิงถอนใจเสียงดัง ราวกับกำลังรำคาญความขี้ระแวงและความเรื่องมากของฮั่นอ๋อง
นางกล่าวเนิบนาบว่า “ที่เขาทำก็ไม่ผิด เพราะข้าคือหนึ่งในผู้เสียหาย หากกระดาษสามแผ่นนี้ตกอยู่ในมือของมือปราบ หรือถูกรายงานขึ้นเบื้องบน แม้เราจะไม่ได้เป็นอย่างในนิยาย แต่หากมีผู้ไม่หวังดียื่นฎีกาถึงฝ่าบาท ท่านอาจถูกตรวจสอบ ข้าก็อาจจะถูกจับใส่กรงถ่วงน้ำ”
“อีกอย่าง...” ซูอันหนิงเหลือบมองกระดาษ ที่จูเกาเซวียนกำลังอ่าน “ท่านก็เป็นอย่างที่เขาเขียนไว้จริง ๆ...บ้าอำนาจ”
คำพูดของนางราวกับเข็มแหลมแทงเข้าใส่กระดูกสันหลังของวัวกระทิงหนุ่มจนมันต้องสะบัดตัวสุดแรง ฮั่นอ๋องเงยหน้าขึ้นทันใด เอ่ยสวนกลับมาเสียงเย็น “หวางเฟยก็ไม่ดีไปกว่ากันกระมัง”
เหอไห่สะดุ้ง รีบหันไปดึงแขนเสื้อของเฉินหลิงสาวใช้ของพระชายาออกจากห้องอย่างรีบร้อน หลี่เหวินหมิงและจางเจี้ยนรู้ตัวกลัวจะไม่ทันการ จึงกระโดดออกทางหน้าต่างด้านข้างคนละบาน
เสียงขลุกขลักดังขึ้น จางเจี้ยนหล่นลงไปใต้หน้าต่าง หลี่เหวินหมิงสามารถออกไปได้อย่างไร้สุ้มเสียง
คำพูดของเขาทำให้ซูอันหนิงหน้าแดงขึ้นมาอย่างช้า ๆ เขาพูดแบบนี้หมายความเขาเห็นด้วยกับสิ่งที่เขียนไว้เช่นนั้นหรือ ?...นางขยุ้มชายอาภรณ์ถลึงตามองคนตรงหน้า
“ท่าน! ใช้ร่างกายแลกอำนาจ”
แววตาเรียบเย็นของจูเกาเซวียนเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว
เสียงห้าวเอ่ยสวนกลับมาทันควัน “ข้าทำเมื่อใดกัน นอกจากเจ้าข้าก็ไม่มีสตรีอื่นใด ข้าเคยขอสิ่งใดจากจวนสกุลซูเจ้าบ้าง...ไม่เลย!”
ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนเสียงที่เปล่งออกไปร้อนรนขาดความยับยั้งราวกับไม่ใช่เสียงของตนเอง แต่ก็หยุดยั้งไม่ได้ ภาพของนางซึ่งถูกเขียนไว้ในกระดาษแผ่นนั้นราวกับกำลังเคลื่อนไหวอยู่ตรงหน้า โทสะก็มีแต่จะพลุ่งพล่าน
เขาโยนกระดาษแผ่นหนึ่งไปตรงหน้านาง ถามเสียงต่ำแทบลอดออกมาจากไรฟัน
“หรือนี่ไม่ใช่สิ่งที่หวางเฟยคิดทำ เปิดตำหนัก...รับชายบำเรอ !”
ข้อความที่ซูอันหนิงเคยอ่านไปแล้วรอบหนึ่งราวกับสว่างวาบขึ้นมากลางหน้ากระดาษ สาดกระทบดวงตานางจนแสบร้อน เมื่อรวมกับเหตุการณ์วันก่อนที่ทะเลาะกับจูเกาเซวียนหลังอาหาร ความอัดอั้นตันใจก็ตีขึ้นมาจนลมหายใจติดขัด
นางเคยคิดว่าตนเองไร้ความรู้สึก ไม่รักก็จะไม่เสียใจ แต่ยามนี้ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจกลับถาโถมเข้าใส่จนขอบตาร้อนผ่าวอย่างไม่อาจระงับ
“เลิกใส่ร้ายข้าเสียที !” นางตะคอกออกมาเสียงดังลั่น “ข้ายังไม่ได้ทำสิ่งใดเลย ท่านก็ยัดเยียดข้อหาให้ข้าแล้ว...”
เป็นเพราะฐานะสามีใช่หรือไม่ แค่เพียงฐานะในนามก็ทำให้นางต้องเก็บเอาคำพูดของเขามาใส่ใจแล้วหรือ...ความคิดนั้นแวบขึ้นมาเพียงวูบเดียวก็ถูกคลื่นอารมณ์อันปั่นป่วนซัดจนแตกกระจาย ภาพเบื้องหน้าของนางพร่าเลือนศีรษะหน่วงหนักราวกับมีสำลีอุ้มน้ำยัดไว้เต็มหัว
คำพูดที่เอ่ยออกมาขาดห้วง “แค่คำกล่าวหาของท่าน...ข้าก็ไม่อาจเงยหน้าสู้ฟ้าได้แล้ว !”
จูเกาเซวียนสะดุ้ง แววตาแปรเปลี่ยนเป็นความตระหนกเมื่อเห็นน้ำตาเม็ดโตไหลลงมาอาบแก้มบางราวกับสร้อยไข่มุกขาดเส้น น้ำตาของนางตอนนี้ไม่ได้ไหลเพราะกำลังแสดงละครเช่นเมื่อครู่
เขาอ้าปากอยากกล่าวแก้สักคำ แต่กลับไม่รู้จะเอ่ยคำใด
“ข้า...หวางเฟย”
“ไม่ต้องมาเรียกหวางเฟยอะไรทั้งนั้น สามีมีสามภรรยาสี่อนุไม่ผิด” พระชายารองในอนาคตของเขาก็คือคนที่สนับสนุนเส้นทางกบฏของเขาไม่ใช่หรือ สิ่งที่เขียนในกระดาษแผ่นนั้นไม่ได้ผิดไปจากหน้าประวัติศาสตร์แม้แต่น้อย
“แต่ข้า...ข้าเพียงอยากได้คนรักเดียวมีใจตรงกันกลับถูกตราหน้าว่าเป็นดอกซิ่ง ให้ข้าแต่งกับชาวนายังดีกว่าแต่งกับคนทะเยอทะยานเทียมฟ้าเช่นท่าน”
พูดจบนางก็ผุดลุกขึ้น หมุนตัวเดินไปทางประตู แต่เดินได้เพียงไม่กี่ก้าวภาพตรงหน้าก็กลายเป็นสีขาวจ้า หูดังวิ้ง ๆ ร่างกายเย็นเฉียบขึ้นมาอย่างฉับพลัน นางเดินต่อโดยไม่รู้เลยว่า ร่างทั้งร่างกำลังเซถลาไปชนเข้ากับแจกันทรงสูงข้างประตู คนล้มลงราวกับกระสอบฝ้ายใบหนึ่ง แจกันทรงสูงเอียงแกว่งไปมาก่อนจะล้มลงมาแตกกระจายดังเพล้ง !
[1] เมียร้องผัวรับ แปลว่า คู่สามีภรรยาที่รู้ใจ ทำงานร่วมกันได้ดี ช่วยเหลือกันเป็นอย่างดี