70’s ข้ามเวลามาคว้าชามข้าวเหล็ก

    ตอนที่ 116 ตัวแทนคนแรก

            ยิ่งได้มองมากเท่าไร เจียงหลานก็ยิ่งรู้สึกว่าการเป็นตัวแทนขายปกคอเสื้อนั้นสามารถปลดเปลื้องครอบครัวให้หลุดพ้นจากความยากจน ทั้งยังเป็นงานที่ดีเอามาก เพราะเธอไม่จำเป็นต้องลุกขึ้นมาเตรียมของตั้งแต่เช้ามืด อีกทั้งอีกฝ่ายก็ไม่ได้บังคับว่าต้องตั้งแผง

            เสิ่นชิงหลัวยังได้ให้แนวทางว่าเธอสามารถให้ลูกสาวคนโตที่แต่งงานอยู่ในเมืองขายมันอย่างลับๆ ให้เพื่อนในที่ทำงานได้ หรือจะเป็นลูกสาวคนรองที่ยังเรียนอยู่ก็สามารถใช้ตัวเองเป็นนางแบบ ปกคอเสื้อที่สวยขนาดนี้ถ้าลูกสาวของเธอสวมใส่จะไม่มีคนสนใจได้อย่างไร

            เมื่อมีคนเห็นว่ามีคนใส่แล้วสวย พวกเขาก็ต้องมาถามว่าซื้อที่ไหน ต่อไปก็เพียงแค่ทำการซื้อขายกันอย่างลับๆ หรือจะเรียกให้ไพเราะก็คือ ‘การแบ่งปันความสวยงาม’

            โรงเรียนศิลปะเป็นโรงเรียนที่ได้ชื่อว่านิยมความสวยงาม แม้ในปัจจุบันผู้ที่เข้าเรียนจะต้องมีภูมิหลังที่ขาวสะอาด ทว่าการเรียนนั้นมีค่าใช้จ่ายในการเข้าสังคมสูงมาก นอกจากลูกสาวของเจียงหลานแล้วก็มีเพียงไม่ถึงสิบคนที่มาจากครอบครัวชาวนา คนส่วนใหญ่มักจะมาจากครอบครัวทหารและคนงานเสียมากกว่า

            หลินเจียวเจียวลูกสาวของเจียงหลานเป็นเด็กที่รู้ความมาก เธอรู้ดีว่าครอบครัวมีฐานะยากจนจึงไม่เคยร้องขอสิ่งอื่นใดที่นอกเหนือจากการเรียน แต่เจียงหลานสังเกตว่าลูกสาวเธอค่อยๆ กลายเป็นคนเก็บตัว

            ทุกครั้งเมื่อถึงวันที่ต้องกลับไปโรงเรียน เด็กสาวจะแอบร้องไห้เงียบๆ ในห้อง ทีแรกเจียงหลานคิดแค่ว่าหลินเจียวเจียวน่าจะกำลังอยู่ในช่วงปรับตัวและคิดถึงบ้าน เพราะเธอจะกลับบ้านได้เพียงแค่สัปดาห์ละครั้งเท่านั้น

            เจียงหลานที่เห็นว่าลูกร้องไห้จะทนได้อย่างไร เธอจึงเข้าไปถามถึงสถานการณ์ในโรงเรียนว่าการเรียนเป็นอย่างไรบ้าง มีเพื่อนกี่คนแล้ว แต่กลับได้รับความเงียบแทนคำตอบ

            ด้วยความร้อนใจเธอจึงไปที่บ้านของหัวหน้าหมู่บ้านเพราะลูกสาวของทางนั้นก็เรียนอยู่ที่เดียวกันจึงได้รู้ว่าทางหัวหน้าหมู่บ้านก็กำลังกลัดกลุ้มใจเช่นกัน

            “ช่วงนี้หว่านหว่านใช้เงินเยอะมาก ฉันเพิ่งให้เงินไปสองหยวนสัปดาห์ก่อน สัปดาห์นี้เธอขอเพิ่มอีกสองหยวนอีกแล้ว นี่ยังไม่รวมกับเงินค่าอาหารและค่ารถเลยนะ”

            “เห็นว่าจะเอาไปซื้อเสื้อผ้า เครื่องประดับอะไรก็ไม่รู้ ฉัน พอฉันไม่ให้ก็ร้องห่มร้องไห้ไม่อยากไปเรียน เพราะบอกว่าอายเพื่อนที่ต้องตัวบ้านนอก สวมแต่เสื้อผ้าเก่าๆ เฮ้อ คุณค่าของคนอยู่ที่อะไรกันแน่ ฉันส่งเธอไปเรียนไม่ได้ให้ไปแข่งขันแต่งตัวกับใคร ถ้ามันยุ่งยากมากนักก็ว่าจะย้ายให้มาเรียนโรงเรียนใกล้บ้าน รอเข้ามหาวิทยาลัยคนงาน ชาวนาและทหาร ไม่ต้องเข้ามันหรอกคณะศิลปะอะไรนั่น”

            ในเวลานั้นหัวหน้าหมู่บ้านได้รู้อย่างลึกซึ้งแล้วว่าคำว่าเท่าเทียมกันนั้นไม่มีอยู่จริง แม้ภูมิหลังของครอบครัวแต่ละคนจะขาวสะอาดและมีเกียรติ แต่เกียรติเหล่านั้นมันเท่าเทียมกันจริงหรือ?

            จากคำบอกเล่าของหัวหน้าหมู่บ้าน ในที่สุดเจียงหลานก็ได้รู้สาเหตุแล้วว่าเหตุใดลูกสาวจึงเศร้าใจมากเมื่อต้องกลับโรงเรียน ทั้งๆ ที่เธอใฝ่ฝันอยากเรียนที่โรงเรียนศิลปะมาตลอด ที่แท้ก็เป็นเพราะเรื่องเงินนั่นเอง

            ตั้งแต่นั้นมาเจียงหลานจึงพยายามหาหนทางเพื่อหารายได้เพิ่ม ไม่ว่าจะเป็นไปการขายไข่ในเขตให้เพื่อนบ้านแล้วกินเงินส่วนต่างเล็กๆ น้อยๆ การทำงานในแปลงนาที่หนักขึ้นเพื่อรับการปันส่วนที่มากขึ้นแล้วนำธัญพืชชั้นดีไปขายในตลาดนกพิราบ แต่นั่นก็ยังไม่พอ

            เธอไม่ได้สนับสนุนให้ลูกสาวใช้เงินมือเติบเกินฐานะ แต่อย่างน้อยก็อยากให้หลินเจียวเจียวได้มีเสื้อผ้าใหม่ที่ทันสมัยสักชุด เวลาไปเรียนจะได้ไม่ต้องอายใคร อนิจจาเสื้อผ้าสวยๆ พวกนั้นแพงมาก เธอต้องเก็บเงินเป็นปีจึงจะสามารถซื้อมันได้

            เสิ่นชิงหลัวไม่ได้เร่งเร้าอะไรกลับกันเธอยังปล่อยให้เจียงหลานได้มีเวลาตัดสินใจ

            “คุณหลินไม่ว่าคุณจะยินดีร่วมมือกับฉันหรือไม่ ของพวกนี้ก็จะเป็นของคุณอยู่ดีถือว่าเป็นของขวัญสำหรับการได้พบปะนะคะ”

            “ไม่เป็นไรค่ะฉันตัดสินใจแล้ว ฉันจะร่วมมือกับคุณ”

            รอยยิ้มของเสิ่นชิงหลัวกว้างขึ้น “เช่นนั้นก็ยินดีที่ได้ร่วมมือกันนะคะ”

            “ยินดีค่ะ”

            จากนั้นเสิ่นชิงหลัวหยิบอัลบั้มรูปถ่ายออกมา ภายในอัลบั้มมีรูปถ่ายของนางแบบและนายแบบกว่าห้าสิบรูป ซึ่งนางแบบก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นเหล่าเยาวชนผู้มีการศึกษาทั้งแปดคนที่ผลัดกันเป็นแบบให้สมาคมสตรี

            ภาพเดี่ยวแต่ละภาพได้รับการคัดสรรมาอย่างดีไม่ว่าใครเห็นก็ต้องหยุดดู เพราะคนในรูปนั้นดูหล่อเหล่า ส่วนผู้หญิงก็ดูดี มีการแต่งกายที่ดูสวยงาม ทรงผมก็ดูเท่ห์คล้ายว่าหลุดออกมาจากนิตยสารเกาะฮ่องกง

            “คุณฉินคะฉันว่าแค่ภาพตัวอย่างพวกนี้ก็พอแล้ว คุณไม่จำเป็นต้องให้ของขวัญฉันหรอก นั่นมันมากเกินไป”

            เสิ่นชิงหลัวกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “อัลบั้มพวกนี้จะช่วยให้คนอื่นได้เห็นภาพมากขึ้นก็จริง แต่การได้เห็นงานจริงจากคนที่ใช้งานจริงนั้นดีกว่า จะขายไข่ต้มชาคุณก็ต้องเคยกินไข่ต้มชาฝีมือตัวเองก่อน ปกคอเสื้อนี้ก็เหมือนกัน คุณต้องใช้งานเองก่อนเพื่อจะได้รู้ถึงข้อดีข้อเสียของมัน ถือซะว่าเป็นนางแบบให้กับสินค้าก็แล้วกันนะคะ”

            “ถ้าอย่างนั้นฉันก็จะรับไว้ค่ะ ถ้าเจียวเจียวกับเมิ่งเมิ่งกลับมาฉันจะให้พวกเธอเอาไปขาย”

            ลูกสาวของเธอโดยเฉพาะเจียวเจียวต้องดีใจมากแน่ๆ ของตัวอย่างมีมากมายชิ้น แม้จะแบ่งคนละครึ่งก็ยังได้มากถึง 15 ชิ้น เพียงเท่านี้ลูกสาวของเธอก็จะมีชุดใหม่ที่สามารถใส่ไม่ซ้ำกันได้สองสัปดาห์

            ทว่าความดีใจของเจียงหลานยังไม่หมดเพียงเท่านั้น เพราะเสิ่นชิงหลัวกลับยื่นถุงกระดาษที่คล้ายกันออกมาอีก

            “มีตัวแทนสองคนถ้าอย่างนั้นก็ต้องมีตัวอย่างคนละถุง”

            “นี่มันมากไปแล้วคุณฉิน! ให้พวกเธอแบ่งกันก็พอแล้วค่ะ”

            เสิ่นชิงหลัวไม่รับฟังความเห็นต่าง “เชื่อฉันค่ะ ของพวกนี้ไม่นับเป็นอะไรเลย หากพวกเธอขายได้ การลงทุนของฉันก็คุ้มค่า”

            เพราะเหตุนี้เจียงหลานจึงได้แต่รับตัวอย่างปกคอเสื้ออีกถุงมาด้วยความเกรงใจ

            ทั้งสองคนสนทนากันเรื่องแนวทางการขาย ส่วนแบ่งรายได้รวมถึงวันนัดหมายส่งมอบสินค้า ก่อนที่เสิ่นชิงหลัวจะบอกลาแล้วมุ่งหน้าไปที่บ้านหนิงของว่าที่ตัวแทนคนถัดไป

             

            บ้านหนิง

            เมื่อเสิ่นชิงหลัวมาถึง ยังไม่ทันที่เธอจะได้เคาะประตู ประตูกลับถูกเปิดออกเสียก่อน

            “เฮ้ พี่สาวคุณมาแล้ว!!”

            เสิ่นชิงหลัวขบขันกับท่าทางรอคอยของเหอไหลตี้มาก

            “คุณรู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่หน้าบ้าน”

            “อ๋อ ฉันเปิดประตูดูเรื่อยๆ น่ะ กลัวคุณจะจำบ้านฉันไม่ได้”

            เป็นเช่นนี้นี่เอง เสิ่นชิงหลัวพยักหน้าเข้าใจก่อนจะเดินเข้าไปข้างในบ้าน แต่เมื่อเข้ามาเธอก็ต้องแปลกใจอีกครั้งเพราะดูเหมือนว่าในบ้านมีสมาชิกตระกูลหนิงคนอื่นอยู่ด้วย

            “เอ่อ ทำไมคนเยอะจัง” นี่เหอไหลตี้ไม่อยากจะคุยแบบส่วนตัวเหรอ?

            เหอไหลตี้ยิ้มแห้งๆ “แม่บอกว่าฉันโง่ กลัวต้อนรับคุณไม่ดีน่ะค่ะ”

            แม่เฒ่าหนิงกังวลเช่นนั้นจริงๆ สะใภ้ใหญ่ของเธอเป็นคนโง่มากจึงเกรงว่าจะถูกหลอกเข้า คนเราจะให้เงินจำนวนมากเพื่อแลกกับการส่งจดหมายเล็กๆ น้อยๆ ได้อย่างไร

            “ที่แม่สามีของคุณพูดก็มีเหตุผล” เรื่องนี้เสิ่นชิงหลัวเห็นด้วยทั้งใจ

            เดิมทีแม่เฒ่าหนิงคิดว่าเสิ่นชิงหลัวจะโกรธเมื่อเห็นเธอและสะใภ้รองที่เสนอหน้าเข้าร่วมการสนทนา แต่พอเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีทีท่าไม่พอใจอะไร แม่เฒ่าหนิงก็พลอยโล่งใจ ความไว้วางใจที่มีต่อผู้มาใหม่จึงเพิ่มมากขึ้นอีกนิด

            สะใภ้รองหนิงกุลีกุจอนำน้ำบ๊วยรสเปรี้ยวอมหวานมาเสิร์ฟให้เสิ่นชิงหลัวก่อนจะเริ่มสนทนา

            เสิ่นชิงหลัวไม่ได้รีบร้อน การได้ดื่มน้ำบ๊วยท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าวเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน

            หลังจากจิบน้ำบ๊วยไปได้ครึ่งแก้ว หญิงสาวก็วางมันลงและเริ่มเข้าเรื่อง “ฉันรู้มาว่าพวกคุณเคยเปิดแผงขายไข่ต้มชาที่ตลาดนกพิราบในเขต”

            พูดถึงเรื่องนี้ใบหน้าของเหอไหลตี้และคนอื่นก็หม่นลง

            “พี่สาวอย่าไปฟังเลย คนอื่นก็พูดจาเหลวไหลไปอย่างนั้นเอง ฮึ่ม อย่าให้ฉันรู้นะว่าใครพูดน่ะ!! ต้องเป็นบ้านหลินแน่ๆ”

            เสิ่นชิงหลัวอยากจะกลอกตามองบน “ไม่ใช่บ้านหลินหรอก ฉันมีเครือข่ายคนรู้จักในเขตอยู่บ้างเลยรู้ว่าเธอกับสามีเคยค้าขายที่นั่น แล้วทำไมถึงเลิกล่ะ กิจการไม่ดีเหรอ”

            เสิ่นชิงหลัวแสร้งถามไปอย่างนั้น ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้ว

            แม่เฒ่าหนิงและสองสะใภ้สบตากันไปมา พวกเธอมี่ความคิดเดียวกันว่า ผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดา!

            “ฉันถูกหัวหน้าหมู่บ้านห้ามน่ะค่ะ”

            แม่เฒ่าหนิงรีบเอ่ยเสริม “อันที่จริงแผงของเราก็ตกต่ำลงด้วย สู้ราคากับเจ้าอื่นไม่ไหว กำไรลดลงทุกวันแม้จะขายมากกว่าเดิม”

    คล้ายกับเรื่อง70’s ข้ามเวลามาคว้าชามข้าวเหล็ก ที่คุณอ่าน