มี่จื่อสาวใช้จำเป็น

    ตอนที่ 58 ฝึกซ้อม

    ซิ่นปิงตอบว่าแม่เฒ่าเป็นผู้ควบคุมทางเข้าออกของหมู่บ้านเพราะแม่เฒ่ามีพลังมนต์เคลื่อนย้ายสถานที่แข็งแกร่งที่สุด จึงไม่มีใครรู้ทางออกอื่นนอกจากต้องไปถามแม่เฒ่า ฉันจึงรีบกลืนหมั่นโถวที่กำลังเคี้ยวอยู่ในปากลงคอ แล้วข่มขู่ซิ่นปิงว่าให้เขาบอกวิธีที่จะทำให้เราได้ออกไปจากที่นี่ ถ้าเขาไม่ช่วยฉันจะไปฟ้องแม่เฒ่ากับลุงสุ่ยผู้นำหมู่บ้านว่า เขาเคยแอบเข้าไปเที่ยวในหอนางโลม


    ทำให้ซิ่นปิงตกใจรีบปฏิเสธทันทีว่าเขาแค่ไปถามทาง ไม่ได้เข้าไปเที่ยวหอนางโลมเลยสักนิด และต่อว่าฉันว่าพูดจามั่วซั่วปั้นน้ำเป็นตัว หลี่จวินกัดเนื้อน่องไก่ที่ยังถืออยู่ในมือลุกเดินเข้ามาพูดเสริมว่า ในคืนนั้นเขากับเหยียนเหล่ยก็เห็นซิ่นปิงเข้าไปเที่ยวในหอนางโลมด้วยเช่นกัน คนที่เหลือจึงช่วยกันรับมุกว่าเชื่อในคำพูดของฉันกับหลี่จวิน


    ซิ่นปิงแม้จะพยายามโต้เถียงแต่ก็ต้องเป็นฝ่ายยอมหยุดเถียง เพราะถูกพวกเรารุมใส่ความ และถึงแม้เขาจะไม่ได้ตั้งใจไปเที่ยว แต่การก้าวเท้าเข้าไปในหอนางโลมก็ถือเป็นเรื่องผิดกฏของหมู่บ้าน โดยเฉพาะเขาที่จะต้องสืบทอดตำแหน่งผู้นำหมู่บ้านต่อจากลุงสุ่ยยิ่งไม่ควรกระทำ


    เราจึงเค้นถามวิธีออกไปจากหมู่บ้าน ซิ่นปิงจึงบอกว่ายังมีอีกวิธีหนึ่งที่พอจะทำได้ แม้จะเป็นวิธีที่ยากและอาจเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับพวกเรา แต่ฉันมีพลังหมื่นบุปผาอยู่ในตัวไม่แน่บางทีอาจจะทำได้


    เพราะในอีกห้าวันข้างหน้าจะถึงวันงานพิธีร่ายรำธิดาเหม่ยเตี๋ย ถ้าฉันทำให้ต้นท้อสวรรค์ของหมู่บ้านออกผลได้ แม่เฒ่าจะยอมรับฟังคำขอหนึ่งข้อ ให้ฉันขอแม่เฒ่าเปิดทางออกให้ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงคืนวันพระจัทร์เต็มดวงเลย


    แต่ถ้าฉันทำให้ต้นท้อสวรรค์ออกผลไม่ได้ก็จงทำใจอยู่ที่นี่ ส่วนเรื่องที่เราจะหาทางออกจากหมู่บ้านด้วยตัวเองให้เลิกคิดไปได้เลย เพราะแม่เฒ่ามีมนต์แข็งแกร่งยากจะทำลาย เราจึงถามว่าจะต้องทำอะไรบ้างในวันงานพิธีร่ายรำธิดาเหม่ยเตี๋ย


    ซิ่นปิงตอบว่าฉันต้องร่ายรำ หรือบรรเลงดนตรีขับกล่อมประโลมต้นท้อสวรรค์ ฟื้นฟูพืชผลเร่งความอุดมสมบูรณ์ให้กับพืชพันธุ์ ทุกคนจึงตอบตกลงว่าจะทำเพราะแค่การร่ายรำหรือบรรเลงดนตรีเป็นเรื่องไม่ยาก ส่วนต้นท้อสวรรค์จะออกดอกออกผลหรือไม่ค่อยว่ากันภายหลัง


    ซิ่นปิงจึงเดินจากไปพร้อมกับพร่ำบ่นว่า คืนนั้นเขาไม่น่าไปถามทางไปร้านตีเหล็กกับฉันเลย แม้ฉันจะรู้สึกละอายใจต่อซิ่นปิงอยู่บ้าง แต่เพื่อให้ทุกคนได้กลับบ้านแม้จะต้องพูดเรื่องที่ถูกให้กลายเป็นผิดก็จำเป็นต้องทำ และเมื่อเรากินอาหารเช้ากันเสร็จ จึงเข้าไปในเรือนปรึกษากันว่าจะให้ฉันร่ายรำอะไรดี หลี่จวินจึงบอกให้ฉันลองร่ายรำอะไรก็ได้ให้พวกเขาดู


    ฉันจึงขอให้จินไห่ช่วยเป่าขลุ่ยเป็นเพลงจังหวะสนุกสนานเพื่อให้ฉันเต้นเข้าจังหวะได้ ส่วนหลวนเฉิน จิ่นเกอและช่างอิ่น ช่วยกันเคาะโต๊ะเพิ่มจังหวะให้สนุกยิ่งขึ้น เมื่อจังหวะมาอารมณ์ได้ จึงเริ่มเต้นโยกเอวส่ายสะโพกเรียกอารมณ์คึกคักได้ที่ แล้วงัดท่าเด็ดคือท่าเต้นเด็กแว๊นดึงดาวที่คิดว่าเป็นท่าเต้นที่เจ๋งสุดในซอย


    ทำให้จินไห่หลุดหัวเราะเป่าขลุ่ยต่อไม่ได้ เหยียนเหล่ยได้แต่เอามือปิดหน้าส่ายหัว เพราะรู้สึกอายที่เห็นฉันเต้นท่าทางพิลึกแบบนี้ และมีบางคนหัวเราะ ส่วนบางคนก็ทำหน้าบอกอาการไม่ถูกว่าจะขำหรือจะพิลึก หลี่จวินจึงรีบบอกให้สามหนุ่มที่กำลังหัวเราะเคาะโต๊ะให้หยุดเคาะ แล้วเกาหัวแบบขัดใจถามฉันว่า


    หลี่จวิน : มี่จื่อ! เจ้ากำลังร่ายรำท่าพิศดารอะไรกันเนี่ย?!

    มี่จื่อ : โธ่ววว! ท่าดึงดาว เจ๋งสุดในซอยบ้านข้าเลยน่ะ!

    หลี่จวน : เจ๋งสุดที่บ้านเจ้าเหรอ แต่มันพิลึกสุดที่บ้านข้า เจ้าร่ายรำท่าทางพิลึกแบบนี้มีหวังโดนโห่ไล่ให้อับอายกันทั้งกลุ่ม

    ท่านอ๋อง : เช่นนั้นให้มี่จื่อบรรเลงดนตรีแทนแล้วกัน มี่จื่อเจ้าถนัดเครื่องดนตรีชนิดใดรึ?

    มี่จื่อ : ข้าถนัดสีซอ


    พอท่านอ๋องเสนอให้ฉันเปลี่ยนมาบรรเลงดนตรี เพื่อนๆทั้งหกคนต่างรีบห้ามและทักท้วงว่าอย่าให้ฉันสีซอโดยเด็ดขาด เพราะซอที่ฉันสีมันแย่ยิ่งกว่าท่าเต้นพิลึกนั่นเสียอีก จินไห่จึงแนะนำให้ฉันตีชิ่ง เป็นเครื่องตีแผ่นหินแค่ตีตามจังหวะเครื่องดนตรีอื่นก็พอ จากนั้นจินไห่จึงพาพวกเด็กๆไปที่บ้านของลุงสุ่ยเพื่อขอยืมเครื่องดนตรีมาฝึกซ้อม


    พวกเรากลุ่มเด็กๆช่วยกันขนเครื่องดนตรีหลายชิ้นกลับมาที่เรือนสุริยันต์ วางเครื่องดนตรีให้ทุกคนเลือกเล่นกันตามความถนัด โดยจินไห่เป่าขลุ่ยเครื่องดนตรีประจำกายที่เขาพกติดตัวไว้ตลอด ส่วนเหยียนเหล่ยนั้นพวกเรากลุ่มเด็กๆมอบกู่เจิงให้เขาเล่น เพราะเราเคยได้ยินเขาเล่นกู่เจิงในคืนนั้นช่างแสนหวานชวนหลงไหล


    ฉันจึงเอื้อมมือไปหยิบซอเอ้อร์หูมาดู แต่เฝิ่นลู่มาดึงซอเอ้อร์หูไปจากมือฉัน พร้อมกับบอกว่าซอเอ้อร์หูนางจะเล่นเอง แล้วส่งชิ่งแผ่นหินแผ่นยาวประมาณหนึ่งข้อศอกรูปทรงคล้ายตัวอักษรแอลมาให้ และไม้ตีด้ามยาวให้ฉันอีกสองอัน พร้อมกับพูดว่า “ชิ่งของเจ้า!” ฉันจึงลองตีได้ยินเสียงแก๊งๆเป็นเสียงหินดังกังวาน


    ส่วนท่านอ๋องเลือกดีดพิณผีผา ฉิงซวงเลือกเป่าอวี๋มีลักษณะเหมือนแคนขนาดเล็ก จิ่นเกอดีดพิณหร่วน หลวนเฉินตีกลองหลัวกู่ ช่างอิ่นตีระฆังชุดเปียนจง ส่วนเลี่ยงซูขับร้อง เพราะเลี่ยงซูมีความถนัดด้านการร่ายรำและร้องเพลง ส่วนหลี่จวินกับลี่ถังและองครักษ์อีกสองคน ที่ไม่ค่อยถนัดเล่นดนตรีจึงทำหน้าที่อารักขาท่านอ๋องตามเดิม


    จากนั้นเราจึงช่วยกันเลือกเพลงที่จะเล่น จิ่นเกอเสนอเพลงพื้นบ้านที่ฉิงซวงเคยเป่าขลุ่ยดวลกับจินไห่ในป่าหลังสำนัก เมื่อครั้งสอบวิชาของอาจารย์ศิษย์พี่รองกับศิษย์พี่สาม ฉันจึงเห็นด้วยกับจิ่นเกอเพราะเป็นพลงไม่ช้าและไม่เร็วจนเกินไป ให้ความรู้สึกสนุกสนานไม่น่าเบื่อ แม้กระทั่งจินไห่กับเหยียนเหล่ยก็เอ่ยปากชมฉิงซวงว่าคืนนั้นทำได้ดีมาก ทุกคนจึงเลือกเพลงพื้นบ้านที่ฉิงซวงเคยเป่ามาใช้เป็นเพลงทำพิธี


    เราจึงเริ่มฝึกซ้อมดนตรีกันทันที แรกเริ่มเราทั้งดีดทั้งตีเพลงกันไปคนละทิศละทางโดยเฉพาะฉันตีชิ่งมั่วค่อมผิดจังหวะไปหมด ลี่ถังที่ยืนทนฟังไม่ไหวเพราะรำคาญเสียงชิ่งที่ฉันตีไม่ถูกจังหวะ จึงอาสามาตีชิ่งแทนแล้วให้ฉันไปหัดร่ายรำกับเลี่ยงซู


    จินไห่จึงให้ทุกคนไปฝึกซ้อมเล่นเครื่องดนตรีของแต่ละคนให้คล่องมือก่อน แล้วค่อยรวมตัวกันใหม่ เราพวกเด็กๆจึงรวมตัวนั่งฝึกซ้อมกัน ทั้งเสียงดีดเสียงตีดังลั่นเรือนสุริยันต์ เลี่ยงซูจึงสอนฉันร่ายรำตามจังหวะเพลงที่เรากำลังฝึกซ้อม แม้ช่วงแรกๆการฝึกซ้อมจะยังไม่ดีนัก แต่ก็สร้างความสนุกสนานและเสียงหัวเราะให้เราได้


    เราฝึกซ้อมดนตรีกันได้สักพักใหญ่ จ้าวหลิวก็เดินเข้ามาในเรือน บอกพวกเราว่าเสียงดนตรีที่พวกเรากำลังฝึกซ้อม ไม่ได้มีความไพเราะ อีกทั้งยังเสียงดังสร้างความรำคาญให้กับชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียง เราจึงเดินออกมาดูที่หน้าเรือนเพราะคิดว่าจ้าวหลิวมาบอกเพราะว่าเขาไม่ชอบพวกเรา แต่เราเห็นชาวบ้านที่เดินผ่านไปผ่านมา ต่างทำสีหน้าบ่งบอกว่ารำคาญเสียงดนตรีที่ดังเหลือเกิน


    เหยียนเหล่ยจึงบอกจ้าวหลิวว่า เขาจะสร้างมนต์ปิดกั้นเสียงไม่ให้ชาวบ้านได้ยินจนรำคาญอีก จ้าวหลิวจึงเดินหน้าเข้มกลับออกไปจากเรือน และเมื่อเราฝึกซ้อมกันจนคล่องมือ เราจึงเริ่มซ้อมกันอย่างจริงจังเสียงดังลั่นเรือน โดยไม่ต้องเกรงใจว่าชาวบ้านจะรำคาญเสียงอีก


          ตอนเช้าฉันตื่นนอนก่อนคนอื่น เพราะเมื่อคืนคนอื่นๆฝึกซ้อมดนตรีและดื่มเหล้ากันจนดึก แต่ฉันไม่ได้ดื่มเหล้าด้วยเพราะกำลังตั้งใจฝึกซ้อมร่ายรำ ฉันเดินออกมาสูดอากาศยามเช้าพบลี่ถังตื่นนอนก่อนและยืนอยู่ที่หน้าเรือน กำลังยืนมองชายฉกรรจ์ห้าคนถืออาวุธครบมือเดินออกไปทางหน้าหมู่บ้าน


    ลี่ถังจึงถามชาวบ้านที่เดินผ่านมาว่า กลุ่มชายฉกรรจ์ที่เดินผ่านไปนั้นพวกเขาไปที่ไหน ชาวบ้านบอกว่าพวกเขาไปตามจับตัวคนนอกอีกสามคนที่แอบเข้ามา และกำลังหลบหนีอยู่ในป่านอกเขตต้นไม้วงกต นั่นคือชงอวี้ เจิ้งไฉ และหยางเค่อ ฉันกับลี่ถังจึงยืนมองชายกลุ่มดังกล่าวอยู่สักพัก เฝิ่นลู่ที่ตื่นนอนเดินออกมาทักทายฉันกับลี่ถัง เราจึงชักชวนกันว่าจะไปเดินชมบรรยากาศยามเช้าของหมู่บ้าน แต่เราก็เห็นซิ่นปิงเดินผ่านมา ฉันจึงส่งเสียงทักทายเขา


           มี่จื่อ : ซิ่นปิง กำลังจะเดินไปไหน?

          ซิ่นปิง : ข้าจะไปท้ายหมู่บ้าน จะไปดูสวนปลูกผลไม้ที่บ้านลุงฟู่สักหน่อย

           มี่จื่อ : ให้พวกข้าสามคนไปด้วยได้มั้ย?

          ซิ่นปิง : ได้สิ!


          เราสามสาวเดินตามซิ่นปิงไปดูสวนผลไม้ของชาวบ้านที่อยู่ท้ายหมู่บ้าน ซิ่นปิงบอกเราว่าระยะนี้ผลไม้ออกผลน้อยมาก จนแทบจะมีไม่เพียงพอสำหรับคนทั้งหมู่บ้าน ที่ผ่านๆมาพวกเขาอาศัยกินพืชผักมากกว่าได้กินผลไม้


    เราเดินตามซิ่นปิงมาถึงท้ายหมู่บ้านพบลุงฟู่ เขาพาเราไปดูสวนปลูกผลไม้ทั้งสวนออกผลมาเพียงน้อยนิดและบางต้นก็ไม่ออกผลเลย ลุงฟู่พยายามบำรุงต้นไม้ทุกวิธีแล้วแต่ก็ไม่ได้ผล ซิ่นปิงจึงบอกลุงฟู่ว่าจะพยายามหาวิธีช่วยเหลือให้ได้


    จากนั้นซิ่นปิงพาเราไปดูพืชไร่ที่บ้านป้าไฉ มีแปลงปลูกผักหลายแปลง แต่พืชผักดูไม่ค่อยสดใส บ้างก็เหี่ยวเฉาตายทั้งๆที่ใส่ปุ๋ยพรวนดินอยู่เสมอ ซิ่นปิงจึงพูดกับป้าไฉแบบเดียวกับที่พูดกับลุงฟู่วาจะพยายามหาวิธีช่วยเหลือ


    จากนั้นเราจึงเดินกลับกันออกมา ซึ่งในขณะนั้น ซิ่นปิงมีสีหน้าเป็นกังวลเกี่ยวกับพืชผักผลไม้ที่มีผลผลิตลดลง และพูดขึ้นว่าเขามีความหวังว่าปีนี้ พิธีร่ายรำธิดาเหม่ยเตี๋ยจะช่วยให้พืชผักผลไม้กลับมาเจริญงอกงาม ให้ผลผลิตเพียงพอกับคนทั้งหมู่บ้าน


    และจู่ๆลี่ถังก็เอ่ยถามซิ่นปิงไปตรงๆว่า หุบเขาจันทร์ดับอยู่ตรงไหน เพราะเท่าที่ลี่ถังมองดูภูเขาที่อยู่รอบๆหมู่บ้าน ไม่มีภูเขาลูกไหนเลยที่ดูสะดุดตาว่าจะเป็นหุบเขาจันทร์ดับ ซิ่นปิงจึงชี้นิ้วไปทางท้ายหมู่บ้านว่าหุบเขาจันทร์ดับอยู่ตรงนั้น


    เราสามสาวจึงมองตามนิ้วที่ซิ่นปิงชี้ให้ดูก็เห็นภูเขาลูกเตี้ยๆ ซิ่นปิงบอกว่าภูเขาลูกเตี้ยๆนั่นไม่ใช่หุบเขาจันทร์ดับ ต้องรอคืนวันจันทร์ดับ หุบเขาจันทร์ดับจึงจะปรากฏออกมา ลี่ถังจึงถามอีกว่ามีอะไรอยู่ที่นั่น ที่หุบเขาเก็บของสำคัญอะไรไว้ แต่ซิ่นปิงตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉยเหมือนเป็นภูเขาธรรมดาทั่วไปว่า “เป็นแค่หุบเขาสีดำธรรมดาอย่าใส่ใจเลย”

    คล้ายกับเรื่องมี่จื่อสาวใช้จำเป็น ที่คุณอ่าน

    [นิยายแปล] อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance

    [นิยายแปล] อภินิหาร หนึ่งราชันหมื่นอัตลักษณ์ Absolute Resonance

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.77M 1648
    ชีวิตที่สองบนโลกใบใหม่ (Nidome no jinsei o isekai de)

    ชีวิตที่สองบนโลกใบใหม่ (Nidome no jinsei o isekai de)

    นิยาย แฟนตาซี
    127K 373
    หมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์

    หมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.44M 2988
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    เจ้าของร้านพิศวง [จบ]

    เจ้าของร้านพิศวง [จบ]

    นิยาย แฟนตาซี
    71K 458
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    อหังการยอดคนเหนือยุทธ

    อหังการยอดคนเหนือยุทธ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    423K 2687
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247