“ สวัสดีครับ หลงเฉียงฟิตเนสยินดีให้บริการครับ ”
เฉินห่าวแกล้งทำเป็นไม่รู้จักกลุ่มคนที่เดินทางมาถึงร้านแล้วเข้าไปให้การต้อนรับเป็นอย่างดีเหมือนลูกค้าคนอื่นๆ
กลุ่มผู้อาวุโสจากตระกูลซูที่เดินทางมาด้วยกัน 5 คนพร้อมกับบอดี้การ์ดนั่งมาเต็มรถกวาดตามองดูรอบๆก่อนจะโฟกัสไปที่ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลากำลังยิ้มให้พวกเขาด้วยท่าทางเป็นมิตรแต่มันกลับแฝงความรู้สึกหลายอย่างเอาไว้ในรอยยิ้มนั้น
“ ใครเป็นเจ้าของร้าน ”
หนึ่งในผู้อาวุโสแกล้งทำเป็นไม่รู้จักใครเลย เขาอยากให้อีกฝ่ายแนะนำตัวเองมากกว่า
“ ผมเองครับผู้เฒ่า ร้านแห่งนี้อยู่ภายใต้การดูแลของผม ผู้เฒ่าต้องการให้ผมช่วยอะไรอย่างนั้นเหรอครับ ร้านของเราสามารถเพิ่มค่าสถานะให้ได้ 0.1 หน่วยภายใน 1 ชั่วโมง สูงสุดที่ทำได้คือเพิ่ม 10 หน่วยโดยใช้เวลา 100 ชั่วโมง แต่ถ้าหากใช้โปรตีนเสริมจากทางร้านจะใช้เวลาเพียง 50 ชั่วโมงเท่านั้น สนใจหรือเปล่าครับ ”
การเสนอขายที่ดีที่สุดคือการพูดกับผู้อาวุโสโดยตรง เขารู้ว่าอีกฝ่ายมาเพราะเรื่องทักษะ ทว่าค่าสถานะที่เพิ่มขึ้น 10 หน่วยน่าสนใจกับฮันเตอร์ทุกคน เขาจึงเสนอขายมันให้กับผู้อาวุโสที่มีสิทธิในการตัดสินใจหลายๆอย่างให้กับคนในตระกูล
“ เข้าเรื่องเลยแล้วกัน พวกฉันมาจากตระกูลซู ”
เฉินห่าวทำสีหน้าตกใจ ก่อนที่เขาจะค่อยๆยิ้มให้กว้างกว่าเดิมทำราวกับว่าพึ่งคิดบางอย่างขึ้นมาได้
“ ที่แท้ก็ครอบครัวของคุณหนูหลี่อิงนี่เอง มีอะไรให้ผมช่วยอย่างนั้นเหรอครับ แต่ก่อนอื่นเชิญเข้าไปข้างในกันก่อนเถอะครับ ดูเหมือนว่าแดดข้างนอกจะแรงไม่น้อยเลย เชิญครับเชิญ ”
ผู้อาวุโสทั้ง 5 จากตระกูลซูมองเฉินห่าว พวกเขารู้สึกแปลกใจไม่น้อยกับท่าทางที่เฉินห่าวแสดงออกมา เขาแกล้งทำเป็นไม่รู้จักพวกเขาทั้ง 5 ที่มาจากตระกูลซูได้อย่างหน้าตาเฉย นอกจากนั้นแล้วยังแสดงท่าทางราวกับว่าจะขูดเลือดจนปิดไม่มิด ทั้งที่รู้ว่าพวกเขาเป็นใครมาจากตระกูลไหน
อาการของเฉินห่าวราวกับพวกไม่กลัวตาย มันจึงทำให้พวกเขารู้สึกอยากรู้มากยิ่งขึ้นว่าเฉินห่าวเก็บงำความสามารถใดเอาไว้บ้าง จึงไม่เกรงกลัวพวกเขาเหล่าผู้อาวุโส
เมื่อตามเข้ามาในร้านพวกเขากลับต้องไปนั่งเบียดกันบนโซฟาตัวสีแดงที่มีเพียงตัวเดียวภายในชั้น 1 พวกเขาสงสัยไม่น้อยเหตุใดเฉินห่าวไม่พาไปยังห้องที่ปิดมิดชิดกว่านี้เพื่อคุยเรื่องสำคัญ
“ ขอโทษนะครับ ผมไม่มีน้ำหรืออะไรบริการเลยเพราะที่นี่ทุกคนเน้นกินจากข้างนอกแล้วเข้ามาเล่น ”
เฉินห่าวแกล้งทำเป็นยิ้มแล้วเกาหลังศีรษะแก้เขิน เหล่าผู้เฒ่าเห็นท่าทางกลับไม่โกรธเพราะอีกฝ่ายไม่ได้หักหน้า ทว่าพวกเขากลับรู้สึกหมั่นไส้เพราะแววตาที่แสดงออกมาจากเฉินห่าวทำให้พวกเขารู้ว่าชายหนุ่มคนนี้ไม่ใช่ไม่ต้องการบริการ แต่เป็นเพราะเขาขี้เหนียวมากกว่า
“ เอาล่ะ ฉันจะขอเข้าเรื่องเลยก็แล้วกัน ”
ผู้อาวุโสที่นั่งอยู่ตรงกลางเป็นคนเอ่ยเสียง เฉินห่าวที่ลากเก้าอี้ตัวหนึ่งมานั่งฝั่งตรงข้ามแล้วจึงพยักหน้ารอฟังอย่างตั้งใจ
“ นายเป็นคนปรับแก้ไขทักษะตระกูลซูใช่ไหม ”
“ อ๋อ ถ้าเป็นเรื่องปรับการแก้ไขวิธีต่อสู้ของคุณหนูหลี่อิงเป็นผมเอง ”
ผู้อาวุโสเห็นท่าทางมั่นใจของเฉินห่าวล้วนแล้วหันมองหน้ากัน หากอีกฝ่ายไม่บ้าคงสติไม่สมประกอบ การยุ่งเกี่ยวกับทักษะตระกูลใหญ่ผลที่ตามมาร้ายแรง เนื่องจากตระกูลต่างๆล้วนแล้วปกปิดทักษะตระกูลเอาไว้เป็นความลับ มันจะไม่ถูกเผยแพร่ให้กับคนนอก และจะไม่มีคนนอกคนใดเลยช่วยปรับแก้มันนอกจากผู้อาวุโส
ท่าทางของเฉินห่าวที่แสดงออกมาทำราวกับเขาไม่ได้สนใจว่าตนเองจะมีปัญหาเลย ดูอีกมุมราวกับเขาไม่รู้เกี่ยวกับกฎของแต่ละตระกูล
“ เรามาที่นี่เพราะเรื่องทักษะ นายรู้ไหมว่าสิ่งที่นายทำสร้างความไม่พอใจให้กับเรา ”
“ เกิดอะไรขึ้น ผมทำอะไรผิดไปงั้นเหรอ ” เฉินห่าวแกล้งทำสีหน้าตกใจออกมา เขานั้นรู้ดีอยู่แล้วว่าการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับทักษะตระกูลต่างๆจะต้องพบเจอกับปัญหา
ภายในโลกเซียนก็มีกฎเหล็กข้อนี้เช่นกัน ทักษะเป็นสิ่งหวงห้าม หากไม่ได้รับอนุญาตจะไม่สามารถแตะต้องมันได้
“ นายรู้ความลับของทักษะตระกูลเรา เดิมทีทักษะตระกูลของเราจะเผยแพร่ให้คนในตระกูลเท่านั้น ”
“ อ๋อ ผมก็นึกว่าเรื่องอะไร คืองี้นะครับ อันที่จริงผมก็ไม่ได้อยากจะเปลี่ยนหรือแก้ไขอะไรมันหรอก แต่หลานสาวของพวกคุณขอให้ผมช่วยทำให้แข็งแกร่งขึ้น ผมก็เลยบอกให้เธอลองทำอันนั้นที ลองเปลี่ยนอันนี้ที สุดท้ายก็ออกมาเป็นอย่างที่เห็นนั่นแหละครับ ”
ท่าทีของเฉินห่าวเปลี่ยนไป เขาพูดด้วยท่าทางปกติไม่ได้แสดงความรู้สึกใดออกมา เหล่าผู้เท่าเห็นอารมณ์ของเฉินห่าวจึงรู้ว่าพวกเขาคงไม่สามารถบีบเพื่อจะเอาเปรียบได้แล้วเพราะเฉินห่าวไม่ได้เกรงกลัวพวกเขาเลย
“ พวกคุณมาเพราะทักษะ งั้นแสดงว่ามันจะต้องดีกว่าเดิมใช่ไหม คุณหนูหลี่อิงคงแสดงความสามารถที่น่าทึ่งออกมาจนพวกคุณต้องมาสั่งห้ามไม่ให้ผมเปิดเผยทักษะนี้ให้ใคร ผมพูดถูกหรือเปล่า”
ความจริงจังเข้ามาแทนที่อารมณ์ทั้งหมดราวกับว่าชายตรงหน้าเป็นคนละคน เหล่าผู้อาวุโสตระกูลซูเห็นเช่นนั้นจึงรู้สึกระแวงเพราะตรวจสอบชายตรงหน้าไม่ได้เลย
“ ไม่ต้องห่วงว่าผมจะบอกคนอื่น ผมมีทักษะมากกว่าที่พวกคุณรู้ ดูพวกนั้นสิ ”
เฉินห่าวชี้มือไปที่กลุ่มของอ้ายเสินที่กำลังฝึกทักษะ แต่ละคนกำลังใช้อาวุธแตกต่างกันฟาดฟันอากาศด้วยท่วงท่าดุดัน เพียงมองครู่เดียวพวกเขาถึงขั้นตกใจมาก ไม่คิดว่าฮันเตอร์ไร้สังกัดพวกนี้จะมีทักษะน่าทึ่ง
“ ทักษะพวกนี้เป็นของร้านผมเอง ถ้าอยากฝึกผมก็มีคอร์สลดราคาให้ เอาล่ะครับ เรากลับมาคุยเรื่องทักษะตระกูลซูกันดีกว่า ที่พวกคุณมาในวันนี้คงไม่ใช่มาเพราะต้องการบอกผมให้ปิดมันเป็นความลับเพียงอย่างเดียวหรอกใช่ไหม ”
ผู้อาวุโสใหญ่เห็นว่าพวกเขาถูกลากเข้าประเด็นสำคัญจึงเออออตามไป
“ ถูก เราไม่ได้แค่ต้องการบอกให้นายเก็บมันเป็นความลับห้ามแพร่งพรายออกมา อีกสาเหตุที่ทำให้เรามาที่นี่ก็เพื่อซื้อความรู้ส่วนที่นายปรับแต่งเพื่อนำไปใช้กับคนในตระกูล ”
“ อย่างนั้นเองเหรอครับ แสดงว่าการปรับปรุงของผมคงดีไม่น้อย เช่นนั้นผมขอถามเลยแล้วกัน พวกคุณพอใจที่จะจ่ายเท่าไหร่ ”
ผู้อาวุโสมองหน้ากัน พวกเขาเตรียมตัวมาต่อราคา แต่คำพูดเจ้าของร้านทำให้พวกเขาคิดหนัก เนื่องจากเขากำลังใช้จิตวิทยาขั้นสูงในการพูดคุยกับพวกเขาเพื่อให้เสนอราคา
ประโยคเมื่อครู่สร้างความกังวลให้พวกเขาไม่น้อยเพราะถ้าเอ่ยราคาที่สูงไป เจ้าของร้านจะเป็นฝ่ายได้เปรียบพวกเขาในการต่อรองราคา แต่ถ้าพวกเขาให้ราคาที่ต่ำเกินไปอาจจะมีปัญหาเกิดขึ้น ยกตัวอย่างเช่นเจ้าของร้านไม่ขายให้กับพวกเขา
“ ทักษะของตระกูลเราประเมินค่าไม่ได้ เพราะเราไม่เคยประเมินค่ามันเลย เจ้าของร้านคิดว่ายังไง ลองใช้ราคาทักษะในตลาดเป็นตัวอ้างอิงดีหรือเปล่า ”
เฉินห่าวค่อยๆฉีกยิ้ม ผู้อาวุโสที่นั่งตรงกลางโยนปัญหาเรื่องราคาทักษะให้เป็นเรื่องของกลไกตลาด
“ แล้วตระกูลซูคิดว่าทักษะของตระกูลอยู่ระดับไหนงั้นเหรอครับ ผมไม่เชี่ยวชาญด้วยสิ ”
ผู้อาวุโสทั้ง 5 อยากจะลุกไปเขกกะโหลกเจ้าของร้าน คงไม่มีคนบ้าที่ไหนปรับปรุงทักษะคนอื่นจนแข็งแกร่งแล้วบอกว่าไม่เชี่ยวชาญ การจะชี้แนะได้จะเคยผ่านการศึกษาทักษะมาจำนวนมาก เรื่องการตั้งราคาคงไม่ใช่เรื่องยากอะไร ชายตรงหน้ากลับพยายามวัดใจพวกเขาทุกครั้งที่พูดคุย
“ ราคาของทักษะตระกูลซูไม่ได้สูงมากเหมือนทักษะตระกูลจากเมืองใหญ่ แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังแข็งแกร่งในระดับหนึ่ง ถ้าวัดตามกลไกราคาทักษะในตลาด ทักษะตระกูลเราน่าจะมีราคาอยู่ที่ 50,000 ล้าน ”
เฉินห่าวแกล้งตกใจเมื่อรู้ความจริงเกี่ยวกับทักษะของตระกูลซู
เหล่าผู้อาวุโสยิ่งรู้สึกหมั่นไส้มากขึ้นไปอีกเมื่อเห็นท่าทางเจ้าของร้าน
“ ทำไมฉันรู้สึกหมั่นไส้มันแปลกๆ ” ผู้อาวุโสที่นั่งตรงกลางพูดกับตัวเองแล้วหันมองผู้อาวุโสคนอื่น จากแววตาแล้วคงพูดไม่ต่างจากเขา
“ นายช่วยปรับให้มันเป็นทักษะที่แข็งแกร่งขึ้น ราคาของมันน่าจะขยับมากไปกว่านี้ แต่เราไม่ได้จะคุยเรื่องราคาเต็ม เรามาคุยเรื่องราคาของส่วนที่ถูกปรับแต่งและแก้ไข ”
“ ผู้อาวุโสเสนอเลยครับ ผมไม่รู้ราคาจริงๆ ”
ผู้อาวุโสที่นั่งอยู่ตรงกลางถอนหายใจ ก่อนที่เขาจะพูดออกมาตรงๆ
“ ทักษะเราแข็งแกร่งขึ้นก็จริง แต่ส่วนที่ปรับแต่งเมื่อคิดดูแล้วมีไม่มาก เราจึงคิดว่าจะเสนอเงิน 10,000 ล้านเพื่อซื้อส่วนที่ถูกปรับแต่ง ”
เฉินห่าวลูบคางพลางแสดงสีหน้าครุ่นคิด เหล่าผู้อาวุโสที่เห็นท่าทางอยากจะกระโจนถีบหน้า ก่อนหน้านี้เฉินห่าวแสดงท่าทางให้เห็นว่าไม่รู้ราคา แต่ตอนนี้กำลังแสดงท่าทางราวกับว่ารู้ราคา ซึ่งราคาที่พวกเขาเสนอไปยังไม่ถูกใจ
“ เอางี้ ผมขอเสนออะไรสักหน่อยได้ไหม ผมพอใจกับราคาในระดับหนึ่งแหละ แต่ก็อยากได้เพิ่มอีก เมื่อคิดๆดูแล้วไม่เพิ่มดีกว่า ให้ช่วยหาอย่างอื่นให้น่าจะดี ”
“ นายอยากให้เราช่วยอะไร ”
บนใบหน้าของเฉินห่าวเริ่มกดดัน เขาเผยให้เห็นความกังวลที่ปกปิดเอาไว้ไม่มิด
“ ผมหาซื้อวัสดุไม่ได้เลย ผมจึงอยากให้ตระกูลซูช่วยซื้อมาให้ผมหน่อย ”
“ นายอยากจะได้อะไร ”
เฉินห่าวนำกระดาษรายการวัสดุที่เขาต้องการออกมาให้ผู้อาวุโสทั้ง 5 สิ่งที่เขาอยากได้คือวัสดุที่ใช้สำหรับสร้างอุปกรณ์เลเวล 2 จำนวน 20 ชุด ถึงแม้เขาจะมีคะแนนไม่พอ แต่เฉินห่าวขอเผื่อเอาไว้ก่อน
ราคาของพวกมันไม่ถึง 1,000 ล้านเหรียญ เพียงแต่ว่าพวกมันหาได้ยากมากในสถานการณ์ตอนนี้
เหล่าผู้อาวุโสตระกูลซูเห็นรายการสิ่งที่เฉินห่าวอยากได้จึงพยักหน้า มีสิ่งหนึ่งที่หายากนั่นคือชิ้นส่วนมอนสเตอร์เลเวล 50 แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาสามารถซื้อมันเข้ามาในเขต X ได้ด้วยอำนาจตระกูลซู
แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขารู้สึกหมั่นไส้มากยิ่งขึ้นคือกระดาษภายในมือ อีกฝ่ายเหมือนจะเตรียมเรื่องคุยเอาไว้แล้วถึงขั้นเขียนสิ่งที่อยากได้ออกมา
ถ้าหากหลี่อิงไม่เตือนก่อนพวกเขาคงลงมือกับชายตรงหน้าไปแล้ว
“ ได้ตกลง เราจะซื้อมันมาให้ ”
“ ผมขออะไรอีกเล็กๆน้อยๆได้ไหม ”
“ ว่ามาสิ ”
“ ผมอยากได้ผลึกมานาไม่เกินเลเวล 30 สำหรับคนๆหนึ่ง ”
“ นายจะเอาไปทำอะไร ”
“ ผู้เฒ่ามองดูพวกเขาสิ พนักงานผมถูกเรียกตัวไปแนวหน้าแล้ว ผมเลยอยากจะช่วยพวกเขาสักหน่อย อย่างน้อยให้หัวหน้ากลุ่มเลเวลสูงกว่านี้ก็คงจะดี ”
ผู้อาวุโสรีบตรวจสอบเลเวลชายกล้ามโตที่เป็นหัวหน้ากลุ่ม เลเวลอีกฝ่ายสูงถึง 36 การใช้ผลึกมานาเลเวล 30 ไม่น่าจะทำให้เขาอัพเลเวลได้ เมื่อรู้ว่าผลึกมานาที่ขอน่าจะใช้กับเจ้าของร้านเองพวกเขาต่างก็ถอนหายใจ ดูเหมือนว่าชายคนนี้จะเก็บทุกอย่างเท่าที่จะทำได้จากพวกเขาที่มาคุยเรื่องทักษะ
“ ได้สิ ”
“ ถ้าอย่างนั้นเป็นอันตกลงนะครับ นี่คือทั้งหมดที่ผมได้ปรับแต่งให้หลี่อิง ”
เฉินห่าวยื่นกระดาษปึกใหญ่ให้กับผู้อาวุโสที่นั่งอยู่ตรงกลาง
ผู้อาวุโสเห็นข้อความและรูปวาดบนกระดาษจึงรีบหันมองหน้ากัน หากเป็นไปได้เขาอยากจะพูดดังๆว่า ไอ้นี่เตรียมทุกอย่างเอาไว้แล้วนี่หว่า ทว่าเขาไม่สามารถเอ่ยสิ่งใดได้จึงค่อยๆเก็บกระดาษแล้วให้คนโอนเงิน 10,000 ล้านเข้าบัญชีเจ้าของร้านไป
“ ของที่สั่งขอให้ไม่เกิน 2 วันได้ไหมครับ ผมกลัวจะไม่ทันการ ”
“ ได้ ”
“ งั้นในเมื่อไม่มีอะไรแล้ว ลองเล่นอุปกรณ์ภายในร้านของผมดูไหมครับ ค่าสถานะเพิ่ม 0.1 ในเวลา 1 ชั่วโมงเท่านั้นนะครับ ”
ผู้อาวุโสโบกมือปัด พวกเขาชักช้าไม่ได้เพราะถูกเรียกไปแนวหน้าเช่นกัน แต่พวกเขาจะกลับมาแน่นอน
“ เราจะกลับมาใหม่เพราะคนในตระกูลถูกส่งไปแนวหน้าเรื่อยๆ ไว้ว่างเราจะกลับมา ”
“ ถ้าอย่างนั้นเดินทางปลอดภัยนะครับ ”
เฉินห่าวโบกมือลาผู้อาวุโสตระกูลซู ก่อนที่เขาจะหันกลับเข้ามาในร้านแล้วหัวเราะดังๆ เหมือนที่เขาพูดเอาไว้ไม่มีผิด หากอยากมั่นคงให้หาสมาชิก แต่ถ้าอยากรวยให้หาลูกค้าเลเวลสูงเข้าร้าน
“ เอาล่ะ วันนี้พวกแกกลับได้แล้ว อีก 2 วันค่อยมาใหม่ ฉันจะทำให้พวกแกแข็งแกร่งที่สุดก่อนจะไปแนวหน้า ”
กลุ่มของอ้ายเสินแสดงท่าทางดีใจเมื่อรู้ว่าเจ้าของร้านพยายามช่วยเต็มที่