เคร้ง!!! เสียงเหมือนโลหะกระทบกันดังขึ้น มีดสั้นของเทียนฟาง กรีดไปตามลำตัวของหมูป่าขนแดง แต่กลับไม่อาจสร้างบาดแผล ให้กับมันได้ แม้ว่าหมูป่าขนแดง จะเป็นสัตว์อสูรระดับต่ำที่สามารถพบได้ทั่วไป ทั้งพลังที่ใช้จู่โจมยังไม่รุนแรง แต่ถ้าหากพูดถึงความสามารถในการป้องกันเพียงอย่างเดียวแล้ว หมูป่าขนแดงนับว่าไม่ด้อยนัก
เทียนฟางจับจ้องไปทางหมูป่าขนแดง มีดสั้นที่เขาใช้ไปเมื่อครู่ ปรากฏรอยร้าวเล็กๆ ขึ้นมาแล้ว นั่นแสดงให้เห็นความสามารถในการป้องกันของสัตว์อสูรระดับต่ำตัวนี้ เทียนฟางพุ่งเข้าไปหาหมูป่าขนแดงอีกครั้งก่อนจะหมุนตัวหลบคมเขี้ยวของมันก่อนจะใช้มีดสั้น จ้วงไปที่ลำตัวของหมูป่าขนได้อีกครั้ง แกร๊ก!!! เสียงโลหะหักสะบั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง มีดสั้นของเทียนฟังตอนนี้ เหลือเพียงด้ามเท่านั้น
"บัดซบเจ้าหมูนี่หนังหนาชะมัด" เทียนฟังสบถออกมา ตอนนั้นเองที่เทียนฟังหันกลับไปก็พบว่าหมูป่าขนแดงอยู่ห่างจากตนเอง ไม่ถึงครึ่งก้าวเท่านั้น
เทียนฟางรีบกลิ้งหลบไปทางด้านข้างก่อนที่จะโดนเจ้าหมูป่าขนแดง ที่กำลังโมโหขวิดได้อย่างฉิวเฉียด
แม้ว่าจะไม่สามารถใช้พลังลมปราณได้แต่หากนับเพียงร่างกายแล้ว ในเด็กรุ่นเดียวกัน เทียนฟางนับว่ามีความแข็งแกร่งทางด้านร่างกายเหนือล้ำกว่าคนอื่นนัก อาจเป็นเพราะความยากลำบาก เขาจึงถูกเคี่ยวกรำมาตั้งแต่เด็ก
หมูป่าขนแดงมันพุ่งเข้ามาอีกครั้งแต่คราวนี้เทียนฟางรวบรวมกำลังไปที่ขาขวาก่อนจะเบี่ยงตัวหลบไปทางด้านซ้ายพร้อมกับเตะเข้าที่ขาหน้าของหมูป่าขนแดงดังโครม
ร่างของหมูป่าขนแดงเสียหลักกลิ้งไปด้านหน้า ก่อนจะพุ่งชนเข้ากับต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ตูมมมมม! ฝุ่นฟุ้งกระจายบดบังภาพที่เกิดขึ้น หมูป่าขนแดงส่ายหัวด้วยความมึนงงแม้ว่ามันจะเป็นสัตว์อสูรที่มีผิวหนังทนทาน
แต่หากนับเรื่องสติปัญญามันกลับต่ำเตี้ยเรี่ยดินอย่างที่สุด ท่านใดนั้นเองเงาร่างของเทียนฟางค่อยๆ เดินฝ่าฝุ่นควันเข้ามา มือทั้งสองข้าง ยกขึ้นเหนือหัว บนมือทั้งสองนั้นถูกวางไว้ด้วยก้อนหินก้อนหนึ่งขนาดของมันใหญ่กว่าศีรษะของเทียนฟางถึง 2 เท่า
เทียนฟางแสยะยิ้มไปยังหมูป่าขนแดงที่กำลังมึนงงอยู่เบื้องหน้า "ลาขาดแล้วนะ เจ้าหมูหน้าขน"
ตูมมม
ก้อนหินขนาดใหญ่ลอยละลิ่วตกใส่หัวของหมูป่าขนแดงอย่างจัง
เทียนฟางจ้องมองก่อนจะพบความประหลาดใจเมื่อเจ้าหมูป่าชนแดนยังไม่ตกตาย หากยังคงส่ายหัวและซวนเซเล็กน้อยเท่านั้น เขาจึงยกก้อนหินขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากนั้น ตูมมมม! เทียนฟางโยนหินใส่หัวหมูป่าขนแดงอีกครั้งก่อนจะย้ำความแน่ใจด้วยการทำแบบเดิมอีกหลายครั้งเสียง ตูมม ตูมมม ตูมมมม! ยังดังให้ได้ยินอยู่เป็นระยะๆ
ผ่านไปไม่นานเทียนฟางนั่งหอบหายใจอย่างหนักหน่วง "เจ้าหมูนี่อึดชะมัด" สภาพของหมูป่าขนแดนผู้น่าสงสารตอนนี้ บี้แบน จนจำสภาพไม่ได้โดยเฉพาะส่วนหัวของมันที่ดูเหมือนจะละลายหายไปกับพื้นดินเสียแล้ว
ดวงตะวันคล้อยไปบ่ายแล้วเทียนฟางแบกร่างของหมูป่าขนแดงไว้บนหลังโดยใช้เถาวัลย์มัดติดไว้ เขาตัดสินใจหาที่พักก่อนเนื่องจากเขาไม่ได้ตระเตรียมสิ่งใดมา การนอนกลางป่าคงไม่ดีนัก
เทียนฟางเดินลัดเลาะไปตามแนวต้นไม้ เขาเดินไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็พบกับถ้ำแห่งหนึ่ง ถ้ำแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาอีกทั้งยังมีขนาดที่จะค่อนข้างกว้างทำให้เทียนฟางพอใจเป็นอย่างมาก ทางเข้าถ้ำเป็นทางเดินแคบๆ ขนาดเท่ากับผู้ชายตัวใหญ่คนหนึ่งเท่านั้น สิ่งนี้จะช่วยป้องกันให้เขาไม่ให้ถูกจู่โจมจากสัตว์อสูรขนาดใหญ่ เขาใช้เวลาที่เหลือสำรวจถ้ำ ก่อนจะพบว่า ภายในถ้ำมีตาน้ำอยู่แห่งหนึ่งขนาดไม่ใหญ่นัก เทียนฟางค่อยๆ ก่อกำแพงหินขึ้นมาโดยรอบของตาน้ำ ฟืนถูกนำเข้ามาตุนไว้ในถ้ำเป็นจำนวนมาก หลังจากที่เทียนฟางจัดแจงที่ต่างๆ ภายในถ้ำจนเสร็จหมดแล้วปัญหาต่อมาก็คือ เนื้อของเจ้าหมูป่าขนแดงที่ตอนนี้ เขาไม่สามารถแล่มันออกมาได้
หลังจากพอไฟขึ้นอย่างยากลำบากเทียนฟางได้แต่จ้องมองไปยังเปลวเพลิงเบื้องหน้าที่สะท้อนแสงสีส้มอยู่วูบวาบ แท้จริงแล้วเขาสามารถที่จะโยนหมูป่าขนแดงเข้าไปทั้งตัว แต่นั่นดูจะไม่ใช่วิธีการที่ดีสักเท่าไรเพราะเขาไม่รู้ว่ามันต่อไปจะมีอาหารแบบนี้หรือเปล่า
ขณะที่เทียนฟ้ากำลังเหม่อมองกองไฟอยู่นั้นเสียงหนึ่งก็ปลุกเขาขึ้นจากห้วงความคิด"เด็กน้อยเช่นเจ้ากลับสามารถจัดแจงที่พักได้ดีถึงเพียงนี้ นับว่าไม่เลวแล้ว" เสียงลึกลับ กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงชื่นชม
"ข้านึกว่าท่านจะหายไปแล้วซะอีก" เทียนฟางลอบตกใจอยู่นิดหน่อย เพราะเสียงลึกลับอยู่ๆ ก็ดังขึ้นมา ทั้งที่เขายังไม่สามารถบอกได้ว่าเสียงลึกลับดังกล่าว นั้นมาจากที่ไหน
"เมื่อทำพันธสัญญาโลหิต วิญญาณของบุคคลทั้งสองจะถูกยึดโยงกันไว้ มิอาจแยกจาก จนกว่าคำสัจสัญญาจะบรรลุผล แม้ว่าจะเป็นอย่างนั้นการที่ข้าจะมาพบเจ้า สิ่งนี้นับว่าเปลืองแรงอยู่ไม่น้อย" เสียงลึกลับพูดออกมายาวเหยียด
เทียนฟางทำได้เพียงนั่งฟังเท่านั้น แต่คำพูดต่อมาก็ทำให้เทียนฟังประหลาดใจเข้าไปอีก เมื่อเสียงลึกลับกล่าวว่า "ถึงเวลาฝึกยุทธของเจ้าแล้วเด็กน้อย" ข้าสามารถฝึกยุทธได้? " ">เทียนฟางถามด้วยความไม่มั่นใจ
"ย่อมต้องเป็นไปได้ตัวเจ้าในตอนนี้ครอบครองเส้นลมปราณบงกชสีชาดที่ทรงพลัง เหตุใดกันที่จะทำให้เจ้าไม่สามารถฝึกยุทธ" แต่ไม่ทันที่เทียนฟางจะได้ถามคำถามใดๆ เสียงลึกลับก็ดังขึ้นอีกครั้งว่า
"เส้นลมปราณบงกชสีชาดเป็นเส้นลมปราณที่ทรงพลังนอกจากนั้นยังมีความพิสดารที่จะหลับใหลในลักษณะจำศีลจนกว่าจะถูกปลุกขึ้นมา นั่นเป็นสาเหตุที่คนอื่นๆ ไม่พบเส้นลมปราณของเจ้า เคล็ดวิชาที่เหมาะสมกับเจ้าที่สุดคือ 'เคล็ดวิชาโลหิตสังหาร' ทั้งยังต้องฝึกฝนเป็นวิชาแกนหลักไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้อีกด้วย เนื่องจากเส้นลมปราณบงกชสีชาดนั้น จะดูดซับลมปราณธาตุอื่นๆ มาเป็นพลังของตนเองและธาตุหลักของเส้นลมปราณบงกชสีชาดคือ โลหิต หากจะกล่าวให้ชัดเจน ผู้ที่มีเส้นลมปราณบงกชสีชาด ถูกกำหนดให้เดินบนเส้นทางสังหารเท่านั้น" เสียงลึกลับกล่าวออกมาในตอนท้ายของประโยคแฝงไว้ด้วยความหม่นหมองบางประการ
"ข้าจะฝึกมันได้เมื่อใด" เทียนฟางเอ่ยถาม "เจ้าคงไม่คิดว่าข้าจะสอนเจ้าฟรีๆ หรอกนะ ข้าช่วยเจ้าปลุกเส้นลมปราณแล้วนั่นนับว่าเกินพอแล้ว" เทียนฟังแม้เป็นเด็กแต่ก็รู้ว่าสิ่งที่เสียงลึกลับต้องการคือสิ่งใด เทียนฟางคุกเข่าก่อนคำนับไปยังความมืดมิดและกล่าวว่า
"ศิษย์เทียนฟางขอคำนับอาจารย์"