“ถูกแล้ว...”เทียนหมิงหันกลับไปหาหญิงชราตรงหน้าพร้อมกับโค้งศีรษะคารวะ “ท่านย่า ข้าขออภัยข้าทำให้ท่านต้องกังวล ต่อไปข้าจะไม่เหลวไหลเช่นนี้อีก...”
ทันทีที่กล่าวจบ ทุกคนก็ตะลึงงันทุกคนในตระกูลเย่ต่างอ้าปากค้างเพ่งตามองเทียนหมิงราวกับได้พบเห็นเรื่องราวอันน่าเหลือเชื่อ
หญิงชราตะลึงงันอยู่เนิ่นนานแต่ก็ยังเป็นคนแรกที่รู้สึกตัวขึ้น นางไม่พร่ำวาจาเช่นดังเมื่อครู่อีกเพียงลูบศีรษะเทียนหมิงอย่างเมตตาพร้อมกับกล่าวว่า “ประเสริฐ ประเสริฐมาก! เทียนหมิง... เทียนหมิงของย่าเติบใหญ่แล้ววันหน้าย่าของเจ้าไม่ต้องกังวลอีกต่อไปแล้ว...”
นางผงกศีรษะแก่ไป๋หยุนเฟยด้วยรอยยิ้มก่อนจะมองไปยังเย่เฉวียนและพวก“มีอะไรคิดจะกล่าวอีกหรือไม่? หากไม่มี ยายแก่คนนี้จะกลับไปพักผ่อนก่อน”
เมื่อหญิงชราออกจากห้องโถงไปพร้อมกับบ่าวประจำตัวเทียนหมิงลังเลอยู่ชั่วขณะก่อนจะหันไปยังชายวัยกลางคนและภรรยาที่อยู่ด้านข้างหลังจากโค้งศีรษะก็กล่าวว่า “บิดา มารดา ข้ากลับมาแล้ว...”
เห็นความเปลี่ยนแปลงอันใหญ่หลวงที่เกิดขึ้นกับเทียนหมิงใบหน้าสูงสง่าของเย่ถิงก็เผยยิ้มเล็กน้อย แทนที่จะดุด่าเทียนหมิงเช่นในอดีตเย่ถิงกลับพยักหน้าเล็กน้อย “อืม เจ้ากลับมาก็ถือว่าประเสริฐวันหน้าเจ้าต้องเตือนตนเองให้ระมัดระวังยิ่งขึ้นจากนี้ไปตระกูลเรายังต้องเผชิญกับปัญหาอีกมากมาย เจ้าไม่ควรสร้างปัญหาขึ้นอีก...”
ขณะกล่าววาจาก็หันไปมองไป๋หยุนเฟยและจิ้งหมิงเฟิงจากนั้นจึงกล่าวอย่างสุภาพ “และทั้งสองท่านนี้คือ...?”
“โอ บิดา ให้ข้าแนะนำพวกเขาต่อท่าน”เมื่อเห็นว่าตนเองไม่ถูกดุด่าแล้ว เทียนหมิงก็คลายใจลง ก่อนจะรีบตอบคำถามของบิดา“ท่านนี้คือพี่ไป๋หยุนเฟย และท่านนี้คือพี่จิ้งหมิงเฟิงทั้งคู่เป็นสหายที่ข้าได้พบระหว่างท่องเที่ยว พวกเขาน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก! ระหว่างที่พวกเราเดินทางร่วมกันพวกเขาก็คอยดูแลข้าและก็เพราะพวกเขาทั้งคู่ ก่อนหน้านี้ข้าจึงไม่ถูกตระกูลจ้าวจับตัวไป...”
“โอ?” เย่ถิงเลิกคิ้วขึ้นขณะมองดูเย่เฉวียนที่พยักหน้าให้รอยยิ้มบนใบหน้าก็ยิ่งกว้างขึ้นพร้อมกับกล่าวว่า“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าต้องขอขอบคุณต่อวีรบุรุษทั้งสองอย่างยิ่งแล้วนับว่าเป็นโชคดียิ่งนักที่บุตรชายที่น่าผิดหวังของข้าได้พบกับพวกท่านหากพวกท่านต้องการสิ่งใดในเมืองเกายี่ ได้โปรดอย่าลังเลที่จะเอ่ยปากหากตระกูลเย่สามารถกระทำได้พวกเราจะไม่ปฏิเสธอย่างแน่นอน!”
จิ้งหมิงเฟิงยักไหล่พร้อมกับปรายตามองไป๋หยุนเฟยท่าทีเช่นนี้หมายถึง “ข้าคร้านจะเอ่ยปาก เจ้าพูดเถอะ”
“ท่านผู้นำตระกูลเย่กล่าวหนักไปแล้วข้าเป็นเพียงคนเดินทางต่ำต้อยที่ผ่านทางมาที่นี่อีกไม่นานก็จะจากไปข้าไม่มีอันใดที่ต้องการเป็นพิเศษ” เห็นได้ชัดว่าเย่เฉวียนและพวกมีเรื่องคิดจะหารือกันไป๋หยุนเฟยจึงไม่กล่าวอะไรอีก หลังจากครุ่นคิดชั่วครู่ก็กล่าวว่า“ข้าเพิ่งใช้พลังระหว่างการต่อสู้ไปเล็กน้อยไม่ทราบว่าจะขอที่พักจากท่านประมุขตระกูลเย่ได้หรือไม่? ข้าคิดจะขอตัวไปพักผ่อนก่อน...”
เย่ถิงงงงันวูบ ครู่ต่อมาก็พยักหน้ากล่าวว่า“แน่นอน เรื่องนี้ไม่มีปัญหา!อาฟุพาวีรบุรุษทั้งสองท่านนี้ไปยังห้องรับรองแขกที่เรือนด้านทิศเหนือ! ดูแลพวกเขาให้ดี และอย่าได้ละเลยพวกเขา!”
หลังจากทั้งคู่ออกไป คนที่เหลือก็ล่าถอยไปเหลือเพียงเย่ถิง เย่เฉวียน เย่เทียนเหวินและเทียนหมิง ที่ยังคงรั้งอยู่ภายในห้องโถงใหญ่
สิ่งแรกที่เย่ถิงถามต่อเย่เฉวียนก็คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังจากอีกฝ่ายออกจากเมืองไปจากนั้นจึงซักถามรายละเอียดต่อเทียนหมิงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับมันหลังจากออกจากบ้านไปพร้อมทั้งเรื่องราวของไป๋หยุนเฟยและจิ้งหมิงเฟิง
หลังจากเทียนหมิงกล่าวจบ ทุกคนก็กลายเป็นเงียบงันไปชั่วขณะ
ผ่านไปเนิ่นนาน เย่ถิงจึงเอ่ยปากขึ้น“อย่างแรก เลิกให้ความสนใจต่อตัวตนของทั้งคู่พวกเราติดค้างบุญคุณที่พวกเขาช่วยเหลือเทียนหมิงเอาไว้ มิหนำซ้ำพวกเขายังช่วยเหลือพวกเราโดยไม่ตั้งใจจากการสังหารคนของสำนักเจ้าอสูรอีกทั้งยังแย่งชิงอสูรวิญญาณระดับห้าที่สมควรถูกส่งมอบให้แก่ตระกูลเจ้าอีกด้วยและที่สำคัญทั้งคู่ยังมีฝีมือร้ายกาจ หากยื่นมือช่วยเหลือตระกูลเย่ต่อสู้กับตระกูลจ้าวโอกาสที่พวกเราจะชนะก็เพิ่มขึ้นอีก...”
“อืม กระนั้นข้าไม่คิดว่าพวกเราจะสมควรขอความช่วยเหลือจากพวกเขาโดยตรงที่สุดแล้วตระกูลเย่เราก็ติดค้างต่อพวกเขาและการไม่เกรงใจเช่นนี้ก็ไม่สมควร”เย่เทียนเหวินคิดตามและเอ่ยปากขึ้น“ระหว่างนี้พวกเราสมควรให้เทียนหมิงต้อนรับพวกเขาจากที่ไป๋หยุนเฟยบอกพวกเขาจะอยู่ที่นี่ไม่นาน ดังนั้นช่วงนี้เราต้องพยายามสร้างความสัมพันธ์กับพวกเขาให้มากที่สุดที่เหลือก็ปล่อยให้เป็นไป”
เทียนหมิงยังคงเงียบงันอยู่ชั่วครู่จากนั้นมันจึงเอ่ยปากด้วยความลังเล “บิดาหรือตระกูลจ้าวคิดจะยึดครองตระกูลเราเช่นนี้?หรือพวกเราจะปล่อยให้พวกมันกระทำการอย่างไร้เหตุผลโดยที่ไม่คิดจะทำอะไร?”
“ด้วยภูเขาสูงเสียดฟ้าเช่นสำนักเจ้าอสูรที่คอยกดทับพวกเรายังมีโอกาสอะไรอีก?” เย่เทียนเหวินสั่นศีรษะอย่างอับจนปัญญาก่อนจะกล่าวว่า“แม้ตระกูลเราจะรับเป็นตระกูลใหญ่ในเมืองเกายี่ แต่หากเทียบกับทั้งแผ่นดินยังไม่อาจนับว่าเป็นตระกูลเล็กได้แม้ผู้ที่มาจากสำนักเจ้าอสูรจะเพียงบรรลุด่านบรรพวิญญาณระดับกลางแต่พวกเราก็ยังไม่มีแม้แต่กำลังจะต่อต้านได้...หากบิดาสามารถทะลวงผ่านไปสู่ขอบเขตของด่านบรรพวิญญาณได้ บางทีพวกเราอาจมีกำลังพอจะรับมืออีกฝ่ายได้แต่กระนั้น...”
“การทะลวงอยู่ด่านบรรพวิญญาณนั้นพูดง่ายแต่กระทำได้ยาก...”เย่ถิงถอนหายใจ “ข้าติดอยู่ที่จุดสูงสุดของด่านภูตวิญญาณมาเป็นปีแล้วอีกเพียงก้าวเดียวก็จะไปถึงขอบเขตบรรพวิญญาณแต่ก้าวเดียวนี้กลับยากเย็นราวกับปีนป่ายขึ้นสวรรค์ไม่ว่าจะพยายามอย่างยากเย็นเพียงไรก็ยังไม่มีแม้แต่โอกาสเพียงน้อยนิดที่จะทะลวงผ่านไปได้ หากไม่ได้พบพานวาสนาต่อให้ใช้เวลาอีกหลายปีก็คงยังไม่อาจทะลวงผ่านไปได้...”
เทียนหมิงคล้ายจะเข้าใจแต่ก็ยังไม่เข้าใจต่อคำพูดของบิดามันไม่คุ้นเคยต่อโลกของผู้ฝึกปรือวิญญาณจึงไม่อาจทำความเข้าใจว่าไฉนบิดาของมันจึงหวาดหวั่นต่อสำนักเจ้าอสูรปานนี้ในความคิดเทียนหมิงพี่ไป๋และพี่จิ้งของมันเมื่อครั้งช่วยเหลือปักษาไร้เงาสามารถขับไล่ศิษย์สำนักเจ้าอสูรได้อย่างง่ายดายและเมื่อได้พบศิษย์สำนักเจ้าอสูรเป็นครั้งที่สองพี่ไป๋ของมันและสหายก็สามารถสังหารอีกฝ่ายได้นับสิบในพริบตา--- สำนักเจ้าอสูรไม่ได้น่ากลัวถึงปานนั้น
“พอได้แล้วเทียนหมิง คิดว่าเจ้าก็คงเหน็ดเหนื่อยแล้วเช่นกันกระมัง?กลับไปพักเถอะ พรุ่งนี้พาแขกของเราไปเที่ยวเล่นในเมืองเพราะเจ้าเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้...”เย่ถิงมองดูเทียนหมิงที่กำลังพูดพึมพำพร้อมกับยิ้มเล็กน้อยไม่ทราบว่าประโยคสุดท้ายของมันคิดจะประชดหรือล้อเล่นกันแน่
“อ้อ ย่อมแน่นอนถ้าเช่นนั้นข้าจะไปคุยกับมารดาสักครู่แล้วค่อยไปพักผ่อน”เทียนหมิงพยักหน้าแล้วจึงออกไป
ยามเย่ถิงมองดูเทียนหมิงออกจากห้องโถงไปสายตาก็ปรากฏแววปลาบปลื้ม มันกล่าวอย่างลึกซึ้งว่า“หลังจากออกจากบ้านไปเทียนหมิงเติบโตขึ้นแล้วจริงๆ...”
“มิผิดมันถึงกับรู้จักปิดบังความลับขณะที่สนทนากับผู้อื่นแล้ว”เย่เฉวียนพยักหน้าเบาๆพร้อมกับยิ้มขึ้นอันที่จริงทั้งสามมองออกว่าเทียนหมิงกำลังปิดบังความลับบางอย่างเมื่อเอ่ยถึงไป๋หยุนเฟยและสหายกระนั้นพวกมันก็ไม่ได้นำพาต่อเรื่องนี้มากนัก
“หึ หึ นี่ก็หมายความว่ามันคบหากับสหายที่ไว้ใจได้ไม่เช่นนั้น ก็หมายความว่าเทียนหมิงเติบใหญ่แล้วจริงๆวันหน้าพวกเราก็ไม่ต้องกังวลอีกต่อไป” เย่เทียนเหวินก็ยิ้มขึ้นขณะที่กล่าววาจา
หลังจากสนทนาถึงเรื่องเทียนหมิงจบเย่ถิงก็หุบยิ้มพลางเอ่ยปากต่อเย่เฉวียน “น้องรอง เจ้าคิดว่าอย่างไร...เรื่องแขกทั้งสองของเรา?”
เย่เฉวียนนิ่งไปชั่วขณะก่อนจะกล่าวว่า“พวกมันยังเก็บงำความลับอีกมากมาย แต่ไม่ใช่ผู้ฝึกปรือวิญญาณทั่วไปอย่างแน่นอน”
หลังจากตรึกตรองชั่วครู่เย่ถิงก็ยังคงไม่มั่นใจอยู่บ้างจึงกล่าวว่า “พวกมัน... หรือพวกมันจะสังหารคนของสำนักเจ้าอสูรจริงๆ?”
“ถูกแล้ว เรื่องนี้สมควรไม่ผิดพลาดเหตุผลแรกก็คือเทียนหมิงบอกออกมาขณะที่เหตุผลที่สองก็เป็นเพราะข้าสัมผัสได้ด้วยตนเอง” เย่เฉวียนพยักหน้าเป็นคำตอบ
“หากเป็นเช่นนั้น ข้าก็เบาใจ...”เย่ถิงหัวเราะเบาๆด้วยความรู้สึกสมใจพลางกล่าวว่า “เฮอะ จ้าวฉวนก็ตายแล้วอีกทั้งสำนักเจ้าอสูรก็สูญเสียคนไปไม่น้อยคิดว่าตระกูลจ้าวคงต้องล้มเลิกความคิดที่จะเคลื่อนไหวไปสักระยะ? หากจ้าวซิงทราบเรื่องคาดว่าสีหน้ามันคงปั้นยากนัก...”