“เร็วขึ้นอีก! พวกเราจะต้องไปถึงเมืองกรีนวู้ดให้ทันวันพรุ่งนี้ให้ได้!”
เสียงฝีเท้าจำนวนมากย่ำลงบนผืนดินจนพื้นสะเทือน ท่ามกลางความมืดมิดกลับมีคลื่นดวงไฟกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่มากผิดปกติ
“แฮ่กๆ อะไรของตาลุงนั่นวะ! อยู่ดีๆก็เรียกรวมพลแล้วก็สั่งให้พวกเราเดินทางทันที แถมยังวิ่งมาตลอด 3 ชั่วโมงแล้วด้วย”ชายคนหนึ่งบ่นกับสหายของเขาพลางกระชับคบไฟในมือมั่นและวิ่งอย่างระมัดระวัง ตามองพื้นตลอดเวลากลัวจะสะดุดรากไม้เข้า
“คงจะเป็นเพราะข่าวลือที่ว่าเมืองกรีนวู้ดถูกบุกอีกครั้งนั่นแหละ ทำให้เขารีบเดินทางอย่างนี้”ชายอีกคนตอบกลับ สองขาวิ่งเหยาะๆพยายามถนอมแรงให้ได้มากที่สุด
“เฮ้อ ถึงรีบยังไงกว่าจะถึงเมืองกรีนวู้ดก็ต้องเดินเท้าไม่ต่ำกว่า 2 วัน ต่อให้รีบวิ่งแค่ไหนก็คงใช้เวลาเป็นวันอยู่ดี หวังว่าเมืองกรีนวู้ดจะไม่แตกก่อนหรอกนะ”
“ปากหมานะไอ้บ้า”
กองทัพทหารอาสาออกวิ่งไม่หยุดตั้งแต่ออกจากเมืองเดสซ่า เสื้อผ้าของทุกคนต่างเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อไคล เสียงหอบหายใจปนเปไปกับเสียงเท้ากระทบพื้น
นับว่ายังดีที่มาตรฐานกองทัพทหารอาสานั้นสูงพอสมควร แม้จะวิ่งติดต่อกันมาเป็นเวลานานแต่ก็ยังไม่มีใครล้มพับลงไปถึงแม้จะเริ่มมีบางคนใบหน้าซีดเซียวไปบ้างแล้วก็ตาม
“เริ่มมีคนไม่ไหวแล้วนะครับหัวหน้า พักก่อนดีไหมครับ”หลงได้ยินเช่นนั้นก็แค่นเสียง ตอนนี้บนร่างของเขายังไม่มีเหงื่อสักหยดเลยด้วยซ้ำ!
“หยุด!”เสียงแปดหลอดที่ดังขึ้นกะทันหันทำเอาทุกคนสะดุ้งโหยงหยุดฝีเท้ากันถ้วนหน้า
“พัก 30 นาทีแล้วเดินทางต่อ”
ทุกคนระบายลมหายใจยาวเหยียดมองหามุมว่างๆทิ้งกายนั่งลงพักและเริ่มหันไปจับกลุ่มคุยกันอย่างสบายใจ
แม้จะเป็นเวลากลางคืนแล้วแต่ตลอดการเดินทางพวกเขาไม่เคยได้เจอมอนเตอร์แม้แต่ตัวเดียว คงจะเป็นเพราะพวกมันรู้ว่าพวกเขามีจำนวนมหาศาลจึงพากันหนีหน้าหายไปหมด
เสียงพูดคุยกันดังจอแจ คนในกองทัพทหารอาสาต่างเริ่มหันมาพูดคุยทำความรู้จักกัน เสริมสร้างบรรยากาศกลมเกลียวในสังคมกองทัพมากขึ้น
แต่มีบุคคลหนึ่งที่ไม่มีใครกล้าเข้าไปคุยด้วย..
ชายสวมหน้ากากคนหนึ่งนั่งแยกเดียวดายเว้นระยะห่างจากคนอื่น มีหลายคนที่อยากจะทำความรู้จักกับเขา แต่เมื่อสบเข้ากับดวงตาเย็นชาที่ทอประกายฆ่าฟันออกมาแรงกล้าก็ต้องถอยร่นไปไม่เป็นท่า
“ทำไมตาไอ้หมอนั่นมันหน้ากลัวจังวะลุง”ชายวัยรุ่นคนหนึ่งแอบเหล่ตามองไปยังชายสวมหน้ากากและหันไปกระซิบกับคนรู้จัก
“คงจะอยากฆ่าพวกก็อบลินเต็มแก่แล้วละมั้ง”ชายวัยกลางคนที่ดูมีอายุอานามไม่น้อยตอบกลับไปพร้อมกับยกขวดเหล้าในมือขึ้นดื่ม
“โอ้! หมอนั่นคงจะร้อนเงินพอสมควรเลยสินะ”ชายวัยกลางคนย่นคิ้ว ก่อนจะแจกกำปั้นทุบไปที่หัวชายวัยรุ่นคราหนึ่ง
“โอ้ย! ทำอะไรของลุงนะ”ชายวัยรุ่นร้องประท้วง
“แกคิดว่าแววตาอย่างนั่นบ่งบอกว่าเจ้าหนุ่มนั้นร้อนเงินงั้นหรอ”
“แล้วงั้นมันหมายความว่าไงละลุง?”ชายวัยกลางคนมองคู่สนทนาด้วยสายตาที่เหมือนมองคนโง่แล้วเอ่ยเสียงเรียบว่า
“แววตาของไอ้หนุ่มนั้นนะมีแต่ความต้องการฆ่า! อาจจะเป็นไปได้ว่าไอ้หนุ่มนั้นนะต้องเคยมีภูมิหลังที่ไม่ดีกับพวกก็อบลิน หรือไม่อย่างนั้นก็คงมีคนสำคัญของเขาที่ยังติดอยู่ในเมืองกรีนวู้ด”ชายวัยรุ่นได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าเข้าใจ แววตาที่มองไปที่ชายสวมหน้ากากแฝงไว้ด้วยความสงสารหลายส่วน
“เอาละแล้ว! ออกเดินทางต่อได้”
และแล้วเวลาพักก็หมดลง เหล่าทหารอาสาแอบบ่นโอดครวญเบาๆ แต่ก็ทำตามคำสั่งลุกขึ้นยืนและออกวิ่งอีกครั้ง…
“ห...”
“หะ...”
“หัว..”
“หัวหน้าค่ะ!”
ฟลาวด์สะดุ้งเฮือกตื่นขึ้นมา
เธอมองซ้ายมองขวาอย่างสับสนมึนงง สงสัยว่าตนอยู่ที่ไหน
“เราสลบหน้าประตูเลยงั้นหรือ”ฟลาวด์ยิ้มขมขื่น แต่เมื่อได้ยินเสียงเรียกจากด้านหลังประตูก็นึกขึ้นได้ว่าคืนนี้เธอมีประชุมสำคัญจึงรีบลุกขึ้นมาแต่งตัวและตะโกนออกไปว่า
“บอกทุกคนรอเดี๋ยว! ฉันขอเวลาครู่หนึ่ง”
ฟลาวด์ใช้เวลาเพียงครู่เดียวก็แต่งตัวเสร็จ เธอรีบเดินทางออกจากที่พักไปยังสถานที่ประชุมอย่างเร่งรีบ แต่ก่อนจะเข้าไปในห้องประชุม เธอก็ได้ยินเสียงถกเถียงดังออกมาจากภายใน
ฟลาวด์ถอนหายใจเฮือกใหญ่และเปิดประตูเข้าไป
เมื่อเห็นฟลาวด์เดินเข้ามา ทุกเสียงในห้องก็เงียบกริบ ทุกสายตาจดจ้องไปที่ร่างของหญิงสาวผู้กุมอำนาจ
สูงสุดในเมืองกรีนวู้ด และผู้ที่อยู่ในห้องทุกคนก็ล้วนเป็นผู้มีอำนาจในเมืองกรีนวู้ดทั้งนั้น
“เรามาเริ่มประชุมกันเถอะค่ะ”ฟลาวด์กล่าวเสียงเรียบ แต่ทุกคนในห้องประชุมยังเงียบ
“ดูเหมือนทุกคนจะเป็นกังวลพอสมควรเลยนะค่ะ”ฟลาวด์เอ่ยทำลายความเงียบ
ผู้เข้าประชุมได้แต่ทำหน้าเคร่งเครียด ก่อนจะมีหญิงสาวคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมาว่า
“พวกเรากำลังกังวลกันว่าเราอาจจะไม่สามารถป้องกันเมืองได้ในสงครามครั้งต่อไปนะค่ะคุณฟลาวด์”ฟลาวด์นิ่งเงียบไป
“ทำไมพวกคุณคิดอย่างนั้นละคะ?”
“ก็เพราะทุกครั้งที่พวกก็อบลินบุกมา สงครามจะทวีความรุนแรงขึ้นทุกครั้งยังไงละครับ อย่างวันนี้เราก็แทบเอาตัวไม่รอด ปล่อยพวกก็อบลินหลุดเข้ามาในเมืองได้จนชาวเมืองต่างประสาทเสียกันไปทั้งเมือง”ชายชราที่ไว้เคราสีขาวรอบปากเอ่ยขึ้น ทำให้ฟลาวด์แค่นเสียงและเอ่ยเสียงขุ่นว่า
“พวกคุณก็รู้นี้ค่ะว่าทุกคนที่ทำหน้าที่ปกป้องกำแพงทำเต็มที่แล้ว พวกคุณยังต้องการอะไรอีก!”เมื่อเห็นว่าฟลาวด์กำลังจะมีโทสะเหล่าผู้ประชุมก็เงียบเสียงไป
“พวกเราอยากจะเสนอให้นำของสิ่งนั้นออกมาใช้ปกป้องเมืองในสงครามครั้งต่อไปครับ”ชายคนหนึ่งโพร่งความต้องการของทุกคนขึ้นกลางที่ประชุม จนคนพากันหันไปมองขวับ
“ทุกคนก็รู้นี้ค่ะว่าของสิ่งนั้นเป็นไพ่ตายในการปกป้องเมืองของเรา และเราก็ไม่สามารถผลิตมันเพิ่มได้อีก หากใช้ไปส่งเดชอาจจะทำให้เราไม่เหลืออะไรไว้ปกป้องเมืองก็ได้”ฟลาวด์เอ่ยเสียงเรียบ
“แต่สงครามครั้งต่อไปเมืองอาจจะแตกก่อนจะได้ใช้มันอีกนะครับ อีกอย่างคุณฟลาวด์ก็รู้ว่าของสิ่งนั้นมันอันตรายพอสมควร การจะใช้มันต้องทิ้งระยะห่างจากกำแพงไปมากพอดู หากไม่ใช้ตั้งแต่เนิ่นๆเราอาจจะไม่มีโอกาสได้ใช้มันเลยก็ได้”ฟลาวด์เงียบเสียงไปอีกครั้ง อันที่จริงเธอก็เห็นด้วยกับคำพูดนี้ไม่น้อย
ภายในห้องประชุมตกอยู่ในความเงียบ ทุกคนกำลังรอการตัดสินใจของฟลาวด์อยู่
หญิงสาวถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยวว่า
“ถ้าอย่างนั้นก็เตรียมของสิ่งนั้นไว้ได้เลยค่ะ หากสงครามครั้งต่อไปฉันเห็นว่ามันรุนแรงเกินการควบคุมฉันจะสั่งการให้ใช้มันเอง!”
วันเวลาดำเนินมาถึงเช้าวันใหม่อีกครั้ง เที่ยงวันนี้แสงแดดร้อนระอุเป็นพิเศษทำให้เหล่าทหารอาสาต้องมองหาร่มเงาเพื่อหลบแดด
"เชื่อเขาเลย! เดินทางแค่วันเดียวก็ใกล้จะถึงเมืองกรีนวู้ดแล้ว"หนึ่งในทหารอาสาเอ่ยขึ้นพลางเอามือพัดลมใส่หน้าไล่อากาศร้อน
"เหอะ! ไม่แปลกหรอกก ก็ลุงแกเล่นสั่งวิ่งตลอดทางอย่างนั้น"สหายที่นั่งอยู่ข้างๆกล่าวด้วยความหงุดหงิด ผ้าเช็ดหน้าที่เคยขาวสะอาดในมือตอนนี้เต็มไปด้วยคราบเหลืองของเหงื่อไคล
"พวกนายเลือกบ่นเถอะ ตอนนี้เก็บแรงพูดไว้พักเอาแรงก่อนดีกว่า ไม่รู้ตาลุงนั่นจะส.."
วู่~~~~~~~~~~~
เสียงแตรเขาสัตว์ดังขึ้นไปทั่วทั้งผืนป่า ทำเอาเหล่าทหารอาสาตะลึงงัน มองหน้ากันเลิ่กลั่กไม่เข้าใจว่าเสียงนี้ดังมาจากไหน
"หัวหน้าครับเสียงนี้มัน!"ชายคนหนึ่งได้สติหันขวับไปหาหลง
"ลุกขึ้นโว้ยย ก็อบลินบุกเมืองกรีนวู้ดแล้ว!!!!!"