ตอนที่ 391 แยกทาง
“เนื้อหาของการทดสอบเป็นยังไงเหรอครับ ผมต้องเตรียมตัวอะไรก่อนมั้ย?” นิทานเอ่ยถามพร้อมทั้งคำนวณวันเวลาในหัว เขาต้องนัดเจอกับไพลินและพวกเพชฌฆาตก่อนครั้งหนึ่งเพื่อรับวัตถุดิบไปมอบให้กับดักลาสก่อน หลังจากนั้นจึงจะสามารถไปทำภารกิจสุดท้ายได้
“แล้วถ้าเป็นไปได้ ซอเด็ตพอจะกะระยะเวลาคร่าว ๆ ของบททดสอบได้มั้ยครับ”
คำถามของนิทานที่เน้นย้ำถึงเรื่องของเวลาทำให้ซอเด็ตที่ยังคงกระหยิ่มยิ้มย่องกับชัยชนะมีสีหน้าครุ่นคิด นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่นิทานพูดถึงเรื่องเวลา ยังมีเวลาอีกมากก่อนจะถึงงานประลองหากนิทานกลับรีบร้อนเช่นนี้
“เรื่องเวลาฉันคงตอบไม่ได้ค่ะเพราะฉันเองก็ไม่รู้ว่าภารกิจจริง ๆ แล้วจะนานแค่ไหน แต่ยังไงก็ต้องเสร็จก่อนงานประลองแน่นอนค่ะ” ซอเด็ตตอบกลับ
คำตอบของซอเด็ตทำให้นิทานมุ่นหน้า เขาค่อนข้างกังวลว่าตนจะส่งมอบวัตถุดิบชิ้นสุดท้ายไม่ทัน ในเมื่อมาจนถึงขนาดนี้แล้ว หากเขาไม่สามารถพัฒนาร่มปกปักหทัยได้เพราะขาดวัตถุดิบไปชื้นเดียวนั่นจะเป็นความเสียหายอย่างใหญ่หลวง
“นิทานติดธุระอะไรที่ต้องแข่งกับเวลาเป็นพิเศษรึเปล่าคะ?” สีหน้าของนิทานเห็นได้ชัดว่าเขาค่อนข้างลำบากใจเรื่องเวลา ได้ยินดังนั้นนิทานก็นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งว่าตนสมควรบอกเรื่องละอองรูบีออนหรือไม่
ซอเด็ตสมควรเข้าใจว่าเขาต้องการพัฒนาร่มปกปักหทัยด้วยฝีมือของนักรังสรรค์ทั่ว ๆ ไป ซึ่งโดยปกติแล้วย่อมกินเวลาไม่มากนัก แต่สำหรับดักลาสและมีการใช้งานละอองรูบีออนควบคู่ด้วยแล้ว เวลาหนึ่งเดือนนับว่าเร็วมากแล้ว
สายตาสีน้ำเงินหม่นของซอเด็ตเต็มไปด้วยความห่วงใย ท้ายที่สุดนิทานจึงยอมจำนนต่อดวงตาคู่นั้น
“การพัฒนาร่มปกปักหทัยของผมนั้นมีการใช้งานละอองรูบีออนด้วยครับ เพราะงั้นเลยต้องกินเวลานานเกือบหนึ่งเดือน ผมต้องส่งมอบวัตถุดิบทั้งหมดให้คุณดักลาสภายในต้นเดือน 6 ครับ” นิทานตอบกลับอย่างซื่อสัตย์
คำตอบของนิทานทำให้ซอเด็ตนัยน์ตาเบิกกว้าง “คุณดักลาสแห่งโรงอาวุธดักลาส? ที่โด่งดังในฐานะนักรังสรรค์ระดับสูงของเผ่ารูเบียสใช่มั้ยคะ คุณดักลาสยินยอมเป็นผู้ลงมือเสริมแกร่งให้กับร่มคันนั้นเหรอคะ?”
“แล้วละอองรูบีออน? นิทานไปใช้วิธีไหนถึงได้รับมาได้คะ? เพราะความสัมพันธ์ระหว่างเผ่ารูเบียสและเผ่าซือบาส ท่านผู้นำตระกูลเคยเสนอไปหมื่นล้านไกอายังถูกปฏิเสธเลยนะคะ”
ยิ่งพูดนัยน์ตาของซอเด็ตก็ยิ่งเบิกกว้าง เผ่ารูเบียสเป็นเอกด้านการรังสรรค์อาวุธอย่างแท้จริง และดักลาสคือหนึ่งในยอดฝีมือนักรังสรรค์ผู้โด่งดัง การได้เขามาพัฒนาตัวร่มให้ด้วยตนเองนั้นสามารถการันตีคุณภาพ แล้วยังมีหนึ่งในสมบัติในตำนานของเผ่ารูเบียสอย่างละอองรูบีออนอีก เธอไม่อาจจินตนาการได้เลยว่านิทานใช้วิธีใดถึงสามารถได้รับมันมา
“ก็ทำนู่นทำนี่ไปเรื่อยนั่นแหละครับ คุณก็น่าจะได้ข่าวแล้วว่าตระกูลเรนนัสและมหาตระกูลอารันจับมือเป็นพันธมิตรกับไพลิน” นิทานยักไหล่พร้อมหัวเราะขำ ท่าทีเช่นนี้ของซอเด็ตทำให้เขาชื่นใจไม่น้อย ก่อนหน้านี้เขาเพียงโดนเธอข่มหงออยู่ฝั่งเดียว
“ไม้เท้าคันนั้นคือร่มปกปักหทัยสินะคะ ร่มคันนั้นตอนที่สุสานก็เป็นสมบัติระดับอริยะอยู่แล้ว เพียงแต่ดูเหมือนจะยังไม่สามารถผสานคำด้วยตัวมันเองได้แล้วก็วัสดุยังไม่อาจนับได้ว่าสูง” ซอเด็ตกวาดตามองไม้เท้าในมือของเรนเดล
“เสริมระดับของวัตถุดิบ ใช้ละอองรูบีออนเข้าเสริมแกร่ง แถมผู้ลงมือยังเป็นคุณดักลาสแห่งเผ่ารูเบียสอีก สมบัติระดับนั้นต่อให้ผู้แสวงวิถีเป็นผู้ใช้งานยังไม่น่าประหลาดใจเลยนะคะ”
“ช่วยไม่ได้นี่ครับ ก็ถ้าไม่ทำขนาดนี้ก็สู้กับเคียววาดเมฆาของคนบางคนไม่ได้หรอกครับ แถมใครจะไปรู้ เผลอ ๆ คนนั้นอาจจะเตรียมอย่างอื่นไว้อีกก็ได้” นิทานฉีกยิ้ม จับจ้องซอเด็ตอย่างมั่นใจ
ท่าทีของนิทานทำให้หน้าซอเด็ตนิ่งไป จากใบหน้าตื่นตะลึงกลับกลายเป็นใบหน้าเรียบนิ่ง แล้วจึงรู้สึกร้อนขึ้นเล็กน้อยอย่างที่เธอไม่เข้าใจสาเหตุ
เธอเข้าใจที่พวกเพชฌฆาตบอกก่อนหน้านี้แล้วว่านิทานกำลังพยายามอย่างหนักเช่นกัน หลายเดือนมานี้เขากำลังตามหาวัตถุดิบสำหรับนำไปพัฒนาร่มปกปักหทัยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น แถมยังทำได้ดีถึงขนาดที่สามารถใช้ละอองรูบีออนได้
และทั้งหมดก็เพื่อต้องการจะต่อกรกับเธอให้ได้ตามสัญญา
ความอบอุ่นในใจฉายชัด สีส้มเริ่มปรากฏขึ้นกลางอกของเธอ โชคร้ายที่ซอเด็ตไม่อาจสังเกตเห็นมันได้ในเวลานี้
“เคียววาดเมฆาเป็นสมบัติระดับผู้แสวงวิถีค่ะ แต่ก็แค่จากตัววัตถุดิบเท่านั้น มันยังขาดวิถีและพลังจิตวิญญาณของตัวตนระดับนั้น พลังของมันในตอนนี้จึงพอจะเทียบเคียงได้กับสมบัติระดับนักสลักเบญจเท่านั้น และแน่นอนว่ามันผสานคำได้ค่ะ” ซอเด็ตยิ้ม เธอหยิบเคียวสีทองงดงามออกมาให้นิทานดู
เคียววาดเมฆาเป็นสมบัติที่ท่านพ่อของเธอเป็นผู้หามาให้ ว่ากันว่ามันเป็นสมบัติที่เหมาะสมเป็นที่สุดสำหรับอัจฉริยะวัยเยาว์เพราะตัวมันเองไร้ซึ่งพลังจิตวิญญาณที่แข็งแกร่ง ง่ายต่อการควบคุมหากยากต่อการเชี่ยวชาญ
และหากผู้ครอบครองสามารถตามหาวิถีของตนได้สำเร็จ เคียววาดเมฆาก็จะกลายเป็นสมบัติระดับผู้ร้อยเรียงเคียงคู่ไปกับผู้ครอบครอง มูลค่าของมันอาจเรียกได้ว่าสูงกว่าสมบัติระดับผู้แสวงวิถีส่วนใหญ่เสียด้วยซ้ำ
เพราะเคียววาดเมฆานี้เองเธอจึงสามารถต่อกรกับอริยะส่วนใหญ่ได้โดยง่าย มันทั้งยกระดับพลังของเธอและเปลี่ยนเมฆาให้กลายเป็นพลังโจมตีได้ เป็นอาวุธที่เหมาะสมกับเธอยิ่งกว่าสิ่งใด
ไม่น่าแปลกใจแม้แต่น้อยที่ร่มปกปักหทัยที่เป็นเพียงระดับอริยะจะด้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด เป็นเธอเองมากกว่าที่ตกใจกับการที่นิทานสามารถใช้ร่มคันนั้นได้ถึงระดับนั้น
แต่หากมันได้รับการเสริมแกร่งด้วยละอองรูบีออนและวัตถุดิบหายากมากมาย เธอจะไม่แปลกใจเลยหากพลังของมันจะสูงมากพอจะใช้ต่อกรกับเคียววาดเมฆาในปัจจุบันได้ และที่สำคัญยิ่งกว่าคือคุณลักษณะของละอองรูบีออนที่ช่วยให้ตัวร่มสามารถพัฒนาต่อไปได้
ร่มคันนั้นหากพัฒนาสำเร็จ นิทานจะถูกยกระดับไปอีกขั้นอย่างแท้จริง แบบเดียวกันกับที่เธอถูกยกระดับโดยเคียววาดเมฆา
คำอธิบายของซอเด็ตทำให้นิทานตาร้อนไม่น้อย เขาต้องยอมรับจริง ๆ ว่าในเรื่องของทรัพยากรนั้นเขายังห่างไกลจากซอเด็ตอีกมาก หากเปรียบเทียบ เขาเพียงได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายนู้นฝ่ายนี้อย่างละนิดอย่างละหน่อยเท่านั้น ไม่ได้รับการสนับสนุนเต็มกำลังแต่อย่างใดเพราะท้ายที่สุดแล้วเขาก็เป็นคนนอก ต่างกับซอเด็ตที่แทบจะได้รับการสนับสนุนจากทั้งเผ่าซือบาส
แต่คำอธิบายของซอเด็ตก็ทำให้นิทานมั่นใจ หากร่มปกปักหทัยสามารถยกระดับขึ้นไปได้เทียบเท่ากับเคียววาดเมฆาจริง โอกาสชนะของเขาจะสูงขึ้นมาก
“อวดกับแบบนี้ขี้โกงจังเลยนะครับ ผมเองไม่มีปัญญาหาทรัพยากรขนาดนั้นได้หรอก” นิทานถอนหายใจหากสองตายังคงประสานกับซอเด็ตอย่างไม่มียอมแพ้
“ตัวฉันเองก็ไม่มีทางหาปลาคาร์ปผนึกอักษรหรือละอองรูบีออนมาได้หรอกนะคะ นิทานนั่นแหละแน่ใจเหรอว่าไม่มีปัญญา” ซอเด็ตหัวเราะตอบกลับกับท่าทีอิจฉาของนิทาน
ทั้งสองไม่ได้ขุ่นหมองใส่กันหรือประชดประชันใด ๆ เพียงเป็นการแลกเปลี่ยนกันตามประสาคนที่สนิทกันมากขึ้นเท่านั้น ทางซอเด็ตเองก็พอจะเข้าใจนิสัยขี้บ่นของนิทานมากขึ้นตาม
“แต่แหม ถ้าบอกกันขนาดนี้ หมายความว่าถ้าฉันถ่วงเวลาสักหน่อย ร่มปกปักหทัยก็จะพัฒนาไม่ทันงานประลองใช่มั้ยคะ?” ซอเด็ตยิ้มน้อย ๆ เอียงคอมมองนิทานด้วยสายตาเจ้าเล่ห์
“ซอเด็ตไม่อยากสู้กับผมแบบเท่าเทียมเหรอครับ ผิดหวังเลยนะเนี่ย” นิทานไม่มีท่าทีกังวล เขาเพียงมองตอบกลับไปพร้อมรอยยิ้มบาง
“กลยุทธ์ก็เป็นส่วนหนึ่งของการประลองนะคะ อย่างที่นิทานเองก็คงจะเตรียมรับมือกับเมฆาของฉันแล้ว ทางฉันเองก็ยังพยายามทำความเข้าใจที่มาของพลังของนิทานอยู่เลยค่ะ” ซอเด็ตยิ้มตอบกลับ เธอเองเป็นคนไม่ค่อยพูดนัก หากไม่รู้ทำไมเวลาคุยกับนิทานเธอจึงรู้สึกว่าตนสามารถต่อปากต่อคำได้มากกว่าปกติ
ซอเด็ตนั้นมีความสุขเป็นพิเศษ เธอแทบไม่เคยมีคนที่ตนสามารถพูดคุยได้อย่างเท่าเทียมมาก่อน สำหรับเธอผู้ยืนอยู่บนจุดสูงสุด พื้นฐานของคำว่าเพื่อนย่อมไม่ได้เริ่มต้นจากความชอบตรงกันหรือความน่าสนใจ แต่เป็นความเท่าเทียม
เมื่อเท่าเทียมจึงสามารถพูดคุยได้อย่างสนิทใจ เมื่อเท่าเทียมจึงสามารถวางใจในตัวอีกฝ่ายได้ หลังจากนั้นจึงเป็นเรื่องของความเข้ากันได้ นิสัย และความผูกพัน
“จะใช้กลยุทธ์แบบนั้นจริง ๆ เหรอครับ โอกาสแบบนี้ไม่ได้หาได้ง่าย ๆ เลยนะครับ” นิทานเริ่มมีความสั่นไหวน้อย ๆ หากแต่ยังคงฝืนพูดตอบกลับ
“ชัยชนะก็คือชัยชนะค่ะ กับคนที่เลือกใช้วิธีลอบโจมตีเป็นว่าเล่นคงไม่คิดเล็กคิดน้อยกับอะไรแบบนี้มั้งคะ?” ซอเด็ตพ่นลม ในสุสานนิทานนั้นเลือกลอบโจมตีเสียเก้าในสิบครั้ง เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็เป็นคนประเภท ชัยชนะก็คือชัยชนะ เช่นเดียวกันกับเธอ
อีกส่วนที่ทำให้เธอมั่นใจคือสีในร่างของนิทาน สีเขียวที่แสดงถึงความตื่นตะลึงและประหลาดใจเริ่มรุกกินเข้ามา
รอยยิ้มของนิทานแข็งค้างไป ในหัวของเขาพยายามประมวลผลเพื่อหาทางเจรจาหากซอเด็ตกลับเป็นฝ่ายหัวเราะออกมาก่อน เธอยื่นวัตถุรูปขนนกขนาดเท่าศอกที่ทำจากแก้วให้กับนิทานโดยตรง
“ล้อเล่นค่ะ” ซอเด็ตหลุดรอยยิ้มกว้าง เป็นรอยยิ้มหวานแบบที่ซอเด็ตไม่เคยแสดงที่ใดมาก่อนและเจ้าตัวเองก็ไม่รู้จักใบหน้านี้ของตนเช่นกัน ภายในร่างของเธอคือสีชมพูที่เข้มขึ้นเล็กน้อย
ขนปีกของเทวทูตแห่งท้องฟ้าถูกซอเด็ตปล่อยออกจากมือในขณะที่เขายังคงเหม่อลอย นิทานที่เห็นดังนั้นก็ตกใจหัวใจแทบวาย ยื่นมือออกไปประคองขนปีกอย่างนุ่มนวลพร้อมกับใจที่เต้นแรง
“ทำอะไรครับเนี่ย! ถ้าแตกไปจะทำยังไง!” นิทานโวยกลับ ใบหน้าที่ขึ้นสีของเขาถูกกลบด้วยความตกใจ หัวใจที่เริ่มกระหน่ำรัวถูกเข้าใจผิดไปเองว่าเกิดจากเหตุการณ์ไม่ตั้งตัว
“ฉันยังมีอีกเยอะเลยค่ะ” ซอเด็ตยิ้มก่อนจะหยิบออกมาทีเดียวอีก 4ชิ้น ขนปีกก็คือขนปีก เธอที่ครองซากร่างทั้งร่างย่อมมีมันมากมาย นิทานได้แต่ถอนหายใจยาวให้กับความต่างทางด้านทรัพยากรระหว่างเขาและเธอ
นิทานยื่นขนปีกคืนให้แก่ซอเด็ต เขาย่อมไม่ต้องการรับรางวัลก่อนที่ภารกิจจะสำเร็จ หากซอเด็ตกลับไม่รับมันเอาไว้
“ฉันเองก็อยากสู้กับนิทานแบบเท่าเทียมค่ะ ไม่งั้นถ้าชนะง่ายไปฉันคงผิดหวังแย่เลย อุตส่าห์รอมาตั้งนานแต่ทำได้แค่นี้” ซอเด็ตเอียงคอ ถอยหลังกลับไปอย่างร่าเริง ปล่อยขนปีกไว้กับนิทานโดยไม่มีท่าทีจะเก็บกลับคืนแต่อย่างใด
ก่อนที่นิทานจะทันได้ขอบคุณ ซอเด็ตก็เอ่ยขึ้นต่อ “นิทานบอกเองใช่มั้ยคะว่าขาดแค่ชิ้นเดียว ถ้างั้นหลังจากนี้เรากลับบาราทรัมด้วยกันเถอะค่ะ หลังจากมอบหมายให้คุณดักลาสแล้วเราค่อยไปนครรูนิคกันต่อ”
“ฉันไม่เคยไปบาราทรัมมาก่อนเลย อยากลองไปสักครั้งเหมือนกันค่ะ”
ซอเด็ตหมุนตัวไปมาอย่างร่าเริง เธอย่อตัวลงเล่นกับเซเรนเซ่ ทางด้านเซเรนเซ่เองก็คิดถึงซอเด็ตไม่น้อย รอยยิ้มบนใบหน้าของซอเด็ตกว้างยิ่งกว่าครั้งใด ๆ ต่อให้ตาบอดก็สามารถทราบได้ว่าเธอในตอนนี้นั้นมีความสุขเพียงใด
หากนำภาพนี้ไปเผยแพร่ให้คนทั้งมหาทวีปดู ร้อยทั้งร้อยย่อมไม่มีใครเชื่อว่านี่คือปีกแห่งผืนฟ้าผู้สูงส่งและเย็นชา
นิทานยิ้มตามกับภาพเบื้องหน้า เขาเกาแก้มของตน จดจำภาพนี้ไว้ในหัว เขาเองก็ไม่นึกมาก่อนเช่นกันว่าซอเด็ตจะมีมุมเช่นนี้ แม้เขาจะไม่เข้าใจก็ตามว่าอีกฝ่ายนั้นเหตุใดจึงอารมณ์ดีถึงขนาดนี้
“ไว้ไปเจอกันที่นครรูนิคเลยก็ได้นะครับ ผมต้องแยกทางกับคุณโฟเรลก่อน แล้วก็คุณอาจจะวางตัวลำบากถ้าต้องเข้าบาราทรัม” นิทานคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเสนอ เขาเสนออีกทางหนึ่งที่สมควรสะดวกกว่าให้กับซอเด็ต
หากจะเดินทางกลับด้วยกันหมายความว่านิทานต้องหาพาหนะลำอื่น และนั่นย่อมทำให้ซอเด็ตเสียเวลามาก การเข้าบาราทรัมสำหรับปีกแห่งผืนฟ้าเองก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแต่อย่างใด
รอยยิ้มบนใบหน้าของซอเด็ตหายวับไปอย่างรวดเร็ว เธอกระตุกหน้าขึ้นมาจากการเล่นกับเซเรนเซ่ ก่อนจะหันหัวลงไปมองโฟเรลที่พื้นเบื้องล่าง
เธอไม่รอการตอบรับใด ๆ แม้แต่น้อย สะบัดปีกหนึ่งครั้งเมฆาที่เป็นแท่นเหยียบก็ฉุดคนทั้งสามลงสู่ระดับผิวน้ำ โฟเรลที่ไม่ทันตั้งตัวพลันหันหน้ามาพบกับใบหน้าเย็นชาของยอดอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งมหาทวีป
แรงกดดันและความรู้สึกสูงส่งแผ่ออกจากร่างของซอเด็ตพร้อมกับระดับพลังในร่างของเธอที่สูงขึ้น แรงกดดันในตอนนี้ถึงกับสูงส่งยิ่งกว่ายามที่นิทานเคยพบที่หน้าสุสาน
ความรู้สึกยอมสยบเกาะกุมจิตใจของโฟเรล ตามมาด้วยเสียงอันแสนเย็นชาของปีกแห่งผืนฟ้า
“หลังจากนี้เรนเดลและเซเรนเซ่จะไปกับฉันค่ะ ขอบคุณสำหรับความเหนื่อยยากตลอดหลายวันที่ผ่านมา”