รูปลักษณ์ของซีซ่าได้ปรากฏอยู่ตรงหน้าของกวี เขาคือคู่ต่อสู้คนต่อไป
กระทั่งชายผู้นี้ก็กำลังดูถูกกวี ต่อหน้าศัตรูที่มีดาบเหล็กกล้าแหลมคม ทว่าตัวมันกลับไร้ซึ่งอาวุธใด ๆ อยู่ในมือ
“นี่คุณคิดจะต่อสู้กับผมด้วยมีเปล่ารึไงครับ ?”
เสียงของกวีพลันถูกเปล่งขึ้นเพื่อเอ่ยถาม เขารู้สึกเจ็บใจที่ใคร ๆ ต่างก็เอาแต่ออมมือให้
“ข้ามีศาสตร์เฉพาะลำดับที่เจ็ดร้อยเก้าสิบแปด ชื่อว่าศาสตร์แห่งนักสู้เืะเิซึ่งเหมาะสำหรับการต่อสู้ด้วยมือเปล่า สองหมัดของข้าก็เปรียบดังได้ดาบเล่มหนึ่ง”
ซีซ่ากล่าวพร้อมกำหมัดขวาแน่น
ศาสตร์ของมันอาจมีพลังอันน้อยนิดเมื่อเทียบกับศาสตร์ของสามผู้กล้า ทว่ามันกลับถูกแทนที่ด้วยประสบการณ์อันโชกโชนและมากล้น
“ท่านกวี รับนี่ไปครับ !!”
เสียงของโอเกอร์ดังก้องกังวานพร้อมดาบเล่มใหม่ได้ถูกโยนมาให้
กวีพลันเร่งคว้าดาบมาอยู่ในสองมือ แววตาของเขาจดจ่ออยู่เพียงศัตรู ท่าทีตั้งมั่นเตรียมพร้อมเข้าจู่โจม
ทั้งสองฝ่ายต่างจ้องมองหน้ากัน ความเงียบงันพลันเข้าปกคลุมในชั่วครู่ขณะ หยาดเหงื่อได้หลั่งไหลอาบแก้มของกวี ความกดดันที่แผ่พุ่งออกมาจากร่างของอีกฝ่ายช่างมีมากมายยากเกินต้านทาน เพียงได้ประจันหน้ากันก็เปรียบได้ดังการตกลงสู่ห้วงแห่งความสิ้นหวังอันลึกล้ำไร้ที่สิ้นสุด
.
< เอาไงดีล่ะ ตอนนี้แผนเดิมคงใช้ไม่ได้ผลอย่างแน่นอน ซีซ่ามันไม่ได้โง่เหมือนเ้าคนก่อน และดู ๆ แล้ว ด้วยประสบการณ์ของมัน การจะปั่นหัวด้วยคำพูดก็ลืมไปได้เลย ช่วยไม่ได้ ดูเหมือนว่าเราคงต้องพุ่งเข้าไปการต่อสู้ซึ่ง ๆ หน้าแล้วสินะ >
.
กวีเร่งเค้นสมองเพื่อครุ่นคิด การต่อกรกับซีซ่ายิ่งทวีระดับความยากอีกหลายเท่า แม้ว่ามันจะปรากฏตัวโดยปราศจากอาวุธในมือ กระนั้นในขณะเดียวกันมันกลับไร้ซึ่งจุดบอดใด ๆ
“ข้าจะยืนอยู่ตรงนี้ไม่ขยับเขยื้อนไปไหนและให้แกโจมตี”
ริมฝีปากของซีซ่าได้สั่นไหวพร้อมกล่าวถ้อยคำออกมา พลันสิ้นเสียงของมัน สีหน้าของกวีและทุกคนพลันแปรเปลี่ยนไปเป็ความตกตะลึง
“เ้าบ้านี่..”
ความสงสัยได้ผุดขึ้นมาในหัวของกวีมากมายราวกับดอกเห็ด สิ่งที่มันกล่าวเป็เพียงถ้อยคำล่อหลอก หรือมันอาจแค่มั่นใจในตัวเองว่าศัตรูจะไม่มีทางโค่นล้มมัน
“แล้วจะให้เชื่อได้ยังไงว่าคุณจะไม่โจมตีสวนกลับมาหากผมพุ่งเข้าไปจู่โจมคุณ ?”
ได้ยินคำพูดของกวี ซีซ่าจึงยกยิ้มบาง ๆ ราวกับไม่แยแสพลางพูดขึ้น
“ก็เหมือนกับที่ผ่านมา ข้าไม่มีสิ่งใดจะมายืนยันคำพูดของตัวข้าเองทั้งนั้น ทุกสิ่งล้วนถูกกล่าวออกมาจากใจ และคนที่จะตัดสินว่าเชื่อได้หรือไม่ได้ ก็มีแค่ตัวแกเอง”
ช่างไร้ซึ่งหนทางคาดเดา ยอมไม่มีทางที่เขาจะยอมเชื่อใจพวกโจรใจคดเช่นซีซ่า
กวียกดาบขึ้นมาพลางเพ่งสายตาจ้องมอง ทุกการกระทำและการตัดสินใจปรากฏขึ้นบนดวงตา เท้าซ้ายของเขาได้ยืดออกไปข้างหน้า มือขวาถือดาบเหยียดยาวออกไปด้านหลัง เพียงไม่นานดาบในมือจึงถูกขว้างออกไปด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่เขามี
“ซุ่ม !!”
ดาบเหล็กกล้าพุ่งทะยานไปยังเป้าหมาย ตรงปลายแหลมใกล้จะทิ่มแทงกลางอกของศัตรูเพื่อดับลมหายใจของมันให้สิ้นลง
ก็ควรจะเป็อย่างนั้น..
“ทำไมกัน ?!!”
แววตาของกวีฉายแววความตกตะลึง ปลายแหลมของดาบมิได้ทิ่มแทงกลางอกของศัตรู เพราะก่อนที่มันจะเข้าเชือดเฉือนเพียงชั่วครู่เดียว หากแต่ว่าออร่าสีแดงปริศนากลับปกคลุมทั่วกายพร้อมปัดป้องการโจมตี
“นับว่าเป็เหล็กที่ไม่เลว”
ซีซ่าก้มเก็บดาบขึ้นมาและโยนมันกลับคืนให้แก่กวี คมดาบได้ร่วงหล่นและปักลงสู่พื้นทรายตรงหน้าเขา
มิได้มีเพียงแค่กวี เพราะแม้กระทั่งโอเกอร์เองกลับมีดวงตาเบิกกว้างมิได้แตกต่างกัน
“เ้าหมอนี่ ถึงมันจะบอกว่าเคยเป็นักบุกเบิกระดับเงินขั้นที่ห้าก็เถอะ แต่ความแข็งแกร่งของร่างกายกับพลังมานามันเกินคนธรรมดาไปแล้ว”
เสียงว่ากล่าวของโอเกอร์พลันถูกเปล่งออกมาพร้อมความตกตะลึง แม้ว่าเขาจะเคยเป็ถึงอดีตนักบุกเบิกระดับทอง กระนั้นเขากลับชื่นชมศัตรูว่ามีระดับเทียบเคียงกัน!
“เวรล่ะสิ แล้วเราจะเอาชนะมันยังไงดีล่ะเนี่ย..”
กวีเผยยิ้มอย่างขมขื่นพร้อมก้มหยิบดาบขึ้นมา ต่อหน้าคู่ต่อสู้ที่ถือครองความแข็งแกร่งระดับพระกาฬ ลำพังเพียงความสามารถของคนธรรมดาย่อมไม่มีทางคว้าชัยมาอยู่ในมือ
“เ้าหนู ดูจากที่แกสามารถใช้ทักษะลึกลับในการต่อสู้ครั้งก่อน แสดงว่าแกเองก็ผ่านพิธีกรรมแห่งเลือกสรรและได้รับสมุดนิทานมาแล้วสินะ ว่าแต่ทำไมแกถึงไม่ใช้มานาในการต่อสู้ล่ะ ?”
คำถามของซีซ่าได้ฉุกเอาความสงสัยในหัวให้เพิ่มทวีคูณ “หมายความว่าไง ไม่ใช่ว่ามานามีไว้สำหรับการใช้งานทักษะลึกลับรึไง ?” กวีเร่งเปล่งวาจาเพื่อเอ่ยถามออกไปด้วยความไม่รู้
ได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของซีซ่าพลันเจือแววงุนงงทำให้เขาจำต้องครุ่นคิด
เพียงไม่นานริมฝีปากก็ขยับยกขึ้นสูงและแปรเปลี่ยนเป็รอยยิ้ม
“อย่างนี้นี่เอง แสดงว่าเ้าโอเกอร์คงไม่ได้สอนทักษะการเคลือบมานาให้กับแกสินะ ทั้ง ๆ ที่เป็ถึงนักอดีตบุกเบิกระดับทองขั้นที่หนึ่ง แต่เ้านี่มันช่างสะเพร่าจริง ๆ”
ทุกสายตาต่างเต็มไปด้วยความงุนงง ไม่เพียงแค่กวี เพราะแม้กระทั่งแอนนาและพวกพ้องของเธอ พวกเขาทุกคนล้วนมิได้เข้าใจในสิ่งที่ซีซ่าพึ่งพูดออกมา
“โอเกอร์ เ้านั่นมัน้าสื่ออะไรกันแน่คะ ?”
แม้ว่าแอนนา้าใคร่รู้อย่างถึงที่สุด ทว่าสีหน้าของโอเกอร์กลับบึ้งตึงพร้อมอัดแน่นไปด้วยความเครียด
“การเคลือบมานาถือเป็ทักษะพื้นฐานสำหรับนักบุกเบิกที่มีประสบการณ์ครับ แต่ไม่นึกเลยว่ามันจะใช้งานได้อย่างชำนาญขนาดนี้ หรือหากจะให้พูดในอีกความหมาย ศัตรูที่ท่านกวีกำลังเผชิญหน้าอยู่ถือเป็ยอดฝีมือผู้ผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชนเลยทีเดียว”
แววตาเหลือบตาขึ้นอีกครั้งหนึ่ง มองเขาอย่างแปลกใจ คำกล่าวเมื่อครู่ทำให้เธอตระหนักได้ถึงความเขลาของตน
ในความเป็จริง นอกเหนือไปจากศาสตร์เฉพาะที่ถือเป็เงื่อนไขขั้นพื้นฐานสำหรับนักบุกเบิก ทักษะการเคลือบมานาก็นับได้เป็เคล็ดวิชาสำคัญสำหรับผู้ที่้าความก้าวหน้าในอาชีพ
เมื่อใครก็ตามผ่านพิธีกรรมแห่งการเลือกสรร ในกายของพวกเขาจะก่อกำเนิดพลังงานขึ้นมาสองชนิด หนึ่งคือพลังงานชีวิต และสองคือพลังงานมานา
แรกเริ่มเดิมทีมานามิได้เป็พลังงานที่มีประโยชน์ ยกเว้นเพียงในกรณีที่คนผู้นั้นได้รับสมุดนิทานหลังผ่านพ้นพิธีจุติ
คนส่วนใหญ่มักมีความเข้าใจว่าการมีอยู่ของมานาก็เพื่อใช้งานทักษะลึกลับ ทว่ามันกลับเป็ความเข้าใจแบบผิดๆ มีเพียงผู้ที่ศึกษาศาสตร์การต่อสู้ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ที่จะล่วงรู้ถึงวิธีการใช้งานมานาในอีกรูปแบบ
“เอาล่ะเ้าหนู ข้าจะบอกเคล็ดลับการเคลือบมานาให้ฟังแบบง่ายๆ” เมื่อนั้นเสียงของซีซ่าพลันถูกเปล่งขึ้นเพื่อเอ่ยพูดอีกครั้ง “ก่อนอื่นเลย แกจะต้องััถึงการไหลเวียนของพลังงานให้ได้เสียก่อน จินตนาการถือเป็สิ่งสำคัญ จงทำจิตใจให้สงบ และจดจ่อไปยังจุดจุดเดียวเพื่อรีดเค้นพลังออกมา”
มันเผยยิ้มพลางเอื้อมมือออกมาเบื้องหน้า พลังงานประหลาดพลันเริ่มต้นปรากฏออกมาอย่างเชื่องช้า เพียงไม่นานออร่าสีแดงได้เคลือบกำปั้นขวาพร้อมแผ่ขยายรังสีอำมหิตไปทั่วทั้งบริเวณ
กวีเร่งทดลองทำดั่งที่มันบอก
ช่างน่าประหลาด แม้ว่านี่จะเป็ครั้งแรกที่ได้รู้จัก กระนั้นเขากลับรู้สึกคุ้นชินมาจากที่ใดสักแห่ง
กวียื่นมือออกไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า ดวงตาคู่นั้นค่อย ๆ ปิดลงไป พร้อมในใจได้จินตนาการถึงการไหลเวียนของพลัง
.
< เราเห็นสายน้ำ.. >
.
< ช่างเบาหวิวราวกับว่าเรากำลังโบยบินอยู่บนห้วงอากาศ.. >
.
< และตอนนี้เรากำลังปลดปล่อยร่างกาย.. >
.
< ให้เป็อิสระ >
.
ในเสี้ยววินาทีอันน้อยนิดที่ราวกับว่าห้วงเวลาได้หยุดลง ในขณะที่ซีซ่ากำลังเพ่งสายตาจดจ้องไปที่เรือนร่างของกวี ขนทั่วกายของเขากลับลุกขึ้นตั้งชันอย่างพร้อมเพรียง ช่างน่าอัศจรรย์ใจ พลังงานสีเทาได้เข้าปกคลุมมือขวาของกวี จากที่ก่อนหน้าไม่เคยมีสิ่งใดอยู่เลย
เขาค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างเชื่องช้า ราวกับการตื่นนอนจากการหลับใหลอันยาวนาน สมองของเขาในยามนี้ช่างรู้สึกว่างเปล่าและปลอดโปร่งยิ่งกว่าเช้าไหน ๆ
“ยอดเยี่ยมมาก! เ้าหนู แกเป็ตัวอะไรกันแน่วะ !!”
สีหน้าของซีซ่าแลดูตกตะลึงจนดวงตาแทบจะถลนทะลักออกมา ทว่าในขณะเดียวกันมันกลับเผยรอยยิ้มออกมาราวกับว่ามันกำลังพึงพอใจ
แม้แต่โอเกอร์ยังรู้สึกแปลกใจ ตัวเขากว่าจะฝึกฝนจนช่ำชองและชำนาญเทคนิคการเคลือบมานา วันเวลาก็ล่วงผ่านไปแล้วเกือบสองปี ทว่ากวีกลับสำเร็จวิชาได้ในไม่กี่นาที นับว่าพร์ของเขาช่างมากมายมหาศาลยิ่งนัก!
โอเกอร์ได้คาดเดาเอาไว้ก่อนแล้ว ในยามที่เขาแอบมองกวีต่อสู้กับกองทัพแห่งความตายจากมุมมืด นั่นคือครั้งแรกที่กวีล่วงรู้ถึงเทคนิคเคลือบมานา
เพียงแต่ว่า ทุกสิ่งที่โอเกอร์คาดเดาล้วนแล้วผิดมหันต์
.
< แปลกจริงๆ ทำไมเราถึงรู้สึกว่าคุ้นเคยกับไอ้การเคลือบมานาชะมัด เราไปเคยเรียนมาจากที่ไหนกันนะ ถ้าจำไม่ผิด.. >
.
< ก็คงจะเป็สมัยเด็กล่ะมั้ง >
.
ความทรงจำในหัวช่างเลือนราง ทว่ายามนี้ตัวเขายังมีสิ่งอื่นที่ต้องทำ
กวีหยุดยั้งความคิด มุมปากเผยยิ้มออกมาอย่างน่าสะพรึงราวกับปีศาจร้าย
“ช่างหัวมันสิวะ ไอ้เื่พรรค์นั้นน่ะ”
ดาบในมือขวาถูกกำแน่น สองเท้าตั้งมั่นเตรียมพร้อมเข้าจู่โจม พร้อมออร่าสีเทาได้เปล่งประกายขึ้นมา ณ สองเท้าของกวี
เรือนร่างของเขาได้เลือนหายพลางหลงเหลือเพียงภาพติดตา
“เริ่มต้นก้าวแรกได้เร็วจริงๆ !!”
ซีซ่าเร่งกวาดสายตามองรอบกาย พลันรู้สึกตัวอีกครั้ง รังสีอำมหิตได้แผ่ขยายจากข้างหลังพร้อมคมดาบที่พุ่งตรงเข้ามาหา
“ซุ่ม !!”
ออร่าสีแดงชาดได้ปกคลุมทั่วร่างของซีซ่าพร้อมปัดป้องการโจมตี
“หนังคนหรือหนังควายวะ งั้นก็เอาไปอีกรอบ !!”
สองมือเร่งตวัดดาบเข้าโจมตีอย่างต่อเนื่อง พลังงานสีเทาปกคลุมจากมือไหลเวียนไปทั่วดาบ ความเร็วในทุกการกวัดแกว่งดาบเพิ่มพูนยิ่งขึ้นอย่างมหาศาล
กระหน่ำโจมตีเข้าไปดุจพายุคลั่ง กระนั้นคมดาบแหลมคมกลับมิอาจเชือดเฉือนเนื้อหนังของศัตรูให้เกิดรอยแผล
“ฮ่า ๆ ! แกเอาใจข้าไปเลยเ้าหนู !!”
ซีซ่าะโออกมาพร้อมเปล่งเสียงหัวเราะอันบ้าคลั่ง ปลายเท้าของเขาพลันเข้ากระทบเข้ากับชายโครงของศัตรู ร่างกายของกวีจึงปลิวออกไปด้วยความเร็วสูงสุด
“อั่ก-”
กวีกระอักเืออกมาผ่านริมฝีปาก ร่างกายร่วงหล่นลงสู่ผืนทรายจากครั้งแรกแล้วนับได้สามครั้ง
สองมือเร่งเค้นแรงพยายามลุกขึ้นยืนอย่างสุดชีวิต ทั่วร่างเขาสั่นเทาและใกล้ล้มลงอีกครั้ง
“ไอ้เวรนั่น ไหนบอกว่าจะไม่โจมตีสวนกลับวะ เรานี่มันโง่จริง ๆ ที่เชื่อมัน !!”
แม้จะว่าเช่นนั้น ทว่าตัวกวีกลับไม่อยากจะคิด ว่าหากปลายเท้าของซีซ่าถูกเคลือบเอาไว้ด้วยมานา ป่านนี้กระดูก ณ บริเวณชายโครงคงถูกบ่นขยี้จนแหลกละเอียดเป็ผุยผงเรียบร้อยแล้ว
สีหน้าของซีซ่ายามนี้เปี่ยมไปด้วยความพึงพอใจอย่างมากล้น การต่อสู้กับกวีทำให้เืทั่วร่างไหลเวียนอย่างบ้าคลั่ง
“เ้าหนู แกเป็คนที่น่าสนใจไม่น้อย แม้ทักษะการต่อสู้จะยังดูตะกุกตะกัก ทว่าไหวพริบและปณิธานกลับมีมากล้น ไม่กลัวว่าตนจะถูกฆ่าตาย เชื่อมั่นในความคิดของตัวเองอย่างสุดชีวิต อีกทั้งมานาของแกยังมีสีเทา”
ในความเป็จริงแล้ว สีของมานาจะบ่งบอกถึงธาตุทางธรรมชาติที่แต่ละปัจเจกบุคคลถือครองอยู่ ตราบอดีตจนถึงปัจจุบัน มานาได้แบ่งแยกและจำแนกออกเป็แปดธาตุ
หนึ่งคือธาตุอัคคี สีของมานาคือสีแดง
สองคือธาตุวายุ สีของมานาคือสีเขียวอ่อน
สามคือธาตุพสุธา สีของมานาคือสีน้ำตาล
สี่คือธาตุวารี สีของมานาคือสีน้ำเงินคราม
ห้าคือธาตุอัคนี สีของมานาคือสีฟ้าอ่อน
หกคือธาตุเหมันต์ สีของมานาคือสีขาว
เจ็ดคือธาตุพฤกษา สีของมานาคือสีเขียวเข้ม
แปดคือธาตุแห่งต้นกำเนิด สีของมานาคือสีรุ้ง
แต่ละธาตุล้วนมีจุดเด่นและจุดด้อยที่แตกต่าง ไม่มีธาตุใดแข็งแกร่งที่สุด เพียงแต่ว่า ในประวัติศาสตร์ของนักบุกเบิกที่มีมาแต่ช้านาน กลับไม่มีแม้แต่เพียงผู้เดียวที่สีของมานามีสีเทาดุจดังขี้เถ้าเฉกเช่นกวี
“เ้าหนู แกมาเป็พวกกับข้าไหม ?”
น้ำเสียงทรงพลังประกาศกร้าวถึงเนื้อความอันน่าตกตะลึง บรรยากาศรอบกายพลันเงียบสงัดลงในทันที ในขณะเดียวกัน ฝ่ายแอนนาและพรรคพวกล้วนต่างตะลึงงันไปกับคำกล่าวเมื่อครู่
แต่แล้วกวีกลับยกดาบขึ้นเตรียมพร้อมต่อสู้ มุมปากเขาหยิบยกขึ้นเป็รอยยิ้มเล็กน้อยและกล่าวว่า “ขอปฏิเสธ อาชีพโจรคงไม่เหมาะกับชั้นเท่าไหร่ แค่นี้สถานภาพก็แย่พออยู่แล้ว ขืนได้กลายเป็โจร อีกหน่อยชั้นคงไม่มีที่ยืนบนสังคมกันพอดี”
ชายหนุ่มประกาศกร้าวเสียงแข็ง ข้อเสนอของหัวหน้าโจรแลดูจะไม่สัมฤทธิผล
“เช่นนั้นแกก็คิดจะสู้ต่อสินะ แต่หากเมื่อใดที่แกคิดเปลี่ยนใจ ข้าก็พร้อมจะอ้าแขนและรับแกเข้ามาเป็พรรคเสมอ จงจำเอาไว้ให้ขึ้นใจล่ะ”
ซีซ่ายังคงไม่ยอมแพ้ ในใจเขาเฝ้านึกเสียดายหากต้องเสียชายที่มีพร์เยี่ยงกวีไปโดยสูญเปล่า หากได้ฟูมฟักสักสี่หรือห้าปี เมื่อนั้นคงถึงเวลาที่กวีจะฉายแววถึงพลังที่ซ่อนเร้นอยู่ในกายอย่างเต็มตัว
สองฝ่ายจ้องตากันไม่ยอมห่างเหิน บรรยากาศรอบกายพลันเพิ่มพูนทวีความอึดอัด กระนั้นกลับไม่มีฝ่ายใดที่มีท่าทีว่าจะเริ่มเปิดฉาก
“ก็ได้ ในเมื่อแกไม่ยอมแพ้ เช่นนั้นข้าเองก็คงต้องทุ่มพลังทั้งหมดเพื่อโค้นแกเช่นกัน”
กำปั้นของข้างของซีซ่าปรากฏออร่าสีแดงเข้าปกคลุม ทันทีที่ได้เห็น กวีจึงเร่งเคลือบออร่าสีเทาเอาไว้ทั่วกาย
สายเกินไป แค่เพียงระยะเวลาอันสั้นกุด รูปลักษณ์ของซีซ่าได้หายลับไปจากสายตาราวกับมีวิชาหายตัว
“เร็วเป็บ้า !!”
กวีเร่งกวาดสายตามองรอบกาย ทันใดนั้น จิตสังหารอันน่าสะพรึงได้เคลือบคลานมาจากด้านหลังด้วยความเร็วเหนือเสียง หนาวเหน็บและเยือกแข็ง ร่างกายของกวีสั่นเทาไปด้วยความกลัว มีบางสิ่งอันน่าสะพรึงอยู่ด้านหลัง และตัวเขานั้นไม่้าหันหลังกลับไปหา
ท่ามกลางทุกสายตาที่จดจ้องการต่อสู้จากพื้นที่อันห่างไกล ยามนี้ทุกคนต่างสังเกตเห็นได้ถึงทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ร่างกายของซีซ่าได้ปรากฏตัวขึ้นจากด้านหลังของกวี ด้วยความเร็วอันมากมายมหาศาลเหนือล้ำยากเกินจินตนาการ
ซีซ่ายื่นมือออกไปข้างหน้าราวกับกำลังจะบดขยี้ศีรษะของศัตรู หากแต่ว่าััที่กวีได้รับกลับช่างหนักอึ้งราวกับว่ากำลังถูกั์ร้ายลูบหัว
ชายหนุ่มััได้ถึงความหวาดกลัวจนถึงห้วงลึก เข่าของเขาทรุดลงเพราะเรี่ยวแรงที่ร่อยหรอ มือขวาทิ้งดาบลง หยาดเหงื่อมากมายหลั่งไหลอาบใบหน้า สัญชาตญาณกำลังกระซิบบอกเขาว่าอย่าได้โต้ตอบกลับเป็อันขาด
“นี่แหละคือระยะห่างระหว่างพวกเรา แต่ว่านะเ้าหนู แกน่ะยังมีอนาคตอีกยาวไกล เพราะฉะนั้น ข้าจะขอพูดอีกเพียงแค่ครั้งเดียว จงยอมแพ้ซะ แกไม่จำเป็ต้องมาเป็พวกของข้าก็ได้ แต่อย่าได้ริอ่านมาขวางทางข้า จงคิดและไตร่ตรองให้ดี นี่จะเป็ครั้งสุดท้ายแล้วที่ข้าจะพูดกับแก”
กวีมิอาจโต้ตอบถ้อยคำสนทนาเมื่อครู่กลับไป ร่างกายของเขายังคงสั่นเทาประหนึ่งว่าถูกลมพายุเข้าพัดโบก พลังของซีซ่าช่างมากล้น มันได้เป็ที่ประจักษ์ในสายตาของทุกคน แม้แต่โอเกอร์เองกลับยังรู้สึกหวั่นเกรง ว่าหากคนที่ยืนอยู่ตรงนั้นมิใช่กวีแต่เป็ตน ความมั่นใจคงมิไม่มากว่าจะโค่นล้มซีซ่าลงได้
“ชั้น.. ขอตัวไปปรึกษากับท่านแอนนาก่อนจะได้ไหม ?” กวีลุกขึ้นยืนและกล่าว สีหน้าของเขาแลดูไม่สู้ดีนัก
“ก็ดี ไปกล่อมเธอให้ยอมแพ้เสีย บนโลกใบนี้ย่อมไม่มีใครอยากตาย และพวกข้าเองก็ไม่คิดจะรามือไปจากเธอเช่นกัน”
กวีเริ่มต้นก้าวแรกเพื่อกลับไปหาแอนนา สายตาของเขาไม่หันมองกลับไปหรือสบตากับฝ่ายศัตรู
เพียงแต่ว่า เมื่อเข้าสู่ย่างก้าวที่ห้า กลับมีหนึ่งคำถามได้ผุดขึ้นมาในหัวของเขา
กวีหยุดยั้งฝีเท้าของตนให้ชะงักลงและเอ่ยถามออกไป
“ผมขอถามคำถามสักข้อ หากคุณ้าแค่ตัวของท่านแอนนาจริง แล้วทำไมพวกคุณถึงมอบโอกาสให้แก่พวกเรามากขนาดนี้กันล่ะ ทั้ง ๆ ที่พวกคุณไม่จำเป็ต้องใส่ใจว่าพวกเราจะเป็หรือตายก็ได้แท้ๆ ?”
เมื่อนั้นรอยยิ้มบนมุมปากซีซ่าจึงหุบลง ใบหน้าเขาแปรเปลี่ยนไปเป็เคร่งขรึมและจริงจัง
“เ้าหนู ในสายตาของพวกแก พวกข้าคงเปรียบได้ดังกลุ่มโจรใจโฉด ปล้นฆ่าชิงทรัพย์ บังคับและข่มขืนสตรีเป็ชีวิตจิตใจ แต่ว่าแกคิดจริง ๆ รึ ว่าจะมีใครภูมิใจกับการใช้ชีวิตด้วยวิธีนี้กันน่ะ”
กวีรับฟังอีกฝ่ายโดยไม่แม้แต่จะปริปาก พลันสิ้นเสียงลง ซีซ่าจึงเริ่มต้นบอกเล่าถึงเื่ราวของตนเอง
.
“พ่อแม่ของข้าเป็ใคร?”
.
“แล้วตัวข้าถือกำเนิดขึ้นมาจากที่ใด?”
.
“พวกเราที่อาศัยอยู่ ณ ที่แห่งนั้นล้วนตั้งคำถามกันเสมอ มันเป็สถานที่ที่เปรียบได้กับหลุมขยะของประเทศนอทัส เป็สถานที่ที่พวกนอกรีตและกลุ่มมาเฟียต่างใช้มันเพื่อทำการค้าขายอย่างผิดกฎหมาย ภายในเมืองแห่งนี้ไม่มีกฎเกณฑ์ใดๆ มีเพียงเศษสวะสังคมที่อาศัยอยู่ในเมืองแห่งนี้ มันคือดินแดนแห่งเศษซากและความป่าเถื่อน..”
.
“เมืองเจริโน่”
.
มันคือหนึ่งในจุดเล็ก ๆ ที่มีอยู่บนแผนที่โลก ห่างออกไปหลายพันไมล์ทางทิศใต้ของอาณาจักรนอทัส ที่แห่งนั้นคือสถานที่ตั้งของเมืองเจริโน่
ว่ากันว่า หากใครก็ตาม้าลบล้างตัวตนของทารกที่ไม่้าให้ถือกำเนิดขึ้นมา เมืองเจริโน่คือจุดหมายเดียวที่ทารกเ่าั้จะถูกส่งไป
เมื่อเติบใหญ่ขึ้นมา เหล่าเด็กน้อยผู้น่าสงสารกลับไม่มีแม้กระทั่งสัญชาติ พวกเขามิอาจรับงานเพื่อหาเลี้ยงยังชีพ คนเหล่านี้จึงมีทางเลือกไม่มากนัก ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ทุกสิ่งคือศัตรู หากไม่ฆ่าก็ต้องถูกฆ่า หากไม่ลักขโมยก็ต้องอดตาย สองสิ่งนี้คือกฎเหล็กที่ทำให้เหล่าเศษสวะแห่งเมืองเจริโน่ยังคงอยู่รอดจนถึงปัจจุบัน
ท่ามกลางกากเดนชีวิตทั้งหลาย ซีซ่าได้ถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมมีร่างกายอันแข็งแกร่ง แม้ว่าจะไร้ซึ่งการศึกษา ทว่าตัวเขาได้ฝึกปรือทักษะฝีมือในฐานะนักสู้ข้างถนน จนกระทั่งวันหนึ่ง ชายผู้นี้ได้มีชื่อเป็นักบุกเบิกในนามของซีซ่า เดอะฟูล
อาชีพนักบุกเบิกนั้นไม่จำกัดเชื้อชาติ ไม่ว่าผู้ใดก็มีสิทธิในการเข้าสอบ ทว่าจะผ่านหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถ
ซีซ่าได้สอบผ่านอย่างฉิวเฉียด ตัวเขาไต่เต้าตนเองจนมียศถึงระดับเงินขั้นที่ห้า
แม้ว่าเงินที่ได้รับจะมาก หากแต่ว่าเขากลับทำได้เพียงภารกิจระดับกลาง เพราะหากเขาตายไปสักคน ครอบครัวของลูกน้องอาจตกระกำลำบากเพราะขาดรายได้ที่พึงจะมี เด็กเล็กผู้หญิงและคนแก่ คงมีอีกหลายชีวิตยิ่งนักที่ต้องสิ้นลงหากเขาจากไป
“ว่าไงล่ะเ้าหนู ได้ยินแบบนี้แกยังคิดว่าพวกข้าเป็พวกโจรใจชั่วอยู่รึเปล่า พวกที่ยืนอยู่ข้างหลังของข้าทุกคน พวกมันคือสิ่งที่พวกแกเรียกกันว่าขยะสังคม เป็เพียงสิ่งปฏิกูลที่มีชีวิตอยู่ในความมืดมิด ไม่มีที่ไป ถูกทอดทิ้งให้อดอยากจนต้องตาย แต่ถึงอย่างนั้น พวกที่ยืนอยู่ท่ามกลางแสงสว่างอย่างพวกแกกลับไม่เคยเหลียวหลังกลับมามองพวกเรา แล้วในสายตาแกล่ะ พวกข้าเป็เพียงเศษขยะ หรือว่าเป็มนุษย์เช่นเดียวกับพวกแกกันแน่ ?”
กวีมิอาจตอบคำถามที่ซีซ่ากำลังเอื้อนเอ่ย สองเท้าของเขาก้าวเดินมาหาแอนนาโดยมิได้ตอบกลับซีซ่า แววตาจดจ้องไปที่เธอและเริ่มพูดขึ้น
“ท่านแอนนา พวกเรามายอมแพ้กันเถอะครับ”
แววตาของแอนนาเต็มไปด้วยความตื่นกลัวเมื่อสิ้นเสียงของกวี “ไม่ค่ะ ชั้นไม่อยาก.. ไม่อยากกลับไปที่นั่น..” เธอยังคงยืนกรานถึงเจตจำนง ร่างกายของเธอสั่นเทา ริมฝีปากกระทบกันจนก่อให้เกิดเสียงดังกึกๆ
ทุกเสียงเงียบลง มีเพียงเสียงสะอื้นเบา ๆ ของแอนนา ทุกสิ่งกำลังกลับสู่ความสิ้นหวัง ทางเดียวที่เหลืออยู่คือทุกคนต้องตายไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
“เช่นนั้นผมจะกลับไปสู้ต่อครับ”
กวีกล่าว เขาเร่งมุ่งหน้ากลับไปยังพื้นที่โล่งกว้างเพื่อเผชิญหน้ากับชะตากรรมอันโหดร้าย
“ท่านกวี..”
แผ่นหลังของเขาที่โอเกอร์มองเห็น มีเพียงความหนักอึ้งของภาระของคนนับร้อยที่ชายหนุ่มกำลังแบกรับเพียงลำพัง
โอเกอร์ััได้ถึงเรือนเงาของใครบางคนทับซ้อนกันกับกวี คล้ายกับคนรู้จักของเขา พร้อมมีเสียงหนึ่งที่พลันถูกเปล่งออกมา
“ซิลเวอร์..”
กลับคืนสู่สังเวียนแห่งการต่อสู้ คู่ประลองทั้งสองได้เข้าประจันหน้ากัน ดาบในมือขวาตั้งมั่นสื่อว่าเขายังไม่ยอมแพ้
ได้เห็นดังนั้น ซีซ่าจึงรีดเค้นออร่าสีแดงฉานออกมาจากทั่วกาย ความน่าสะพรึงแผ่ขยายกระจายออกไปเป็วงกว้าง
“เ้าหนู นี่คือสิ่งที่แกเลือกสินะ” มันเริ่มกล่าวพร้อมถอนหายใจ ไม่มีทางประนีประนอมได้อีกต่อไป
“งั้นก็ดี ในเมื่อแกเลือกที่จะสู้เพื่อนายตนจนตัวตาย เช่นนั้นข้าก็จะสนองความ้าของแกให้เดี๋ยวนี้”
ลึก ๆ ในใจเขารู้สึกเสียดาย ทุกสิ่งสมควรเป็ไปตามทางของมัน
แต่แล้วเขาทิ้งดาบลงสู่พื้นทราย พร้อมสองมือพลันชูขึ้นสูงอยู่เหนือศีรษะ
ท่ามกลางสายตาที่จดจ้องไปยังชายหนุ่ม แอนนาและทุกคนได้เป็สักขีพยานในเหตุการณ์ครั้งนี้ “นั่นท่านกวีกำลังทำอะไรอยู่..” เธอมิอาจคาดเดาถึงสิ่งใดได้อีก ในหัวมันโล่งเปล่าจนมิอาจคาดการณ์หรือวิเคราะห์ได้อย่างสมเหตุสมผล
.
“ผม..”
.
“ขอยอมแพ้”
.
เสียงของกวีได้ถูกเปล่งขึ้นด้วยน้ำเสียงอันเรียบเฉย สีหน้าของเขาช่างไร้อารมณ์ประหนึ่งตุ๊กตาไม่มีชีวิต