"โตซาง ข้าซีเซ่งไม่ใช่พวกที่ชอบใช้อำนาจข่มเหงผู้อื่น หากทางไห่ซีของเ้ามีใครที่สามารถเอาชนะข้าได้ ข้าจะถอนทัพกลับไปทันที มิเช่นนั้นเ้าก็จงล้างคอรอไว้ให้ดี แล้วไสหัวออกมาจากเมืองเพื่อรับความตายเสียเถิด!"
ซีเซ่งที่อยู่นอกเมืองโอหังถึงขีดสุด ถึงขั้นกล้าประกาศท้าดวลตัวต่อตัว เห็นได้ชัดว่าเขามั่นใจในวรยุทธ์ของตนเองอย่างยิ่ง โดยคิดว่าภายใต้สังกัดของโตซางไม่มีใครสามารถเป็คู่ต่อสู้ของเขาได้
โตซางเริ่มรู้สึกถูกยั่วยุ คิ้วกระบี่ขมวดเข้าหากัน สายตามองไปที่ฮวาหมู่หลาน
หากเป็การปะทะกันซึ่งหน้า โตซางไม่ใช่คู่ต่อสู้ของซีเซ่ง แต่ในการดวลขุนพล เขามีขุนพลผู้กล้าอย่างฮวาหมู่หลานที่มีค่าพลังต่อสู้ 72 แม้จะน้อยกว่าค่าพลังต่อสู้ 76 ของซีเซ่งอยู่สี่แต้ม แต่ความแตกต่างนั้นไม่ได้ห่างชั้นกันมากนัก พอจะสู้ได้อยู่
"นายท่าน รอสักครู่ หมู่หลานจะไปสังหารโจรทะเลที่โอหังผู้นั้นเดี๋ยวนี้" ฮวาหมู่หลานเองก็โกรธเช่นกัน นางชูกระบี่แล้วเดินออกไป
"เ้าต้องระวังให้มาก ข้าเห็นว่าคนผู้นี้มีพลังต่อสู้ไม่ด้อยไปกว่าเ้าเลย" โตซางรีบเตือน
ฮวาหมู่หลานไม่ได้มีระบบติดตัวเหมือนโตซาง จึงไม่สามารถมองเห็นข้อมูลที่แท้จริงของศัตรูได้ นางไม่รู้ว่าซีเซ่งร้ายกาจเพียงใด จึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจ และก้าวยาว ๆ มุ่งหน้าลงจากกำแพงเมือง
ทว่าในขณะที่นางเพิ่งเดินไปได้เพียงสามก้าว พลันส่งเสียงครางเบา ๆ ในลำคอ แล้วเอามือกุมท้องหยุดชะงักลง คิ้วเรียวขมวดมุ่น ใบหน้าซีดเผือด ฟันขาวขบเม้มริมฝีปากแน่น ทันใดนั้นก็มีท่าทางเ็ปอย่างยิ่ง
"หมู่หลาน เ้าเป็อะไรไป?" โตซางใ รีบก้าวเข้าไปประคองหมู่หลานไว้
"บ้าจริง... มาเป็ประจำ..ในเวลาสำคัญเช่นนี้" ฮวาหมู่หลานขบฟันบ่น คำว่า ‘ประจำเดือน’ เกือบจะหลุดจากปาก แต่แล้วใบหน้าก็พลันแดงซ่าน ไม่พูดต่อ ราวกับมีเื่ที่ยากจะเอ่ย
เมื่อเห็นนางทั้งกุมท้องและมีท่าทางเขินอายจนพูดไม่ออก โตซางก็พลันตระหนักได้ จึงโพล่งออกมาว่า "หมู่หลาน เ้าเป็ประจำเดือนใช่หรือไม่?"
ทันทีที่คำว่าประจำเดือนหลุดออกมา ใบหน้าที่ซีดเซียวของฮวาหมู่หลานก็เปลี่ยนเป็แดงก่ำไปถึงใบหู กลิ่นอายที่เคยเด็ดเดี่ยวราวกับน้ำค้างแข็ง เปลี่ยนเป็ท่าทางเขินอายของหญิงสาวในทันที
"นายท่าน ท่านพูดเหลวไหลอะไร ข้าไม่เป็ไร ข้าจะออกรบ" ฮวาหมู่หลานถูกเปิดเผยเื่ลับเฉพาะของสตรี จึงถลึงตาใส่โตซางด้วยความโกรธระคนอาย พยายามยืดอกทำเป็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเพื่อจะเดินลงจากเมืองต่อ
ทว่านางเพิ่งขยับได้เพียงครึ่งก้าว ความปวดมวนในท้องก็ยิ่งรุนแรงขึ้น จนทำให้นางรู้สึกหน้ามืดตาลาย แม้แต่ร่างกายก็ยังยืนไม่อยู่ จนเซถลาล้มลงไปด้านข้าง
โตซางไม่ทันได้คิดมาก รีบยื่นมือออกไปรับฮวาหมู่หลานเข้ามาในอ้อมกอด เห็นนางหลับตาแน่น คิ้วขมวดมุ่น ขนตายาวสั่นระริก ทั้งร่างตกอยู่ในอาการกึ่งหมดสติเพราะความเ็ป
สภาพเช่นนี้ อย่าว่าแต่ดวลกับซีเซ่งเลย เกรงว่าแม้แต่โตซางนางก็ยังสู้ไม่ได้ หากฝืนออกรบต่อไป ก็ไม่ต่างอะไรกับการส่งตัวเองไปตาย
"เจ็บถึงเพียงนี้แล้ว อย่าฝืนเลย ใครก็ได้ รีบพานางกลับไปพักผ่อนที่จวนเร็วเข้า" โตซางถอนหายใจและสั่งการอย่างจนใจ
ทหารคนสนิทหลายนายรีบก้าวเข้ามาประคองฮวาหมู่หลาน และพานางออกไปจากกำแพงเมือง
"นี่มันซวยเกินไปแล้ว ในเวลาสำคัญแบบนี้ฮวาหมู่หลานดันมาปวดประจำเดือน แล้วยังปวดจนแทบขาดใจ ถ้ามีแต้มเมตตาเพียงพอคงดี ข้าจะได้อัญเชิญิญญาขุนพลเพิ่มอีกคน แต่น่าเสียดายที่มีแต้มเมตตาแค่ 10 แต้ม ส่วนแต้มโเี้มีถึง 73 แต้ม ซึ่งอัญเชิญได้แค่เพียงิญญากุนซือ ในเวลานี้ต่อให้ข้าอัญเชิญเตียวเหลียงมาก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย..."
โตซางยืนอยู่บนกำแพงเมือง มองดูซีเซ่งที่กำลังแสดงอำนาจอยู่นอกเมือง ในใจรู้สึกหดหู่และร้อนรน ชั่วขณะหนึ่งเขาก็คิดแผนรับมือไม่ออก
[ติ๊ง... ระบบแจ้งเตือน แต้มเมตตาและแต้มโเี้สามารถเปลี่ยนค่ากันได้ นายท่านสามารถเปลี่ยนแต้มโเี้เป็แต้มเมตตา เพื่ออัญเชิญิญญาขุนพลได้] ใน่เวลาสำคัญ เสียงของจิติญญาแห่งระบบก็ดังขึ้นในหัวอีกครั้ง
โตซางดีใจทันที ทั้งตื่นเต้นและโมโห "เ้าบ้าเอ๊ย เ้าจิติญญาแห่งระบบจอมหลอกลวง ทำไมไม่รีบบอกให้เร็วกว่านี้ ตั้งใจจะฆ่าข้าหรือไง รีบเปลี่ยนแต้มโเี้ทั้งหมดเป็แต้มเมตตาให้ข้าเดี๋ยวนี้ ข้าจะอัญเชิญขุนพลที่เก่งกว่าเดิม"
[ติ๊ง... การเปลี่ยนค่าเสร็จสิ้น หักค่าธรรมเนียมการเปลี่ยน 3 แต้ม ขณะนี้นายท่านมีแต้มเมตตา 80 แต้ม และแต้มโเี้ 0 แต้ม]
การเปลี่ยนค่าต้องหักแต้มด้วยหรือ?
หน้าเืจริง ๆ หน้าเืที่สุด แล้วยังไม่แจ้งล่วงหน้า โตซางรู้สึกเหมือนกำลังเล่นเกมมือถือหลอกลวงที่อยู่ดี ๆ ก็ถูกหักเงินอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
"เอาเถอะ ถือว่าเ้าหน้าเืก็แล้วกัน หักก็หักไป รีบดึงิญญาที่มีพลังต่อสู้ 80 ขึ้นไป และมีค่าความจงรักภักดีเริ่มต้นมากกว่า 0 ออกมาให้หมด"
โตซางทำได้เพียง ‘ยอมถูกเชือดด้วยความเ็ป’ เพราะการจัดการกับวิกฤตตรงหน้านั้นสำคัญที่สุด
[ติ๊ง... คัดกรองิญญาที่สามารถอัญเชิญได้หนึ่งท่าน ‘ห้วนกุ๋ย’ น้องเขยของเล่าปังปฐมจักรพรรดิราชวงศ์ฮั่นตะวันตก พื้นเพเดิมเป็คนฆ่าสัตว์ พลังบัญชาการ 60 พลังต่อสู้ 81 สติปัญญา 48 การเมือง 43 ค่าความจงรักภักดีเริ่มต้น 5]
โตซางรู้สึกหดหู่ จึงบ่นในใจว่า "ห้วนกุ๋ยผู้นี้พลังต่อสู้ใช้ได้ แต่ทำไมค่าความจงรักภักดีเริ่มต้นถึงต่ำเช่นนี้ มิใช่ว่าพออัญเชิญออกมาแล้วจะทรยศทันทีหรือ? ไม่มีคนที่ค่าความจงรักภักดีเริ่มต้นสูงกว่านี้เลยหรือ?"
[ยิ่งิญญามีพื้นเพต่ำเท่าใด ค่าความจงรักภักดีเริ่มต้นต่อนายท่านจะยิ่งสูงขึ้น แต่เนื่องจากค่าเสน่ห์ของนายท่านต่ำเกินไป จึงมีเพียงห้วนกุ๋ยที่ตรงตามความ้าของนายท่าน หากนายท่าน้าขยายขอบเขตการอัญเชิญ โปรดเพิ่มค่าเสน่ห์โดยเร็ว]
ค่าเสน่ห์... เป็ค่าเสน่ห์ที่ทำให้โตซางแทบคลั่งอีกแล้ว ทำไมตอนนั้นถึงต้องมาเข้าร่างของเ้าคนไร้ค่าเช่นนี้ด้วยนะ ต่อให้เข้าร่างคนที่ไม่ได้ความอย่างเล่าเจี้ยงหรืออ้วนสุดก็ยังดี ถึงความสามารถจะห่วย แต่พื้นเพดี ค่าเสน่ห์สูง จะอัญเชิญยอดคนอย่างห้างอี๋หรือไป๋ฉีมาเมื่อไหร่ก็ได้ สามารถบดขยี้ใต้หล้าได้ในพริบตา
"เอาเถอะ เป็ห้วนกุ๋ยผู้นี้แหละ อัญเชิญออกมาเดี๋ยวนี้เลย" โตซางไม่มีทางเลือก จึงกัดฟันตัดสินใจ ค่าความจงรักภักดีเริ่มต้น 5 แต้มแม้จะต่ำไปหน่อย แต่อย่างน้อยก็ไม่ใช่ค่าติดลบ ต้องจัดการวิกฤตตรงหน้าก่อน แล้วค่อยหาวิธีเพิ่มค่าความจงรักภักดีของห้วนกุ๋ยทีหลัง
[ติ๊ง... โปรดให้นายท่านเลือกกายหยาบสำหรับิญญา ระบบจะทำการโหลดิญญา]
โตซางเตรียมการไว้แล้ว ข้างกายเขามีศิษย์จากหอฝึกยุทธ์ติดตามอยู่หลายคน เขาจึงเลือกศิษย์ชายคนหนึ่งแบบสุ่ม และสั่งให้คุกเข่าลงตรงหน้า
"เ้าชื่ออะไร?"
"ผู้น้อยชื่อเตียวเอ๋อร์กาวขอรับ"
โตซางวางฝ่ามือลงบนศีรษะของเขา และกล่าวอย่างเป็ทางการว่า "เตียวเอ๋อร์กาว เ้าฝึกยุทธ์ที่หอฝึกยุทธ์มานานจนประสบความสำเร็จ เพียงพอที่จะรับหน้าที่สำคัญ ข้าขอเปลี่ยนชื่อเ้าเป็ 'ห้วนกุ๋ย' หวังว่าเ้าจะเป็เช่นเดียวกับห้วนกุ๋ย จงซื่อสัตย์และกล้าหาญต่อนายท่าน ยอมบุกน้ำลุยไฟเพื่อข้าจนตัวตาย"
[ติ๊ง... เริ่มการโหลดิญญา สิบ เก้า แปด…]
กายหยาบที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้า เช่นเดียวกับเสี่ยวหวนก่อนหน้านี้ พลันเข้าสู่สภาวะแข็งทื่อ ดวงตาว่างเปล่า ไม่ไหวติง
[โหลดิญญาเสร็จสิ้น]
ทันทีที่เสียงแจ้งเตือนของจิติญญาแห่งระบบดังขึ้นในหัว ดวงตาของกายหยาบก็เบิกกว้าง ร่างกายกำยำราวกับถูกฟ้าผ่า พลันะโพรวดขึ้นมา
ในพริบตา กลิ่นอายของร่างกายนี้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ทั่วทั้งร่างแผ่ซ่านไปด้วยความดิบเถื่อนแบบชาวบ้าน ดวงตาที่เบิกกว้างนั้นฉายแววสังหารที่น่าเกรงขาม
เหล่าทหารท้องถิ่นรอบ ๆ ต่างใจนสะดุ้ง และถอยหลังหนีตามสัญชาตญาณ ราวกับถูกกดดันด้วยรังสีสังหารของเขา
โตซางทำสีหน้าสงบนิ่ง แต่ในใจกลับกลั้นหายใจและลุ้นจนตัวโก่ง
เขารู้ว่าการอัญเชิญิญญาของห้วนกุ๋ยเสร็จสมบูรณ์ ทว่าค่าความจงรักภักดีมีเพียง 5 เมื่อเห็นท่าทางกระหายเืเช่นนี้ โตซางจึงแอบกังวลว่าพออัญเชิญออกมาแล้ว ค่าความจงรักภักดีจะลดลงจนติดลบ แล้วหันมาฟันเขาแทน
ห้วนกุ๋ยใช้ดวงตาโตราวกับวัวจ้องมองโตซางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ ประสานมือคารวะ และกล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า "ห้วนกุ๋ย คำนับนายท่าน"
"ในเมื่อเรียกข้าว่านายท่าน อย่างน้อยตอนนี้ก็ยังจงรักภักดีต่อข้า ทำเอาข้าเหงื่อตกไปหมด..."
โตซางแอบโล่งใจ เขาไขว้มือไว้ข้างหลัง วางท่าทางแบบนายท่าน แล้วชี้ไปนอกเมือง "ห้วนกุ๋ย เ้าเห็นหัวหน้าโจรทะเลที่ชื่อซีเซ่งนอกเมืองนั่นหรือไม่ ข้าสั่งให้เ้าออกรบเดี๋ยวนี้ ไปจับตัวมันกลับมาให้ข้าแบบเป็ ๆ "
"ขุนพลรับคำสั่ง!"
ห้วนกุ๋ยตอบรับอย่างเด็ดขาด เขาคว้าดาบเล่มใหญ่มาเล่มหนึ่งและเตรียมจะวิ่งลงจากเมือง แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าว ขาทั้งสองข้างก็อ่อนแรง แล้วทรุดก้นลงนั่งบนแท่นหิน
โตซางชะงัก มองเขาด้วยความสงสัย ไม่เข้าใจว่าเขา้าจะทำอะไร
"นายท่าน ข้าห้วนกุ๋ยหิวจนไส้กิ่วแล้ว ขอขาแกะให้ข้าสักขาได้หรือไม่ กินให้อิ่มก่อนข้าถึงจะมีแรงสู้" ห้วนกุ๋ยกุมท้องที่ส่งเสียงร้องโครกคราก และร้องบอกว่าหิว
โตซางรู้สึกหดหู่ใจ จึงได้แต่เร่งเร้าว่า "ศัตรูกำลังกดดันอยู่ข้างนอก จะมีเวลาที่ไหนให้เ้านั่งกินจนอิ่ม เ้าไปจัดการซีเซ่งก่อน แล้วค่อยกลับมากินตามใจชอบ"
"แบบนั้นไม่ได้เด็ดขาด ยอมเป็คนอิ่มจนตาย ดีกว่าเป็ผีหิวโซ หากข้าเผลอสู้แพ้จนตายขึ้นมา จะต้องลงนรกทั้งที่ท้องว่างหรือ อย่างนั้นมันน่าเวทนาเกินไป" ห้วนกุ๋ยบ่นพึมพำ พร้อมกับโยนดาบทิ้ง แล้วทำปากยื่นกล่าวว่า "เอาเป็ว่าถ้านายท่านไม่ให้ข้ากินจนอิ่ม ข้าก็จะไม่ยอมออกรบ"