“ไม่เสียแรงของสมเด็จพระสันตะปาปา สถานการณ์ของพระบุตรศักดิ์สิทธิ์ลำดับสามเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
พระคาร์ดินัลใหญ่คุกเข่าลงด้วยสีหน้ายินดี ใบหน้าเงยมองไปทางสมเด็จพระสันตะปาปาที่อยู่เบื้องหน้า
“หากยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป ข่าวดีเรื่องการกล่อมเกลาพระบุตรศักดิ์สิทธิ์ลำดับสามได้สําเร็จคงจะถูกประกาศในมิช้าพ่ะย่ะค่ะ”
“...... จิ๊ ยังคงเร็วเกินไป ไป้ย่าร้อนใจเกินไปแล้ว”
ดวงตาหงส์เรียวยาวกะพริบแผ่วเบา นัยน์ตาสีทองบริสุทธิ์อันงดงามของสมเด็จพระสันตะปาปาจ้องมองไปยังรูปปั้นของเทพเจ้าแห่งแสงบนผนังฝั่งตรงข้าม โดยไม่แม้แต่จะมองผู้ที่อยู่ด้านล่างพระที่นั่ง
“ระยะหลังมานี้เจ้าเด็กผู้นั้นรู้จักเสแสร้งแกล้งทำยามอยู่ต่อหน้าข้า เดิมทีนึกอยากจะสั่งสอนอย่างหนักสักหน่อย เพียงแต่ว่า...”
ประตูบานใหญ่ถูกผลักเปิดออกอย่างเชื่องช้า พระบุตรศักดิ์สิทธิ์ลำดับที่หนึ่งเดินเข้ามาด้วยฝีเท้าค่อนข้างอ่อนล้า
“…ยังรอไปก่อนดีกว่า ดูคล้ายพระบุตรศักดิ์สิทธิ์ลำดับที่หนึ่งของเราจะมีเรื่องต้องรายงาน”
“องค์สมเด็จพระสันตะปาปา ไป้ย่าทูลลาพ่ะย่ะค่ะ”
พระคาร์ดินัลยืนขึ้น ก้มศีรษะลงพลางค่อยๆ ถอยออกไป กระทั่งถึงประตูจึงหันหลังกลับและผลักประตูใหญ่ให้เปิดออก การแสดงออกของพระคาร์ดินัลใหญ่ช่างเคารพบูชาไร้สิ่งใดเปรียบ ทุกการเคลื่อนไหวเคร่งขรึมจริงจังทั้งมิได้เงยหน้าขึ้นสักครา ราวกับว่าเขากำลังทูลลาองค์เทพเจ้าแห่งแสงที่เสด็จลงมาเยือนด้วยตนเอง
เสื้อคลุมของพระบุตรศักดิ์สิทธิ์ลำดับที่หนึ่งเปื้อนด้วยเถ้าถ่านจํานวนมาก ท่าทางเหน็ดเหนื่อยจากการตะลอน ใบหน้าของเด็กหนุ่มยังคงมีร่องรอยของความเยาว์อยู่บ้าง ทว่าทุกอิริยาบถกลับมีบุคลิกเฉกเช่นชายหนุ่มวัยผู้ใหญ่ แม้ว่าใบหน้าของเขาจะเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า แต่กระนั้นกลับมิอาจบดบังความลวงโลกและความโหดเหี้ยมในดวงตาสีทองของเขาได้
สมเด็จพระสันตะปาปาหยัดกายลุกขึ้นเดินไปหาเด็กหนุ่ม สีหน้าของเขาพลันค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นผ่อนคลาย แววตาเจือความเป็นห่วงที่เผยออกมาอย่างกะทันหันแลดูอ่อนโยน แตกต่างจากท่าทางหยิ่งยโสเมื่อครู่ราวกับเป็นคนละคน พระบุตรศักดิ์สิทธิ์ลำดับที่หนึ่งดึงถุงมือออกอย่างไม่สบอารมณ์พลางโยนเสื้อคลุมที่ยับยู่ยี่ทิ้งไปด้านข้าง
รองเท้าหนังทรงสั้นถูกรัดแน่นอยู่บ้าง เด็กหนุ่มยกเท้าขึ้นออกแรงสลัดสองสามครั้งกลับยังสลัดมิออก สมเด็จพระสันตะปาปาเดินเข้าไปข้างกายพระบุตรศักดิ์สิทธิ์ลำดับที่หนึ่ง มือทั้งสองข้างลอดผ่านเหนือไหล่อีกฝ่าย เอื้อมมือไปทางด้านหลังศีรษะของเด็กหนุ่มเพื่อปลดสายรัดผมที่พันรอบหางม้าสั้นสีเทาเงิน เส้นผมอ่อนนุ่มกึ่งยาวที่สยายลงมาช่วยขับใบหน้าฉายแววหงุดหงิดและเย็นชาของเด็กหนุ่มให้เด่นขึ้น นึกมิถึงว่าจะไร้ซึ่งความรู้สึกไม่เข้ากัน
“มิได้พบกันนาน ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน เส่อจือ..”
สมเด็จพระสันตะปาปาวางท่อนแขนลงบนไหล่ของเด็กหนุ่ม ลูบเส้นผมนุ่มสลวยของอีกฝ่ายแผ่วเบาพลางเผยหนึ่งรอยยิ้มเคลิบเคลิ้ม
“ผ่านไปเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น ข้ายังมิเคยไปเยือนราชอาณาจักรข่ายเจ๋อเสียด้วยซ้ำ”
พระบุตรศักดิ์สิทธิ์ลำดับที่หนึ่งพึมพำเสียงเบา ถอดเสื้อคลุมออกก่อนโยนทิ้งไปด้านข้างอีกครั้ง ทันใดนั้น รอยยิ้มเจ้าเล่ห์พลันปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเด็กหนุ่ม พระบุตรศักดิ์สิทธิ์ลำดับที่หนึ่งยื่นมือขวาออกไป ใช้นิ้วเกาคางของพระสันตะปาปาแผ่วเบามิต่างกับกำลังแกล้งสัตว์เลี้ยง
“...หรือจะบอกว่าข้าเพิ่งจากไปเพียงไม่กี่เดือน เจ้าก็อดใจมิไหวแล้วงั้นหรือ?”
วา จาดูหมิ่นของเด็กหนุ่มมิได้สร้างความโกรธเคืองรุนแรงแต่อย่างใด กลับทำให้พระสันตะปาปาผู้สูงส่งคุกเข่าลงโดยพลัน อาภรณ์วิจิตรงดงามปักลายไม้กางเขนถูลงกับพื้น ทว่าพระสันตะปาปาผู้เคร่งครัดในมารยาทมิได้แยแส กลับหรี่ดวงตาพลางเชิดปลายคางขึ้น ราวกับเพลิดเพลินกับพฤติกรรมที่ไร้ซึ่งเหตุผลของอีกฝ่ายอย่างยิ่ง
มือของสมเด็จพระสันตะปาปาเลื่อนลงไปตามการเคลื่อนไหวของร่างกาย ลูบไล้ไปยังต้นขาของเด็กหนุ่ม กางเกงรัดรูปของพระบุตรศักดิ์สิทธิ์ลำดับที่หนึ่งมีเหงื่อออกเพราะเร่งเดินทางไกลเป็นเวลานาน ครั้นลูบคลำไปยังด้านหลังต้นขายังรับรู้ได้ถึงความชื้นเล็กน้อย
“เส่อจือ เจ้าเหงื่อออกมากนัก ให้ข้าช่วยอาบน้ำให้เจ้าเถิด..”
“หืม---?”
สีหน้าของพระบุตรศักดิ์สิทธิ์ลำดับที่หนึ่งแปรเปลี่ยนเป็นดุดันทันใด ใช้มือขวาตบมงกุฎจนหลุดออกจากศีรษะของชายวัยกลางคนก่อนจะคว้าเส้นผมหยักศกของสมเด็จพระสันตะปาปาเอาไว้
“จิ๊ๆ มิได้พบเจ้าเพียงสองสามเดือน พระสันตะปาปากลับกล้ารังเกียจร่างกายของเส่อจือเสียแล้ว?”
“อึก! เอ่อ... ไม่ มิใช่ อาเต๋อหลี่อันมิได้หมายความเช่นนั้น...”
เส้นผมหยักศกสีม่วงอยู่ในมือของเด็กหนุ่มผู้ดื้อรั้นพร้อมทั้งดึงมันขึ้นอย่างป่าเถื่อน สมเด็จพระสันตะปาปากัดฟันด้วยความเจ็บปวด มีหรือจะยังหลงเหลือท่าทางหยิ่งยโสเช่นเมื่อไม่กี่นาทีก่อน ชายวัยกลางคนต้องการที่จะปัดป้องความเจ็บปวดด้วยมือทั้งสองของเขา แต่กลับมิกล้าที่จะสัมผัสข้อมือของอีกฝ่าย ดังนั้นจึงทำได้เพียงพยายามอธิบายกับเด็กหนุ่มผู้ป่าเถื่อนอย่างสุดชีวิต
“...อืม จริงหรือ?”
พระบุตรศักดิ์สิทธิ์ลำดับที่หนึ่งพินิจสีหน้าเจ็บปวดแต่กลับซื่อสัตย์กตัญญูของสมเด็จพระสันตะปาปา ทันใดนั้นพลันคลายมือขวาออก สมเด็จพระสันตะปาปาก้มหน้าลงทันที มือทั้งสองข้างที่มีข้อนิ้วหนากุมหนังศีรษะที่ถูกดึงจนเจ็บเอาไว้แน่น อย่างไรก็ตาม เด็กหนุ่มที่ราวกับปีศาจร้ายมิได้ยอมปล่อยผ่านชายวัยกลางคนผู้ยอมก้มหัวให้ กลับยกรองเท้าหนังขึ้นถีบไปยังหน้าอกของอีกฝ่าย
“หากเจ้าพูดความจริง เช่นนั้นก็จงพิสูจน์ให้ข้าเห็นเถิด”
มิทันสิ้นเสียง ชายวัยกลางคนที่แต่งกายด้วยอาภรณ์วิจิตรงดงามพลันคุกเข่าทั้งสองข้างลง ค้อมเอวลงกอดข้อเท้าของเด็กหนุ่มอย่างเอาใจ ยามเมื่อมือของสมเด็จพระสันตะปาปาแตะลงบนกลัดกระดุมของรองเท้าหนังทรงสั้น รองเท้าหนังทรงสั้นได้ยกขึ้นอีกครั้ง ตามด้วยเตะลูกกระเดือกของชายวัยกลางคนอย่างแม่นยำ
“อัก!! แค่กๆๆ...”
เรี่ยวแรงของพระบุตรศักดิ์สิทธิ์ลำดับที่หนึ่งไม่มากนัก กระนั้นความเจ็บปวดจากการถูกโจมตีลำคอยังคงทำให้สมเด็จพระสันตะปาปาไอออกมาทันที ทว่าชายวัยกลางคนรู้ว่าอีกฝ่ายหมายถึงสิ่งใด ตนมิกล้าหมางเมินต่อเด็กหนุ่มตรงหน้าพลางกลับเข้าไปใกล้รองเท้าหนังที่มีกลิ่นหนังฟอกอีกครั้ง ใช้ฟันกัดหัวกลัดกระดุมหนังเบาๆ เพื่อ ‘ปลด’ สายโซ่ที่รัดน่องขาของเขาไว้อย่างแน่นหนาออก
สมเด็จพระสันตะปาปาประคองน่องขาวนวลของเด็กหนุ่มด้วยมือซ้าย บีบส้นรองเท้าด้วยมือขวาพลางค่อยๆ ยกขึ้นอย่างเบามือ ตามด้วยดึงลงอย่างช่ำชองก็สามารถถอดรองเท้าหนังทรงสั้นได้อย่างคล่องแคล่ว หลังจากนั้นทำเช่นเดียวกันกับเท้าอีกข้าง พระบุตรศักดิ์สิทธิ์ลำดับที่หนึ่งพลันเผยหนึ่งรอยยิ้มพึงพอใจ
หลังทำให้ความต้องการมอบความอัปยศอดสูแก่ผู้อื่นของเด็กหนุ่มถูกเติมเต็ม ชายวัยกลางคนที่คุกเข่าอยู่บนพื้นกลับไม่คิดที่จะปล่อยข้อเท้าของตน เส่อจือขมวดคิ้วและกำลังจะอ้าปากเอ่ยตำหนิ เพียงแต่เมื่อสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ ของอีกฝ่ายกลับเผยยิ้มอย่างพอใจอีกครา
ปรากฏว่าสมเด็จพระสันตะปาปาจับเท้าของเด็กหนุ่มด้วยมือทั้งสองก่อนจะก้มศีรษะลงอีกครั้ง ปลายจมูกโด่งของตนลากผ่านหลังเท้าสวมถุงเท้าสั้นผะแผ่ว ชายวัยกลางคนสูดหายใจเข้าลึกก่อนแสดงสีหน้าท่าทางลุ่มหลงออกมา
“ตราบใดที่เป็นร่างกายของท่านเส่อจือ แม้ว่ามันจะถูกปกคลุมไปด้วยโคลนที่มีกลิ่นเหม็น อาเต๋อหลี่อันก็จะปรนนิบัติท่านด้วยความเคารพยำเกรง”
“จิ๊...เช่นนั้นเปิดห้องศักดิ์สิทธิ์ด้านในเถิด องค์สมเด็จพระสันตะปาปา”
เส่อจือหัวเราะเย้าหยอก ถอดถุงเท้าชุ่มกลิ่นเหงื่อออกก่อนปาใส่หน้าชายวัยกลางคน เมื่อชายวัยกลางคนได้ยินคำกล่าวของอีกฝ่าย ดวงตาพลันเปี่ยมด้วยความยินดี เขาค่อยๆ หยิบถุงเท้าบนใบหน้าออก พับเก็บให้เรียบร้อยก่อนประคองไว้กลางฝ่ามือด้วยความเคารพ
“อาบน้ำก็ยังต้องอาบ เพราะถึงอย่างไรแล้ว ในฐานะตัวแทนของเทพเจ้าแห่งแสง มิอาจปฏิบัติต่อผู้ดำเนินภารกิจเช่นเจ้าอย่างไม่ยุติธรรม”
เด็กหนุ่มผู้เอาแต่ใจปลดเปลื้องอาภรณ์ไปตลอดทาง กระทั่งมาถึงหน้ารูปปั้นเทพเจ้าแห่งแสงได้เหลือเพียงเสื้อตัวในและกางเกงชั้นในเท่านั้น ชายวัยกลางคนเดินตามอยู่ด้านหลังอย่างประจบสอพลอพลางก้มเก็บอาภรณ์ที่โยนเกลื่อนกลาดขึ้นมาทีละชิ้น
สมเด็จพระสันตะปาปายกมือขึ้น ทาบแหวนลงบนฐานของรูปปั้นเทพแห่งแสงอย่างแม่นยำ ประกายแสงลอยออกมาจากวงแหวน มุ่งตรงไปทางวงเวทย์ขนาดเล็กบริเวณฐานของรูปปั้น จากนั้นหลอมรวมเข้าด้านใน รูปปั้นของเทพเจ้าแห่งแสงที่ติดอยู่กับผนังเริ่มสั่นสะเทือน เกิดเป็น ‘เสียงดังครั่นครื้น’ พลางหมุนครึ่งรอบ ตามด้วยเผยให้เห็นทางเดินลับที่นำไปสู่ ‘ห้องโถงลับ’
ผู้ที่รู้ถึงการมีอยู่ของ ‘โถงหารือลับ’ มีเพียงสี่คน --- พระบิดาศักดิ์สิทธิ์ สมเด็จพระสันตะปาปา พระบุตรศักดิ์สิทธิ์ลำดับที่หนึ่งและพระคาร์ดินัลใหญ่ กระทั่งผู้บัญชาการกองอัศวินแห่งพระวิหารยังมิรู้สิ่งใดแม้แต่น้อย และผู้ที่สามารถเปิดใช้งานได้ก็มีเพียงสมเด็จพระสันตะปาปาผู้สืบทอดแหวนแห่งแสงเท่านั้น
‘โถงหารือลับ’ ถูกแบ่งออกเป็นสองห้อง ด้านนอกมีบัลลังก์อันงดงามตระการตา การตกแต่งประดับประดามิต่างกับวิหารใหญ่ของสันตะสำนัก เห็นได้ชัดว่าเป็นสถานที่สำหรับการหารืออย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม ห้องด้านในกลับต่างออกไปเสียแล้ว —-ข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันทุกอย่างถูกเตรียมไว้พร้อม อีกทั้งยังจัดวางเตียงขนาดใหญ่หนึ่งหลัง แม้ว่าห้องน้ำที่กั้นเอาไว้จะคับแคบ แต่ทว่ามิได้มีเพียงอ่างอาบน้ำเท่านั้น ยังมีการติดตั้งปุ่มเปิดปิดน้ำที่ทำงานด้วยเวทมนตร์ เรียกได้ว่าเป็นโรงเตี๊ยมลับแห่งหนึ่งทีเดียว
ท่ามกลางเสียงน้ำหยด ชายวัยกลางคนร่างกำยำนั่งยองอยู่ข้างอ่างอาบน้ำ กำลังขัดถูขาซ้ายของเด็กหนุ่มที่วางอยู่ด้านนอกอย่างพิถีพิถัน เส่อจือยกเท้าขวาขึ้นด้วยเจตนาร้าย เหยียดตรงไปยังด้านหน้าชายวัยกลางคน ชายวัยกลางคนยกยิ้มบางพลางก้มศีรษะแต้มจูบลงบนหลังเท้าเรียบเนียนของเด็กหนุ่ม
“เส่อจือปฏิบัติต่อสมเด็จพระสันตะปาปาเช่นนี้ สมเด็จพระสันตะปาปาจะโกรธหรือไม่...”
เสียงของเด็กหนุ่มใสไพเราะ ทว่าน้ำเสียงกลับค่อนข้างลังเล ราวกับว่าเขากำลังกังวลบางสิ่งอยู่จริงๆ กระนั้นสีหน้าสุดแสนจะไร้ซึ่งความแยแสกลับเปิดโปงความคิดแท้จริงภายในใจของเด็กหนุ่ม
“ไม่มีทางขอรับ ท่านเส่อจือ ท่านคือตัวแทนของเทพแห่งแสงที่ลงมาจุติยังโลกใบนี้ มิเพียงแต่ชี้นำตัวข้า ทว่ายังประทานความสุขไร้ที่สิ้นสุดให้แก่ข้า...”
นิ้วมือค่อนข้างหยาบกร้านของชายวัยกลางคนจับสัมผัสข้อเท้าขาวของเส่อจือ จ้องมองเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างลุ่มหลง ลมหายใจค่อยๆ หอบหนัก เส่อจือหัวเราะเย้ยหยัน ทันใดนั้นพลันเหยียดขาทั้งสองข้างถีบออกไปเหยียบศีรษะของชายวัยกลางคนผู้ตกอยู่ในความลุ่มหลงไว้บนกำแพง
“หากต้องการ ‘ความสุข’ ที่มากกว่านี้ เช่นนั้นคงต้องดูว่าความจริงใจของสมเด็จพระสันตะปาปามีมากเพียงใดเสียแล้ว...”