เมื่อห่าวหรานปรากฏตัวขึ้น เหล่าผู้ที่อยู่ในห้องโถงยามนั้นก็ต่างพากัน ส่งเสียงขอร้องด้วยความไม่พอใจ
“กลับมาทำไม ไอ้เศษสวะ...!!”
“ออกไปเดี๋ยวนี้ แกทำให้สำนักของพวกเรากับท่านเจ้าสำนักเสื่อมเสียชื่อเสียง ไสหัวไปซะ...!!”
ความโกรธเกรี้ยวของพวกเขา ทวีความรุนแรง มากขึ้นเรื่อย ๆ แถมอาจารย์หลายฝ่ายของสำนักปราณพิทักษ์ฟ้า ก็มิได้พูด ห้ามอันใดออกมา คงเพราะรู้อยู่แก่ใจว่าห่าวหรานนั้นทำผิดจริงๆ และแม้แต่ตัวของวู่เทียนหลางเองก็ทำได้แค่มองเด็กหนุ่มอย่างเงียบ ๆ เช่นกัน
ทว่า...แม้นสถานการณ์ในสำนักยามนั้นดูจะเต็มเปี่ยมไปด้วยความรุนแรง แต่กลับมีสองในศิษย์ของสำนักที่กลับยิ้มเยาะอย่างเย้ยหยันห่าวหรานอยู่ในเงามืด
“หึ หึ สำเร็จแล้วนะขอรับคุณชาย”
“ถูกต้องแล้วอาฟง แผนการของข้าสำเร็จแล้ว ยามนี้เจ้าห่าวหรานกลับมาได้ก็จริง แต่มันก็มิอาจทำอันใดได้อีกแล้ว”
ใช่แล้วสองคนที่ว่ามิใช่ใคร เฟยฮุ่น และเจ้าอาฟง ศัตรูตัวฉกาจของห่าวหรานนั้นเอง
“เช่นนั้นคุณชายจะทำเช่นไรต่อขอรับ”
“ทำตามแผนเดิมที่วางไว้ และเจ้าจงจำไว้ว่าครั้งนี้อย่าได้ทำพลาดเหมือนครั้งก่อนอีกไม่งั้น...เจ้าจะไม่ได้อยู่ข้างกายข้าอีกตลอดไป”
เฟยฮุ่นเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่า...แววตานั้นเปี่ยมไปด้วยความโหดเหี้ยมอำมหิต จนทำให้เจ้าอาฟงที่เห็นถึงกับสะดุ้งเฮือก จากนั้นมันก็พลันผงกหัวรับคำอย่างเชื่อฟัง
ตัดกลับมายังบรรยากาศอันรุนแรงภายในห้องโถงซึ่งยังไม่มีท่าทีว่าจะยุติลงได้ เสียงด่าทอ ขับไล่ห่าวหรานดังขึ้นไม่หยุด ทว่า...ก่อนที่เรื่องจะลุกลามใหญ่โต หลันอวี้นักพรตเฒ่า ก็ยกสองมือขึ้นเพื่อบอกให้ทุกคนอยู่ในความสงบ ซึ่งก็ได้พลจริง ๆ ราวกับว่าสถานที่แห่งนี้มันคือผู้มีอำนาจสูงสุดไปเสียแล้ว หลันอวี้ทอดสายตามองไปยังห่าวหราน ด้วยท่าทาง หยิ่งผยอง พร้อมเอ่ยเสียงโอ้ แล้วกล่าวขึ้นว่า
“กลับมาแล้วหรือ เจ้าเด็กน้อยจอมอวดดี ข้านึกว่าเจ้าจะตายในป่าไปแล้วเสียอีก”
ห่าวหรานที่ได้ยิน ก็ระบายยิ้มบาง ๆ ออกมา ก่อนกล่าวตอบ
“ใช่แล้ว ผู้อาวุโสหลัน ข้ายังไม่ตายอย่างที่ท่านเห็นอยู่ในยามนี้”
“ก็นับว่าเจ้ายังโชคดีที่เอาตัวรอดกลับมาได้ แต่ว่า...กลับมาเอาป่านนี้จะมีความหมายอันใด ถึงเจ้าจะได้ศิลาดำมาครบสามก้อน ก็มิอาจหลอมกระบี่เขี้ยวหมาป่าให้ข้าได้ทันก่อนเที่ยงอยู่ดี” หลันอวี้เอ่ยถาม ห่าวหรานด้วยแววตา กับรอยยิ้มที่ชั่วร้ายบนใบหน้า และพอห่าวหรานได้ฟังมันก็ระบายยิ้มบาง ๆ ออกมาคล้ายไม่มีความทุกข์ร้อน กังวลอันใด ก่อนจะเอ่ยตอบ
“ผู้อาวุโสกล่าวได้ถูกต้อง ข้าได้ศิลามาดำครบสามก้อนเป็นที่เรียบร้อย และยามนี้ก็คงมิอาจหลอมกระบี่เขี้ยวหมาป่าได้ทันเวลา ทว่า...เรื่องนั้นท่านอย่าได้วิตกไป เพราะข้ามี...”
“พอ ๆ เจ้าไม่ต้องเอ่ยอันใดอีกแล้ว ในเมื่อมิสามารถทำตามที่รับปากไว้ได้ ก็จงเดินออกจากสำนักไปเสีย อย่าได้มาเสนอหน้าให้ข้าเห็นอีกต่อไป”
ห่าวหรานยังกล่าวไม่ทันจบประโยค นักพรตหลันอวี้ก็ได้ชิงพูดขึ้นมาเสียก่อน แถมวาจาที่เปล่งออกมา ก็มิได้ต่างกับการเอาเชื้อไฟไปจุดให้กองไฟที่พึ่งจะสงบ ทว่า...กองไฟนั้นยามนี้ก็คือความโกรธเกรี้ยวของเหล่าลูกศิษย์ในสำนักปราณพิทักษ์ฟ้านั้นเอง
ออกไปออกไป..!! ไสหัวออกไป…!!! ไอ้คนไม่เจียมกะลาหัว
เสียงด่าทอขับไล่ไสส่ง ดังขึ้นอีกครั้ง แถมคราวนี้ดูเหมือนจะดังกว่าหลายเท่า ทว่า...ความโกรธเกรี้ยวที่รุนแรงราวกับเป็นพายุลูกใหญ่ ก็หาได้ทำให้ห่าวหราน รู้สึกหวาดกลัว หรือ อับอาย จึงต้องวิ่งหนีออกจากจุดที่มันยืน แม้แต่น้อย ห่าวหราน ยังคง ยืนสงบนิ่ง และยิ้มอย่างสบายใจ ก่อนจะกล่าวออกมาอย่างใจเย็นว่า
“เรียนผู้อาวุโสหลัน ข้าน้อยทราบดีว่าตนเอง มิอาจทำตามในสิ่งที่เคยได้ลั่นวาจาไว้ ทว่า... ข้านั้นก็มิได้กลับมามือเปล่า หากแต่ได้นำของบางอย่างกลับมาด้วย ไม่ทราบว่าท่านจะให้เวลาข้าอีกสักประเดี๋ยวได้หรือไม่ หากท่าน เห็นของสิ่งนี้ แล้วยังไม่พึงใจ ข้าก็จะหันหลังเดินจากไป โดยไม่เรียกร้องอันใดอีก”
คำกล่าวของ ห่าวหรานทำให้หลันอวี้ ชะงักไปเล็กน้อย ทว่า...ลูกศิษย์คนโปรดซึ่งยืนอยู่ข้างกาย นามว่าเฉินเซียง
ก็ได้เอ่ยขึ้นกับมันอย่างแผ่วเบาว่า
“ท่านอาจารย์ ข้าว่าอย่าไปสนใจของที่เจ้าเด็กผู้นี้จะนำมาให้เลยดีกว่า รีบ ๆ ไล่มันไปเสีย เพราะยามนี้ข้าอยากเห็น วู่เทียนหลาง คุกเข่าต่อหน้าท่านใจจะขาดแล้ว” หลันอวี้ที่ได้ฟังก็นิ่งเงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยตอบว่า
“อย่าเพิ่งใจร้อน ลูกศิษย์ข้า ยังไงเสียเจ้าเด็กผู้นี้ก็ต้องไปจากสำนักแห่งนี้อยู่ดี ในเมื่อมันอยากทำให้ตัวเองต้องอับอายหนักกว่าเดิม ก็ไม่เห็นจะเป็นไร ข้าก็อยากรู้เหมือนกัน ว่ามันจะเอาของอันใดออกมาให้”
เฉินเซียงที่ได้ฟังก็เลิกคิ้วก่อนจะเอ่ยเสียงโอ้ และกล่าวขึ้นว่า
“ความคิดนี้ ของท่านอาจารย์ก็นับว่าไม่เลวเหมือนกันนะขอรับ เช่นนั้นให้โอกาสมันอีกสักประเดี๋ยว ก็คงจะได้” เมื่อกล่าวจบเฉินเซียง ก็ถอยไปยืนด้านหลังตามเดิม จากนั้นหลันอวี้จึงมองมาที่ห่าวหราน และเอ่ยขึ้นว่า
“เจ้ามีของจะให้ข้าดูกระนั้นรึ ช่างน่าสนใจจริง ๆ เช่นนั้นก็ย่อมได้ งั้นข้าจะให้โอกาสสุดท้ายกับเจ้า ไหนลองนำของที่ว่าออกมาดูหน่อยซิ”
และเมื่อห่าวหรานได้ยินเช่นนั้น มันก็พยักหน้า ก่อนจะนำของกระบี่ในห่อผ้าที่สะพายอยู่ด้านหลัง ออกมาเปิดให้หลันอวี้ดู
ครั้นเมื่อห่อผ้าถูกแกะออก ก็เผยให้เห็นถึงกระบี่เล่มยาว สีม่วงเล่มหนึ่ง ทุกคนในที่แห่งนั้นต่างกันนิ่งอึ้งไปอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะมีเสียง หัวร่อ ของลูกศิษย์ผู้หนึ่งดังขึ้น และตามมาด้วยของอีกหลายคน
“ฮะ ฮ่า ๆ ๆ นั่นมันกระบี่ชั้นปฐพีระดับกลางมิใช่หรือ ข้าก็นึกว่า จะนำของล้ำค่าสิ่งอื่นมามอบทดแทน กระบี่เขี้ยวหมาป่าเสียอีก”
“สงสัยสมองของเจ้าห่าวหรานคงจะฟั่นเฟือนไปเสียแล้ว มันคิดได้อย่างไร ว่าจะนำกระบี่ กระจอกงอกง่อยไร้ค่าเล่มนี้มาให้ ท่านนักพรตหลันอวี้”
เสียงดูถูกดูแคลนกระบี่เล่นนั้นซึ่งอยู่ในมือของห่าวหรานดังขึ้นไม่ขาดปาก ก่อนที่ เจ้าเฉินเซียงจะก้าวเท้าออกมายืนข้างกายอาจารย์มัน และเอ่ยขึ้นว่า
“ช่างน่าผิดหวังยิ่งนัก แต่ก็ไม่เกินคาด เพราะคิดไว้แล้ว ว่าน้ำหน้าอย่างเจ้า มีหรือจะหากระบี่ระดับเดียวกันกับกระบี่เขี้ยวหมาป่า ไม่ก็หากระบี่ที่มีระดับสูงกว่ามาได้ นี่แค่กระบี่ชั้นต่ำเท่านั้นเอง ช่างน่าขายหน้าเสียจริง พอ ๆ ข้าผู้ซึ่งเป็นศิษย์เอกของท่านนักพรตหลันอวี้ ขอออกคำสั่งให้เจ้าไสหัวออก...”
“หุบปากเจ้าเด็กโง่...!! ไม่รู้สิ่งใดก็อย่ามาพล่ามไร้สาระ เรื่องนี้ข้าจัดการเอง เจ้าถอยไปยืนอยู่ข้างหลังซะไป๋...!!”
เฉินเซียงยังกล่าวไม่ทันจบ จู่ ๆ หลันอวี้ก็พลันหันขวับมาหามัน ก่อนจะถลึงตาใส่ และตวาดเสียงดัง
“ทะ…ท่านอาจารย์ ท่านเป็นอันใดไป ทำไมถึงตวาดใส่ข้า เพียงเพราะแค่กระบี่ ระดับต่ำ เยี่ยงนั้นหรือ”
เฉินเซียงทำหน้างุนงง เพราะมันไม่เข้าใจว่าเกิดอันใดขึ้น อย่าว่าแต่มันเลยเหล่าลูกศิษย์ผู้อื่นของสำนักกระบี่พิรุณทองที่มาด้วยก็ ก็ต่างหน้าเสียไปตาม ๆ กัน เพราะทุกคนทราบดีว่า เฉินเซียงเป็น ลูกศิษย์คนโปรดของหลันอวี้ที่ไม่เคยถูกตำหนิเลยสักครั้งไม่ว่ามันจะทำผิดร้ายแรงแค่ไหน ทว่า...ยามนี้กลับถูกตะคอกใส่อย่างรุนแรง แบบไม่มีเหตุผล
เฉินเซียงตกตะลึงเป็นอย่างมาก แต่มันก็จำเป็นต้องก้าวถอยไปยืนจุดเดิมตามคำสั่ง ของผู้เป็นอาจารย์
“นะ นี่มันเกิดอันใดขึ้น อาจารย์ไม่เคยดุด่าข้าด้วยน้ำเสียงเช่นนี้มาก่อน แต่เพียงแค่เห็นกระบี่ ระดับต่ำเล่มนั้น เขากลับเปลี่ยนไป จากหน้ามือเป็นหลังมือ กระบี่เล่มนั้นมันคืออะไรกันแน่...?”
เฉินเซียงครุ่นคิดในใจ ก่อนที่สายตาของมัน จะเหลือบไปเห็น ท่าทางของ วู่เทียนหลาง และเหล่าอาจารย์อาวุโสขอสำนักปราณพิทักษ์ฟ้า ต่างมีสีหน้าเคร่งเครียดพร้อมมองจ้องไปที่กระบี่เล่นนั้นในมือของห่าวหราน อย่างเป็นกังวล ซึ่งพลอยทำให้เหล่าศิษย์ที่เคยหัวเราะ เคยใช้คำ พูดจาดูถูกดูแคลนห่าวหรานพลอยนิ่งเงียบไปด้วย
“ปะ... ปะ... เป็นไปไม่ได้ กระบี่เล่มนั้น มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
“นั่นใช่กระบี่ เล่มนั้นของจริงแน่หรือ...”
เหล่าอาจารย์อาวุโสของสำนักปราณพิทักษ์ฟ้าเริ่มกระซิบกระซาบกัน ขณะยังคงจับจ้อง อยู่ที่กระบี่ในมือของห่าวหราน ตาไม่กะพริบ ห่าวหรานเองที่เห็นบรรยากาศรอบกายพลันเปลี่ยนไปมันก็คิดในใจว่า
“ท่าทางเหล่าอาจารย์ และนักพรตหลันอวี้เปลี่ยนไปเป็นอย่างมาก นี่ย่อมแสดงว่า กระบี่ที่อาวุโสซือมอบให้ข้ามานั้น สามารถแก้ไขสถานการณ์เลวร้ายได้จริง ๆ อย่างที่ท่านได้เคยบอกว่า”
และเมื่อลมเปลี่ยนทิศ ร้ายกลายเป็นดี ห่าวหรานจึงได้เผยรอยยิ้มของผู้ถือไพ่เหนือกว่าขึ้นที่มุมปาก ก่อนจะกล่าวกับหลันอวี้ขึ้นว่า
“ข้าน้อยขอถามผู้อาวุโสหลันอีกครั้ง มิทราบท่านยังต้องการกระบี่เล่มนี้อยู่หรือไม่ หากไม่ ข้าจะได้นำมันจากไปด้วยกันเดี๋ยวนี้”
วาจาของห่าวหรานทำเอาสองตาของหลันอวี้เบิกกว้าง ก่อนที่มันจะพลันผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ด้วยความร้อนรน
“ช้าก่อน...!! ช้าก่อน..!! เจ้าจะรีบไปไหน ในเมื่ออุตส่าห์นำกระบี่เล่มนี้มามอบให้แทนกระบี่เขี้ยวหมาป้า หากข้าไม่รับเอาไว้ก็คงต้องกลับไปมือเปล่า ซึ่งมิมีผลดีเลย มา ๆ นำกระบี่เล่มนั้นมาให้ข้าดูใกล้ ๆ หน่อย”
หลันอวี้เอ่ยขึ้นพร้อมแววตาที่ดูละโมบ น่าเกลียด ก่อนจะกวักมือเรียก ให้ห่าวหรานนำกระบี่ฟ้าเมฆาม่วงไปให้มันดูใกล้ ๆ
“หากผู้อาวุโสต้องการเช่นนั้นก็ย่อมได้”
ห่าวหรานกล่าวจบ ก่อนจะก้าวเท้าเดิน นำกระบี่ในมือไปมอบให้หลันอวี้ ทว่า...ในยามนั้นเอง มันก็เหลือบไปเห็น สีหน้าของวู่เทียนหลาง ที่มีความวิตกกังวลเป็นอย่าง แถมเขาคล้ายจะเอ่ยปากบอกกับห่าวหรานว่า ‘อย่านำกระบี่เล่มนั้นไปมอบให้หลันอวี้’ แต่สุดท้ายวู่เทียนหลางก็มิได้พูดอันใดออกมา
หลันอวี้รับกระบี่จากมือของห่าวหรานไปพิจารณาดูอย่างถี่ถ้วน ก่อนที่สองตาของมันจะเบิกกว้างยิ่งกว่าเดิมหลายสิบเท่า จากนั้นก็ระเบิดเสียงหัวร่อออกมาดังลั่นห้องโถง ราวกับคนเสียสติ
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ ของจริง นี่คือกระบี่เล่มนั้นของจริง ไม่ผิดแน่ ข้าได้มันมาครอบครองแล้ว”
เสียงของหลันอวี้ที่เปล่งออกมา ทำให้ให้ลูกศิษย์ที่ไม่ว่าจะเป็นของมันเอง หรือของสำนักปราณพิทักษ์ฟ้าต่างกันขมวดมุ่นคิ้วด้วยความงุนงง ส่วนเหล่าอาจารย์อาวุโสก็ต่างพ่นลมหายใจออกมาพร้อมด้วยสีหน้าสิ้นหวัง ดูท่าพวกเขาคงภาวนาให้กระบี่เล่นนี้เป็นของปลอมแต่แล้วมันก็ไม่เป็นอย่างที่คิด กระบี่เล่มนี้ เป็นของจริง
จากนั้น หลันอวี้ ก็เอ่ยออกมาว่า
“เหล่าลูกศิษย์ของข้าทุกคน ตามข้ากลับสำนักเดี๋ยวนี้...!! พวกเราหมดธุระ ที่นี่แล้ว”
กล่าวจบหลันอวี้ก็เดินจากไป พร้อมกระบี่ฟ้าเมฆาม่วงในมือ โดยที่ไม่คิดจะ กล่าวลาวู่เทียนหลางเลยแม้แต่คำเดียว ส่วนเหล่าลูกศิษย์ของมันที่กำลังตกอยู่ในความงุนงง ก็พลันต้องเดินไปติด ๆ ท่ามกลางสายตาของศิษย์ในสำนักปราณพิทักษ์ฟ้าที่อยู่ในอาการไม่ต่างกัน
และเมื่อผู้มาเยือนจากไปกันหมดแล้ววู่เทียนหลาง ก็ได้ออกคำสั่งให้เหล่าลูกศิษย์ของมันแยกย้ายกันไปทำตามหน้าที่ของตนต่อ
“หมดเรื่องแล้ว พวกเจ้าจงไปทำหน้าที่ของตนกันต่อ”
“ขะ ขอรับท่าน เจ้าสำนัก...!!”
ทุกคนที่ได้ยินต่างก็ค้อมตัวประสานมือ ขานรับอย่างแข่งขัน ก่อนจะแยกย้ายกันไป ทว่า...ในยามนั้น วู่เทียนหลางก็ได้เอ่ยบางอย่าง
“ห่าวหราน กับธงหยวนไท่ พวกเจ้าทั้งสองตามข้าไปฝ่ายอักษร”
คำสั่งนั้น ทำเอาเฟยฮุน กะบเจ้าอาฟง ที่ได้ยิน ต่างมองหน้ากันอย่างตื่นตะลึง เพราะไม่เข้าใจว่าจะเกิดอันใดขึ้นต่อ แถมแผนชั่วที่พวกมันวางเอาไว้ก็พังทลายอย่างไม่มีชิ้นดี เพียงเพราะกระบี่ ลึกลับเล่มนั้นที่ห่าวหรานนำกลับมา
“นะ นี่มันเกิดอันใดขึ้นขอรับคุณชาย ทำไม ทุกอย่างมันถึงกลับตาลปัตรเช่นนี้” อาฟงเอ่ยถามนายน้อยของมันด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่า...คำตอบที่มันได้รับกลับมานั้น ดันเป็นแววตาที่โกรธเกรี้ยว พร้อมเสียงตวาดคำโต
“หุบปากไอ้เศษสวะ...!!! เรื่องทั้งหมด มันก็เป็นเพราะเจ้าทำงานไม่ได้เรื่อง จะไปไหนก็ไป…!! ข้าไม่อยากเห็นหน้าเจ้าอีก”
พูดจบเฟยฮุ่นก็สะบัดแขนเสื้อ หมุนกายเดินย่ำเท้าเสียงดังปึงปัง จากไปด้วยความหงุดหงิด ส่วนเจ้าอาฟงก็หน้าเสียยืนตัวแข็ง อ้าปากค้างอยู่แบบนั้นไปอีกพักใหญ่ ๆ
จบบท