ทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต

    เล่มที่ 6 บทที่ 166 โรคระบาดชั่วร้าย: กัดกินกระดูก

            หวังเทียนอีได้ยินดังนั้นก็โกรธจัดแทบจะไม่มีความลังเลใดๆ ปลดปล่อยสกิลโจมตีฉับพลันใส่ลู่เซิ่งทันที

            “มหาเวทต้องห้ามระดับรอง: พังทลายไร้ขีดจำกัด”

            ปังปัง ปัง...

            วินาทีต่อมาเสียงระเบิดกัมปนาทที่น่าสะพรึงกลัวก็ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง

            ห้วงมิติรอบกายลู่เซิ่งที่เพิ่งจะสงบนิ่งเมื่อครู่พลันปริแตกออกเป็นเสี่ยงๆ และเริ่มพังทลายลงอย่างต่อเนื่องทิ้งไว้เพียงหลุมดำที่บิดเบี้ยวผิดรูปหลุมแล้วหลุมเล่า ดูน่าสยดสยองเป็นที่สุด

            “หือ? ท่านี้เข้าท่าไม่เลว แต่น่าเสียดาย...ยังดีไม่พอ”

            เมื่อเห็นภาพที่น่าตกตะลึงนี้ลู่เซิ่งก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

            ทว่าตั้งแต่ต้นจนจบใบหน้าของเขาไม่ได้แสดงความหวาดกลัวออกมาแม้แต่น้อยเขาเพียงกล่าวออกมาอย่างเรียบเฉยว่า “ออสการ์”

            “ขอรับ นายท่าน”

            ออสการ์เห็นดังนั้นก็เข้าใจเจตนาทันทีมันกระทืบเท้าลงบนพื้น ร่างอันมหึมากลายเป็นเงาร่างที่บิดเบี้ยวเพียงพริบตาก็ไปปรากฏตัวอยู่อีกฟากหนึ่งของเวทีประลองความเร็วของมันนั้นเทียบได้กับการเคลื่อนย้ายพริบตาและหลบการจู่โจมที่เกิดขึ้นกะทันหันนี้ได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องออกแรงมากนัก

            “เหอะ มอนสเตอร์กลายพันธุ์ตัวนั้นอีกแล้วเหรอ? ความเร็วช่างน่าเหลือเชื่อถึงขั้นหลบสกิลมิติของฉันได้”

            เมื่อเห็นความเร็วของออสการ์ที่หลุดโลกไปถึงขนาดนั้นหวังเทียนอีก็ขมวดคิ้วมุ่น พลางพึมพำในปากว่า “ดูเหมือนคณบดีทั้งสองจะคาดการณ์ไม่ผิดมอนสเตอร์กลายพันธุ์ของแกตัวนี้ เป็นมอนสเตอร์กลายพันธุ์ ‘สายว่องไว’จริงๆ ด้วย”

            “มอนสเตอร์กลายพันธุ์ ‘สายว่องไว’ งั้นเหรอ?”

            ลู่เซิ่งได้ยินก็นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งยังไม่ทันได้เอ่ยปาก หวังเทียนอีก็กล่าวต่อทันทีว่า “ทว่าต่อหน้าแก่นแท้แห่งห้วงมิติระดับสูงสุดของฉันต่อให้แกจะมีมอนสเตอร์กลายพันธุ์สายว่องไวคอยช่วยวันนี้แกก็มีแต่ทางตายทางเดียวเท่านั้น”

            หลังจากทิ้งคำพูดนี้ไว้หวังเทียนอีก็ตัดสินใจไม่รามือ เขาขบกรามแน่นแล้วแผดเสียงคำรามออกมา

            “ให้แกได้เห็นพลังที่แท้จริงของฉัน”

            “มหาเวทต้องห้ามระดับสูงสุด: พันธนาการมิติ”

            วูม...

            วินาทีต่อมาห้วงมิติรอบด้านพลันหยุดชะงักลงทันที

            ส่วนลู่เซิ่งและออสการ์ยังไม่ทันได้ตอบสนองว่าเกิดอะไรขึ้นก็รู้สึกว่าร่างกายถูกรัดแน่น ราวกับมีของหนักนับพันชั่งมากดทับเอาไว้โดยตรงจนไม่สามารถขยับเขยื้อนได้แม้แต่ปลายนิ้ว

            “เวรแล้วไง ขยับไม่ได้เลยเหรอเนี่ย?”

            ลู่เซิ่งตกใจอยู่ไม่น้อยเขาพยายามดิ้นรนอยู่สองสามครั้ง แต่ก็เปล่าประโยชน์

            “ฮ่าฮ่าฮ่า นึกไม่ถึงล่ะสิ”

            ในขณะเดียวกันเมื่อเห็นลู่เซิ่งถูกตนเองควบคุมไว้กับที่จนขยับไม่ได้หวังเทียนอีก็หัวเราะร่าด้วยความลำพองใจ พร้อมกล่าวอย่างโอหังว่า“สกิลนี้ของฉันน่ะ ถือกำเนิดมาจากแก่นแท้แห่งห้วงมิติระดับสูงสุดนอกเสียจากว่าเลเวลของแกจะสูงกว่าฉัน 50 เลเวลจนเกิดข้อจำกัดของกฎหรือไม่ก็พลังรบของแกต้องเหนือกว่าฉันอย่างสิ้นเชิงไม่อย่างนั้นต่อให้วันนี้แกจะมีพละกำลังมหาศาลปานเทพเจ้าก็อย่าหวังว่าจะหลุดพ้นจากสกิลนี้ของฉันไปได้”

            หลังจากสิ้นคำพูดหวังเทียนอีก็ดูเหมือนจะเก็บกดจิตสังหารที่คลุ้มคลั่งในใจไว้ไม่ไหวอีกต่อไปเขาพุ่งเข้าหาลู่เซิ่งทันที หมายจะสังหารลู่เซิ่งทิ้งตรงนั้น

            “ไอ้ขยะ ถึงเวลาตายของแกแล้ว”

            “นี่มัน...”

            เมื่อเห็นหวังเทียนอีพุ่งเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆในขณะที่ตนเองติดสกิลควบคุมที่รุนแรงจนไม่สามารถหลุดพ้นได้ในช่วงเวลาสั้นๆ

            ในที่สุดลู่เซิ่งก็เผยรอยยิ้มอย่างอ่อนใจออกมา

            ความจริงแล้วตามแผนเดิมเขาตั้งใจจะปั่นหัวหวังเทียนอีให้ย่ามใจโดยเปิดเผยไพ่ตายให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

            แต่เขาก็ยังดูแคลนความแข็งแกร่งของสี่ผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดต่ำไป

            ‘จอมเวทมิติ’ ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังคนนี้แม้พฤติกรรมจะน่ารังเกียจ

            ทว่าความแข็งแกร่งของเขาก็คู่ควรกับฉายาผู้ใช้อาชีพระดับสูงสุดจริงๆ หากไม่นำความสามารถที่แท้จริงออกมาใช้แม้แต่ลู่เซิ่งก็ไม่มีความมั่นใจแม้แต่น้อยว่าจะเอาชนะได้

            เมื่อคิดได้ดังนี้ลู่เซิ่งก็ทำใจให้มั่นคงแล้วเงยหน้าขึ้นมองหวังเทียนอีที่อยู่ไม่ไกลพลางกล่าวอย่างเรียบเฉยว่า“เอาเถอะ ไหนๆ ก็ว่างอยู่แล้ว งั้นจะยอมเล่นด้วยหน่อยก็แล้วกัน”

            สิ้นเสียงเขาก็คิดสั่งการทันที

            ‘โรคทรมาน: ลำไส้เน่าเฟะ’ 

            วูม...

            ทันใดนั้นสัญลักษณ์ประหลาดก็ปรากฏขึ้นเหนือศีรษะของหวังเทียนอีโดยไร้สัญญาณเตือน

            “เอ๊ะ? สกิลโรคระบาดที่น่าสะอิดสะเอียนนั่นอีกแล้วเหรอ?”

            เมื่อเห็นสัญลักษณ์ที่คุ้นเคยนี้หวังเทียนอีก็ตกใจจนตัวโยน ถึงกับไม่กล้าพุ่งเข้าไปโจมตีลู่เซิ่งต่อเขาหมุนตัวกลางอากาศและถอยร่นกลับไปยังอีกฟากของเวทีประลองอย่างลนลาน

            ทว่าเมื่อเทียบกับครั้งก่อนครั้งนี้หวังเทียนอีไม่ได้ดูตื่นตระหนกจนเกินไปนัก ราวกับเตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้วเขาจ้องมองลู่เซิ่งพลางตะโกนอย่างโอหังว่า “ไอ้หน้าโง่แกคงไม่คิดจริงๆ หรอกนะว่าหลังจากที่ฉันเคยพลาดท่ามาครั้งหนึ่งแล้วฉันจะไม่เตรียมการป้องกันสกิลโรคระบาดเฮงซวยของแกเลย”

            “ไร้เดียงสา”

            เมื่อพูดถึงตรงนี้เขาก็เสริมด้วยสีหน้าภาคภูมิใจว่า “ขอบอกให้รู้ไว้เลยว่าตั้งแต่ก่อนที่การแข่งขันจะเริ่มขึ้นฉันเตรียมยาแก้ท้องเสียสูตรพิเศษไว้เป็นสิบชนิดแล้วสกิลของแกใช้กับฉันไม่ได้ผลอีกต่อไปแล้ว”

            สิ้นคำหวังเทียนอีไม่สนว่าลู่เซิ่งจะมีปฏิกิริยาอย่างไรเขาหยิบแผงยาที่ไม่ทราบชื่อจำนวนมากออกมาจากช่องเก็บของติดตัวแล้วกรอกเข้าปากไปจนหมดในคราวเดียว

            หลังจากทำทุกอย่างเสร็จสิ้นเขาจึงเริ่มใจชื้นขึ้นมา และตะโกนท้าทายลู่เซิ่งด้วยท่าทางลำพองใจอีกครั้งว่า“เป็นยังไงล่ะ ตอนนี้มอนสเตอร์กลายพันธุ์ของแกก็ถูกฉันควบคุมไว้แล้วแถมสกิลโรคระบาดของแกฉันก็เตรียมตัวรับมือไว้ล่วงหน้าแล้วแกยังมีปัญญาอะไรมาสู้กับฉันอีก? หือ?”

            “เอ่อ... ถ้าเป็นอย่างนั้น...ฉันก็คงต้องให้แกได้ลิ้มลองรสชาติของการถูกโรคระบาดทรมานก่อนกำหนดแล้วล่ะ” ลู่เซิ่งลูบจมูกอย่างอ่อนใจ

            “ถูกโรคระบาดทรมาน?”

            หวังเทียนอีได้ยินก็นิ่งอึ้งไปกำลังจะถามว่าสิ่งที่ลู่เซิ่งพูดมันหมายความว่ายังไง

            ทว่าในจังหวะนั้นเองลู่เซิ่งพลันขยับตัว

            เขาอ้าปากขึ้นแล้วแผดเสียงคำรามลั่น

            “โรคระบาดชั่วร้าย: กัดกินกระดูก”

            วูม...

            วินาทีต่อมารูปหัวกะโหลกประหลาดก็ปรากฏขึ้นเหนือศีรษะของหวังเทียนอีจากความว่างเปล่า

            “อ๊ากกกก...”

            น่าสงสารที่หวังเทียนอียังไม่ทันได้ตั้งตัวเขาก็รู้สึกถึงความเจ็บปวดที่รุนแรงปานกระชากวิญญาณดังมาจากภายในร่างกายภายใต้สถานการณ์ที่คาดไม่ถึงนั้นเขาแผดเสียงร้องโหยหวนออกมาอย่างเจ็บปวดแสนสาหัสทันทีทั้งร่างสั่นสะท้านราวกับถูกสายฟ้าฟาด จนแม้แต่จะยืนก็ยังยืนไม่อยู่เขาทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นดัง “ตุ้บ!”

            “อะไรกัน?”

            “ทำไมหวังเทียนอีคนนั้น... ถึงได้คุกเข่าลงไปล่ะ?”

            “หรือว่าจะถูกโจมตีเข้าแล้ว?”

            “แต่ลู่เซิ่งนั่นยังไม่ได้แตะต้องตัวเขาเลยนะ”

            เมื่อเห็นภาพประหลาดนี้ฝูงชนรอบข้างต่างก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง

            ส่วนหวังเทียนอีที่อยู่บนเวทีประลองนั้นกำลังกัดฟันฝืนทนต่อความเจ็บปวดรุนแรงที่ส่งออกมาจากภายในร่างกายและรีบตรวจสอบเอฟเฟกต์ดีบัฟบนตัวตามสัญชาตญาณทันที

             [โรคระบาดชั่วร้าย: กัดกินกระดูก] 

            เอฟเฟกต์ดีบัฟ:ทุกๆ 15วินาทีจะสูญเสียค่าต้านทานกายภาพ 1% และทำให้เป้าหมายรู้สึกถึงความเจ็บปวดรุนแรงดั่งถูกกัดกินกระดูกทำให้เป้าหมายไม่สามารถรวบรวมสมาธิในการต่อสู้ได้ ทุกๆ 15 วินาทีจะลดพลังโจมตีลง1% ต่อเนื่องเป็นเวลา 15 นาที!

            ...

            “อะไรนะ? ถึงกับลดค่าต้านทานกายภาพและพลังโจมตีได้เลยเหรอ?”

            เมื่อได้เห็นคำอธิบายเอฟเฟกต์ดีบัฟของสกิล‘โรคระบาดชั่วร้าย: กัดกินกระดูก’ หวังเทียนอีก็แทบจะช็อกตายอยู่ตรงนั้น

            เป็นเพราะเอฟเฟกต์ดีบัฟของสกิลนี้มันเกินจริงเกินไปแม้ว่าจะไม่มีดาเมจสร้างความเสียหายเลยแม้แต่นิดเดียวแต่มันกลับทำให้ผู้ที่โดนเข้าไปสูญเสียค่าต้านทานกายภาพและพลังโจมตีอย่างต่อเนื่อง

             

             

    คล้ายกับเรื่องทั่วโลกเปลี่ยนอาชีพ : สกิลข้าทวีคูณหมื่นเท่า ใครว่าข้าเป็นสายซัพพอร์ต ที่คุณอ่าน