เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 6 บทที่ 174 การเผชิญหน้า

        ชายชุดม่วงเดินตรงไปยังที่นั่งกลางอัฒจันทร์

        ตระกูลอวี่มีอิทธิพลอย่างมาก แม้รองเจ้าสำนักเทียนอี้จะทำตัวไม่สุภาพแต่เขาก็ได้เตรียมที่นั่งสำหรับพวกเขาไว้แล้ว หากตระกูลอวี่ไม่ได้ที่นั่งหลักก็ย่อมทำให้พวกเขาเสียหน้า

        อย่างไรก็ตามตอนที่พวกเขากำลังนั่งลง กลับได้ยินรองเจ้าสำนักหลงกล่าวว่า“นายท่านอวี่ ที่นั่งตรงนี้ท่านไม่สามารถนั่งได้”

        “ข้าไม่สามารถนั่งได้?” ชายชุดม่วงขมวดคิ้วแล้วมองรองเจ้าสำนักหลงก่อนกล่าวว่า “หลงติ่ง หากข้าไม่สามารถนั่งได้ แล้วใครกันที่นั่งได้?”

        “ข้าบอกได้เพียงว่าที่ตรงนี้มีเจ้าของแล้วส่วนท่านจะนั่งหรือไม่นั้น มันก็เป็นการตัดสินใจของท่าน”หลงติ่งกล่าวกับชายชุดม่วงอย่างไม่สุภาพนัก หลังจากนั้นเขาก็นั่งข้างที่นั่งหลักทันทีส่วนชายชุดม่วงยังลังเล

        เมื่อครู่นี้ถ้าหลงติ่งนั่งตรงนั้น เขาจะต้องโกรธแน่ๆ ทว่าหลงติ่งไม่ได้นั่งแต่ไปนั่งที่ถัดไปจากที่นั่งหลัก ทำให้เขาลุกขึ้นอย่างลังเลหรือว่ายังมีคนที่มีอิทธิพลมากกว่าเขา? แม้แต่หลงติ่งเองก็ไม่สามารถนั่งที่หลักได้

        “หรือว่าเป็นเขา?”

        คนคนหนึ่งได้ปรากฏในความคิดของชายชุดม่วง จากนั้นก็พึมพำออกมา แล้วเขาก็นั่งที่นั่งถัดจากที่นั่งหลัก

        ผู้คนจากสำนักเทียนอี้มองสิ่งที่เกิดขึ้นเงียบๆ และต่างคิดในใจดูเหมือนว่ารองเจ้าสำนักหลงกับตระกูลอวี่จะมีเรื่องบางอย่างขึ้น คล้ายว่าพวกเขาไม่ค่อยเป็นมิตรกันการสนทนาของหลงติ่งและชายชุดม่วงจะเป็นการโต้เถียงกัน จนดูเหมือนทั้งสองฝ่ายต่างเกลียดชังกัน

        ผู้คนจากลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่รวมถึงคนของตระกูลเนียต่างคนต่างนั่งไม่รู้ว่าเจตนาหรือไม่ที่ทำเช่นนี้ คาดไม่ถึงว่าผู้คนจากลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่จะนั่งด้านข้างหลงติ่งและฝูงชนจากสำนักเทียนอี้

        “ท่านรองเจ้าสำนักหลงข้าได้ยินมาว่าสำนักเทียนอี้ของท่านมีศิษย์ที่แข็งแกร่งถึง 10 คน ช่างร้ายกาจนักขณะที่ลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ของข้าเพิ่งเปิดตัว ข้าอยากให้มีการประลองกันระหว่างลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่และสำนักเทียนอี้ท่านคิดว่าอย่างไร?”

        ท่ามกลางฝูงชนจากลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ ถึงคนนั้นจะกล่าวเสียงเบาแต่กลับทำให้ฝูงชนจากสำนักเทียนอี้ล้วนตกตะลึง

        การสถาปนาของลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ โดยได้เลือกศิษย์ที่โดดเด่นและมากไปด้วยพรสวรรค์จากหลายนิกายใหญ่มีแม้กระทั่ง 2 ใน 8 คุณชายแห่งเสวี่ยเยว่ ทว่าพวกเขาจากสำนักเทียนอี้ แม้จะแข็งแกร่งแต่พวกเขาจะสามารถแข่งกับศิษย์ที่โดดเด่นและมากไปด้วยพรสวรรค์ของนิกายใหญ่ๆได้อย่างไร?

        นิกายเฮ่าเยว่ นิกายหยุนไห่ นิกายหมื่นอสูรและหมู่บ้านเสวี่ยอิงซานต่างมีอิทธิพลอย่างมากในอาณาจักรเสวี่ยเยว่พวกเขาต่างอบรมสั่งสอนศิษย์อย่างมีประสิทธิภาพ และศิษย์ที่ยอดเยี่ยมต่างก็รวมกลุ่มกันที่ลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่จะต้องแข็งแกร่งอย่างแน่นอน หากพวกเขาต่อสู้แน่นอนว่าสำนักเทียนอี้ต้องพ่ายแพ้

        “สำนักเทียนอี้ของข้ายังต้องพัฒนาอีกมาก จะสามารถเทียบกับลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ได้อย่างไรอีกทั้งศิษย์ของเจ้ายังมาจากนิยายใหญ่ๆ ทุกคนล้วนมีพรสวรรค์ที่โดดเด่น จนข้ารู้สึกว่าหากจัดการแข่งขันขึ้นมามันก็คงไร้ประโยชน์ เพราะพวกข้ายังถือว่าอ่อนแอนัก”

        หลงติ่งกล่าวอย่างถ่อมตัวแต่น้ำเสียงเต็มไปด้วยความประชดประชันสำนักเทียนอี้นั้นยังอ่อนแอและยังต้องพัฒนาอีกมาก แต่พวกเจ้าลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ใช้วิธีการดึงศิษย์ที่เก่งกาจจากสำนักอื่นๆดูไปแล้วไม่มีอะไรที่เป็นของตัวเองเลยสักนิด

        อีกฝ่ายได้ยินหลงติ่งกล่าวเช่นนั้น แต่ก็ไม่ได้แยแสอะไร

        ในขณะนั้นฝูงชนต่างมองเวทีประลองเป็นตาเดียว แต่เฮยม่อยังคงนั่งอยู่ที่เดิมโดยไม่ขยับไปไหนดูเหมือนกำลังรออีกคนที่ยังมาไม่ถึง

        หลินเฟิง!

        ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว แสงตะวันสว่างจ้าค่อยๆส่งความร้อนออกมาเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ถึงเวลาเที่ยงวัน

        อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ทุกคนประหลาดใจก็คือหลินเฟิงยังมาไม่ถึง

        “หลงติ่ง ศิษย์ของท่านช่างหน้าด้านนัก ที่ปล่อยให้พวกข้าต้องรอนานขนาดนี้”สีหน้าของชายชุดม่วงบ่งบอกถึงขีดความอดทนที่จำกัด เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา ในใจก็นึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงปล่อยให้ผู้คนจำนวนมากต้องรอนานขนาดนี้

        “การต่อสู้ของหลินเฟิงและเฮยม่อแน่นอนว่าต้องเป็นวันนี้ แต่พวกเขาไม่ได้กำหนดเวลาที่แน่นอนกัน” หลงติ่งตอบอย่างไม่แยแส

        “หึ วันนี้? พวกข้าอุตส่าห์มารอที่นี่ ข้าคิดว่าทั้งสำนักเทียนอี้ต่างรู้เรื่องนี้กันแล้วเสียอีกว่าทำไมเขาถึงยังไม่มาแล้วนี่มันหมายความว่ายังไง?”

        “ข้าก็ไม่รู้เช่นกัน หากหลินเฟิงมาแล้ว ท่านก็ถามเขาด้วยตัวเองเถอะ”น้ำเสียงของหลงติ่งยังคงไม่เป็นมิตรเช่นเดิม

        ไม่เพียงแต่พวกเขาเท่านั้น แต่ผู้คนจากสำนักเทียนอี้ก็เริ่มหมดความอดทนแล้วเช่นกันพวกเขาต่างบ่นกันไม่หยุดหย่อน

        “หลินเฟิงคนนี้ช่างหยิ่งยโสนัก ไม่คิดว่าจะมาช้าขนาดนี้”

        “ฮ่าๆๆ บางทีเขาอาจรู้ตัวว่าไม่สามารถสู้ได้ หรือยังไม่พร้อมที่จะสู้ล่ะมั้ง”บางคนเริ่มกล่าวเยาะเย้ย

        “เป็นไปไม่ได้ ถึงเขาจะไม่มาแต่เฮยม่อคงไม่ปล่อยเขาไปสู้ก็คือสู้ ไม่อยากสู้ก็ต้องสู้ หนีไปก็ไม่มีประโยชน์ถึงอย่างไรพวกเขาก็ต้องประลองกันอยู่ดี”

        “บางทีเขาอาจหนีไปแล้วก็ได้ ใครจะไปรู้”

        ผู้คนต่างคาดเดาไปต่างๆ นานา แต่ไม่ว่าพวกเขาจะคิดเห็นอย่างไร หลินเฟิงจะปรากฏตัวหรือไม่มันก็ล้วนเป็นสิทธิ์ของพวกเขาที่จะตัดสินใจอยู่รอหรือกลับไป

        ส่วนเฮยม่อยังคงนั่งอยู่ตรงนั้นอย่างเงียบสงบ ราวกับว่าไม่มีเรื่องอะไรสามารถรบกวนเขาได้

        ตะวันลับขอบฟ้า ยามค่ำเริ่มมาเยือน ทว่าบนเวทีประลองก็มีเพียงคนเดียว

        เขาทำเกินไปแล้ว คาดไม่ถึงว่าจะปล่อยให้พวกเขารอทั้งวัน

        ฝูงชนเริ่มหมดความอดทนมากขึ้นเรื่อยๆ และมันทำให้พวกเขามั่นใจมากขึ้นว่าหลินเฟิงคงจะกลัวจึงไม่กล้าโผล่หน้ามา

        “หลงติ่ง เรื่องนี้ท่านจะไม่จัดการอะไรเลยหรือ?” ชายชุดม่วงกล่าวอย่างเย็นชาหลินเฟิงทำให้เขารอมาทั้งวันแล้ว

        “ยังไม่หมดวันเลย”หลงติ่งกล่าวขณะแหงนหน้ามองท้องฟ้า

        ทางด้านกลุ่มคนจากลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ พวกเขาเริ่มหมดความอดทนเช่นกันหลินเฟิงก็เป็นศิษย์คนหนึ่งของสำนักเทียนอี้ ทำไมถึงได้ทำตัวหยิ่งผยองขนาดนี้ ไม่คิดว่าหลินเฟิงจะปล่อยให้พวกเขาต้องเสียเวลารอเช่นนี้

        “หลินเชียนเจ้าบอกว่าหลินเฟิงเป็นลูกพี่ลูกน้องของเจ้าใช่ไหม?”

        ในขณะนั้นท่ามกลางฝูงชนจากสำนักเทียนอี้ ได้มีชายหนุ่มผู้หล่อเหลาคนหนึ่งถามหลินเชียน

        “ก็ไม่เชิง” หลินเชียนขมวดคิ้ว ในวันนั้นที่ลานประลองเชลยเพราะหลินเฟิงสวมหน้ากากเงินจึงทำให้นางเกิดความคลางแคลงใจ ต่อมาเมื่อได้ยินว่าชายสวมหน้ากากเงินคือหลินเฟิงมันทำให้นางเกิดความสงสัยขึ้นมา ดังนั้นวันนี้นางจึงมาสำนักเทียนอี้เพื่อยืนยันด้วยสายตาของตนเอง

        “แสดงว่าใช่แต่ก็ไม่ได้สนิทกัน เขาเป็นแค่หนุ่มน้อยที่อยู่ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 5 หากข้าต้องการให้เขามีชีวิตอยู่เขาก็จะอยู่ แต่ถ้าหากข้าต้องการให้เขาตาย เขาก็ต้องตาย”

        ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลากล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาและก้าวร้าวอย่างมาก

        หลินเชียนยิ้มเล็กน้อยให้กับชายหนุ่มด้านข้าง พลางกล่าวว่า “ขอบคุณพี่ฉู่มาก”

        ที่แท้ชายหนุ่มผู้หล่อเหลาก็เป็นอัจฉริยะจากนิกายเฮ่าเยว่ อีกทั้งยังเป็นถึงหนึ่งในแปดคุณชายแห่งเสวี่ยเยว่แต่ตอนนี้ฉู่จ่านเผิงได้เข้าร่วมลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่แล้ว

        ในขณะนั้นจู่ๆ ฝูงชนเริ่มส่งเสียงดัง หลายคนต่างย้ายไปอยู่ด้านข้าง ทำให้เกิดทางเดินขึ้นมาทางหนึ่งมีร่างหนึ่งกำลังเดินมาช้าๆ

        “นั่นหลินเฟิง หลินเฟิงมาแล้ว!”

        หลายคนส่งเสียงอุทานออกมา พวกเขาคิดไปแล้วว่าวันนี้หลินเฟิงจะไม่กล้ามาที่นี่แต่คาดไม่ถึงว่าหลินเฟิงจะปรากฎตัวในเวลาค่ำเช่นนี้

        หลินเฟิงในตอนนี้สวมชุดสีขาวดูสะอาดตาและแบกดาบโบราณไว้ด้านหลัง หลินเฟิงกำลังเดินไปที่ลานประลองแต่ละก้าวของเขาล้วนหนักแน่น หากสังเกตดีๆ จะเห็นได้ว่า ระยะห่างของฝีเท้าแต่ละก้าวล้วนเท่ากัน

        บนอัฒจันทร์สูง 5 เมตร ทุกคนสามารถเห็นหลินเฟิงได้ชัดเจน

        เมื่อหลินเชียนเห็นใบหน้าเกลี้ยงเกลาที่คุ้นเคย นางจึงรู้สึกว่าร่างกายของนางกำลังสั่นเทาจึงเข่าอ่อนหย่อนกายบนเก้าอี้หิน  

        หลินเฟิง อย่างที่คิด… ที่แท้ก็เป็นเขาจริงๆ

        เมื่อก่อนหลินเฟิงเป็นแค่ขยะ แต่วันนี้กลับมีชื่อเสียงอย่างมากและได้รับความสนใจจากผู้คนทั้งลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ ตระกูลเนี่ย แม้กระทั่งตระกูลอวี่ต่างก็มาที่นี่เพื่อดูหลินเฟิง

        นานมาแล้วตระกูลหลินมีชื่อเสียงโด่งดัง ไม่มีใครไม่รู้จักหลินเชียน นั่นทำให้หลินเฟิงและบิดาของเขาต้องถูกขับไล่ออกจากตระกูลแต่ตอนนี้นางกลับไม่เป็นที่รู้จักของใครๆ อีกแม้จะเข้าร่วมลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ก็ตามแต่ทำไมหลินเฟิงถึงสามารถสังหารผู้ฝึกยุทธ์ที่อยู่ขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 6ได้อย่างง่ายดาย แต่นางกลับเพิ่งทะลวงขอบเขตแห่งจิตวิญญาณขั้นที่ 3 มาได้เองมิหนำซ้ำนางยังรู้สึกภาคภูมิใจกับตัวเองอย่างมากที่ทำเช่นนั้นได้

        สีหน้าของหลินเชียนเผยให้เห็นอารมณ์ที่ซับซ้อน มันมีทั้งความอับอายความอิจฉาริษยา แม้กระทั่งแววตาที่เยือกเย็น แน่นอนว่านางจะต้องสังหารหลินเฟิงให้ได้และจะไม่ปล่อยเขาให้รอดกลับเมืองหยางโจวไปได้

        ไม่อย่างนั้นในอนาคต คนที่จะมีเกียรติและศักดิ์ศรีในตระกูลหลินแห่งเมืองหยางโจวจะเป็นหลินเฟิงไม่ใช่หลินเชียนอีกต่อไป

        เฮยม่อดูเหมือนสัมผัสอะไรบางอย่างได้จึงลืมตาขึ้น จากนั้นก็มีลมปราณที่หนาวเหน็บปล่อยออกมาจากร่างแล้วเขาก็จ้องเขม็งไปที่หลินเฟิง

        หลินเฟิงก็มองเฮยม่อเช่นกัน เขาเดินไปที่เวทีประลองโดยมีลมปราณที่หนาวเหน็บได้กดทับบนร่างกายเขาแม้จะอยู่ไกลจากเฮยม่อก็ตาม

        หลินเฟิงก็ปลดปล่อยลมปราณออกมาขณะก้าวเดินไปข้างหน้าเช่นกัน มันทั้งแหลมคมและทรงพลังมากแม้เขาจะยังไม่ถึงเวทีประลอง แต่เฮยม่อก็รู้สึกได้ถึงลมปราณนี้จากนั้นพวกเขาก็เริ่มการต่อสู้กันด้วยลมปราณ