
....นครฉางอัน เมืองที่ยิ่งใหญ่แห่งแผ่นดินแถบตะวันออก กำแพงเมืองสูงตระหง่านทอดยาวสุดสายตา ประตูเมืองใหญ่สร้างด้วยศิลาแข็งแรง มีประตูไม้โอ๊กหุ้มเหล็กที่เมื่อเปิดออกก็เหมือนเปิดรับสายน้ำแห่งผู้คนและพ่อค้าจากทั่วสารทิศถนนหลวงกว้างใหญ่ตรงแนวเหนือใต้ตัดผ่านใจกลางนคร ราวกับกระดูกสันหลังของมังกร ทิวแถวร้านค้าและตลาดคึกคักไปด้วยเสียงตะโกนขายของ กลิ่นอาหารหอมอบอวล ทั้งเนื้อย่างร้อนฉ่า ขนมแป้งหวาน และเครื่องเทศจากแดนไกลที่ถูกลำเลียงมาทางเส้นทางสายไหมณ ด่านตรวจคนเข้าเมืองเยว่หลิงและเลี่ยหยางยืนเข้าแถวต่อคิวอยู่ เหลืออีก 1 คิวก็จะถึงพวกเขาแล้ว"รถม้าเจ้าขนอะไรมา?" ทหารถามชายพ่อค้าที่กำลังปาดเหงื่อด้วยท่าทางกังวล เขาเข้าไปใกล้นายทหารแล้วหยิบถุงเงินเล็ก ๆ ใส่มือ"แหะ ๆ นี่เป็นสินน้ำใจเล็กๆน้อย ๆ เป็นค่าสุราให้นายท่านขอรับ""ผ่านได้!" ชายพ่อค้าให้คนงานจูงรถม้าเข้าเมืองไปอย่างง่ายดายพอถึงคิวเยว่หลิงและเลี่ยหยาง ทหารก็ทำหน้าเข้มขรึมใส่"พวกเจ้าจะพกกระบี่และดาบเข้าเมืองรึ?" แล้วนายทหารเอื้อมมือไปจะจับกระบี่เยว่หลิน แต่เยว่หยิงไม่ให้จับ"กระบี่ข้า เจ้าไม่คู่ควร..." เลี่ยหยางทำหน้ากลุ้มใจ ไอ้หล่อปากแกว่งทรีนอีกแล้ว"แหะ ๆ นายท่าน ข้าเป็นช่างตีเหล็กจะเอาดาบและกระบี่ไปส่งลูกค้าในเมืองขอรับ" เลี่ยหยางทำพินอบพิเทาทหารแต่ไม่ทันแล้ว ทหารเรียกพรรคพวก 4 - 5 คนมารุมล้อมทั้งสองและชักดาบออกเลี่ยหยางคิดในใจ ซวยแล้ว เขาจับแขนเยว่หลิงเตรียมวิ่งหนี แต่เยว่หลิงยกมือขึ้น ในมือมีป้ายหยกอยู่"ป้ายตระกูลไป๋!" หัวหน้านายทหารตกใจ รีบเปลี่ยนท่าที สั่งทหารทุกคนเก็บดาบและไล่ให้เปิดทางทันที"แหะ ๆ คุณชายไป๋ เชิญขอรับ..."ไป๋เยว่หลิงและเลี่ยหยางเดินเข้ามาในเมืองได้สำเร็จ"ฟู่! เจ้าทำอะไรเนี่ย ข้าตกใจหมดเลย จริง ๆ เราให้เงินพวกทหารนิดหน่อยก็ไม่มีอะไรแล้ว"เยว่หลิงมองเลี่ยหยางดูแววตาไม่พอใจ แล้วรีบเดินจำอ้าวไป จนเลี่ยหยางวิ่งตามกึ่ก! "โอํย! หลิงหลิง เจ้าทำไรเนี่ย! นึกจะหยุดก็หยุด" เลี่ยหยางชนหลังเยว่หลิงอย่างจังจึงโวยวาย"ข้าหาร้านแพะตุ๋นไม่เจอ""เยอะแยะจะตาย! ทำไมเจ้าบอกไม่เจอ?" เลี่ยหยางชี้ไปที่ร้านตรงหัวมุมโน้นนี้ 4 - 5 ร้าน"ไม่อร่อย" เอาแล้ว ท่านเซียนพ่อครัวสวรรค์เรื่องมากอีกแล้ว เลี่ยหยางเกาหัวแกร่ก ๆ "ต้องขึ้นไปสูง ๆ เพื่อหากลิ่น""ห๊ะ! เจ้าว่าอะไรนะ?"ยังไม่ทันจะอะไรเลย คุณชายไป๋ใช้วิชาตัวเบากระโดดทีเดียวราวกับเหาะขึ้นไปบนยอดหลังคอหอคอยตรวจการณ์ ทำเอาทหารในหอหอยแตกตื่นโวยวายกันใหญ่ ในขณะที่ชาวบ้านมากมายที่เดินช้อปปิ้งอยู่ก็ตกใจ จอมยุทธท่านนี้ราวกับเหาะขึ้นฟ้าได้จริง ๆ หอคอยนั้นสูงมากเกือบ 4 จั้ง (9 - 10 เมตร) เขาทำได้ยังไง?แถม....ชุดขาวสะอาดบริสุทธิ์นั่น รวมกับใบหน้างดงามนั่นอีก ราวกับเซียนจากสวรรค์ ทำเอาคุณยายชราร้านขนมคุกเข่าก้มคำนับเพราะคิดว่าเยว่หลิงคือเซียนสวรรค์จริง ๆ เยว่หลิงไม่ได้สนใจ เขามองไปทั่วเมือง ทำจมูกฟุตฟิตนิดหน่อย แล้วในที่สุดเขาก็เห็นร้านแพะตุ๋นที่เขาต้องการ อยู่ตรงหัวมุมเล็กๆ ชายขอบกำแพงอีกด้านตรงข้ามที่พวกเขายืนอยู่เยว่หลิงกระโดดลงมา ร่าวค่อยๆรวงลงช้า ๆ ราวปุยนุ่น เมื่อเท้าแตะพื้นเขาหันมาบอกเลี่ยหยาง "ไปกินกัน ข้าเจอแล้ว...""ต แต่...." เลี่ยหยางชี้ไปทางทหารหลายคนกำลังวิ่งเข้ามาจะจับกุมพวกเขาเยว่หลิงไม่สนใจเขาจับแขนเลี่ยหยางวิ่งหนีกันอย่างไว เลี่ยหยางทั้งสนุกทั้งตื่นเต้นจึงหัวเราะออกมาข้ามาฉางอันกับเจ้าหลิงหลิงคราวนี้ข้าคงต้องเตรียมใจรับเรื่องสนุก ๆ อีกมากมายเป็นแน่....ระยะทางไม่ใช่ใกล้ ๆ จนทหารที่ตามจับยอมแพ้ เยว่หลิงยังคงจับมือเลี่ยหยางวิ่งไปเรื่อย ๆ จนใกล้จะถึงร้านแพะตุ๋นแต่เลี่ยหยางสังเกตุว่าบ้านรอบ ๆ เริ่มเปลี่ยนไป บางหลังทรุดโทรมมาก มีขอทาน มีทาสผิวดำ มีชาวต่างแดนหน้าตาแปลก ๆ มากมายเลี่ยหยางเริ่มรู้สึกว่าที่นี่ไม่ปลอดภัย และเมื่อมาถึงหน้าร้าน เป็นร้านเก่าๆ ขนาด 3 ห้อง กลิ่นที่โชยออกมาจากร้านนี้มันช่างหอมเหลือเกิน เยว่หลิงไม่รอช้ารีบเปิดประตูเข้าไป ด้านในเป็นโต๊ะไม้เก่า ๆ ไม่กี่โต๊ะ มีลูกค้านั่งอยู่ในร้านพอสมควร แต่ที่เลี่ยหยางอดระแวงไม่ได้คือโต๊ะที่ 1 ชายญี่ปุ่นมีดาวซามูไรวางบนโต๊ะ เขาเงียบขรีม เขากำลังจิบชา บนโต๊ะมีเนื้อแพะตุ๋นหอมฉุยจานเล็ก ๆ วางอยู่โต๊ะที่ 2 เป็นชายอาหรับ 2 คน มีจัมบิยา(มีดสั้น ชนิดหนึ่งที่มีใบโค้ง 2 คมสั้นและมีสันตรงกลาง) เหน็บไว้ที่เอว และคนหนึ่งมีผ้าสีดำปิดตาข้างหนึ่งด้วยโต๊ะที่ 3 เป็นชายอียิปต์ข้างๆ มีไม้อะคาเซีย(ไม้เนื้อแข็งพบมากในแถบลุ่มแม่น้ำไนล์)ยาว 5 ฉืดเศษ ๆ (4 ฟุต) โต๊ะที่ 4 เป็นหญิงตะวันตก มีดาบใบยาว เรียว ตรง ด้ามกว้างและซับซ้อน ดาบนี้เหมือนออกแบบเพื่อแทงมากกว่าฟัน ดูช่างคล้าย ๆ กับ เจี้ยน (ดาบตรงสองคมของจีนโบราณ) เลี่ยหยางมองทั้ง 4 โต๊ะแล้วเหงื่อตกโดยสัญชาตญาณ พวกนี้คือ "นักฆ่า" ไม่ผิดแน่! แถมแต่ละคนไม่ธรรมดาด้วย มือขวาเขาจับดาบข้างเอวไว้แน่น"อ้า ท่านลูกค้าไข่กิ๋นอ่ะหยังเจ้า?" ยิ้มพิมพ์ใจของเจ๊เจ้าของร้านมาแต่ไกล สำเนียงแปลกของเธอข้าเคยเจอ เธอคงเป็นหญิงจากสุดขอบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เหมือนว่าเคยมีพระจักรพรรดิ์พระองค์หนึ่งยกทัพไปตีเพื่อช่วงชิงความอุดมสมบูรณ์จากเมืองแถบนั้น แต่พ่ายแพ้จนต้องถอยทัพกลับมา และยกให้เมืองแถวนั้นเป็นอ๋องต่างแคว้นปกครองตัวเองแทนมาจนถึงทุกวันนี้ "ดูจากสำเนียงแม่นางแล้วท่านเป็นคนเวียงกุมกามใช่หรือไม่? (เมืองเก่าใกล้เชียงใหม่)เจ๊เจ้าของร้านยิ้มดีใจ "ท่านนี่นอกจากจะหล่อแล้วยังเก่งเนอะ ใช่แล้วเจ้า""ขอแพะตุ๋น..." เยว่หลิงพูดขัดขึ้นมา เจ๊เจ้าของร้านหันไปมอง นี่ข้าลืมคุณชายชุดขาวหน้าหล่อคนนี้ได้ยังไง นางรีบพยักหน้าแล้ววิ่งยิ้มไปหลังร้านอย่างมีความสุขเยว่หลิงและเลี่ยหยางจึงมานั่งรอที่โต๊ะรออยู่สักพักใหญ่เนื้อแพะตุ๋นก็มาเสริฟในลักษณะหม้อดินโบราณค่อย ๆ ปล่อยไอน้ำขึ้นมาจาง ๆ กลิ่นเครื่องเทศเมืองฉางอันฟุ้งกระจายทั่วถนน กลิ่นหอมจากการหมักและตุ๋นด้วยสมุนไพรลับเฉพาะ ผสมผสานรสเค็มนิด ๆ ของเกลือ, ความหวานอ่อน ๆ จากหัวหอม และกลิ่นหอมเข้มข้น"กลิ่นโป๊ยกั๊ก, อบเชย และโสมเมืองเหนือนี่เอง" เยว่หลินโชว์ความเป็นเซียนพ่อครัวสวรรค์เจ้าของร้านยิ้ม "ใช่แล้วเจ้าคุณชาย เครื่องเทศพวกนี้ทำให้เนื้อแพะเปื่อยนุ่ม แต่ยังคงความเด้งนิด ๆ ด้วยเน้อ" นางยิ้มแล้วเดินไปทั้ง 2 คนจึงเริ่มกิน ....ทุกคำที่กัดลงไป น้ำซุปร้อน ๆ ซึมเข้าผิวเนื้อ ทำให้ปากรับรสหวานมันนุ่มละมุน กลิ่นสมุนไพรแทรกเข้าปากเบา ๆ ก่อนจางลงเป็นความอุ่นลึกในลำคอ เนื้อแพะรสชาติเข้มข้นแต่ไม่คาว ตุ๋นจนเปื่อยแทบละลายในปาก บางชิ้นมีมันแทรกบาง ๆ ยิ่งเคี้ยวยิ่งชุ่มฉ่ำ เครื่องเทศไม่ท่วมรสเนื้อ แต่เสริมรสให้ ล้ำลึก กลมกล่อม "โคตรอร่อย!"เลี่ยหยางเริ่มกิมมูมมามไร้มารยาท(อีกแล้ว) ส่วนเยว่หลิงค่อยกินสมกับเป็นคุณชายผู้ดีตระกูลใหญ่ในขณะที่โต๊ะเจ้าปัญหาทั้ง 4 ชำเลืองตามามองพวกเขาสองคนด้วยแววตาลึกลับ.........(ท้ายตอน)ใต้แขนเสื้อเลี่ยหยาง เขาซ่อมมีดสั้นไว้ข้างละเล่ม แม้เขาจะกินอาหารตรงหน้าอย่างเอร็ดอร่อยแต่เขาก็สายตาล่อกแล่กมองคนลึกลับทั้ง 4 โต๊ะ รวมถึงเจ๊เจ้าของร้านโดยไม่กระพริบตาเลยสักครั้งส่วนขาเขาเอาปลายนิ้วเท้าไปแหย่ที่เท้าเยว่หลิง ส่งเป็นรหัสเตือนว่าที่นี่ไม่ปลอดภัยเจ้าระวังตัวด้วยนะ....