God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

    ตอนที่ 133 จุดจบของสงคราม

                    อนุเซียนตระกูลว่านกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดทรมานมันพยายามที่จะหลบหนีทว่าพลังของหลี่เม่ยเม่ยนั้นแข็งแกร่งยิ่งกว่ามันกระทั่งระดับของอาวุธวิเศษก็ยังสูงส่งอย่างยิ่งเดิมทีตัวมันไม่อาจเป็นคู่มือของนางอยู่แล้ว ยิ่งการที่มันถูกนางโจมตีโดยไม่ทันตั้งตัวทำให้อนุเซียนตระกูลว่านเต็มไปด้วยความรู้สึกสิ้นหวัง

                ดวงตาของมันกลายเป็นสีแดงก่ำเมื่อมันคิดว่าตนเองจะต้องตายในเวลานี้ความเคียดแค้นและมิยินยอมของมันก็พวยพุ่งถึงขีดสุด‘เช่นนั้นข้าก็จะลากพวกเจ้าไปกับข้าด้วย’

                เคล็ดวิชาต้องห้ามตระกูลว่าน คำสาปวิญญาณมรณะ

                เป้าหมายของอนุเซียนตระกูลว่านย่อมมิใช่หลี่เม่ยเม่ยที่ทรงพลังยิ่งกว่ามันเคล็ดวิชาต้องห้ามนี้อาจจะสามารถทำร้ายหลี่เม่ยเม่ยได้แต่ก็เพียงแค่อาการบาดเจ็บชั่วคราวเท่านั้นเป้าหมายของมันคือผู้ที่บีบให้มันต้องมาอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้มันเชื่อมั่นว่าผู้ที่มีพลังเพียงขั้นรวมวิญญาณอย่างซ่งไป่หลางจะต้องตกตายภายใต้การโจมตีครั้งนี้แน่นอนและการสูญเสียซ่งไป่หลางก็จะทำให้สำนักพงไพรต้องพบเจอกับความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่จะทำให้พวกมันต้องเสียใจไปตลอดกาล

                “แย่แล้ว คำสาปวิญญาณ” หลี่เม่ยเม่ยสีหน้าแปรเปลี่ยนนางมิกลัวการโจมตีประเภทนี้ทว่าหากเป้าหมายของอนุเซียนตระกูลว่านคือคุณหนูซ่งหงเสวี่ยเกรงว่านางจะไม่อาจรับผิดชอบผลที่ตามมาได้ไหวจักรพรรดิมารอัคคีย่อมไม่ปล่อยนางเอาไว้เป็นแน่

                สำหรับซ่งหงเสวี่ยและรั่วอวี่เมื่อเห็นลำแสงวิญญาณสีม่วงอันน่าสยดสยองพวยพุ่งออกมาด้วยความรอบรู้ของพวกนางย่อมระบุได้ทันทีว่านี่คือคำสาปประเภทที่จู่โจมไปยังวิญญาณของเป้าหมายโดยตรงทว่าพวกนางก็รับรู้ด้วยเช่นกันว่าเป้าหมายของการโจมตีนี้ไม่ใช่พวกนางแต่เป็นซ่งไป่หลางต่างหาก

                หากเป็นการโจมตีทั่วไปพวกนางคงทุ่มเทสุดกำลังเพื่อต้านทานและพยายามปกป้องซ่งไป่หลางเอาไว้ทว่าเมื่อมันเป็นการโจมตีทางวิญญาณพวกนางกลับทำเพียงยืนนิ่งและมองดูสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความผ่อนคลาย

                อนุเซียนตระกูลว่านช่างโชคร้ายยิ่งนักมันมีวิธีนับพันเพื่อที่จะสังหารซ่งไป่หลางแต่กลับเลือกทางที่ไม่มีทางประสบความสำเร็จ

                นั่นเพราะการทำลายวิญญาณของซ่งไป่หลางที่เป็นที่สิงสถิตของเซี่ยหยางนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

                หลี่เม่ยเม่ยลงมือช้าเกินไปนางทำได้เพียงมองดูลำแสงวิญญาณพุ่งเข้าสู่ร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งสีหน้าของนางซีดเซียวลง ‘หรือว่านั่นจะเป็นชายที่คุณหนูให้ความสำคัญและเป็นเป้าหมายภารกิจของพวกเราบ้าจริง ข้าทำพลาดครั้งใหญ่เสียแล้ว’

                วิชาต้องห้ามประเภทนี้อันตรายอย่างยิ่ง นั่นเพราะอนุเซียนตระกูลว่านได้สละร่างกายของมันและแปรสภาพเป็นวิญญาณเข้าทำลายซ่งไป่หลางจากภายในทันทีที่วิญญาณของอนุเซียนตระกูลว่านเข้าสู่ร่างของซ่งไป่หลางได้นางก็หมดปัญญาช่วยเหลือแล้ว

                โดยทั่วไปหากผู้มีพลังขั้นรวมวิญญาณรับการโจมตีประเภทนี้พวกมันคงจะต้องร่างกายแหลกสลายในพริบตาเพราะไม่อาจรองรับวิญญาณที่ทรงพลังมากเกินไปได้นี่มิใช่วิชาแบบเดียวกับจักรพรรดิอสรพิษมารที่เคยพยายามใช้ควบคุมร่างของซ่งไป่หลางวิชาประเภทแย่งชิงร่างกายนั้นหาได้ยากมากมีเพียงเฉพาะเผ่าพันธุ์หรือผู้ที่มีพรสวรรค์เฉพาะด้านเท่านั้นจึงจะสำเร็จวิชาประเภทนี้ได้

                วิชาของอนุเซียนตระกูลว่านมิใช่การส่งวิญญาณเข้าไปยึดครองร่างเป้าหมายแต่เป็นการใช้วิญญาณที่ยิ่งใหญ่ของมันบดทำลายร่างของเป้าหมายโดยตรงเดิมทีมันคิดว่าวิญญาณของมันจะสามารถทำลายร่างของซ่งไป่หลางได้ทันทีทว่าเมื่อวิญญาณของมันเข้ามาในร่างของซ่งไป่หลางสิ่งที่มันพบมีเพียงทะเลสาบที่งดงามและเงียบสงบผืนหนึ่งเท่านั้น

                “คนแซ่ว่าน การที่เจ้ากล้าพยายามไล่สังหารศิษย์ของข้านั้นทำให้ข้าต้องอดกลั้นอย่างมากเพื่อที่จะไม่ยื่นมือออกไปสังหารเจ้าด้วยตนเองทว่าในที่สุดเจ้าก็ยื่นหัวของเจ้ามาให้ข้าถึงที่นี่ นับว่าข้ายังพอมีโชคอยู่บ้างจริงๆ” ร่างสูงโปร่งของเซี่ยหยางปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าของมันเหยียบบนผิวทะเลสาบอย่างแผ่วเบาบนใบหน้าหล่อเหลาปรากฏรอยยิ้มอบอุ่นทว่ากลับทำให้อนุเซียนตระกูลว่านรู้สึกหนาวไปจนถึงกระดูก

                “เจ้า... กลับเป็นเจ้า”

                “ในอดีตตระกูลว่านของพวกเจ้าเองก็เคยพยายามไล่สังหารข้าเพื่อสร้างผลงานให้ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ชื่นชมในตอนนั้นข้าทำเพียงสังหารผู้อาวุโสและยอดฝีมือบางส่วนของพวกเจ้าดูเหมือนมันจะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อรากฐานของพวกเจ้ามากนักสินะวันนี้หลังจากที่ข้าทำลายวิญญาณของเจ้า ข้าอยากจะเห็นนักว่าตระกูลว่านของพวกเจ้าจะยังสามารถรักษาจุดยืนในดินแดนใต้สวรรค์ได้หรือไม่”

                อนุเซียนตระกูลว่านเข้าใจกระจ่างแล้วขณะเดียวกันมันก็สิ้นหวังจนถึงขีดสุดเช่นกัน

                มันไม่มีโอกาสสังหารซ่งไป่หลางตั้งแต่แรกแล้วยิ่งไม่มีโอกาสที่จะสร้างโชคชะตาอันงดงามให้กับตระกูลว่านด้วยการทำลายสำนักพงไพรนั่นเพราะบุคคลที่อยู่เบื้องหลังของสำนักพงไพรนั้นยิ่งใหญ่เกินไป

                มารเซี่ยผู้นี้กระทั่งตระกูลศักดิ์สิทธิ์ยังหวั่นเกรงและถือเป็นศัตรูตัวฉกาจรากฐานของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ถูกสั่นคลอนโดยคนผู้นี้นับประสาอะไรกับตระกูลว่านที่ยังไม่อาจเป็นได้กระทั่งตระกูลรับใช้

                เซี่ยหยางวาดมือไปด้านหน้าช้าๆน้ำในทะเลสาบค่อยๆเคลื่อนไหวเป็นเกลียวคลื่นอันนุ่มนวลค่อยๆกลืนร่างของอนุเซียนตระกูลว่านเข้าไป

                “เจ้าจะมิได้ตายอย่างสบายนักหรอกเห็นแก่ที่เจ้าทำให้ศิษย์ของข้าต้องเสี่ยงตาย ข้าจะทำให้แน่ใจว่าวิญญาณของเจ้าจะค่อยๆถูกทรมานให้คลื่นของวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ทุกครั้งที่ศิษย์ของข้าใช้พลังวิญญาณของเจ้าก็จะถูกคลื่นสาดซัดไปมาจนกระทั่งวันที่วิญญาณของเจ้าไม่อาจทนได้นั่นจึงจะเป็นวันที่เจ้าได้รับการปลดปล่อย” เซี่ยหยางเอ่ยอย่างเยือกเย็น

     

                “อนุเซียนตระกูลว่านตายแล้ว” เสียงคำรามของจักรพรรดิฟ้าแห่งสำนักพงไพรดังก้องมันเห็นภาพที่อนุเซียนตระกูลว่านถูกเปลวเพลิงกลืนร่างเข้าไปเต็มตาและเมื่อเปลวเพลิงสลายไปสิ่งที่เหลืออยู่ก็มีเพียงซากศพสีดำของอนุเซียนตระกูลว่านเท่านั้น

                “อนุเซียนตระกูลเจิ้นก็ตายแล้วเช่นกัน” อีกด้านหนึ่งก็มีเสียงร้องยินดีดังกึกก้องร่างของอนุเซียนตระกูลเจิ้นร่วงลงจากท้องฟ้าในสภาพไร้วิญญาณ เหนือร่างของมันคือดาบฉีกกระชากโลหิตที่ปักทะลุลำคอของมันอย่างเหี้ยมหาญโฮ่วเฟิงดึงดาบฉีกกระชากโลหิตออกมาก่อนจะใช้ลมปราณเพลิงแผดเผาร่างของอนุเซียนตระกูลเจิ้นเป็นการส่งท้าย

                บนท้องฟ้าอนุเซียนทั้งสองจากสำนักสระทิพย์ตกลงสู่ห้วงแห่งความสิ้นหวังโดยสมบูรณ์นี่คือจุดจบของสำนักสระทิพย์โดยมิต้องสงสัยทว่าพวกมันกลับไม่คิดที่จะยอมตายอยู่ที่นี่

                แม้จะต้องสูญเสียรากฐานของพวกมันไปทว่าในฐานะของอนุเซียนที่เชี่ยวชาญพลังธาตุพฤกษาและการปรุงโอสถพวกมันย่อมเชื่อมั่นในคุณค่าของตนเองเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเจ้าสำนักสระทิพย์มันคิดว่าจะหนีไปยังดินแดนใต้สวรรค์และสร้างขั้วอำนาจขึ้นใหม่ยินยอมรับใช้ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ในด้านของโอสถ ในอนาคตย่อมผลักดันจนมีฐานะเทียบเท่ากับตระกูลรับใช้ได้ไม่ยาก

                ทว่าความคิดนั้นง่ายแต่การกระทำกลับยากเย็นยิ่งมิต้องเอ่ยถึงผู้อาวุโสหลักต้าซานที่พยายามต่อสู้อย่างสุดความสามารถหลังจากที่อนุเซียนตระกูลเจิ้นและอนุเซียนตระกูลว่านถูกสังหาร แน่นอนว่าโฮ่วเฟิงและหลี่เม่ยเม่ยจะต้องมาจัดการกับพวกมันต่อเช่นกัน

                แววตาของเจ้าสำนักสระทิพย์ทอประกายโหดเหี้ยมเย็นชา“ไม่ว่ายังไงข้าก็จะต้องรอด”

                สมบัติวิเศษชิ้นหนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหน้าของมันเมื่อเห็นของสิ่งนั้นสีหน้าของอนุเซียนสำนักสระทิพย์พลันแปรเปลี่ยนเป็นไม่น่าดูทันที “เจ้าสำนัก หรือท่านคิดจะทิ้งพวกเราทั้งหมดไป”

                “ศิลาเชื่อมมิติ” ผู้อาวุโสหลักต้าซานคำรามด้วยความเกรี้ยวกราด “เฉียนจื่อจ้าน เจ้าคิดจะหนีไปเพียงผู้เดียวแล้วทิ้งให้สำนักของเจ้าถูกทำลายงั้นรึ”

                “เฮอะ สำนักสระทิพย์จบสิ้นแล้วไม่มีเหตุผลอันใดที่ข้าจะต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ตระกูลศักดิ์สิทธิ์ย่อมยินดีต้อนรับข้าที่เป็นผู้ปรุงโอสถระดับเงินอนาคตของข้ายังมีหนทางแห่งความรุ่งโรจน์รออยู่”

                มันเอ่ยต่ออนุเซียนของสำนักสระทิพย์อย่างเย็นชา “ผู้อาวุโสลั่วท่านเองก็เสียสละเพื่อให้ข้าหลบหนีไปได้เสียเถอะถึงอย่างไรท่านก็นับว่าสิ้นหวังแล้ว หลังสงครามนี้จบลงสำนักสระทิพย์จะถูกทำลายอนุเซียนเช่นท่านรวมทั้งยอดฝีมือขั้นจักรพรรดิขึ้นไปย่อมไม่ถูกเก็บเอาไว้อย่างมากก็มีเพียงรุ่นเยาว์ที่โดดเด่นเท่านั้นจึงจะมีโอกาสรอดชีวิตในเมื่อไหนๆก็ต้องตายแล้ว ก็จงตายอย่างมีประโยชน์สักหน่อยเถอะ”

                “เฉียนจื่อจ้าน เจ้าคนสารเลว” ผู้อาวุโสลั่วรู้สึกโกรธแค้นถึงขีดสุด

                “บัดซบ” ผู้อาวุโสหลักต้าซานคำรามและพยายามจะหยุดเจ้าสำนักสระทิพย์เอาไว้ทว่าทันทีที่มันบีบศิลาเชื่อมมิติจนแตกสลาย ร่างของมันก็พลันหายไปอย่างรวดเร็ว

                “ถึงกับมีศิลาเชื่อมมิติในครอบครองเชียว” เสียงถอนหายใจของโฮ่วเฟิงดังขึ้นมันเร่งกลับมาในทันทีที่สังหารอนุเซียนตระกูลเจิ้นเสร็จสิ้น ทว่ามันไม่คิดเลยว่าเฉียนจื่อจ้านจะมีของวิเศษสำหรับหลบหนีเช่นนี้อยู่กับตัวอีกทั้งยังกล้าใช้ออกโดยมิสนใจใยดีคนของตนเองแม้แต่น้อย

                อนุเซียนสำนักสระทิพย์ลั่วกั่วฟางรู้สึกว่าตนเองแก่ชราลงอีกหลายปี มันมองผู้อาวุโสหลักต้าซานและโฮ่วเฟิงด้วยดวงตาเลื่อนลอย“พวกเจ้าสังหารข้าเถอะแต่หากเป็นไปได้ขอให้สำนักพงไพรผนวกรวมคนของสำนักสระทิพย์เข้ากับพวกเจ้าจะใช้อักขระพันธสัญญาหรือควบคุมเป็นเชลยก็ได้ แต่อย่าได้สังหารพวกเขาจนหมดสิ้นเลย”

                “สำนักสระทิพย์มีความผิดจริง แต่เป็นความผิดที่เกิดจากการเลือกติดตามผู้นำที่ชั่วร้ายข้าในฐานะผู้อาวุโสหลักของสำนักกลับปล่อยให้เรื่องราวดำเนินมาถึงจุดนี้นับว่าสมควรแบกรับความผิดและถูกสังหารแล้ว แต่รุ่นเยาว์ของสำนักนั้นทำเพราะถูกสั่งถึงแม้จะไม่อาจปฏิเสธความผิดได้แต่พวกมันก็ไม่ควรต้องตายอย่างเปล่าประโยชน์เช่นนี้”

                ขณะที่มันเอ่ยสงครามก็ได้เข้าสู่สภาวะสงบลงแล้วคนของตระกูลเจิ้นและตระกูลว่านต่างยอมแพ้ที่จะต่อสู้แล้วคนของสำนักสระทิพย์เองเมื่อเห็นเจ้าสำนักของพวกมันหลบหนีไปอย่างไม่ใยดีและยิ่งได้ยินคำพูดของผู้อาวุโสลั่วพวกมันก็ทำได้เพียงทิ้งอาวุธและเผยความสิ้นหวังและเสียใจออกมาเท่านั้นพวกมันเดินตามเฉียนจื่อจ้านสู่หนทางหายนะและเวลานี้เฉียนจื่อจ้านก็ได้ตัดช่องน้อยหลบหนีไปและทิ้งพวกมันให้เผชิญหน้ากับผลลัพธ์นี้โดยลำพัง

                “เจ้าเอ่ยได้ถูกต้องความผิดประการเดียวของสำนักสระทิพย์ก็คือยอมรับเฉียนจื่อจ้านเป็นผู้นำดังนั้นข้าจะไม่ลงโทษอันใดสำนักสระทิพย์ ตรงกันข้ามข้าจะให้โอกาสพวกเจ้าจากนี้ไปสำนักสระทิพย์จะเป็นส่วนหนึ่งของสำนักพงไพร ไม่จำเป็นต้องใช้อักขระพันธสัญญาหรือการจับเชลยหากผู้ใดไม่เต็มใจจะอยู่ภายใต้สำนักพงไพรก็สามารถจากไปได้ทันที”

                เสียงของสตรีดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของร่างงดงามที่ทุกคนในดินแดนเทพพฤกษาคุ้นเคยดวงตาของผู้อาวุโสหลักต้าซานเต็มไปด้วยความยินดีและความสุขในที่สุดเจ้าสำนักของพวกมันก็กลับมาแล้ว นี่แปลว่าการต่อสู้ระหว่างนางและฟางเจี่ยลื่อนางเป็นฝ่ายชนะงั้นหรือ

                จวินเม่ยกวาดตามองผู้อาวุโสลั่วที่กำลังตกตะลึง“ผู้อาวุโสลั่ว ท่านต้องรับหน้าที่รวบรวมรายชื่อของผู้ที่เต็มใจเป็นส่วนหนึ่งของสำนักพงไพรและคัดแยกพวกมันตามคุณสมบัติ นอกจากนี้ข้าต้องการรายชื่อของรุ่นเยาว์ที่มีพรสวรรค์โดดเด่นจากสำนักสระทิพย์หากพวกมันมีคุณสมบัติเพียงพออาจจะสามารถเข้ารับการทดสอบและกลายเป็นศิษย์ยอดพฤกษาคนใหม่ของสำนักพงไพรเช่นกัน”

                คนของสำนักสระทิพย์ต่างตกตะลึงกับคำพูดของนาง นี่หมายความว่าสำนักพงไพรไม่เพียงไม่คิดลงโทษที่พวกมันบังอาจมารุกรานยังมอบโอกาสให้พวกมันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสำนักพงไพรด้วยงั้นหรือตั้งแต่เมื่อใดกันที่สำนักพงไพรใจกว้างถึงเพียงนี้

                ลองดูตัวอย่างจากสำนักห้วงทมิฬสิเพื่อแสดงให้ดินแดนเทพพฤกษาเห็นถึงความเด็ดขาด จวินเม่ยได้สังหารเจ้าสำนักหั่วและกวาดสังหารยอดฝีมือขั้นจักรพรรดิฟ้าจักรพรรดิปฐพีไปหมดสิ้น กระทั่งราชันยุทธ์และขั้นที่ต่ำกว่าก็ยังถูกกวาดต้อนและบังคับให้ทำพันธสัญญาเป็นทาสรับใช้นี่จึงเป็นวิธีการปกติที่สมควรใช้กับศัตรูที่พ่ายแพ้ในสงคราม

                แต่ข้อเสนอของจวินเม่ยนั้นมอบความหวังใหม่ให้กับพวกมันอย่างแท้จริงหากพวกมันไม่ต้องเผชิญหน้ากับความตายและการตกเป็นเชลยทั้งยังมีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งของขั้วอำนาจอันดับหนึ่งอย่างสำนักพงไพรนั่นหมายความว่าอนาคตพวกมันจะมีแต่ความรุ่งโรจน์มิใช่หรือโดยเฉพาะเมื่อสำนักพงไพรได้พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่นานมานี้

                “เจ้าสำนักจวินเม่ย ท่านแน่ใจ?” ผู้อาวุโสลั่วพูดไม่ออกเล็กน้อยมันได้เตรียมใจยอมรับความตายไว้แล้ว เพียงแค่รู้สึกค้างคาและเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งยังรู้สึกสงสารศิษย์ของสำนักสระทิพย์ที่ต้องแบกรับชะตากรรมโหดร้ายที่เกิดจากเฉียนจื่อจ้านเท่านั้น

                แต่เวลานี้มันกลับได้รับโอกาสที่ไม่น่าเชื่อสำนักพงไพรไม่เพียงไม่กำจัดมันที่เป็นแกนหลักคนหนึ่งของสำนักสระทิพย์ยังถึงขั้นให้โอกาสมันทำงานให้กับสำนักพงไพรอีกงั้นหรือ

                “ผู้อาวุโสลั่ว ฐานะของท่านนั้นแตกต่างจากคนอื่นๆของสำนักสระทิพย์หากท่านไม่ตอบตกลงทำงานให้กับสำนักพงไพร เกรงว่าข้าคงไม่มีทางเลือกมากนัก” จวินเม่ยเอ่ยย้ำ

                ผู้อาวุโสลั่วรีบส่ายหน้าทันที “ไม่ ข้ามิได้ต้องการปฏิเสธข้อเสนอของท่าน ข้าเพียงแค่ไม่เข้าใจเท่านั้นอย่างไรก็ตามในเมื่อเจ้าสำนักจวินมีเมตตา ข้าก็ย่อมยินดีตอบรับ ขอบคุณในความเมตตาของท่านข้าและคนของสำนักสระทิพย์ทั้งหมดจะไม่มีวันลืมความเมตตาครั้งนี้”

                จวินเม่ยพยักหน้าให้กับมันก่อนจะหันมาเอ่ยกับโฮ่วเฟิง“สหายจากวังจักรพรรดิมารอัคคีข้าขอเป็นตัวแทนของสำนักพงไพรทั้งหมดเอ่ยขอบคุณพวกท่านสำหรับการช่วยเหลือครั้งนี้”

                โฮ่วเฟิงรู้สึกกระสับกระส่ายเล็กน้อยมันไม่ใช่คนที่พูดมากนักและถนัดการต่อสู้มากกว่าเดิมทีหน้าที่เจรจาและพูดคุยจะถูกมอบหมายให้กับหลี่เม่ยเม่ยเป็นหลักนี่เป็นเหตุผลที่นางมาที่ดินแดนเทพพฤกษาด้วยในเวลานี้

                ร่างงดงามของหลี่เม่ยเม่ยปรากฏขึ้นข้างกายโฮ่วเฟิงบนใบหน้ายังคงประดับด้วยความรู้สึกประหลาดใจ นางสงสัยอย่างมากว่าเหตุใดชายที่ถูกอนุเซียนตระกูลว่านใช้วิชาต้องห้ามโจมตีกลับยังรักษาชีวิตเอาไว้ได้ทั้งยังไม่แสดงอาการผิดปกติแม้แต่น้อยอย่างไรก็ตามนางไม่มีเวลาค้นหาความจริงเรื่องนี้

                “ท่านคงเป็นองครักษ์หลี่” จวินเม่ยระบุตัวตนของหลี่เม่ยเม่ยได้อย่างรวดเร็ว

                หลี่เม่ยเม่ยประสานมือคารวะ “เจ้าสำนักจวิน ความช่วยเหลือครั้งนี้ของวังจักรพรรดิมารอัคคีมิใช่ต้องการให้พวกท่านติดหนี้บุญคุณอันที่จริงการมาถึงของพวกเรานับเป็นความบังเอิญเสียส่วนใหญ่ และเนื่องจากเห็นว่าสถานการณ์นี้เกี่ยวข้องกับตระกูลศักดิ์สิทธิ์พวกเราจึงอดไม่ได้ที่จะยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยว”

                “ดินแดนราชันย์และตระกูลศักดิ์สิทธิ์เป็นอริต่อกันมาเนิ่นนานแล้วเรื่องนี้ข้าเข้าใจ” จวินเม่ยหัวเราะเบาๆ

                “อันที่จริงพวกเราเดินทางมาที่นี่นับว่ามีเหตุผลสำคัญอยู่ทว่ายังไม่สะดวกที่จะพูดคุยในเวลานี้รอให้สำนักพงไพรจัดการกับปัญหาทั้งหมดเสร็จสิ้นและพร้อมที่จะพูดคุยก่อนก็ย่อมได้” หลี่เม่ยเม่ยเอ่ยต่อ

                “ข้าเข้าใจแล้วเช่นนั้นข้าจะให้ผู้อาวุโสหลักต้าซานจัดเตรียมที่พักในพื้นที่ส่วนกลางของสำนักพงไพรไว้รับรองท่านและองครักษ์โฮ่ว”

                “อันที่จริงพวกข้ามาที่นี่กันสามคน” คำตอบของหลี่เม่ยเม่ยทำให้จวินเม่ยประหลาดใจเล็กน้อย

                “เช่นนั้นอีกท่านหนึ่งก็คือ?”

                “นางก็คือองค์หญิงน้อยแห่งวังจักรพรรดิมารอัคคี ลูกสาวบุญธรรมขององค์จักรพรรดิมารอัคคีซ่งหงเสวี่ย คุณหนูต้องการเจรจาบางอย่างกับสำนักพงไพรของพวกท่านเมื่อใดที่พวกท่านพร้อมขอให้แจ้งต่อคุณหนูของพวกเรา”

    คล้ายกับเรื่องGod of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์) ที่คุณอ่าน