บทที่ 71 : ซวนหยวนอหังการ, แดนมายาสุดสะพรึง!
วิญญาณชั่วร้ายอันน่าสะพรึงกลัวได้กวาดล้างอารามเสวียนหวงจนศิษย์จำนวนนับไม่ถ้วนกลายเป็นทะเลโลหิต
“ข้าจะให้เวลาเจ้าคิดไตร่ตรอง”
ร่างปริศนาสวมชุดคลุมสีแดงไม่ปลายสายตามองไปที่จัตุรัสแม้แต่น้อย สายตาจ้องมองเพียงหลินเฟิงพลางกล่าวติดตลก
"พิจารณาศีรษะลุงเจ้าเถอะ!"
"วันนี้ข้าจะเผาเจ้าให้เป็นจุณ!"
เมื่อมองไปทางจัตุรัสอันว่างเปล่า ศีรษะของหลินเฟิงแทบจะระเบิด ดวงตาของเขาแทบจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ หัวใจร่ำไห้ออกมาเป็นสายโลหิต
พอสติฟื้นกลับคืนมาเขาก็จะเตรียมพุ่งไปหาร่างปริศนาสวมชุดสีแดง ยามนี้เขาไม่สนว่าอีกฝ่ายจะน่าสะพรึงกลัวเพียงใด การฆ่าคนตรงหน้าทิ้งเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด
ทว่าขณะหลินเฟิงกำลังจะเคลื่อนไหว อยู่ ๆ สีหน้าของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือด เนื่องจากเข้าพบว่าตนเองไม่สามารถขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวได้ เสมือนถูกตรึงด้วยพลังน่าสะพรึงกลัวมองไม่เห็น
ภายในอารามเสวียนหวง หลินเฟิงทำได้เพียงยืนตัวตรงแต่สีหน้าของเขาบิดเบี้ยวน่าเกลียดเป็นอย่างยิ่ง ร่างกายเต้นเร่า ๆ อยู่กับที่
นี่มันโลกแห่งมายา
"บัดซบ! บัดซบ!"
"เจ้าอยู่ไหน?"
"ข้าอยู่นี่แล้วไง เจ้ามาที่นี่เพื่อเผาข้าให้เป็นจุณมิใช่หรือ?"
"ถ้ากล้าก็ลองดู?มีความสามารถแค่นี้งั้นรึ?"
ร่างปริศนาสวมชุดสีแดงไม่แยแสคำพูดดังกล่าวแม้แต่น้อย สายตาที่มองหลินเฟิงราวกำลังมองมดปลวก
“ไอ้ระยำ!”
“คิดว่าตัวเองคู่ควรกับการเป็นเจ้านิกายงั้นรึ?”
“ที่นี่คือนิกายเทพกระบี่ของข้า เย่จิงอวิ๋นเหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งหลายผนึกกำลังสังหารมัน!”
พอสิ้นคำกล่าวเย่จิงอวิ๋น, เย่เสวียน, ลี่เซิ่งหนาน, ทั่วป๋าคุน, เมิ่งเสี่ยวซิง กับศิษย์ที่ไม่คุ้นเคยบางคนพุ่งทะยานเข้าใส่ร่างปริศนาสวมชุดคลุมสีแดง
“รนหาที่ตาย!”
มุมปากของร่างปริศนาสวมชุดสีแดงยกขึ้นอย่างเหยียดหยาม ก่อนตวัดคมดาบออกไป
ดาบสีโลหิตโบกสะบัดบดขยี้ราวกับปืนกล
"ชริ้งงง∼"
"ชริ้งงง∼"
"..."
เหล่าลูกศิษย์ที่นำโดยเย่จิงอวิ๋น ถูกลำแสงจากดาบสีแดงบดขยี้ราวกับกระดาษ พลังทำลายล้างมหาศาลทำให้พวกเขาไม่เหลือแม้แต่เถ้ากระดูก
“พรวดดด!!!”
หลินเฟิงกระอักโลหิตออกมาจากปาก ปลดปล่อยพลังเฉียนคุนผลักดันความโกลาหลให้ทะยานถึงขีดสุด เขาปรารถนาทำลายพันธนาการนี้แล้วก็รีบพุ่งทะยานไปฟาดฟันปีศาจที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเป็นหมื่น ๆ ชิ้น
ความจริงหลินเฟิงไม่ได้กระอักโลหิต แต่พลังอันน่าสะพรึงกลัวระเบิดออกมาจากทั่วร่างของเขา
ท่ามกลางภาพมายา
ขณะนี้ซวนหยวนชิงเทียน, หยู่เหวินเซิ่งซิน, ตู๋กูชิงหมิงต่างจงมองลึกเข้าไปในดวงตาของหลินเฟิง สายตาของพวกนางแต่ละคนเต็มไปด้วยความเศร้าเสียใจอย่างสุดซึ้ง
“สามีท่านต้องมีชีวิตอยู่ เพื่อล้างแค้นให้พวกเรา!”
ทั้งสามคนกล่าวพร้อมกัน พวกนางมองหน้ากันและกันก่อนจะไปปรากฏตัวท่ามกลางความว่างเปล่า ทิ้งระยะห่างจากร่างปริศนาสวมชุดคลุมสีแดงเพียงไม่กี่ร้อยจั้ง
กระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวนที่ในมือของซวนหยวนชิงเทียนระเบิดพลังเวทอย่างไม่เคยมีมาก่อน
คันฉ่องบรรพกาลในมือหยู่เหวินเซิ่งซินเปล่งรัศมีศักดิ์สิทธิ์กวาดขยายออกไปอย่างกว้างใหญ่ไพศาล
ขวานสีดำในมือตู๋กูชิงหมิงระเบิดพลังอันเต็มไปด้วยเจตจำนงการต่อสู้ท้าทายสวรรค์ปฐพี
“หึหึ”
“หากพวกเจ้าสามารถใช้พลังแท้จริงของศาสตราระดับอมตะได้สักชิ้นล่ะก็ ข้าจะยอมออมมือให้สักหน่อยแล้วกัน”
“แต่น่าเสียดายที่พวกเจ้าไม่สามารถดึงพลังที่แท้จริงของศาสตราออกมาได้แม้แต่หนึ่งในสามของพลัง”
“ข้าขอแนะนำให้พวกเจ้านั่งดูอยู่เฉย ๆ อย่ารนหาที่ตายกันดีกว่า จะมาเสียสละให้กับไอ้ขยะหลินเฟิงมันไม่คุ้มหรอกน่า”
ร่างปริศนาสวมชุดแดงมองไปยังสตรีทั้งสามพลางกล่าวไปยิ้มไป
“ไปลงนรกซะ!”
สตรีทั้งสามร้องพร้อมกัน
กระบี่ยักษ์สีทอง คันฉ่องบรรพกาลเก้าสี ขวานยักษ์ทมิฬ โจมตีเข้าใส่ร่างของร่างปริศนาสวมชุดคลุมสีแดงพร้อมกัน
“เยี่ยม!”
“แข็งกร้าวกันจริง ๆ!”
“ข้าจะสนองให้สาสม”
สีหน้าของร่างปริศนาสวมชุดแดงเปลี่ยนเป็นเย็นชา มือซ้ายถือกระบี่มือลึกลับ มือขวากวาดตวัดดาบ ฉับพลันแสงสีโลหิตก็พวยพุ่งออกมาจากปลายดาบเกิดเป็นระลอกคลื่นพัดผ่านไปยังสตรีทั้งสาม
“ไม่! ไม่! ไม่!”
“รีบกลับมา ๆ หนีไปเร็ว!!!”
หลินเฟิงตะโกนเสียงดังจนแห้ง ร่างกายสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม สังหรณ์ไม่ดีแวบเข้ามาในจิตใจอย่างฉับพลัน
เพียงสิ้นเสียง
ท่ามกลางความว่างเปล่ากระบี่ศักดิ์สิทธิ์ซวนหยวน คันฉ่องบรรพกาลเก้าสี ขวานยักษ์ทมิฬ ถูกประกายดาบโลหิตฟาดกระเด็นออกไปไกล
ไม่เพียงเท่านั้นประกายดาบโลหิตยังพวยพุ่งทะลุผ่านสตรีทั้งสาม
“ฟูม”
“ฟูม”
“ฟูม”
เสียงเล็กแหลมสามเสียงกรีดร้องดังขึ้น
สตรีทั้งสามสั่นสะท้านบังเกิดรูเล็กๆ บนลำคอของพวกนาง โลหิตพวยพุ่งออกมาจากรูดังกล่าวราวกับน้ำพุ โลหิตสีแดงสดสาดกระเซ็นไปทั่วฟากฟ้า สตรีทั้งสามพยายามหันกลับมามองหลินเฟิงด้วยความยากลำบาก สายตาเต็มไปด้วยความไม่ยินยอม พยายามเปิดปากกล่าวอะไรบางอย่างออกมา แต่สุดท้ายก็ไม่อาจเอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมาได้ร่างของพวกนางร่วงตกลงมาจากระดับความสูงกว่าร้อยจั้งมายังจัตุรัสด้านล่าง
พวกนางต่างตายตาไม่หลับ สายตายังคงจ้องมองไปยังทิศทางของหลินเฟิงที่กำลังลอยคว้างอยู่กลางอากาศ
“อ้า∼”
“ไม่นะ∼”
เมื่อมองภาพฉากที่เกิดขึ้นฉากตรงหน้า หลินเฟิงก็ถึงกับกระอักโลหิตออกมาไม่หยุด เส้นผมยุ่งเหยิงชี้ตั้ง ดวงตาแดงก่ำราวกับโลหิต สภาพของเขายามนี้ไม่ต่างจากสัตว์ป่าที่ได้รับบาดเจ็บ การแสดงออกดูบ้าคลั่งขาดสติ
แรงกดดันกดขี่ข่มเหงระเบิดออกมาอย่างบ้าคลั่งจากร่างของหลินเฟิง แบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ด้วยจิตสังหารที่ท่วมท้นทำให้หลินเฟิงทำให้ศีรษะของเขาแทบจะระเบิด เขากำหมัดแน่น ตัวสั่นเทิ้ม จนเล็บจิกเข้าไปในเนื้ออย่างไม่รู้ตัว
ท่ามกลางภาพมายา
"มดปลวกก็คือมดปลวกอยู่วันยังค่ำ"
"ทำได้แค่เพียงเฝ้าดูศิษย์ถูกสังหาร"
"สวะ"
ร่างปริศนาสวมชุดคลุมสีแดงก็มาปรากฏตัวขึ้นข้าง ๆ หลินเฟิง จากนั้นก็ยกมือฟาดเข้าใส่หลินเฟิงดิ่งลงไปยังจัตุรัสโดยมีระยะห่างกว่าร้อยจั้ง
"ศิษย์ของเจ้าถูกข้าสังหารจนเรียบ"
"สตรีของเจ้าก็ถูกข้าสังหาร"
"คนสารเลวอย่างเจ้าไม่มีทางจะตายง่าย ๆ เช่นนี้"
ก่อนหลินเฟิงจะทันได้ตอบสนอง ร่างปริศนาสวมชุดคลุมสีแดงปรากฏตัวอยู่กลางอากาศตรงเบื้องหน้าของหลินเฟิง เขาหัวเราะก่อนจะเหวี่ยงหลินเฟิงราวกับกระสอบทราย
“จงคุกเข่าอ้อนวอนร้องขอความเมตตาข้าเสียสิ แล้วข้าจะไว้ชีวิตสุนัขอย่างเจ้าไปสักตัว”
หลินเฟิงนอนหมดสภาพอยู่บนพื้นราวกับดินโคลนอย่างไรอย่างนั้น ปล่อยให้ชายน่างปริศนาสวมชุดแดงดูหมิ่นไปเรื่อย ๆ
“พล่ามอะไรของเจ้า”
“ข้าจะทุบหัวของเจ้าให้แบะออกเป็นสองซีกเลยคอยดู!”
“ข้าบอกแล้วไง… ว่าวันนี้ข้าจะสังหารเจ้า”
“สิ่งที่เจ้าทำในวันนี้ เจ้าจะต้องชดใช้มากกว่าพันเท่า!"
หลินเฟิงค่อย ๆ ยืนขึ้นอย่างสั่นเทา เขาแสยะยิ้ม เส้นผมยุ่งเหยิงกระเซอะกระเซิง
ปัจจุบันเขาสัมผัสได้ว่าสามารถขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวได้แล้ว แต่อาการบาดเจ็บที่ได้รับยังคงสาหัส แม้ไร้แรงกำลังจะต่อสู้แต่ก็ยังยืนหยัดได้ด้วยกำลังใจล้วน ๆ
แรงกดดันที่ปะทุออกมาจากร่างของหลินเฟิง ส่งผลให้พื้นที่อันว่างเปล่าโดยรอบบังเกิดเสียงกระหึ่ม ราวกับว่าพื้นที่ความว่างเปล่าไม่สามารถทนแรงกดดันที่ระเบิดออกมาจากตัวของหลินเฟิงได้
ท่ามกลางภาพมายา
หลินเฟิงถูกร่างปริศนาสวมชุดแดงจัดการไปกองลงกับพื้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ทุกครั้งเขาก็ยังคงยืนหยัดลุกขึ้นยืน
ในขณะเดียวกันนั้นเจตจำนงของเขาก็ยิ่งแน่วแน่อหังการ ในใจเต็มไปด้วยความเดือดดาลพลุ่งพล่านสูบฉีด
ขณะภาพลวงตายังคงทรมานเขายังไม่หยุดไม่หย่อน โลหิตภายในหัวใจของหลินเฟิงกับพลุ่งพล่านเดือดดาลอย่างน่าประหลาด ราวกับร่างกายจะระเบิดเป็นเสี่ยง ๆ
ท่ามกลางภาพมายา
แม้ว่าสีหน้าของหลินเฟิงจะเต็มไปด้วยความเจ็บปวด แต่แววตากับเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ ราวกับว่าความมุ่งมั่นของเขาไม่มีสิ่งใดสามารถสั่นคลอนได้ ต่อให้เท้าของเขาเหยียบย่ำอยู่บนภูเขามีด ตกอยู่ในกระทะทองแดง ก็ไม่สามารถสั่นคลอนจิตใจทำให้เขาหวาดกลัวได้แม้แต่น้อย
ทันใดนั้นโครงกระดูกจิ๋วสีทองก็ปรากฏขึ้นในอารามเสวียนหวงเบื้องหน้าหลินเฟิง ยิ่งหลินเฟิงแสดงความมุ่งมั่นออกมามากเท่าไหร่รัศมีบนร่างของโครงกระดูกจิ๋วก็ยิ่งเปล่งประกายมากขึ้นเรื่อย ๆ พลังของมันบดขยี้ความว่างเปล่าโดยรอบ
ทว่าหลินเฟิงไม่สามารถรับรู้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกความจริง นั่นเป็นเพราะเขาจมสู่ห้วงภวังค์อย่างสมบูรณ์
ท่ามกลางภาพมายา
หลินเฟิงยังคงพยายามอดทนต่อการกดขี่ของร่างปริศนาชุดคลุมสีแดง ฝ่ายตรงข้ามทำให้เขาล้มลงนับครั้งไม่ถ้วน ความอหังการไม่ยินยอมระเบิดขึ้นในหัวใจของเขาอย่างรุนแรง เขารวบรวมพละกำลังทั้งหมดที่มีไปที่หมัดแล้วต่อยไปที่ร่างปริศนาสวมชุดคลุมสีแดงจนร่วงลงไปกองกับพื้น
ขณะที่ร่างปริศนาสวมชุดแดงร่วงลงกับพื้น รูปโฉมใบหน้าที่ดูไม่ชัดเจนก่อนหน้านี้ก็เริ่มมองเห็นชัดเจนขึ้น ไม่นานก็เห็นว่าคนผู้นี้มีหน้าตาเหมือนกับหลินเฟิงอย่างไม่มีผิดเพี้ยน จากนั้นก็กลายเป็นสายลมล่องลอยออกไป
ซวนหยวนชิงเทียน, หยู่เหวินเซิ่งซิน, ตู๋กูชิงหมิง ที่เสียชีวิตอยู่บนพื้นดินกลายเป็นภาพบิดเบี้ยวมลายหายไปกับอากาศ
ยามนี้จิตใจของหลินเฟิงสงบลงแล้ว มันทำให้เขาตระหนักได้ในทันใด
กลายเป็นว่า...