ห้องโถงใหญ่บริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัว
พวกไป๋เหวินหลิงเพิ่งจะก้าวออกมาก็ได้ยินเสียงดังมาจากด้านนอกประตู ในขณะเดียวกันก็มีนักข่าวจำนวนไม่น้อยกำลังถ่ายรูป
บนที่นั่งในห้องโถงมีคนกำลังนั่งอยู่สองสามคน
คนที่นั่งอยู่ด้านหน้าสุดคือผู้หญิงที่มีรูปร่างดีมากท่านหนึ่งผมสั้นดูสดใสเหมือนเด็กนั้น เสื้อนอกสีแดงสดบวกกับดวงตากลมโต ดูแล้วปราดเปรียวเป็นอย่างมากและเปล่งปลั่ง
ที่ไม่สมบูรณ์แบบมีเพียงหนึ่งเดียวก็คือในเวลานี้ผู้หญิงคนนี้ใส่หน้ากากอนามัย จริงๆ แล้วคนนอกก็มองไม่เห็นใบหน้าของเธอ
ผู้หญิงคนนี้ก็คือต้วนหลิวเหนียนพิธีกรสถานีโทรทัศน์ที่มีชื่อเสียงของเมืองไห่เป่ยคือแบบอย่างพิธีกรที่สถานีโทรทัศน์เมืองไห่เป่ยทุ่มเทสร้างขึ้นผ่านความพยายามมาสองสามปี ด้วยท่าทางที่สง่าผ่าเผยและการพูดจาที่สุขุมเธอจึงกลายเป็นพิธีกรสาวคนสำคัญของสถานีโทรทัศน์เมืองไห่เป่ย
เธอมีความสำเร็จอย่างวันนี้ได้ก็มาจากความสามารถในการเป็นพิธีกรที่ไม่ธรรมดาของเธอ รวมถึงการพูดจาที่คล่องแคล่วสมองที่มีไหวพริบบวกกับความฉลาดที่สุดยอด
แน่นอนว่า แต่ไหนแต่ไรมา เธอคือตัวเลือกจำเป็นของสาวงามเพราะใบหน้าน้อยๆ นั้นของเธอ ส่วนใหญ่ก็ดึงดูดความสนใจของเพศชายจำนวนไม่น้อย
ในฐานะบุคคลสาธารณะปกติต้วนหลิวเหนียนไปที่บริษัทไหนก็จะเปิดเผยน้อยมาก แต่วันนี้ไม่เหมือนกันเพื่อกิจกรรมที่สำคัญเธอตั้งใจใช้เครื่องสำอางของบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวอยู่ในห้องแต่งหน้าโดยเฉพาะต้องการแต่งตัวให้เรียบร้อยและเหมาะสม
แต่ใครจะรู้ว่าหลังจากที่ทาไพรเมอร์ของบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวแล้วจู่ๆ ทั้งใบหน้าของเธอก็เกิดอาการแพ้ และเต็มไปด้วยรอยแดง ไม่น่าดูเอามากๆ
ก็เป็นเพราะสาเหตุที่ใบหน้าเกิดอาการแพ้จึงทำให้เธอไม่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมที่สำคัญได้และสูญเสียโอกาสที่จะยกระดับมูลค่าของตนเองแล้ว
ภายใต้ความโกรธ เธอจึงระดมสื่อมากมายและมาบุกบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวด้วยตนเอง ต้องการให้อีกฝ่ายให้คำอธิบายแก่เธอ
ผู้จัดการของต้วนหลิวเหนียนมองพวกไป๋เหวินหลิงที่เดินมาทางด้านหน้าจากนั้นก็สะกิดต้วนหลิวเหนียน พลางพูดเบาๆว่า “หลิวเหนียน ประธานบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวมาแล้ว!”
ต้วนหลิวเหนียนได้ยินอย่างนี้แล้วก็เงยหน้าทันทีและมองไปด้านหน้า
ที่เห็นอยู่คือผู้หญิงที่สวยมากท่านหนึ่งดวงตาที่เป็นประกายคู่นั้น มีแรงดึงดูดมากขนตาที่งอนยาวสั่นไหวเล็กน้อยผิวที่ขาวใสเผยสีชมพูอ่อนๆ ริมฝีปากที่บางๆ เนียนนุ่มเหมือนดอกกุหลาบ
ด้านหลังของผู้หญิงคนนั้นยังมีคนที่สวมใส่เสื้อผ้ามีระดับติดตามอยู่
“สวัสดีค่ะคุณต้วนหลิวเหนียนดิฉันคือประธานบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวไป๋เหวินหลิง” ภายใต้การนำของกู้เพ่ยหลิงไป๋เหวินหลิงเดินไปตรงหน้าของต้วนหลิวเหนียน และยื่นมือออกมาอย่างมีมารยาท
“สวัสดีค่ะคุณไป๋เหวินหลิง”ต้วนหลิวเหนียนจับมือของไป๋เหวินหลิงเบาๆ แล้วก็เก็บกลับไป
ผู้จัดการที่อยู่ข้างๆยืนขึ้น และพูดด้วยใบหน้าที่จริงจังว่า “คุณไป๋ ดิฉันคือผู้จัดการของหลิวเหนียน ชื่อโม่ลี่ฮัว ที่พวกฉันมาครั้งนี้ เพราะต้องการถามเรื่องคุณภาพของเครื่องสำอางจากบริษัทของพวกคุณ”
ผู้คนที่อยู่ด้านหลังของไป๋เหวินหลิงมีสีหน้าเซ่อซ่าทันทีภายในใจรู้สึกกระวนกระวายใจและตึงเครียด
“ตอนบ่ายวันนี้หลิวเหนียนใช้เครื่องสำอางของบริษัทพวกคุณอยู่ในห้องแต่งหน้าของสถานีโทรทัศน์ แต่ใบหน้าของเธอกลับเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรงมาก” ผู้จัดการโม่ลี่ฮัวจ้องพวกไป๋เหวินหลิงและพูดทีละคำทีละประโยค
ไป๋เหวินหลิงยังไม่ทันได้เอ่ยอะไร กู้เพ่ยหลิงกลับโค้งตัวคำนับพูดแสดงความขอโทษก่อน “ขอโทษด้วยค่ะพวกดิฉันก็คิดไม่ถึงว่าจะเกิดเรื่องอย่างนี้ จริงๆแล้วคุณต้วนก็ใช้เครื่องสำอางของบริษัทพวกเรามาตลอดก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยเกิดอาการแพ้ ส่วนครั้งนี้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางของบริษัทได้สร้างผลกระทบให้คุณต้วนบริษัทของพวกเราขอแสดงความเสียใจเป็นอย่างยิ่ง”
“ที่ฉันต้องการคือคำอธิบายไม่ใช่การแสดงความเสียใจ” หลังจากที่ต้วนหลิวเหนียนฟังจนจบก็ดูไม่พอใจมาก น้ำเสียงก็ดูเย็นชามาก
“หากวันนี้บริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวไม่ให้คำอธิบายเช่นนั้นฉันจะต้องให้สื่อเปิดเผย และจะตำหนิในสถานีโทรทัศน์ด้วย จะไม่ปล่อยให้เรื่องที่ชั่วร้ายแบบนี้ดำเนินการต่อไปได้”
สีหน้าของพวกไป๋เหวินหลิงก็เปลี่ยนไปทันที ต้วนหลิวเหนียนมีอิทธิพลอยู่ในสถานีโทรทัศน์มากมีแฟนคลับมากถึงยี่สิบสามสิบล้านคน หากอีกฝ่ายตำหนิกับเรื่องนี้เกรงว่าแฟนคลับยี่สิบสามสิบล้านคนนั้นก็จะรู้ว่าเครื่องสำอางของบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวมีปัญหา
ถึงเวลานั้น เกรงว่าบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวจะต้องเจอกับการโจมตีอย่างหนักแน่นอน
“คุณต้วนใจเย็นๆ ก่อน หากเรื่องนี้คือความผิดของบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวจริงๆฉันจะให้คำอธิบายที่น่าพอใจแก่คุณอย่างแน่นอน” ไป๋เหวินหลิงสูดหายใจเข้าลึกๆ และพูดปลอบใจ
“คุณไป๋คุณยังคิดว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของบริษัทของพวกคุณอีกหรือ?” สายตาของต้วนหลิวเหนียนเยือกเย็นและปลดหน้ากากอนามัยออกมาทันที
ทันใดนั้น ใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยแดงก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าทุกคน
ไป๋เหวินหลิงหรี่ตาลง
รอยแดงบนใบหน้าของต้วนหลิวเหนียนรุนแรงจนถึงขั้นที่น่ากลัวด้านล่างใบหน้ายิ่งมีรอยแตกออก และมีเลือดซึมออกมา
ถ้าพูดให้น่าฟังหน่อยนี่คืออาการแพ้
แต่ถ้าพูดให้ไม่น่าฟังหน่อยนี่คือเสียโฉมชัดๆ
หลัวไห่หัวหน้าฝ่ายตรวจสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์ส่ายหน้า ในดวงตาทั้งคู่มืดสลัวและพูดเสียงสั่นเครือว่า “เป็นไปไม่ได้ วัสดุที่ใช้ทำเครื่องสำอางของบริษัทพวกผมล้วนเป็นวัสดุที่อ่อนโยน ถึงแพ้ก็ไม่มีทางเกิดสถานการณ์อย่างนี้แน่”
คนอื่นๆ ต่างก็พยักหน้า ใบหน้าของต้วนหลิวเหนียนไม่เหมือนกับอาการแพ้แต่กลับเหมือนติดเชื้ออะไรบนใบหน้ามากกว่า
“นี่พวกคุณกำลังปัดความรับผิดชอบใช่ไหม?” ต้วนหลิวเหนียนกวาดตามองพวกหลัวไห่เสียงที่เดิมทีเบาอยู่ก็ดังขึ้นมาอย่างฉับพลัน ในที่สุดมันก็เกือบจะเป็นเสียงตะคอกออกมาแล้ว
ใบหน้าก็กลายเป็นอย่างนี้แล้ว คนที่เสียหายจริงๆก็คือเธอ พวกคนที่อยู่ตรงหน้าก็ยังเถียงข้างๆ คูๆ แบบนี้มันทำเกินไปแล้วจริงๆ
“คุณต้วนคุณอย่าเพิ่งโมโหเลย ที่พูดไปก่อนหน้านี้ พวกเราไม่ได้จะปัดความรับผิดชอบอยู่แล้ว” กู้เพ่ยหลิงรีบโบกมือ และลองปลอบประโลมอารมณ์ของต้วนหลิวเหนียน
“คุณต้วน ไม่ทราบว่าคุณพกเครื่องสำอางของบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวที่คุณลองใช้ติดตัวมาด้วยไหมพวกเราอยากให้พนักงานเทคนิคตรวจสอบส่วนประกอบด้านในสักหน่อย เพื่อจะตรวจหาสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการแพ้”
ต้วนหลิวเหนียนไม่พูดแต่หันไปมองผู้จัดการโม่ลี่ฮัว
เธอนิ่งไป และหยิบไพรเมอร์ออกมาจากในกระเป๋าหนึ่งขวด
กู้เพ่ยหลิงรับไพรเมอร์มาดูอย่างละเอียด พบว่าไม่ว่าจะเป็นบรรจุภัณฑ์หรือบาร์โค้ดต่างก็เป็นของบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัว
“ให้พนักงานด้านเทคนิคตรวจสอบหน่อย” ไป๋เหวินหลิงขมวดคิ้วและโบกมือออกคำสั่ง
เมื่อเธอพูดจบแล้วก็โทรศัพท์ไปหาหมอด้านผิวหนังที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงท่านหนึ่งและให้อีกฝ่ายมาตรวจวินิจฉัยอาการของต้วนหลิวเหนียน
ต้วนหลิวเหนียนมองท่าทางที่จริงใจของไป๋เหวินหลิงความโกรธในใจก็ค่อยๆ บรรเทาลงแต่กลับเป็นผู้จัดการโม่ลี่ฮัวที่ในดวงตาทั้งคู่มีแต่ความเยือกเย็นที่ไม่มีใครสังเกตเห็น และไม่นานเธอก็รีบเก็บกลับไป
สักพักพนักงานเทคนิคสองสามคนก็มาถึงห้องโถง และตรวจสอบไพรเมอร์ขวดนี้อย่างละเอียด
หลังจากผ่านไปห้านาทีพนักงานเทคนิคคนหนึ่งก็พูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า “ท่านประธานในไพรเมอร์ขวดนี้มีสารปรอทและตะกั่วครับ!”
“อะไรนะ?!” ทุกคนที่อยู่ที่นี่ต่างก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปมาก
สารปรอทและตะกั่วคือสารที่มีพิษ สามารถทำลายชั้นผิวภายนอกได้ ลดภูมิคุ้มกันของผิว ก่อให้โรคผิวหนังสีตกตะกอน ทำให้เกิดการแพ้และรอยแดง
มาตรฐานอนามัยด้านผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางกำหนดให้ห้ามใช้สารปรอท สารหนูตะกั่วบวกกับสารประกอบของสารพวกนี้มาเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางหากพบเห็น จะต้องได้รับโทษทางอาญา
สีหน้าของผู้จัดการโม่ลี่ฮัวก็เคร่งขรึม และโกรธเคือง “มีอย่างที่ไหนกัน คิดไม่ถึงว่าพวกคุณจะใส่ของที่เป็นพิษอย่างนี้ลงในไพรเมอร์ที่หลิวเหนียนใช้มีเจตนาอะไรกันแน่?”
เมื่อเธอพูดเช่นนั้นออกมา คนของสถานีโทรทัศน์ที่มาด้วยก็จ้องพวกไป๋เหวินหลิงอย่างโกรธเคืองราวกับมีศัตรูคนเดียวกัน
พนักงานเทคนิคก็เอ่ยเบาๆ ว่า “เรื่องนั้น… เครื่องสำอางของบริษัทของพวกเรา ตั้งแต่วิจัยและพัฒนามาจนถึงตอนนี้ ก็ไม่เคยใส่สารที่มีปรอทและตะกั่วเลยนะครับ หากพวกเราจะใส่จริงๆก็เป็นไปไม่ได้ที่จะใส่แค่ขวดนี้ขวดเดียว… ”
“คุณหมายความว่าอย่างไร?” โม่ลี่ฮัวได้ยินอย่างนี้ ก็โกรธทันที
“หรือคุณสงสัยว่าพวกเราจะวางยาในเครื่องสำอางของหลิวเหนียนอย่างนั้นหรือ?”
พนักงานเทคนิครีบส่ายหน้าพลางอธิบายว่า“ไม่ ไม่ไม่ คุณเข้าใจผิดแล้ว ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น”
“แล้วคุณหมายความว่าอย่างไรล่ะ?” ดวงตาทั้งคู่ของโม่ลี่ฮัวราวกับมีดและจ้องพนักงานเทคนิคคนนี้อย่างไม่ละสายตา
“อันดับแรกหลิวเหนียนในฐานะพิธีกรสาวคนสำคัญของสถานีโทรทัศน์ เป็นไปไม่ได้ที่จะเอาใบหน้าของตนเองมาล้อเล่นอย่างที่สอง เดิมทีไพรเมอร์ขวดนี้ก็มาจากบริษัทของพวกคุณ ตอนนี้พยานหลักฐานก็แน่นหนา พวกคุณยังจะปัดความรับผิดชอบอีกหรือ?”
พนักงานเทคนิคได้ยินเช่นนั้น ก็ไม่มีทางโต้แย้งได้ เขาจึงก้มหน้าไม่กล้าตอบ
พวกกู้เพ่ยหลิงเองก็เงียบไปเช่นกัน และมีสีหน้าที่เคร่งเครียด
ต้วนหลิวเหนียนเหลือบมองคนพวกนี้ในที่สุดก็มองไปที่ไป๋เหวินหลิง และพูดด้วยสีหน้าเย็นชา “คุณไป๋ คุณจะให้คำอธิบายกับฉันว่าอย่างไร?”
เธอพูดประโยคนี้ออกมาไม่ดังมาก แต่ผู้คนกลับได้ยินอย่างชัดเจนว่าความโกรธภายในใจของเธอใกล้จะระงับไม่อยู่และจะปะทุออกมาแล้ว
ไป๋เหวินหลิงเม้มปาก ขณะที่กำลังจะเอ่ย แต่กลับเห็นหมอผู้ชายที่อายุสามสิบกว่าปีท่านหนึ่งพาพยาบาลสองสามคนเดินเข้ามาในห้องโถงของบริษัทเตี๋ยเลี่ยนฮัวแล้ว
“คุณต้วนเรื่องนี้ต้องรอการพิสูจน์ คุณวางใจเถอะ หลังจากที่เรื่องนี้พิสูจน์ได้แน่นอนแล้วว่าเป็นปัญหาของบริษัทของพวกฉันเช่นนั้นบริษัทของพวกฉันก็จะรับผิดชอบทั้งหมดเอง” ไป๋เหวินหลิงโค้งตัวให้ต้วนหลิวเหนียน แล้วโบกมือให้หมอผู้ชายที่อยู่ด้านหน้า
“คุณหมอเฉินคุณช่วยมาดูใบหน้าที่เกิดอาการแพ้ตรงนี้หน่อยค่ะ”
เฉินคายเหยียนตะลึงงัน ก่อนจะเร่งฝีเท้าเดินเข้าไป
“คุณต้วนท่านนี้คือคุณหมอเฉินคายเหยียน นักวิชาการด้านผิวหนังที่มีชื่อเสียงของฉวนโจว และเป็นหัวหน้าสมาคมศัลยกรรมความงามของฉวนโจว” ไป๋เหวินหลิงชี้เฉินคายเหยียนและพูดแนะนำให้กับต้วนหลิวเหนียน
พอพูดจบเธอก็มองเฉินคายเหยียนอีกครั้งพลางพูดว่า “คุณหมอเฉิน ท่านนี้คือคุณต้วนหลิวเหนียนใบหน้าของเธอมีอาการแพ้และมีรอยแดง คุณลองตรวจดูว่าจะรักษาอย่างไร?”
“ต้วนหลิวเหนียน?” เฉินคายเหยียนตกใจ ปกติตอนที่เขาว่างก็มักจะดูรายการโทรทัศน์จึงเป็นธรรมดาที่จะรู้จักพิธีกรเหรียญทองอย่างต้วนหลิวเหนียน
แต่ว่าหลังจากที่เขามองใบหน้าของต้วนหลิวเหนียนอย่างละเอียดแล้ว ก็ขมวดคิ้วแน่น สีหน้าตึงเครียดขึ้นมา
“คุณหมอเฉินสถานการณ์ของคุณต้วนเป็นอย่างไรบ้างคะ?” ไป๋เหวินหลิงเห็นเฉินคายเหยียนไม่พูดอยู่นานก็ถามอย่างตึงเครียด
เฉินคายเหยียนพูดอย่างจริงจังว่า“สาหัสอยู่นะครับ ใบหน้าของคุณต้วนน่าจะเกิดจากปรอท ตะกั่ว และสารที่มีพิษอื่นๆผิวภายนอกจึงกัดเซาะไปหมดแล้ว ผิวแท้ภายในก็คงจะติดเชื้อเป็นจำนวนมาก”
“เช่น… นั้นใบหน้าของฉันยังมีหวังอีกไหมคะ?” ต้วนหลิวเหนียนมองเฉินคายเหยียนอย่างไม่สบายใจ
“หากรักษาด้วยการผ่าตัดใช้เวลาอย่างน้อยสามเดือน แต่ก็ไม่รับประกันว่าจะฟื้นฟูได้เหมือนเดิมร้อยเปอร์เซ็นต์ อาจจะมีผิวบางส่วนที่ยังคงเป็นรอยแดงครับ”
เมื่อพูดเช่นนี้ออกมา ในหัวของต้วนหลิวเหนียนก็ว่างเปล่าทันที ตัวเธอราวกับถูกฟ้าผ่า และมีสีหน้าหดหู่เป็นอย่างยิ่ง
ดวงตาทั้งคู่ของเธอเหม่อลอยแววตาว่างเปล่า ราวกับสิ้นหวังกับชีวิตแล้ว
พิธีกรสถานีโทรทัศน์คนหนึ่งที่เป็นหนังหน้าไฟก็คือรูปร่างหน้าตา ในสมัยที่ดูกันที่หน้าตาอย่างนี้หากไม่มีใบหน้านี้ สำหรับพิธีกรผู้หญิงอย่างพวกเธอ ก็เท่ากับสูญเสียวิธีการในการแข่งขันที่ได้เปรียบที่สุดไป
การรักษาด้วยการผ่าตัดใช้เวลาสามเดือนแถมรับประกันไม่ได้ว่าจะฟื้นฟูได้ดังเดิมข่าวนี้ราวกับฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ ทำให้จิตใจที่เข้มแข็งของเธอพังลง
ห้าปีมานี้ ทุกๆวันเธอนอนแค่สี่ชั่วโมง ทุ่มเทความพยายามมากกว่าคนปกติสามสี่เท่า จึงสามารถอยู่ในตำแหน่งพิธีกรสาวหมายเลขหนึ่งของสถานีโทรทัศน์เมืองไห่เป่ยได้อย่างมั่นคง
ตอนนี้ ไพรเมอร์แค่ขวดเดียว ทำให้น้ำพักน้ำแรงในห้าปีนี้ของเธอล้มเหลวลงทั้งหมด!
ราวกับเธอตกจากสวรรค์ลงสู่นรก ราวกับถูกลูกธนูนับหมื่นทิ่มแทงหัวใจ ทิ่มแทงจนต้วนหลิวเหนียนแทบหายใจไม่ออก
ทันใดนั้นน้ำตาของเธอก็ไหลพรากลงมาราวกับไข่มุกที่เชือกขาดไหลลงมาจากหางตาของเธอ
เธอเอามือปิดหน้า น้ำตาที่ร้อนเอ่อล้นออกมาจากร่องตาและทำให้เสื้อของเธอเปียก
“หลิวเหนียนอย่าร้องไห้เลย วันนี้ถึงพี่โม่จะต้องสู้ตายก็จะทำให้พวกที่สมควรตายกลุ่มนี้ได้ชดใช้” ผู้จัดการโม่ลี่ฮัวตบหลังของต้วนหลิวเหนียนเบาๆและพูดปลอบใจ หลังจากนั้นก็พุ่งไปตบหน้าของไป๋เหวินหลิงทันที
เสียงตบที่ดังแสบหูดังก้องไปทั่วห้องโถง
“คุณทำอะไร?!”กู้เพ่ยหลิงผลักโม่ลี่ฮัวออกไป และมองไป๋เหวินหลิงที่หน้าแดงด้วยสายตาเป็นห่วง “ท่านประธานคุณไม่เป็นอะไรใช่ไหมคะ?”
ไป๋เหวินหลิงไม่ตอบแต่ปล่อยให้รอยฝ่ามือประทับอยู่บนใบหน้าเธอเดินไปตรงหน้าต้วนหลิวเหนียนอย่างเงียบๆ และโค้งตัวคำนับ “คุณต้วน ขอโทษจริงๆ นะคะ!”
ผู้คนที่อยู่ด้านหลังมองหน้ากันทั้งหมดต่างก็พากันโน้มตัวลงตามไป๋เหวินหลิง “คุณต้วนขอโทษด้วย!”
“ขอโทษหรือ?” ทันใดนั้นต้วนหลิวเหนียนก็เงยหน้าขึ้นมาและเผยใบหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตา
“แค่คำว่าขอโทษคำเดียวก็คิดว่าจะเอาใบหน้าของฉันกลับมาได้แบบนั้นหรือ?!”
การเผชิญหน้ากับการซักถามด้วยความโกรธที่แทบขาดใจของต้วนหลิวเหนียนพวกไป๋เหวินหลิงราวกับมีก้างติดคอ พวกเธอพูดไม่ออกจริงๆ
ทุกอย่างเงียบกริบราวกับถูกไวรัสกวาดเอาไปทั้งห้องโถง
บรรยากาศก็ยิ่งเงียบสงัด
แต่ในเวลานี้ทันใดนั้นหน้าประตูก็มีเสียงที่สงบนิ่งดังมา
“ผมรักษาได้!”